Tuesday, 7 July 2026
POLITICS

โพลมสธ. เผยคนกรุงฯ ชู ‘จุรินทร์’ นำโด่ง เหมาะนั่งนายกฯ คนต่อไป เหนือ 'ประยุทธ์-สุดารัตน์'

มสธ. โพล เผยผลสำรวจคนกรุงเทพ ยกให้ ‘จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ นำโด่ง เหมาะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ระบุมีความเป็นผู้นําเฉพาะตัวเด่นชัด ตามมาด้วย ‘ประยุทธ์’ , ‘สุดารัตน์’

5 พ.ย. 64 - ศาสตราจารย์ ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เปิดเผย ผลสํารวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับ ‘ประชาชนในกรุงเทพมหานครต้องการผู้นําที่มีคุณลักษณะแบบใดเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปแลคุณลักษณะพรรคการเมืองแบบใดที่ผู้นําสังกัดหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป’ ดําเนินการสํารวจ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2564 กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 12,350 คน เป็นชาย 6,820 คน (55.22%) หญิง 5,530 คน (44.78%)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสํารวจครั้งนี้ ชี้ให้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ในสถานการณ์ช่วงเวลา 4-5 ปี ข้างหน้านี้ เนื่องด้วยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคุณลักษณะความเป็นผู้นําเฉพาะตัวเด่นชัดและมีคุณลักษณะพรรคการเมืองที่สังกัดเด่นชัด ตามรายละเอียดของผลการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปนี้

1.) ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินคุณลักษณะความเป็นผู้นําของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

1.1) ผลสรุปภาพรวมคุณลักษณะความเป็นผู้นําของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

จะเห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนโดยภาพรวมสูงสุด (54.24%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (52.99%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (38.12%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (8.87%)

1.2) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 1 คือ ความสามารถในการกอบกู้และแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้
จะเห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (50.30%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา(41.31%), นายกรณ์ จาติกวณิช (32.02%) ตามลําดับ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (9.20%)

1.3) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 2 คือ คุณลักษณะด้านความสามารถในการแก้ปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (50.89%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (43.44%), นายกรณ์ จาติกวณิช (30.14%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (7.72%)

1.4) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 3 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การบริหารประเทศ มีผลงานโดดเด่น เป็นที่ประจักษ์มาแล้วทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (59.53%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (42.47%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (33.40%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (6.09%)

1.5) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 4 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่รอบรู้ รอบคอบ ทุ่มเท ขยัน และรู้กลไกการผลักดันงานหรือนโยบายให้สําเร็จได้

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (63.58%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (58.72%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (42.20%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด
(6.36%)

1.6) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 5 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่อ่อนน้อม ปรองดอง เข้าถึงง่าย ทํางานกับทุกฝ่ายได้

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (55.51%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (52.83%), นายอนุทิน ชาญวีรกูล (47.40%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (12.81%)

1.7) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 6 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เล่นพรรคเล่นพวก

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (54.72%) รองลงมา คือ พลตํารวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (58.74%), พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (54.13%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (9.60%)

1.8) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 7 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เห็นได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคะแนนสูงสุด (62.01%) และรองลงมา คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (60.12%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (57.96%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (16.34%)

1.9) ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 8 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ควบคุมกํากับความมั่นคงทางการทหารและตํารวจ

เห็นได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคะแนนสูงสุด (68.99%) และรองลงมา คือ พลตํารวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (40.92%) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (60.12%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (2.85%)

2.) ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินคุณลักษณะพรรคการเมืองที่ผู้นําสังกัด หรือ อาจจะเป็นผู้ได้รับเสนอชื่อ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป 

2.1) ผลสรุปภาพรวมคุณลักษณะพรรคการเมืองที่เป็นผู้นําสังกัด หรือ อาจจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนรวมสูงสุด (58.15%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นําจากพรรคพลังประชารัฐ (45.59%), นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นําจากพรรคภูมิใจไทย, (40.74%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร ผู้นําจากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนน้อยที่สุด (31.44%)

2.2) ผลสรุปคุณลักษณะพรรคการเมือง ด้านที่ 1 ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด (62.01%) และรองลงมา คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นําจากพรรคภูมิใจไทย (54.20%), ตามลําดับ ส่วนนางสาว พินทองทา ชินวัตร ผู้นําจากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนน้อยที่สุด (26.28%)

2.3) ผลสรุปคุณลักษณะพรรคการเมือง ด้านที่ 2 มีกลไกการทํางานที่เป็นระบบ เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่เป็นพรรคของใครคนใดคนหนึ่ง หรือ คณะบุคคล หรือ นายทุน

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด (58.74%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นําจากพรรคพลังประชารัฐ (45.93%), นายกรณ์ จาติกวณิช ผู้นําจากพรรคกล้า (42.63%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (23.46%)

“แรมโบ้” เห็นด้วย สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเรื่องไม่ต้องการให้นำสถาบันกษัตริย์และการแก้ ม. 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อัด “เพื่อไทย- ก้าวไกล"หากนำมาชูหาเสียงอย่าหวังชนะถล่มทลาย เพราะประชาชนไม่เอาด้วย

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับผลสำรวจสำนักวิจัยซูเปอร์โพลเรื่อง ม.112 ที่พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 98.5  การมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์เชิงลึกของคนในชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงประวัติศาสตร์  นอกจากนี้เกือบร้อยละ 99.1 ไม่ต้องการให้นำสถาบันกษัตริย์และการแก้ ม. 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หาคะแนนเสียงและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะจะทำให้สร้างความแตกแยกขัดแย้งในชาติ

จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศรักและศรัทธา และมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และจะไม่ยอมให้ใครนำเรื่องสถาบันไปแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองหรือทางการเมืองของพรรคการเมือง

นายเสกสกล ยังอยากให้ฝ่ายค้านได้รู้จักคิดและฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศบ้าง ว่าประชาชนมีความต้องการอะไร และการที่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นตนเองมั่นใจว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ยอมอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันการที่พรรคเพื่อไทย- พรรคก้าวไกล จะชูเรื่อง 112 ในการหาคะแนนนิยมของพรรคนั้นก็เป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมาก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้ามั่นใจว่าคงไม่ชนะแบบถล่มทลายอย่างที่คุยไว้แน่นอน

'ซูเปอร์โพล' เผยปชช. วอนหยุดโหน ม.112 อย่าดึงสถาบันฯ - แก้ม.112 เป็นเกมการเมือง

'ซูเปอร์โพล' เผยผลสำรวจประชาชนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องการให้นำสถาบันพระมหากษัตริย์ และการแก้ ม.112 มาเป็นเครื่องมือการเมือง จำเป็นต้องปกป้องการล้มล้างสถาบันฯ จากกลุ่มไม่หวังดี

5 พ.ย. 64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เสนอผลสำรวจ เรื่อง ม.112 : เบื้องหลังและความจำเป็น กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 2,272 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 - 4 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.5 ระบุ การมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์เชิงลึกของคนในชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงประวัติศาสตร์ เช่น ไทย-จีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-อังกฤษ เป็นต้น

ที่น่าสนใจ คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.0 ระบุ สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันหลักของการก่อร่างสร้างชาติในการกอบกู้เอกราช ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดูแลทุกข์สุขของราษฎร และร้อยละ 96.1 ระบุ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการยกเลิก หรือ แก้ไข มาตรา 112 เพราะ การมีอยู่ ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตปกติและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ เกือบร้อยละร้อย หรือ ร้อยละ 99.1 ไม่ต้องการให้ใคร หรือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นำสถาบันกษัตริย์และการแก้ ม.112 มาเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง หาคะแนนเสียงและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวสร้างความแตกแยกขัดแย้งในชาติ ในขณะที่ร้อยละ 98.9 ระบุ จำเป็นต้องป้องกันและปกป้องการล้มล้างสถาบันฯ จากกลุ่มไม่หวังดี บิดเบือนใส่ร้ายและจาบจ้วง ร้อยละ 98.4 ระบุ ประมุขของทุกประเทศ เป็นเกียรติศักดิ์ศรีและสถาบันหลักของชาติ จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมาย และร้อยละ 98.4 เช่นกัน ระบุ ไม่ต้องการให้นำสถาบันกษัตริย์และ ม.112 มาเป็นเครื่องมือปลุกปั่นเยาวชน คนรุ่นใหม่ให้ล้มล้างสถาบันอันเป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธาภักดีของคนในชาติ

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.2 ระบุมีความพยายามจากขบวนการต่างชาติมหาอำนาจ เข้ามาแทรกแซง เชื่อมโยงกับกลุ่มต่อต้านสถาบัน ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ชาติไทย และร้อยละ 96.2 เชื่อว่ามีกลุ่มต่อต้านสถาบันและแกนนำรับเงินและผลประโยชน์อื่น เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการโค่นล้มสถาบัน

“โฆษกรัฐบาล” วอนอย่าบิดเบือนเจตนาดี "บิ๊กตู่” แจงแนะปลูกผักชีในค่ายทหาร เพราะอยากให้ทุกส่วนราชการใช้ทุกโอกาส-พื้นที่ แก้ปัญหาให้ประชาชน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสโซเชียลที่นำคำปรารภของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในที่ประชุมครม. แนะแก้ปัญหาราคาผักชีแพง ให้ปลูกผักชี ในพื้นที่ทหารเพราะผักชีกำลังแพง ว่า เป็นการตัดตอนคำพูดโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีเจตนาดีตั้งใจช่วยเหลือประชาชน สั่งการให้ทุกส่วนราชการ ใช้ทรัพยากรของตนเองที่มีอยู่ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน  ซึ่งปกติพี้นที่ทหารที่ว่าง ก็จะมีการนำมาใช้ประโยชน์อยู่แล้ว เช่น ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

ที่ผ่านมาพื้นที่ในหน่วยทหาร ก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์หลายครั้งในหลายโอกาส เช่น ตั้ง โรงพยาบาลสนาม ในค่ายทหาร ช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งนี้ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจดี ปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อนนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขให้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน นายกฯใส่ใจทุกปัญหาของประชาชน และที่ผ่านมาทุกปัญหานายกฯจะสั่งการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนและให้ทำทันที

นายธนกร กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานอื่นๆ ก็มีมาตรการคู่ขนานออกมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าพีชผักแพง เช่น กระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ Mobile พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน โดยจัดรถเคลื่อนที่จำนวน 50 คัน เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และผัก ราคาถูก  ทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาแม่ปุ๋ยราคาแพง   เป็นต้น  ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้มีมาตรการต่างๆ ในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อ  ทั้งโครงการคนละครึ่ง โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  โครงการยิ่งใช้ ยิ่งได้ ด้วย 

“นายกฯ”กำชับ ดูแลชาวนา บรรเทาราคาข้าวตกต่ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อกรณีที่ชาวนาร้องเรียนราคาข้าวตกต่ำจนถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และกำชับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบทั้งโควิด-19 น้ำท่วม ราคาข้าวตกต่ำ จึงต้องหาทางบรรเทาความเดือดร้อนโดยเร็ว ขณะนี้ธ.ก.ส. แจ้งว่าระบบจะโอนเงินให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการประกันรายได้ งวดแรกในวันที่ 9 พ.ย.นี้ 

นายธนกร กล่าวถึงราคาข้าวที่ลดต่ำลงในช่วงนี้ ว่า มาจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การส่งออกข้าวไปต่างประเทศ การบริโภคในประเทศที่ลดลง ปริมาณฝนตกชุก ปัญหาน้ำท่วมส่งผลต่อคุณภาพข้าว โดยกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศมีมากขึ้นในช่วง 6 เดือนหลัง และค่าเงินบาทอ่อนตัวลง จึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยและคาดว่าปีนี้ จะส่งออกได้ราว 6 ล้านตันตามที่ตั้งเป้าไว้ ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศมีสัญญานดีขึ้น และสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย มาตรการที่กระทรวงพาณิชย์เข้าไปแก้ไขปัญหาจะช่วยให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดดีขึ้นเป็นลำดับ

'รัฐ' ไฟเขียว กำหนดภาชนะพลาสติกอุ่นไมโครเวฟ ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ยกระดับความปลอดภัย ลดสารเคมีปนเปื้อน

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ระบุว่า จากปัจจุบันนี้ ประชาชนนิยมนำพลาสติกบรรจุอาหารมาใช้กับเตาไมโครเวฟ ซึ่งภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารบางประเภทเหมาะสำหรับใช้อุ่นอาหารเพียงครั้งเดียว หากนำกลับมาใช้ซ้ำโดยอุ่นในเตาไมโครเวฟ จะทำให้สารเติมแต่งที่สร้างความคงทนในภาชนะพลาสติกแพร่กระจายปนเปื้อนสู่อาหารและก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้น ครม.จึงอนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ สำหรับการอุ่น ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับการอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟที่มีคุณภาพและปราศจากสารเคมีปนเปื้อน อันจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้

1.กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ สำหรับการอุ่น ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2493 เล่ม 1-2554 ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ 1)ภาชนะพลาสติกรวมฝา ที่ต้องสัมผัสโดยตรงกับอาหารที่อุ่นในเตาไมโครเวฟ และต้องทนอุณหภูมิได้ไม่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเชียส 2)ผลิตจากพลาสติก 4 ชนิด คือ พอลิพรอพิลีน (PP) พอลิเอทิลีนเทเรฟแทเลต (PET) พอลิเมทิลเมทาคริเลต (PMMA) พอลิเมทิลเพนทีน (PMP) 3)สีที่ใช้พิมพ์/ผสมในเนื้อพลาสติกต้องเป็นสีชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร มีความปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

2.กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติก บรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ สำหรับการอุ่นครั้งเดียว ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2493 เล่ม 2-2556 ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ 1)ภาชนะพลาสติก ฝา และส่วนประกอบอื่นที่สัมผัสอาหาร สำหรับใช้อุ่นในเตาไมโครเวฟ ทนอุณหภูมิได้ไม่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเชียส ทำขึ้นเพื่อใช้ครั้งเดียวจากวัสดุชั้นเดียวหรือหลายชั้น 2)ผลิตจากพลาสติก 3 ชนิด คือ พอลิพรอพิลีน (PP) พอลิเอทิลีนเทเรฟแทเลต (PET) พอลิสไตรีน (PS) 3)สีที่ใช้พิมพ์/ผสมในเนื้อพลาสติกต้องเป็นไปตาม มอก.1069 หรือเป็นสีชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร มีความปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

โฆษกรัฐบาล เผย “นายก” จี้ ฝ่ายความมั่นคง สางปม แรงงานเถื่อนข้ามชาติ ควบคู่ ป้องโควิด-19 รองรับ เปิดประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดตามแนวชายแดน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้ง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง เพิ่มความเข้มงวด  เฝ้าระวัง สกัดกั้นขบวนการขนย้าย ค้าแรงงานต่างด้าว ที่แอบลักลอบเข้าประเทศไทยตามแนวชายแดนโดยผิดกฎหมาย หลังพบการรายงานการจับกุมการลักลอบขนย้ายแรงงานเถื่อนผ่านชายแดนมีความถี่มากขึ้น โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทุกประเภท

ทั้งการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้าอาวุธเถื่อนและยาเสพติด  ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันและควบคุมโรค Covid-19  บริเวณชายแดน รวมทั้งใช้กลไก ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจังหวัด ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการการทำงาน ร่วมกันและนำเทคโนโลยีมาใช้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และให้สถานที่กักกัน (OQ) ให้เพียงพอเพี่อรองรับการลักลอบข้ามแดนที่มากขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ Covid-19 อย่างมีประสิทธิภาพ 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการจับกุมการลักลอบขนย้ายแรงงานเถื่อนผ่านชายแดนหลายคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่นวันที่ 3 พ.ย. 64  เจ้าหน้าที่จับกุมกลุ่มบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 17 คน ที่บริเวณจุดตรวจ ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ วันเดียวกันในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยงู บ.ห้วยหมากเลี่ยม ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พบผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สัญชาติเมียนมา 19 คน  และเมี่อวันที่  31 ตุลาคมที่ผ่านมา  ได้จับกุมชาวเมียนมา บริเวณช่องทางธรรมชาติช่องสิบศพ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้ 45 คน  เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทำการตรวจคัดกรองโควิด -19 ตามมาตรการเฝ้าระวัง ก่อนนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ ตม. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

กมธ.พัฒนาการเมือง รับเรื่องตรวจสอบ ‘วีระกร’ หลังปชช. ร้องเรียน ช่วยผู้สมัครนายกฯ อบต. หาเสียง

กมธ.พัฒนาการเมือง สรุปผลการประชุม เผย ปชช. ร้องเรียน ‘วีระกร คำประกอบ’ สส.นครสวรรค์ ช่วยอบต.หาเสียง เข้าข่ายผิด พรบ.การเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมตั้งคณะทำงานจับตาการเลือกตั้งนายกอบต. ทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม เขต 3 พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงต่อสื่อมวลชน ถึงสรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยข้อเรียกร้องจากประชาชนต่อกรรมาธิการ ในประเด็นให้ตรวจสอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ช่วยหาเสียงผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 

สุทธวรรณ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมครั้งที่ 69 เมื่อวันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาศึกษาในการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการเป็นอาสาพัฒนาการเมืองและส่งเสริมการเลือกตั้ง โดยมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนสถาบันพระปกเกล้า ผู้แทนกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้แทนองค์กรภาคประชาชน ได้แก่ เครือข่าย We Watch ผู้แทนโครงการ ELECT เข้าร่วมประชุม โดย คณะกรรมาธิการได้คำนึงถึงบทบาทของภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตย 

จึงมีแผนจะดำเนินโครงการอาสาพัฒนาการเมืองและส่งเสริมการเลือกตั้ง เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม โดยสร้างเครือข่ายผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มีการดำเนินการตรวจสอบการเลือกตั้งด้วยกระบวนการนับผลคะแนนการเลือกตั้งแบบคู่ขนาน (Paralle! Vote Tabulation: PVT) โดยจะนำมาใช้ในการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ คณะกรรมาธิการ จึงต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว

สุทธวรรณ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ข้อจำกัดในการเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประชาชน ตามกฎหมายจะไม่อนุญาตให้เข้าไปสังเกตการณ์เลือกตั้งภายในหน่วยเลือกตั้งได้อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขระเบียบในเรื่องดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะแก้ไขให้แล้วเสร็จได้ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานฯ มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการอาสาพัฒนาการเมืองและส่งเสริมการเลือกตั้ง

ในส่วนของ ผู้แทนเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้ามีพันธกิจในการส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา และส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ทั้งนี้ สถาบันพระปกเกล้ามีความยินดีที่จะร่วมให้ข้อมูลและร่วมกับคณะกรรมาธิการในการดำเนินโครงการอาสาพัฒนาการเมืองและส่งเสริมการเลือกตั้ง

จากการทำให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นจากสังคม ทำให้การเข้าสู่ตำแหน่งผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ถูกตั้งคำถามจากประชาชน และสถาบันพระปกเกล้า มีการดำเนินโครงการเลือกตั้งสมานฉันท์และไม่ซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งและการซื้อสิทธิขายเสียงได้ในระดับหนึ่ง

'โบว์' ยัน!! ไม่ควรยกเลิกมาตรา 112 แต่ควรปรับ!! ส่วนจะแก้หรือไม่ อยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ในสภา

‘โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา’ ชี้!! มาตรา 112 มีปัญหาในหลักกฎหมายที่ควรปรับปรุงได้จริง แต่ไม่ควรยกเลิก ส่วนจะแก้ไขได้หรือไม่ อยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ในสภา ซึ่งต้องเคารพ

โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองได้โพสต์เฟซบุ๊ก และทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ถึงเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ว่า…

สิ่งที่ควรพูดกันตรง ๆ คือ ตัวบทบัญญัติมีปัญหาในหลักกฎหมายที่ควรปรับปรุงได้จริง ส่วนการละเมิดที่เกินเลยและ “ผิด” ก็มีจริง ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องไปให้ท้ายกัน ต้องตรงไปตรงมากับสังคม จึงจะเกิดบรรยากาศที่คุยกันรู้เรื่อง

‘ท่านใหม่’ คารวะหัวใจ ‘เสรีพิศุทธ์’ แม้โผงผาง แต่ยึดมั่นสถาบันฯ ยิ่งชีพ

ม.จ.จุลเจิม ยุคล โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก คารวะนักการเมืองที่แสดงจุดยืนไม่แก้ไขมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา โดยระบุว่า ขอบคุณท่านเสรีพิศุทธ์ ถึงแม้ท่านเป็นคนโผงผาง ปากกล้า แต่ผมขอคารวะ จิตใจท่าน ที่ยังมีจุดยืน ในความจงรักภักดี และยังเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต

ใครจะว่าอย่างไร ท่านเสรีพิศุทธ์ ผมก็ขอคารวะ ท่านตลอดจน ส.ส. และพรรคการเมืองทุกพรรคที่แสดงออก ในการต่อสู้เพื่อสถาบัน อย่างอื่น ๆ จะดีเลวอย่างไรบ้าง อยู่ในความวินิจฉัยของ ปชช. ทั้งประเทศ เราก็ไม่ว่ากัน 

 “นายกฯ” ติดตามผลการเปิดประเทศทุกมิติ ไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล หลังพบ 6 รายนำเชื้อเข้า มีระบบสาธารณสุขดูแล ส่วนปัญหาติดขัดอื่นๆคลี่คลายได้ทั้งหมด ยันให้ความสำคัญเปิดเทอมไม่น้อยกว่าเปิดปท. 

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมาย ถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานว่าภายหลังการเปิดประเทศมีผู้ติดเชื้อเข้ามา มีความกังวลอย่างไรบ้าง ว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามผลการดำเนินงานของการเปิดประเทศมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะด้านสาธารณสุขเท่านั้น ส่วนเรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มาจากการเดินทางนั้น พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่านับตั้งแต่วันที่ 1-3 พ.ย.มีจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศไทยทั้งหมด 7,124 คน จาก 3 ระบบ คือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ผู้ที่เดินทางเข้าในระบบแซนด์บ็อกซ์ และคนที่เข้าระบบกักกันตัว ทั้งหมดนี้มีผู้ติดเชื้อรวม 6 คนเท่านั้น และได้รับการดูแล ซึ่งในเรื่องสาธารณสุขตรงนี้ ไม่มีประเด็นไหนที่ต้องกังวล 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น บางจุดในสนามบินที่เป็นช่วงเวลาที่มีผู้เดินทางเข้ามาเยอะ และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขมีจำนวนน้อยอยู่ ทางสาธารณสุขได้เร่งดำเนินการหาเจ้าหน้าที่มาเพิ่มเติมได้ครบถ้วน ซึ่งคาดว่าปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลาย ส่วนอีกปัญหาพบสายการบินตรวจเอกสารตั้งแต่ต้นทางไม่ครบถ้วน เมื่อมาถึงไทยเลยเกิดปัญหา ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ประสานงานในการจัดระเบียบให้เข้ม ว่าต้นทางที่จะรับผู้โดยสารขึ้นเครื่องต้องทำอย่างไรบ้าง ส่วนระบบไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) แม้จะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 1 พ.ย.แล้ว แต่ในช่วงนี้ระยะเปลี่ยนผ่าน นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยจะอยู่ภายใต้ระบบการขอหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (ซีโออี)อยู่ แต่เมื่อระบบไทยแลนด์ พาส ได้ใช้อย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเริ่มในวันที่ 8 พ.ย. ปัญหาในการตรวจสอบต่างๆจะคลี่คลายไปทั้งหมด ซึ่งนายกฯติดตามครบทุกมิติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเปิดเทอมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นายกฯให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเปิดประเทศอย่างที่มีคนกล่าวหา ทั้งนี้รมว.ศึกษาธิการได้รายงานให้ครม.รับทราบ โดยเฉพาะเรื่องของการฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา นับจนถึงวันที่ 2 พ.ย.ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 800,000 กว่าคน เข็มที่ 2  จำนวน 557,000 คน ส่วนที่ยังไม่ได้รับการฉีด 87,000 คน ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขจะเร่งฉีดให้ครบถ้วน สำหรับการฉีดวัคซีนให้กับเด็กและนักเรียนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยตัวเลขวันที่ 3 พ.ย.ฉีดวัคซีนแล้ว 3 ล้านกว่าคน คิดเป็น 78 เปอร์เซ็นต์ จากยอดที่แจ้งประสงค์ฉีดวัคซีน 840,000 คน 

 

'โฆษกรัฐบาล' เผย รายงานภาวะเศรษฐกิจกันยายน 64  โชว์จัดเก็บภาษีขยายตัวที่ร้อยละ 14.8 ต่อปี ภาษี VAT ขยายตัวที่ร้อยละ 8.6 นทท. ต่างชาติเข้าประเทศกว่า 1.2 หมื่นคน  เชื่อเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในปี 2565

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือนกันยายน เปิดเผยตัวเลข สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น อาทิ ด้านการท่องเที่ยว โดยในเดือน ก.ย. 64 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศจำนวน 12,237 คน ขยายตัวที่ร้อยละ 100.0 ต่อปี  ทั้งนี้ รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ (หลังหักจัดสรรให้ อปท.) ในเดือน ก.ย. 64 ขยายตัวที่ร้อยละ 14.8 ต่อปี ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐบาลจัดเก็บได้ ณ ระดับราคาคงที่ในเดือน ก.ย. 64 ขยายตัวที่ร้อยละ 8.6 ต่อปี   ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2564 ขยายตัวที่ร้อยละ 16.3 ต่อปี ด้านภาคการเกษตร ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรมในเดือน ก.ย. 64 ขยายตัวที่ร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังยังคาดการณ์ว่าปี 2565   เศรษฐกิจไทยในจะขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ในช่วงร้อยละ 4.0 ต่อปี โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 7 ล้านคน ในขณะที่การส่งออกสินค้าคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.8 ต่อปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การจ้างงาน และการบริโภคภายในประเทศ 

“รองโฆษกรัฐบาล” ชี้ ดัชนีความเชื่อมั่นจชต.ขยับดี เร่ง การค้าชายแดนเปิดด่านเพิ่ม คู่เดินหน้าแผนบูรณาการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ ว่า ความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนใต้ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยสำนักงานโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนใต้ไตรมาสที่ 3 ปี 2564 จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ประมาณ 34,000 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 51.87 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 50.90 จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมที่มีมากขึ้น

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกฯยินดีกับผลการสำรวจดังกล่าว เนื่องจากผลการดำเนินนโยบายรัฐ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งเน้นทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)และ สำนักงานโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เพื่อดำเนินงานตามแผนบูรณาการที่หนุนเสริมใน 2 มิติ คือ 1.การพัฒนาตามศักยภาพพื้นที่ ในระดับฐานราก 290 ตำบล 

มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนตามฐานข้อมูล คือ ด้านสุขภาพ ,ความเป็นอยู่ ,การศึกษา,รายได้ และด้านการเข้าถึงบริการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 2.การพัฒนาเสริมสร้างความมั่นคง มุ่งเน้น 3 ด้าน คือ ด้านการสร้างความเข้มแข็งสังคมพหุวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามหลักความเชื่อ ศาสนา การประกอบศาสนกิจ การจัดงานประเพณีวัฒนธรรมต่าง และสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ด้านการเยียวยา มุ่งเน้นเยียวยาทั้งร่างกาย จิตใจ และความสูญเสียทางทรัพย์สินต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และด้านการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ในการสร้างความร่วมมืออันดีจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ

'นิพนธ์' ย้ำ! ไม่ผิด ปม ป.ป.ช.ชี้มูล157 เดินหน้า ยื่นศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง บอก มีหลักฐานชัดเอกชนฮั้วประมูล มั่นใจ! ไม่กระทบคุณสมบัติรัฐมนตรี

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด มาตรา 157 คดีไม่เบิกจ่ายเงินค่ารถอเนกประสงค์ 2 คัน 50 ล้านบาทให้แก่เอกชนก่อนหน้านี้ และถูกยื่นคำร้องต่อองค์กรอิสระให้ตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ว่า ย้ำว่าเรื่องดังกล่าวขณะนี้เรื่องทางแพ่งอยู่ที่ศาลปกครองสูงสุด ยังไม่มีมีการตัดสินและคดีอาญาที่ป.ป.ช  ชี้มูลว่าผิดมาตรา 157 ละเว้นการจ่ายเงินให้เอกชน ที่ภายหลังทราบว่ามีการฮั้วกันนั้น ตอนนี้ยังอยู่ที่อัยการและยังไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาล และทราบว่ายังมีการตั้งข้อไม่สมบูรณ์16หน้ากระดาษ มีข้อบกพร่องในสำนวนอยู่หลายประเด็นมาก และเมื่อคดีหลักยังไม่ตัดสิน คดีปลายจะไปได้อย่างไร 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ตนจึงต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้ช่วยถอนคำสั่ง เพราะว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดใดๆ และการที่ไม่เซ็นก็เป็นการรักษาผลประโยชน์ด้านงบประมาณของจังหวัด ซึ่งจนถึงวันนี้เงิน 51 ล้าน ยังอยู่ที่ อบจ. สงขลา ยังไม่มีการจ่ายเงินสักบาท ขณะเดียวกัน สภ.เมืองสงขลามีคำสั่งฟ้องและส่งฟ้องมาที่กองบังคับการปราบปราม ขณะนี้กองปราบฯ พิจารณาสำนวนและยืนยันสั่งฟ้องบริษัทเอกชนและพวกแล้ว

เมื่อถามว่า ในเมื่อตำรวจสั่งฟ้องว่าบริษัทเอกชนว่าฮั้วประมูลแล้ว แต่ป.ป.ช.กลับชี้มูลความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายนิพนธ์ กล่าวว่า"อันนี้แหละที่เป็นเหตุให้ไปฟ้องศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่ง ด้วยเหตุผลที่ผมไม่ได้ทำผิด และลงโทษทางวินัยผมโดยไม่ตั้งคณะกรรมการและป.ป.ช.ไม่ได้ชี้ผมว่าทุจริต ดังนั้นการจะลงโทษทางวินัยก็ต้องตั้งกรรมการมาสอบผมก่อน นอกจากนี้ ตามกฎหมาย อบจ.ถ้าจะลงโทษผม ต้องลงโทษภายใน2ปีนับจากวันที่ผมครบวาระ ผมเป็นนายกอบจ. ปี56 ครบวาระปี 60 ถ้าจะลงโทษผมก็ต้องภายในปี62 แต่นี่มาลงโทษปี64  ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ ผมจึงต้องฟ้องศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสี่งนี้เพราะเป็นคำสั่งโดยมิชอบ"

“นายก” เร่ง ช่วยปชช.ขยายเวลา พักหนี้กทบ.ออกไปอีก 1 ปี ชี้ สมาชิกเกือบ 14 ล้านคน คลายภาระการเงิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม มอบนโยบายให้ทุกกลไกของรัฐบาล เร่งช่วยบรรเทาความเดือนประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ(กทบ.) มีมติให้พักชำระหนี้ หรือลดภาระหนี้ เงินกองทุนฯให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อนตามความเหมาะสม โดยพักชำระเงินต้นในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี  เพื่อผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ที่มีต่อกองทุนฯบรรเทาความเดือดร้อน ลดหนี้นอกระบบ เพราะสมาชิกฯ สามารถนำเงินที่เหลือจากการส่งกองทุนฯ ไปเป็นทุนประกอบอาชีพ สร้างรายได้ในช่วงการแพร่ระบาด โดยได้มีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการกองทุนฯระดับจังหวัดตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้รับทราบและดำเนินงานตามมติต่อไป

นายธนกร กล่าวว่า สมาชิกกองทุนฯที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาชำระหนี้ ควรสมัครใจเข้าร่วมโครงการ มีประวัติชำระหนี้ดีและต้องการเข้าร่วมโครงการเพื่อลดภาระทางการเงินที่จะต้องชำระเงินต้นกับกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมือง แต่ในกรณีที่มีประวัติผิดชำระหนี้ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ หากปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดโดยสุจริต คณะกรรมการกองทุนฯจะมีอำนาจพิจารณาการเข้าร่วมโครงการเป็นรายบุคคล  โดยอาจพิจารณาจากผลประกอบอาชีพของสมาชิก สภาพทางเศรษฐกิจหรือรายได้อื่นของสมาชิกและครอบครัว การค้ำประกัน รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้คืน ของสมาชิกแต่ละราย โดยเป็นการพักชำระหนี้ ควรให้พักชำระหนี้เงินต้นในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ให้ส่งเฉพาะดอกเพื่อให้กองทุนสามารถนำรายได้จากดอกเบี้ยมาใช้ในบริหารจัดการกองทุนรวมถึงสวัสดิการให้สมาชิกรวมถึงประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนต่อไป เมื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สมาชิกจะต้องจัดทำแผนการออมเงินและแผนในการฟื้นฟูศักยภาพการประกอบอาชีพเสริม เช่น การเข้าร่วมโครงการกองทุนต้นไม่ร่วมพัฒนา การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การพัฒนาศักยภาพการประกอบอาชีพ ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top