Saturday, 4 July 2026
POLITICS

‘เพื่อไทย’ ดรามา รับไม่ได้!! แกนนำม็อบปลุกระดมให้ ‘รัฐประหาร’ เผย!! สร้างความเจ็บปวดให้ประชาชน คนมากมาย ต้องสูญเสียชีวิต

(29 มิ.ย. 68) นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่าการชุมนุมเป็นการแสดงออกเป็นสิทธิตามกฎหมาย และเป็นการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย โดยปราศจากความรุนแรง ปราศจากอาวุธและชอบด้วยกฎหมาย แต่สิ่งที่พรรคเป็นห่วงคือเนื้อหา การปลุกระดมของแกนนำบางท่านที่มีการพูดถึงการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่อาจจะรับได้ ขอเรียกร้องไปยังพี่น้องประชาชนที่รักในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าพวกเราจะไม่เดินทางไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารอีกแล้ว

นายดนุพร บอกด้วยว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนหลายคนมีความเจ็บปวดอย่างประเมินค่าไม่ได้ มีการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมากกับการเรียกร้องและขัดขวางการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นขอเรียนว่าทางพรรคไม่อาจรับได้เรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร

‘เปลว สีเงิน’ เผย!! เตรียมดัน นิรโทษกรรม สุดซอย ชี้!! ‘รวมพลังแผ่นดิน’ ยังไม่สิ้นภารกิจ ถ้าประเทศยังอยู่ในมือ ‘ไส้ศึกเขมร’

(29 มิ.ย. 68) ‘เปลว สีเงิน’ นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อ ‘ชาติต้องการท่าน’ โดยระบุว่า…

ดูลีลา “ฮุน เซน” มา ๔-๕ วัน

ต้องบอกว่า “ร้ายกาจ” สมกับที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ยาวนานที่สุดในโลก คือร่วม ๔๐ ปี!!

จากวันแรกที่ฮุน เซน ปล่อยคลิปสนทนาอุ๊งอิ๊ง จนถึงเมื่อวาน (๒๗ มิ.ย.) ที่ฮุน เซน จับตระกูลชินแก้ผ้าแล้วชำแหละทีละชิ้นโยนให้หมากิน

ใช่ว่าฮุน เซน พูดแบบ “ปากพาไป” โดยไม่มียุทธศาสตร์-ยุทธวิธีทางเป้าหมาย

ตรงกันข้ามเป้าหมายพิฆาตของฮุน เซน เจาะจงที่รัฐบาล “สองพ่อลูกตระกูลชิน” โดยตรง!!

สังเกตได้จากคำพูดและการโพสต์เฟซฯ ของฮุน เซน และฮุน มาเนต เขาจะเน้นตลอดว่า เขาไม่ได้เป็นศัตรูกับประเทศไทยและคนไทย

กระทั่งกับทหารคือกับกองทัพไทย .....

เขาก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะเป็นศัตรูถึงขั้นอยาก “ลองของ”

ศัตรูของสองพ่อลูกเขมร ที่เขาตามราวีอยู่ขณะนี้  คือ

“นายกฯ อุ๊งอิ๊ง” กับ “ทักษิณ”

และคนบางคนในตระกูลชินที่ “มีอะไรลับๆ”  ฝากไว้กับเขาเท่านั้น!!

ที่ผมบอกว่าฮุน เซน “ร้ายกาจ” เพราะเขาฉายหนังตัวอย่างไว้ว่า “จะแฉเรื่องทักษิณหมิ่นสถาบัน” ในวันนี้ คือเมื่อวาน (๒๗  มิ.ย.)

ทำเอาแฟนๆ “งูเก็งกอง” แห่กันปูเสื่อเฝ้าหน้าจอ แต่เอาเข้าจริง เรื่องหมิ่นสถาบัน ฮุน เซน กลับวับๆ แวมๆ เพียงว่า......

“นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย แต่ผมจะไม่พูดในรายละเอียด หากทางการไทยต้องการทราบว่านายทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ของตนอย่างไร

ทางการไทยสามารถส่งทูตพิเศษไปสอบถามโดยละเอียดได้ ผมยืนยันเรื่องนี้และสัญญาว่าจะให้คำตอบโดยละเอียดมากขึ้น”

นี่แหละ ความร้ายกาจของฮุน เซน

ไม่ใช่ตรงที่ “วางยา” ทักษิณ

แต่ตรงที่ “ฮุน เซน” รู้จักหัวใจประเทศไทยและคนไทยดี ดีกว่าคนไทยบางคน-บางพวกด้วยซ้ำ ว่าอะไรควรพูด-อะไรไม่ควรพูด

ดังนั้น ฮุน เซน จึงแค่ฉายหนังตัวอย่างในคำที่เขากล่าวหาว่าทักษิณหมิ่นสถาบัน

เพราะถ้าเขานำคำที่ทักษิณพูดมาแฉว่า ทักษิณพูดอย่างนี้...อย่างนี้...นั่นเท่ากับฮุน เซน “หมิ่นสถาบัน” ด้วย

ฮุน เซน ถึงบอกว่า ถ้าทางการไทยอยากได้รายละเอียดให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบถามเขานั่นไง!!

แสดงว่า “ฮุน เซน กับทักษิณ” ตอนนี้ เข้าตำรา “ผลประโยชน์ขัดกัน ต้องบรรลัยกันไปข้าง”

ข้างไหนจะบรรลัยก่อนหรือจะบรรลัยไปด้วยกัน คนไทยบอก...ได้ทั้งนั้น!!

เมื่อวาน ฮุน เซน พูดแบบเมดเลย์ เตะพ่อนายกฯ ด้วยเรื่องหมิ่นสถาบันไปแล้ว

ก็หันไปตบหลานอุ๊งอิ๊ง ที่พูดถึงแม่ทัพภาคที่ ๒ “พล.ท.บุญสิน พาดกลาง” กับฮุน เซน ว่า “แม่ทัพภาคที่ ๒ เป็นฝ่ายตรงข้ามกับเรา”

โดยฮุน เซน บอกว่า........

“การกระทำของนายกรัฐมนตรีไทยในการพูดคุยกับผม แล้วดูหมิ่นโจมตีแม่ทัพภาคที่ ๒ นั้น ถือเป็นการก่อกบฏ”

“การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการทรยศต่อแผ่นดินไทยหรือไม่ แต่ในกัมพูชา การสมคบคิดกับต่างประเทศดูหมิ่นผู้บัญชาการทหารของตนเอง

ถือเป็นความผิดฐานทรยศต่อแผ่นดิน

ในประเทศไทย การกระทำเช่นนี้ อาจถือเป็นเรื่องปกติ แต่กัมพูชาไม่อนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์และดูหมิ่นกองกำลังทหารของตนเอง”

.....ฝ่ายไทยได้เปิดเผยอย่างลับๆ ผ่านเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของผมว่า เมื่ออำนาจของ น.ส.แพทองธาร แข็งแกร่ง แม่ทัพภาคที่ ๒ อาจถูกตัดสินจำคุกได้

สำหรับผมไม่เคยดูหมิ่นหรือทำร้ายผู้บัญชาการทหารของไทยคนใดเลย

แต่สงสัยว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีของไทย จึงกล้าดูหมิ่นแม่ทัพของตนเอง เพื่อเอาใจผม ทั้งที่ผมไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวภายในของไทยเลย”

นี่เป็นการวิพากษ์เชิงแฉพร้อมไซโคแยกมิตร-แยกศัตรูที่แยบยล สมกับความเป็นเฒ่าสารพัดพิษจริงๆ!!

เมื่อ “เตะ-ตบ” แล้ว ฮุน เซน ก็ “ยำ” สองพ่อลูกต่อ....

“นายทักษิณ แกล้งป่วยหลายโรค เพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมาย นายทักษิณไม่ได้ป่วย อุปกรณ์ที่ใส่คอ ใส่มือ ก็แค่การแสดง

ในวันที่ผมเข้าพบนายทักษิณ เมื่อวันที่ ๒๑ ก.พ.๖๗ นั้น นายทักษิณไม่ได้ป่วย แต่เมื่อถ่ายรูปคู่กับผม กลับเอาชุดผู้ป่วยมาสวม เพื่อหลอกสายตาประชาชนและเจ้าหน้าที่ไทย

ตอนเข้าพบนายทักษิณแรกๆ ไม่รู้ว่าจะแกล้งป่วย เหตุที่เพิ่งมาเปิดเผยตอนนี้ ก็เพราะว่ามีคุณธรรม ตอนนั้น จึงยังไม่เปิดเผย

และที่มาเปิดเผยตอนนี้ ก็เพราะว่าลูกสาวของนายทักษิณ “นายกฯ ไทย” เป็นคนไม่มีคุณธรรม”

เละเป็น “โจ๊ก-จันทร์ส่องหล้า” ไปเลย!!

โจ๊กจะอร่อย มันต้องใส่ไข่ ว่าแล้วฮุน เซน ก็ตอกไข่ “อาปู” ดังโพละ.....

“น.ส.ยิ่งลักษณ์ รอดพ้นการจับกุมในประเทศไทย ก็เพราะเดินทางออกนอกประเทศ ผ่านกัมพูชาไปสิงคโปร์ ด้วยหนังสือเดินทางกัมพูชา

ด้วยการสนับสนุนจากผมเอง และสามารถหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย เมื่อถึงที่ปลอดภัยแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์โทรศัพท์มาขอบคุณทั้งน้ำตา

ผมยังได้ขอโทษที่โกหกนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่ถามว่า “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไปที่ไหน”

ทั้งหมดที่ฮุน เซน พูด อะไรๆ ก็คลายเครียดได้ทั้งนั้น ยกเว้นเรื่องเดียวที่ฮุน เซน ดูจะโม้เกินเบอร์เขมรไปหน่อย

“แม้อาวุธของกัมพูชาจะสามารถยิงเข้าถึงกรุงเทพฯ ได้ แต่กัมพูชาจะไม่ยิง......”

แหม...อยากให้ยิงจัง อยากฟังเสียงปืนเขมรน่ะ บอกตรง!!

ผมก็สรุปเส้นทาง “โจรล้างโจร” ให้ฟัง ว่าทิศทางมันเป็นอย่างนี้ อย่าว่าแต่คนไทยขับไล่ “แพทองธาร” ออกไปจากตำแหน่งนายกฯ เลย

ฮุน เซน ก็ยังช่วยขับไล่ทั้งใส่ไฟ-โหมฟืนฌาปนกิจ “สองพ่อลูก” ตระกูลชิน แสดงว่า เรื่องที่ทำให้สองตระกูลนี้ต้องแตกหัก

เดิมพันมันต้องมหิมา

และฝ่ายฮุน เซน ยังกำ “กล่องดวงใจ” ทักษิณไว้อีกมาก ฝ่าย สทร.จึงต้องอมสาก กลัวถูกสวน!!

ลำพังฮุน เซน ออกมาลากไส้สองพ่อลูกตระกูลชิน ชาวบ้านก็ไม่ว่าอะไร นอกจากตามแห่-ตามฮา สนุกๆ กันไป

แต่ “กรรม” จำเพาะ นายกฯ ไทยดันปากเปราะ

เอาแม่ทัพ-ภาคที่ ๒ ของประเทศตัวเอง ไปนินทาว่ากล่าวให้กับเขมรซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามฟัง

มันเป็นพฤติกรรมเข้าข่าย “บ่อนทำลาย-ขายชาติ” เยี่ยงไส้ศึกทำเสื่อมเสียเกียรติกองทัพและประเทศชาติมาก!!

ยิ่งตัวนายกฯ หญิงออกมายอมรับว่า โทรศัพท์ไปพูดอย่างนั้นกับฮุน เซนจริง แถมลอยหน้าเถียง ที่พูดไปนั้น “ไม่ได้ทำให้ชาติเสียอะไร”

จากที่คนไทยจะฮึ่มกับฮุน เซน พากันหันกลับมาแหกนายกฯ ไทย-ใจเขมรแทน ถึงขั้นแห่กันมาจากทุกสารทิศ วันนี้ (๒๘ มิ.ย.) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นหมื่น-เป็นแสน

ไล่นายกฯ “ไส้ศึกเขมร” ออกไป

ขืนให้อยู่ต่อ ใครจะรับประกันได้ว่า “รัฐบาลเพื่อไทย” ใต้อำนาจสองพ่อลูก

จะไม่เอาประเทศไปเร่ขายให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดทั้งยึดครอง ตอนนี้ก็กำลังเป็น “ม้าอารี” แบ่งพื้นที่ให้ “อิสราเอล” เข้ามาอยู่กันแล้ว

ต่อไป คนไทยมีสิทธิ์ถูกอิสราเอลที่เราให้เข้ามาอาศัย ไล่พวกเราออกจากแผ่นดินไทย

เหมือนชาวปาเลสไตน์ ต้องไร้ที่อยู่-ที่กิน เพราะอิสราเอลเข้ามาแล้วขับไล่ให้ชาวปาเลสไตน์ออกจากกาซาไปก็เป็นได้!!

อีกาตัวดำ ร้องบอกข่าว เรายังขอบใจ

แล้วนี่ ถือซะว่า “ลุงข้างบ้าน” บอกข่าว ควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เพราะถ้าเขาไม่บอก เราจะรู้หรือว่า....

“นายกฯ ไทย” เป็นไส้ศึกให้ “ประเทศเขมร” ขายชาติ-ขายกองทัพประเทศตัวเอง โดยผลักทหารไปเป็น “ฝ่ายตรงข้าม”

ถ้าฮุน เซน อุบอิบไว้ เราเชื่อได้หรือว่า....

รัฐบาลไทยภายใต้อุ๊งอิ๊ง จะไม่เอาผลประโยชน์ชาติ ไปแลกผลประโยชน์ให้ว่านวงศ์พงศ์เผ่าเหง้าโคตรตัวเองอีกขนาดไหน

ฉะนั้น เราจะไว้วางใจกับรัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้เลย เหมือน “ฝากเนื้อกับเสือ-ฝากเหยื่อกับตะกวด” มันฟาดเรียบ
ต้องให้มันลาออกไป

แล้วดูซี วันที่ ๓ กรกฎา.สภาเปิด ปัญหาบ้านเมืองสุมหัว เศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านบานตะไท

 แต่เรื่องแรกที่รัฐบาลแพทองธารผลักเข้าสภาเรื่องอะไร รู้มั้ย

เรื่อง “นิรโทษกรรม” สุดซอย ทั้งแดง-ทั้งส้ม ทั้งทักษิณ

ผลประโยชน์แดง/ส้ม ลงตัวกัน

แค่สองพรรค ฝ่ายรัฐบาลเพื่อไทย-ฝ่ายค้านพรรคประชาชน ยกมือ ก็ปล่อยโจรการเมืองเข้าปล้นชาติผ่านสภาได้อีกครั้งแล้ว

สงสัย “รวมพลังแผ่นดิน” จะไม่สิ้นภารกิจเพื่อชาติ แค่มารวมแสดงพลังพิทักษ์อธิปไตยวันเดียวซะแล้ว

เพราะตราบใด ประเทศยังอยู่ภายใต้รัฐบาล “ไส้ศึก” เขมร

ตราบนั้น “อันตราย” ยังแผ่คลุมประเทศ!!

ประเทศชาติ เวลานี้ ต้องการพี่น้องชาวไทยทุกคนร่วมพิทักษ์ครับ!!

เปลว สีเงิน

สนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวในการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลุ่มคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย 28 มิ.ย. 68

เมื่อวานนี้ (28 มิ.ย. 68) ที่เวทีบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยได้ระบุว่า ...

GU คือ นาย สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไม่มีอำนาจ ถ้า GU มีวันนี้ พระตะบอง เสียมราฐ สีหนุ GUจะยึดคืนมา วันพรุ่งนี้ GUจะไปยึดเขาพระวิหาร GUจะส่งกองทัพเรือไปยังเกาะกูด ถ้าไม่พอใจ GUจะยึดพนมเปญ ต้องถือว่า คุณโชคดี ที่คุณยังมีตระกูลชินวัตร บริหารชาติบ้านเมืองอยู่

และคุณยังโชคดีที่ GUไม่มีอำนาจอะไร แต่อย่างน้อย คุณทำพิธีเสกคุณไสย ใส่แม่ทัพภาคที่ 2 คุณยังเอารูป GUอยู่ข้างๆ แม่ทัพภาคที่ 2 คุณบอก GUเป็นศัตรูของกัมพูชา

เราต้องหยุดร่วมรัฐบาลโจรนี้ ได้แล้ว เราต้องไม่พายเรือให้โจรนั่ง

เมื่อวานนี้ (28 มิ.ย. 68) นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้กล่าวในการชุมนุมของกลุ่มคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย โดยมีใจความว่า ...

เรื่องไล่ อุ๊งอิ๊ง เป็นเรื่องธรรมดา 
แต่เรื่องการไล่พรรคร่วมรัฐบาลที่เกาะรัฐบาลอุ๊งอิ๊งเป็นปลิง มันยากเหลือเกิน 
มันไม่มีความรู้สึก มันไม่มีความนึกคิดเลยหรืออย่างไรว่า 
เราต้องหยุดร่วมรัฐบาลโจรนี้ ได้แล้ว เราต้องไม่พายเรือให้โจรนั่ง 
อันนี้คุณ พายเรือให้โจรนั่งแล้วปล้นพวกเราทั้งหมด 
เอาไปประเคนให้เขมร ขายชาติ อุ๊งอิ๊งขายชาติ 
พรรคร่วมรัฐบาลนั่นแหละตัวดี ไม่เพียงแต่ไล่อุ๊งอิ๊งต้องไล่พรรคร่วมรัฐบาลด้วย 
ไม่เพียงแต่จะอุ๊งอิ๊ง หรือพรรคเพื่อไทย 
แต่ต้องไล่พรรคร่วมรัฐบาลด้วย ไม่เช่นนั้นประเทศจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ถ้าทหารจะปุ๊บปั๊บ มันก็เป็นเรื่องของเขา ผมไม่ได้ยุให้ทหารปฏิวัติ

เมื่อวานนี้ (28 มิ.ย. 68) ที่เวทีบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยเปิดคลิปเสียงคำปราศรัยของของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี หลังเสียเขาพระวิหารให้กัมพูชา เมื่อปี 2505 ว่า “น้ำตาของข้าพเจ้าเป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ขอเลือดของความคลั่งแค้น และการผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิต ทั้งชาตินี้ และชาติหน้า พี่น้องชาวไทยที่รัก ในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาประสาทพระวิหารกลับคืนมาให้ชาติไทยให้จงได้”

จากนั้น นายสนธิได้เริ่มปราศรัย ว่าสมเด็จฮุนเซน ได้โพสต์ข้อความระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร เป็นหนี้ตัวเองเนื่องจากได้พานายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนี รวมถึงได้พาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงไปพำนักที่กรุงพนมเปญ ไม่ว่าจะเป็นนายจักรภพ เพ็ญแข นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และยังให้เงินทองใช้ให้ที่คอนโดสำหรับพักอาศัย ซึ่งข้อความดังกล่าวตนมองว่าเป็นเรื่องจริง แต่พอสมเด็จฮุนเซน บอกว่าไม่ได้ติดหนี้บุญคุณประเทศไทยนั้น ปี 2518 ที่ไปรบกับเขมรแดงแล้วคนกัมพูชาหนีมาอยู่ที่ไทย ใครให้ข้าวพวกคุณกินถ้าไม่ใช่คนไทยที่เลี้ยงดู คุณจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ ถ้าตนมีอำนาจจะไม่คบกัมพูชาเลย ประเทศลิ้นสองแฉก ตั้งแต่เราคบกัมพูชาเราเคยมีอะไรที่ดีบ้าง เจอแต่ความกะล่อน โกงเรา

"ในเมื่อมึงไม่ยอมรับศาลโลก แล้วมึงส่งเรื่องไปศาลโลกทำไม วันนี้เราไม่ยอมรับมติศาลโลก เพราะมติศาลโลกโกหก เขาพระวิหารอยู่บนชะง่อนผา เขมรอยู่ข้างล่าง จะเป็นของมันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นไทยมีความชอบธรรม" นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้คือระบบการเมือง วันนี้เราไล่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไป ก็จะมีคนอื่นขึ้นมาแทน คนที่ลงคะแนนให้จำได้หรือไม่ตอนกาบัตรลงคะแนนใช้เวลาแค่ 4 วินาที สิทธิของเรไม่มีอีกต่อไปแล้ว เรามีสิทธิอยู่อย่างเดียวเขาหลอกให้เราลงคะแนนเสียง นักการเมืองเป็นแบบนี้ทุกประเทศ ที่ก่อนหน้านั้นนักการเมืองชอบพูดกับประชาชนตอนที่ไม่ได้หย่อนบัตร แต่พอหย่อนบัตรแล้วเขาจะมีข้ออ้างมาทันที ระบบการเมืองนี้เอื้อประโยชน์เพื่ออำนวยให้คนที่มีเส้นสายทางการเมืองรวยเอาๆ นี่หรือประชาธิปไตย

"มีนักข่าวถามผมว่าคุณสนธิ พยายามยั่วยุให้ทหารเข้ามาใช่ไหม จริงๆไม่ใช่ ทหารจะปฏิวัติไม่เคยบอกผม จะทำเมื่อไหร่ก็ทำไป ถ้าเห็นว่าวิกฤตมันเกิดขึ้น แล้วการเมืองมันแก้ไม่ได้ เขาจะปุ๊ปปั๊ปก็เรื่องของเขา แต่ขอเรื่องเดียว ไหนๆก็จะทำแบบนั้นแล้ว ขออย่าเอาพล.อ.มาบริหารชาติบ้านเมืองอีก ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่ทำความเข้าใจก่อน ผมไม่ได้ยุให้ทหารปฏิวัติ"นายสนธิ กล่าว

“เราเคยคิดว่าแผ่นที่ 1 ต่อ 200,000 เกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อทหารยืนยันใช้อัตรา 1 ต่อ 50,000 ไอ้นักการเมืองกระทรวงการต่างประเทศ ไปใช้ 1 ต่อ 200,000 ได้อย่างไรเขมร ตกลงกันเรื่องที่ดิน แบ่งปันพรมแดนกับเวียดนาม เขาใช้ 1 ต่อ 50,000 แล้วทำไมโคตรพ่อโคตรแม่มาใช้ 1 ต่อ 200,000 กับเรา ให้ไทยต้องไปยอมใช้ตามมัน เรามีคนทรยศ ไอ้ และอี ที่ยังยืนยันว่า ต้องใช้ 1 ต่อ 200,000 แล้วก็รู้ว่าMOU 2543, 2544 เป็น MOU ที่จะทำให้เราเสียดินแดน เ_็ดแม่ทำไมถึงไม่ยอมเลิก อ้างนู่นอ้างนี่อ้างฉิบหายวายปวง เมื่อเรามีคนทรยศเป็นไส้ศึก มีความคิดที่จะหยวนๆ กับเขมร ได้ผลประโยชน์กับฮุน เซน” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า การชุมนุมในครั้งนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ในกรุงเทพฯ ตำรวจบอกว่ามีคนมา 30,000 ตนมองว่าต้องคูณ 2 วันนี้ต้องมี 6-7 หมื่นคน ตนไม่เคยคิด 20 ปีที่แล้ว เดินขึ้นมาบนเวทีเพื่อไล่นายทักษิณ มาถึงวันนี้ 20 ปีให้หลัง เป็นความซวยของชีวิต มาถึงยุคที่ต้องไล่ลูกสาวมัน และการชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ถ้าจำเป็นในอนาคตที่เราต้องลงถนน และเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองกับตนจะเอาหรือไม่

‘โฆษก รทสช.’ ยัน!! ไม่มีขู่ถอนตัว ไม่มีเคลื่อนไหว ย้ำ!! ยังสนับสนุน ‘รัฐบาลแพทองธาร’ ให้สานงานต่อ

(28 มิ.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าพรรค รทสช. ขู่ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช. ไม่พอใจที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รทสช. ได้โควตา รมช.มหาดไทย

นายอัครเดช ยืนยันว่า ไม่มีการเคลื่อนไหวจากบุคลากรและส.ส.ของพรรคในเรื่องดังกล่าวแน่นอน ทราบจากข่าวว่าโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว ซึ่งตามหลักการ ทุกฝ่ายต้องนิ่งและไม่มีการเคลื่อนไหว ดังนั้นไม่ทราบว่าข่าวดังกล่าวมาจากที่ไหน แต่ในส่วนพรรค รทสช. ไม่มีการเคลื่อนไหวแน่นอน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของพรรค รทสช. ยังคงสนับสนุนรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต่อไปใช่หรือไม่ นายอัครเดชกล่าวว่า เป็นไปตามที่นายพีระพันธุ์สื่อสารไปก่อนหน้านี้ และ ยังคงเป็นจุดยืนเดิมของพรรค ในการสนับสนุนรัฐบาลต่อไป

‘พล.ท.นันทเดช’ วิเคราะห์!! ‘ฮุน เซน’ ตัดญาติขาดมิตร 'ทักษิณ - อุ๊งอิ๊ง' อ่านเกมขาด!! นายกฯ อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ พ่ออาจต้องกลับเข้าคุก

(28 มิ.ย. 68) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า นายฮุน เซน รู้ดีว่าระบบการปกครองของไทยอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ส่วนแยกกันเป็นอิสระ ถ่วงดุลกัน ไม่รวมศูนย์อำนาจแบบกัมพูชา จึงทราบดีว่ารัฐบาลไทยคุมรัฐสภาไม่ได้ คุมศาลไม่ได้ และคุมทหารได้เพียงให้ทำเรื่องถูกต้อง ต่างจากกัมพูชาที่ฮุน เซนคุมได้ทุกอย่าง

ในเรื่องเดียวกันนี้ คุณทักษิณพยายามเลียนแบบกัมพูชา จนคิดว่ารัฐบาลไทยและเงินสามารถทำได้ทุกอย่าง จึงเกิดความผิดพลาดต่อเนื่อง เมื่อฮุน เซนเห็นบทบาทของทักษิณแล้ว ไม่เพียงไม่เตือน แต่ยังอาจยุยงด้วย และเมื่อทักษิณล้มเหลวติดกัน ฮุน เซนจึงเตรียมหาพันธมิตรใหม่ มองว่าอาจถึงเวลาต้อง “ตัดญาติขาดมิตรกับครอบครัวนายกฯ ไทยแล้ว”

พล.ท.นันทเดช วิเคราะห์ว่า

1.นายกฯ อุ๊งอิ๊งอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แน่นอน เหมือนกรณีพล.อ.ประยุทธ์เคยถูกศาลสั่งหยุด แม้นายกฯ อุ๊งอิ๊งเตรียมตำแหน่งควบ รมว.วัฒนธรรมไว้สำรองเพื่อดูแล ครม. แต่ก็อาจถูกร้องศาลอีก

2. ฮุน เซน เห็นชัดว่าทักษิณต้องกลับมาติดคุก 1 ปีใหม่อีก เพราะมีหลักฐานที่ศาลเห็นประจักษ์

3.พ่อลูกยังต้องเจอคดีอื่นต่อ นายกฯ อุ๊งอิ๊งอาจจบตามข้อกฎหมาย และจะเกิดการคัดเลือกนายกฯ ใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับ “ใจกับความจริง” ของทักษิณ ว่าจะพาครอบครัวรอดได้อย่างไร

พล.ท.นันทเดช ระบุว่า การชุมนุมวันที่ 28 มิ.ย. เป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองและการกำหนดอนาคตประเทศไทย ขอให้คนไทยทุกสี ทุกกลุ่ม ทุกหมู่เหล่า ออกมาร่วมกันให้ได้เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะนี่คือ “หน้าประวัติศาสตร์ที่คนไทยไม่ควรพลาด”

‘จตุพร’ นำทีมรวมพลังแผ่นดินฯ ชุมนุมใหญ่ 28 มิ.ย. เตือนผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ห้ามขัดขวางมวลชน

(27 มิ.ย. 68) กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงความพร้อมจัดชุมนุมใหญ่วันที่ 28 มิถุนายนนี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเลื่อนเวลาเริ่มต้นเป็น 10.00 น. กลุ่มฯ ระบุว่าเตรียมเปิดประเด็นร้อน ท้าทายสมเด็จฮุน เซน เปิดเผยข้อมูลกรณีทักษิณ ชินวัตร นำทองคำมูลค่า 27,000 ล้านบาทไปซุกไว้ที่กัมพูชา พร้อมเตือนผู้ว่าฯ ห้ามขัดขวางมวลชน

นายพิชิต ไชยมงคล กล่าวว่า ประชาชนจากหลายจังหวัดเริ่มทยอยเดินทางมาร่วมแล้ว และเพื่อรองรับจำนวนผู้ร่วมกิจกรรม จึงมีมติเลื่อนเป็นเวลา 10.00 น. ก่อนเริ่มเวทีปราศรัยเวลา 12.00 น. จนถึง 21.00 น. โดยประสานงานกับตำรวจและ กทม. อย่างใกล้ชิด ขณะที่นายจตุพรย้ำว่า การเปิดโปงความจริงครั้งนี้จะเป็นคุณูปการต่อประเทศ และเตือนผู้ว่าฯ ว่าอาจถูกดำเนินคดีหากขัดขวางการเดินทางของประชาชน

การชุมนุมยังได้รับการสนับสนุนจากอดีตข้าราชการและทหารหลายนาย เช่น พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ อดีตนายทหารระดับสูง และนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. โดยยืนยันจะเข้าร่วมในฐานะประชาชนที่ต้องการปกป้องอธิปไตย ขณะที่รายงานระบุว่าอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้าร่วมด้วย

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เปิดเผยว่า เงินบริจาคจากประชาชนมีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทั้งหมด และยืนยันว่าจะมอบเงินส่วนที่เหลือให้กองทัพภาคที่ 2 เพื่อใช้ในการปกป้องประเทศชาติ รวมถึงจะมอบเงินสนับสนุนอีกหน่วยละ 1 ล้านบาทให้กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพเรือ ขณะที่นายจตุพรกล่าวเสริมว่าเป็นการแสดงจุดยืนของประชาชนในการช่วยเหลือทหาร

นอกจากการชุมนุม แกนนำยังเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยกลุ่ม คปท. ได้เดินทางไปยังพรรครวมไทยสร้างชาติ เรียกร้องให้ถอนตัวจากรัฐบาล ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เชิญชวนชาวใต้ร่วมแสดงพลัง ขณะเดียวกัน นายสมชาย แสวงการ ระบุว่าในวันที่ 1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องให้ชะลอการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองในทันที

ตรวจการบ้าน ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ จาก 22 เดือนในตำแหน่ง รมว.พลังงาน

หลังจากที่ 'พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566 ก็ได้ทำการสังคายนาโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ อันเป็นการพลิกโฉมพลังงานไทยในภาพรวมทั้งระบบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทย โดยมีการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม รวมทั้งการกำกับการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้สามารถดำเนินการได้ตามแผนการผลิต นอกจากนั้นแล้ว มีการบริหารให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซในราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา) ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงได้ มีการออกแบบนโยบายและนำไปสู่การปฏิบัติด้วยแนวทาง 'รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง' เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืน อันเป็นการสร้างระบบราคาเชื้อเพลิงพลังงานที่เป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนคนไทย โดยแนวทางดังกล่าวมีนิยามพอสังเขปดังนี้ :

- รื้อ : รื้อ...ระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้ง 'ต้นทุน' ให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล
- ลด : ลด...ภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรายวัน โดยกำหนดราคาขายปลีกให้สอดคล้องและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 
- ปลด : ปลด...พันธนาการ 'น้ำมันแพง' ที่ประชาชนต้องแบกรับจากภาวะขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
- สร้าง : สร้าง...ระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมและยั่งยืน ส่วนหนึ่งคือการสร้างกลไกที่เรียกว่า SPR (Strategic Petroleum Reserve หมายถึง ระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและสร้าง เสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง)

แนวทาง 'รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง' ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการบันได 5 ขั้น ซึ่งเริ่มขึ้นแล้ว อันได้แก่ :

ขั้นที่ 1 ดำเนินการสำเร็จแล้ว ‘ตรึงราคาพลังงาน’ : ใน 6 เดือนแรกของการกำกับดูแลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “พีระพันธุ์” ได้สั่งการให้เร่งรัดเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ด้วยการตรึงราคาพลังงานเชื้อเพลิง ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม พร้อมทั้งหาช่องทางในการปรับรื้อระบบเพื่อแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานานไม่ต่ำกว่า 40 ปี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนแรก ในการศึกษาปัญหาและค้นหาวิธีการที่จะรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่กระทรวงพลังงานไม่เคยรู้ และทุกฝ่ายบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีทางทำได้! เพราะไม่มีอํานาจ และจะมีอํานาจได้ก็ต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริงของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 

ขั้นที่ 2 ดำเนินการสำเร็จแล้ว “แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” : หลังจากได้ศึกษากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด เพื่อให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จนพบช่องทางที่แฝงอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน นำมาสู่การดำเนินงาน 'บันไดขั้นที่ 2' โดย 'พีระพันธุ์' ได้ลงนามประกาศกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567 'รื้อ' ระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลทุกวันที่ 15 ของเดือน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปี มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567 จึงทำให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา

ขั้นที่ 3 อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 'รื้อระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการ “รื้อระบบการปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยผู้ค้าต้องแจ้งให้กระทรวงพลังงานทราบก่อน และให้ผู้ค้าปรับราคาขายปลีกน้ำมันได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ไม่ใช่ปรับราคากันทุกวันเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  โดยจะนำระบบ Cost Plus ซึ่งเป็นระบบที่คิดราคาตามต้นทุนที่แท้จริง เข้ามาใช้แทนการอ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ และมีอีกหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน รวมไปถึงเรื่องของการจำหน่ายก๊าซหุงต้มด้วย ให้ปรับราคาได้ตามความเป็นจริงตามที่ราคาตลาดโลกสูงกว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยของผู้ค้าน้ำมันในงวดเดือนนั้น ๆ  ณ วันที่มีการปรับราคานั้น เพื่อ 'ลด' ภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรายวันที่ไม่มีความเสถียรแน่นอนเป็นการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการสาธารณะกุศล รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร การประมง สามารถจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ได้เอง

ขั้นที่ 4 อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการ 'ปรับระบบสำรองน้ำมัน' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการศึกษาข้อมูลของประเทศต่าง ๆ เพื่อเตรียมจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR อย่างเร่งด่วน โดยจะนำระบบนี้มารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง เพราะ SPR จะช่วยให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในระยะสั้นจากปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผู้จัดเก็บน้ำมันสำรองเพื่อการพานิชย์ซึ่งปริมาณที่จัดเก็บสามารถรองรับการใช้งานในประเทศเพียงไม่เกิน 30 วันเท่านั้น กรณีฉุกเฉินหรือเกิดวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง เช่นกรณีหากเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่านขึ้นจะไม่ทำให้มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งราคาและ Supply น้ำมัน และระบบ SPR นี้สามารถใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลกำหนดได้เองโดยไม่กระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลก (ทำให้ปัญหาการขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับผู้ค้าน้ำมัน โดยประชาชนผู้บริโภคไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง) รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ถือครองน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งานได้นานขึ้นเป็น 50-90 วันเป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทั้งยังเป็นการ ‘ปลด’ พันธนาการชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ต้องรับผลกระทบจากภาวะขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้อย่างสิ้นเชิง เป็นการเปลี่ยนกองทุนน้ำมันฯ ที่ใช้เงินและสร้างหนี้สาธารณะ ให้กลายเป็นน้ำมันสํารองซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศแทน

ขั้นที่ 5 อยู่ในระหว่างการเตรียมดำเนินการ 'สร้างพลังงานยุคใหม่' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการศึกษาข้อมูลของประเทศต่าง ๆ เพื่อเตรียม 'สร้าง' ระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย ด้วยการนำผลสรุปการศึกษารวบรวมมาพิจารณาในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ทั้งหมด โดยประกอบด้วย กฎหมายสร้างระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ และกฎหมายกำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งเพิ่มกฎหมายอีกหนึ่งฉบับคือกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ 3 และ 4 ให้สำเร็จลุล่วงอย่างมั่นคงและมีต่อเนื่องความยั่งยืน

ณ วันนี้ แนวทาง รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง ระบบพลังงาน ตามเป้าหมายบันได 5 ขั้นของ 'พีระพันธุ์' ได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว 2 ขั้น และกำลังเร่งดำเนินการในขั้นที่ 3 (ซึ่งกำลังใกล้จะสำเร็จแล้ว) และขั้นที่ 4 ได้ดำเนินการไปพร้อมกับการเตรียมการในขั้นที่ 5 เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน  และเพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้ใช้พลังงานเชื้อเพลิงในราคาที่เป็นธรรม ไม่ต้องแบกภาระความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันก็จะได้รับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม สร้างความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่ 'พีระพันธุ์' ทำมาเป็นประโยชน์อย่างมากมายกับ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” แต่เป็นเรื่องที่ขัดผลประโยชน์ของ “กลุ่มทุนพลังงาน” จนทำให้ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ต้องแตกเป็นก๊ก แบ่งเป็นฝ่าย ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยหากได้คิดพิจารณา ใคร่ครวญ อย่างละเอียดและถี่ถ้วนแล้ว น่าจะได้สังเกตเห็นและมองออกว่า 'พีระพันธุ์' ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” นั้นทำเพื่อ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” อย่างเต็มที่ และเป็นโอกาสเดียว ด้วยเหตุที่ไม่เคยมี “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” ได้พยายาม “คิดและทำ” แบบนี้มาก่อนเลย หากภารกิจเพื่อ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” ของ 'พีระพันธุ์' ไม่สำเร็จเสร็จสิ้นในรัฐบาลชุดนี้แล้ว “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” ก็จะตกเป็น “เบี้ยล่าง” ของ “กลุ่มทุนพลังงาน” ตลอดไป

‘ชูวิทย์’ กลับมาในฐานะพลพรรครักประเทศไทย ลั่นถึงเวลาทำลายวงจร “ธุรกิจการเมือง”

(26 มิ.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า.. ชูวิทย์กลับมาอีกครั้ง

หลังจากผมไปรักษาตัวมา 2 ปี วันนี้กลับมาในสถานะ “พลพรรครักประเทศไทย”

ชีวิตที่เฉียดความตาย ประคับประครองร่างกายที่ถูกโรคร้ายกัดกิน จนน้ำหนักเหลือเพียง 58 กิโลกรัม จากเดิม 80 กิโลกรัม

ไม่ต้องบอกว่าทรมานแค่ไหน แต่อยากบอกกับทุกคนว่า “ต้องสู้แค่ไหน” มากกว่า

สารภาพกันตรงๆ

“สู้กับคน ไม่ยอมคนมามากมาย ยังไม่เหนื่อยเท่าการต่อสู้กับตัวเอง”

แต่นี่คือวิถีชีวิตปกติของมนุษย์คนหนึ่ง

“พลพรรครักประเทศไทย” ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง ที่ต้องนำเงินมาทุ่มกับการแข่งขัน และแสดงเทคนิคหาเสียงเพื่อได้ ส.ส. มาแปลงเปลี่ยนเป็นอำนาจ เอื้อประโยชน์ สนองตัณหาตนเอง แล้วนำเงินที่ได้จากการเมืองกลับมาใช้เป็นทุนหาเสียงแสวงรักษาอำนาจในครั้งต่อไป

ทำแม้กระทั่งแจก ”กล้วย“ ดึง ส.ส. มาสังกัดพรรคเหมือนเปลี่ยนรองเท้า เพื่อจะเอาไปต่อรองร่วมรัฐบาล

ประชาชนเขามองเป็นเรื่องขบขัน เสมือนหนึ่งนั่งดูหนังละครที่จบไปเป็นซีรี่ย์

แต่นี่กลับเป็นเรื่องจริงที่น่าสมเพช

การทำลายวงจร “ธุรกิจการเมือง” จึงจำเป็น อย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

หากระบบการเมืองไทยยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป อนาคตของเราคงคาดเดาได้ไม่ยาก เพียงแต่บางท่านยังมองไม่ถึงจุดนั้น

ถึงเวลาต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง“ ก่อนจะถามว่า ”ประเทศทำอะไรให้เราบ้าง”

ผมเคยถามมหาเศรษฐีที่มากด้วยเงินทอง อำนาจ วาสนา แล้วกลับล้มละลายลงว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

พวกเขาตอบเหมือนๆ กันว่า

มันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนไม่ทันตั้งตัว แรกๆ ก็คิดว่าจะผ่านไปได้ แต่เมื่อถึงวันที่หมดสิ้นก็ช้าเกินกว่าจะแก้ไขเสียแล้ว

นั่นเป็นเรื่องของธุรกิจ

แต่เราไม่สามารถเอาประเทศไปเดิมพันให้ล้มละลายแบบนั้นได้ ประเทศไทยยังอยู่ที่เดิมบนแผนที่โลก

ชีวิตของประชาชนอย่างพวกเราต่างหาก ที่จะเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม

การ “สร้างภูมิปัญญา“ เพื่อรู้เท่าทันผู้ปกครองที่อ่อนแอ ฉ้อฉล เสพติดในอำนาจ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ พึงกระทำ

นโยบายสาธารณะที่ใช้กับพวกเราจะต้องเป็นเรื่องที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านได้ เพื่อให้บรรดาผู้ปกครองบ้านเมืองตระหนักว่า ประชาชนไม่เห็นด้วย

อย่างเรื่องกัญชาที่เป็นยาเสพติด แค่ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พวกเราประชาชนยังสับสนไม่เข้าใจ

เพราะบางทีก็ว่า “กัญชาเสรี” บางทีก็ว่า “กัญชาทางการแพทย์”

จากเป็นยาเสพติดอยู่แท้ๆ ดันเอาออกมาขายกันได้เสรีทั่วไป คนซื้อมาสูบข้างถนนจนกลิ่นคลุ้งไปทั่ว ผู้ปกครองต้องระวังลูกหลานของตัวเองไม่ให้ไปเผลอลองสูบกัญชา

จนวันนี้กลับมาควบคุมใหม่ จะเอากลับไปเป็นยาเสพติดอีก

นโยบายสำคัญเกี่ยวกับยาเสพติดอันมีผลร้ายแรงต่อเยาวชนคนทั่วไป กลับทำเหมือนเด็กเล่นขายของ แล้วโยนให้ประชาชนไปสุ่มเสี่ยงกันเอาเอง โดยไม่มีใครยอมรับว่าเป็นต้นเหตุ

ทุกคนอ้างว่า “ทำเพื่อประชาชน“ กันหมด

แต่ประชาชนกลับรู้สึกเหมือนนั่งดูเด็กทะเลาะกัน “ฉันให้เธอได้ เพราะเป็นพวกฉัน ตอนนี้อยู่คนละพวกแล้ว ฉันไม่ให้” ทั้งที่แต่ก่อนก็เล่นกระโดดยางด้วยกันอยู่แท้ๆ

ขนาดเป็น ”ยาเสพติด“ ยังทำกันป่นปี้แบบนี้ กลับไปกลับมาในระยะเวลาสั้นๆ แค่ 2 ปี ทุกอย่างกลับตาลปัตร 2 ตลบ ตีลังกาจนประชาชนตั้งตัวไม่ทัน แล้วที่ผ่านไปใครรับผิดชอบ?

นี่ไม่ใช่เพราะนักการเมืองหรือ?

อย่างนี้พวกท่านคิดยังไง?

ไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมรณรงค์ให้เป็น “กัญชาทางการแพทย์” มาโดยตลอด แต่สมเพชกับการเห็นเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องเล่นๆ

มีประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้?

ผมกลับมาครั้งนี้คงเป็นวาระสุดท้าย เสมือนเส้นด้ายที่กำลังถูกดึงออกจากแกน และใกล้จะหมดไป

เมื่อถึงวันที่เส้นด้ายหมด ก็เอากันได้แค่นั้น ชีวิตมันสั้นครับ

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น บางทีเสียงกระซิบของผม ท่ามกลางความเงียบงัน อาจเป็นเสียงที่กังวาลให้ท่านได้ระลึกถึงบ้างก็ได้ไม่มากก็น้อย

ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ยังระลึกถึงผมอยู่

‘พิธา’ เปิดใจย้ำคำเดิม ทหารมีไว้เพื่อปกป้องไม่ใช่ปกครอง ชี้ฝั่งตรงข้ามอัปเกรดสงครามข่าวสาร จนเราสู้ไม่ได้

เมื่อวันที่ (23 มิ.ย.68) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงคำวิจารณ์ที่เคยหาเสียงว่าทหารมีไว้ทำไม ว่า กรณีดังกล่าวเป็น Code Minding ยกมาแค่บางประโยค ซึ่งในทางการเมืองทำเป็นประจำอยู่แล้ว ตนชี้แจงไปว่าทหารมีไว้ปกป้องไม่ใช่ปกครอง ต้องป้องกันความคุกคามจากต่างประเทศ แต่ไม่ยุ่งกับการเมืองภายในประเทศ ซึ่งมีการนำมา Code โดยที่ไม่ดูบริบท

“วันนั้นเป็นการปราศรัยที่กาญจนบุรี ที่นั่นเป็นเขตทหารเยอะ ประชาชนจะโมโหมากเรื่องมาแย่งที่ดินเรื่องบ่อขยะ การมีสิทธิมนุษยชนในค่ายทหาร จึงเป็นบริบทที่ไปทางนั้น ทหารมีไว้ระมัดระวังภัยทุกรูปแบบจากนอกประเทศ แต่ไม่ยุ่งกับการเมืองภายในประเทศ ผมขอเคลียร์แบบนี้ เราเป็นประชาธิปไตย ต้องเป็นพลเรือนก่อนทหาร ต้องมองภาพใหญ่และให้เห็นว่าเรามีเครื่องมือในการต่อสู้อย่างไรบ้าง” นายพิธา กล่าว

นายพิธา ตั้งคำถามว่าสงครามมีกี่ประเภท มีกี่สมรภูมิ ถ้าเป็นสงครามแบบเดิมก็เป็นสงครามแบบที่เราเข้าใจ ตอนนี้มีสงครามเกี่ยวกับจิตประสาท จิตวิทยา สงครามเรื่องเล่า สงครามข่าวสาร สงครามทางเศรษฐกิจ ถ้าเป็นสงครามที่มาจากการทหารที่ใช้กำลังแบบเดิม ตนก็คิดว่าดูน้ำหนักทางทหาร จำนวนเรือรบ จรวด เครื่องบิน เราก็ไม่แพ้ แต่ที่เราแพ้กับกัมพูชาอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องข่าวสาร

“คุณตัดคลิปสั้น ผมปราศรัย 40 นาที แล้วยังไม่ได้ดูบริบท ทุกครั้งที่ผมดีเบตผมต้องการให้ทหารเป็นมืออาชีพ ลดจำนวนทหารลง เพื่อจะได้มียุทโธปกรณ์เพื่อต่อสู้กับภัยความมั่นคง ที่ไม่ใช่สงครามแบบเดิม ถ้าเป็นสงครามแบบเดิม รบกับประเทศเพื่อนบ้านใครก็รู้ว่าเราชนะ เราแพ้ที่การทูต” นายพิธา กล่าว

นายพิธา ระบุว่า ถ้าดูบริบทก็จะเข้าใจ แต่ถ้าตัดเป็น Code ก็จะเอาตนมาเป็นส่วนหนึ่งในการขัดแย้ง ซึ่งตนไม่ปรารถนาและไม่ได้อยากให้รู้สึกเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะเกิดปัญหาต่างๆ กลายเป็นกระแสชาตินิยมแบบที่ไม่เป็นคุณกับประเทศ

“มันไม่ใช่มีแค่เบ่งกล้าม เพราะปัญหาที่ช่วงนี้ประเทศไทยเจอมันคือสงครามการค้า เป็นเรื่องราคาน้ำมัน เป็นเรื่องราคาข้าวโพดจากยูเครน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องเอาเรือรบไปรบ ในขณะเดียวกัน ฝั่งเขาอาจจะอัปเกรดเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านสงครามจิตวิทยา สงครามข่าวสาร ในการใช้เศรษฐกิจมัดมือเรา แน่นอนว่าเรื่องการทหารเป็น 1 ใน 4 กล่องที่เราจะต้องใช้ระหว่างประเทศ แต่มันต้องสมาร์ทขึ้น ใช้คนให้น้อยลง ใช้เครื่องมือให้เข้มแข็งขึ้น และเครื่องมือที่ใช้ต้องให้พี่น้องทหารได้ใช้ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและปลอดภัย ไม่ใช่เครื่องบินตกโดรนตก เรือรบล่ม” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาในเขตทหาร พี่น้องทหารก็ไว้วางใจตน ถ้าไม่ได้ปั่นกัน เวลาสมัยก่อน ตนหาเสียงกับพี่น้องทหารโดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อย ชั้นกลาง เท่าที่คุยกัน เขาก็เข้าใจในสิ่งที่ตนต้องการ ว่าต้องการให้ทหารมีอาชีพที่เหมาะสม มีรายได้ที่มากขึ้น สามารถเป็นทหารมืออาชีพได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องทำอาชีพอื่นและมียุทโธปกรณ์ที่เหมาะสม ในการปกป้องชีวิต ได้ดูแลลูกเมียได้

ช่วงเวลาแบบนี้ละเอียดอ่อนและเปราะบาง ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกัน ทำให้เกิดความเป็นชาตินิยมแบบที่มันไม่ถูกต้อง มันยิ่งไปกันใหญ่ พอเป็นอย่างนั้น คนเป็นผู้นำ นายกรัฐมนตรีเวลาจะไปดีลกับเขาก็มีข้างหลังคอยถล่มอยู่ มันก็จะเจรจาไม่จบสักที เราอยากจะให้ดึงสติกลับมาเป็นเพื่อนบ้านฉันมิตรกันเหมือนเดิม การค้าชายแดนตั้งแสนกว่าล้าน พวกนี้ถ้าทำงานด้วยกันอยู่ธุรกิจไทยอยู่ในนั้นตั้งเยอะ ต้องทำให้อาเซียนเข้มแข็งในช่วงที่มหาอำนาจบังคับให้เราเลือกข้าง

“ถ้านิยามว่าคนอื่นขายชาติหมด อันนี้อันตราย ชาตินิยมคือความหลากหลายที่สามารถดูแลคนในชาติได้ และกระบวนการในการบริหารจัดการ มีเร็วช้าหนักเบา ไม่ฉะนั้น จะอันตรายกับประเทศ ทหารก็ต้องทำหน้าที่เขา เขาก็เลยต้องออกอย่างเดียว” นายพิธา กล่าว

‘ดร.ธนชาติ’ จี้นายกฯ ปล่อยแก๊งคอลฯ ลอยนวลมานาน ชี้!! ควรลุยปราบตั้งแต่แรก ไม่ใช่รอจนคลิปเสียงหลุด

(24 มิ.ย. 68) รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Thanachart Numnonda’ ถึงกรณีรัฐบาลประกาศลุยแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชา โดยอ้างปกป้องคนไทยจากการตกเป็นเหยื่อ

นายกรัฐมนตรี บอกว่า “รัฐบาลไทยจะไม่ยอมให้คนไทยตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป” ก่อนอื่นเราต้องแยกประเด็นก่อนนะครับ กรณีคลิปหลุดของนายกฯ ไม่ใช่เจอแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรืออะไร แต่เป็นการคุยกัน "เรื่องส่วนตัว โดยเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นการต่อรอง" ไม่ได้มีการดักฟัง หรือโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไหนหลอก แต่คู่สนทนาเอาไปเผยแพร่เอง

การปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา หรือระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตแถวนั้น ควรทำตั้งแต่ตอนจีนมาจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พม่าอย่างจริงจังแล้ว ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่ถูกจับไปทำงานแถวพม่าคือคนต่างชาติเช่นคนจีน แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกบังคับให้ทำงานคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาคือ กลุ่มคนไทย แต่ก็ไม่มีการปราบปรามอะไรจริงจังในตอนนั้น

ก็ไม่ทราบด้วยเหตุใดถึงต้องเกรงใจกัมพูชาในตอนนั้น และไม่มีการปราบปรามจริงจังตัดสัญญาณเน็ต กวดขันจริงจัง แต่ก็เพิ่งเห็นประกาศจะทำอะไรจริงจังหลังจากที่ ความสัมพันธ์ส่วนตัวของสองครอบครัวมีปัญหา ก็คงอาจเพราะถึงเวลาที่จะต้องตัดผลประโยชน์ของอีกครอบครัว

อย่าบริหารประเทศชาติโดยเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวมาในการตัดสินใจ ผู้นำที่ดีต้องยึดหลักการ และต้องทำตรงไปตรงมา อย่างที่บอกครับ ควรทำตั้งแต่ตอนเราจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พม่าแล้ว ไม่ใช่รอจนถึงวันนี้ แล้วเพิ่งมาบอกว่า จะไม่ยอมให้คนไทยตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป

อย่าบอกนะครับว่าเพิ่งทราบว่า มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กัมพูชา เลยเพิ่งทำ

‘เอกนัฏ’ อ้างปัญหาปท. รุมเร้า ต้องอยู่ช่วย ‘นายกฯอิ๊งค์’ แก้จนกว่าจะผ่านวิกฤต รับเป็นประสบการณ์แย่ที่สุดทางการเมืองในการตัดสินใจ

(24 มิ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รทสช.เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.มติออกมาว่าอย่างไร ว่า ถือเป็นประสบการณ์การเมืองสำหรับตนที่แย่ที่สุด จะตัดสินใจทำอะไรก็ไม่ง่าย ในพรรคก็มีการพูดคุยกันตลอด ตอนนี้รทสช.มีทั้งศึกนอกศึกใน เราต้องคุยกันเพื่อรับฟังสถานการณ์ว่าเป็นยังไง ยอมรับว่าอยู่จุดที่เราตัดสินใจยาก ซึ่งพยายามคุยกับ สส.และหัวหน้าพรรคตลอดเวลา เราต้องเลือกทางที่ดีที่สุด

เมื่อถามว่า กระแสข่าวข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก ไม่เช่นนั้นรทสช.จะถอนตัวจากรัฐบาล ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายเอกนัฏ ตอบว่า จุดแรกรับเสียงสะท้อนจากผู้สนับสนุนรทสช. ที่ขณะนี้ไม่ใช่ฝั่งเราหมด โดยเรียกร้องให้รทสช.แสดงจุดยืน และความรับผิดชอบ ซึ่งเราก็พูดคุยอยู่ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องยอมรับว่าที่ประเทศอยู่ในจุดสั่นคลอน โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย กัมพูชา ที่กำลังจะสู้รบกันอยู่ และตนก็สนับสนุนเต็มที่ว่ากองทัพต้องเอาจริง สิ่งที่กัมพูชาทำเป็นการเหยียดหยามเกียรติของประเทศไทย เราจึงต้องสนับสนุนให้เขาหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่นภาษีทรัมป์ และสถานการณ์สู้รบในอิหร่าน 

"สิ่งที่เราอยากทำกับสิ่งที่เราต้องทำมันก็ตัดสินใจไม่ง่ายเลยให้มันผ่านสถานการณ์แบบนี้ไปได้ก่อน ในระหว่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนั้น" นายเอกนัฏ กล่าว

เมื่อถามต่อว่า จะรับมือกับผู้สนับสนุนรทสช.ที่รับไม่ได้ กับการตัดสินใจแบบนี้ และโบกมือลาอย่างไร นายเอกนัฏ กล่าวว่า "เราต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ มันเป็นอย่างนั้นแหละ แต่เป็นเรื่องตัดสินใจยาก หากผมเป็นแค่สมาชิกพรรค หรือผู้สนับสนุน ผมก็คงตัดสินใจเช่นนั้น แต่วันนี้ผมเป็นกัปตัน เรือก็กำลังล่องผ่านมรสุม ให้ผมทิ้งตอนนี้คนบนเรือก็ตายกันหมด" 

ถามต่อว่า ยังประคับประคองพรรครทสช.ได้หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่าตนพยายามทำให้ดีที่สุด  ที่ผ่านมาเราทำการเมืองเอาอุดมการณ์เป็นที่ตั้ง แต่ก็ต้องรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติด้วย 

ถามอีกว่า แล้วสิ่งที่เลือกเช่นนี้ จะสามารถดึงกองเชียร์กลับมาได้หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า"ไม่มั่นใจ ผมเข้าใจสำหรับทุกคนที่คิดและตัดสินใจ และผมก็ไม่อยากจะหลบ และไม่ปิด อยากจะพูดตรงไปตรงมาได้ "

เมื่อถามว่า จะยืนยันได้หรือไม่ว่า รทสช.จะสนับสนุนรัฐบาลไปจนสุดทาง นายเอกนัฏ กล่าวว่า ทางมันไปทางไหน  เราก็อยู่ประคับประคองให้ผ่านสถานการณ์วิกฤติไปก่อน ซึ่งตอนนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เพราะมีเรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาเกี่ยวกับตัวนายกฯอีกในสัปดาห์หน้า ฉะนั้นเหตุการณ์อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า ทำไมนายเอกนัฏไม่ลาออก แล้วไปทำในสิ่งที่ใจต้องการ นายเอกนัฏ ย้อนถามว่า "แล้วประเทศได้อะไร ผมเข้าใจ แต่ถ้าวันนี้ไม่มีรัฐบาล ในการแก้ปัญหาต่างๆ แล้วมันใช่หรือ สำหรับผมเราต้องมีความรับผิดชอบตรงนี้อยู่"  

เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้ได้พูดคุยกับนายวิทยา แก้วภราดัย และนายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้ารทสช.ที่ออกตัวว่าถ้านายกฯไม่ลาออก จะถอนตัวเอง แล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ได้เจอนายจุติที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมาก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้

เมื่อถามว่า การจัดสรรรัฐมนตรีในโควตารทสช.ลงตัวแล้วยัง นายเอกนัฏ ตอบว่า ในหัวตนไม่มีเรื่องเหล่านี้อยู่ในใจ ที่ผ่านมาการตัดสินใจคือว่าจะอยู่หรือใครจะไป เรื่องตำแหน่งไม่มีอยู่ในหัวเลย ถ้าอยากได้ตำแหน่งของตน ก็เอาไปได้เลย ไม่ได้ยึดติดอะไร ตนอายุแค่นี้เอง เป็นไปได้ก็อยากทำการเมืองต่อไป แต่ต้องอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบเราอยู่ตรงนี้ ตนคิดอยู่ในใจว่าทำไมต้องเป็นเราด้วย เหมือนดวงไม่ดี ก็ไม่เป็นไร จะทำให้ดีที่สุด

ถามต่ออีกว่า ได้รับแจ้งนายกฯหรือไม่ ว่าจะได้เก้าอี้เพิ่ม นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนยังไม่มีโอกาสคุยกันนายกฯเลย พูดจริงนะ ไม่เอา

เมื่อซักต่อว่า แสดงว่าพอใจเก้าอี้ที่มีอยู่ใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ ตอบว่า "จะอยู่หรือเปล่ายังอีกเรื่องนึง จะไปขออะไรมาเพิ่ม เพื่ออะไร ไม่ขอเพิ่ม ถ้าอยู่ก็อยู่ทำงานต่อไป"

‘นายกฯอิ๊งค์’ โพสต์ขอบคุณแกนนำพรรคร่วม หลังมีมติหนุนสร้างเสถียรภาพการเมือง-ต้านภัยคุกคาม

‘นายกฯอิ๊งค์’ โพสต์ คุยแกนนำพรรคร่วม ขอบคุณ จับมือหนุนรัฐบาลให้เป็นเสถียรภาพ ต้านภัยคุกคาม ยัน รัฐบาลเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศ

เมื่อ 16.15 วันที่ 22 มิถุนายน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ได้โพสต์ภาพ การหารือกับหัวหน้าพรรค และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมโรสวูด พร้อมกับระบุว่า ประเทศชาติต้องเดินไปข้างหน้า สามัคคีประเทศไทย รวมพลังผลักดันนโยบาย แก้ไขปัญหาเพื่อประชาชน

ขอขอบคุณคณะกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลทุกคน ที่มีมติและประกาศแนวทางสนับสนุนรัฐบาล ร่วมกันสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อรับมือต่อภัยคุกคามความมั่นคงของชาติจากภายนอก และขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกับกองทัพมีจุดยืนร่วมกัน ยืนยันหลักการประชาธิปไตย ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและรวมพลังสามัคคี ความเป็นหนึ่งเดียวของพรรคร่วมรัฐบาล จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการผนึกกำลังกันของคนไทย ก้าวผ่านสถานการณ์อ่อนไหวนี้ด้วยความมั่นคง และประสบผลสำเร็จในการปกป้องอธิปไตย ธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศชาติและประชาชน

เชื่อมั่นว่าไม่มีภัยคุกคามใดจะเหนือกว่าพลังสามัคคีของคนไทย รัฐบาลของเราจะทำงานหนักร่วมกันด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท เพื่อประเทศไทย

‘อัครเดช’ ยัน ‘รทสช.’ ไม่ขอโควตารมต. เพิ่ม ปัดมติพรรคเปลี่ยนตัวนายกฯ ดัน ‘พีระพันธุ์’ เสียบ

‘อัครเดช’ ยัน ‘รทสช.’ไม่ขอโควตารมต. เพิ่ม ยึดเก้าอี้เดิม ปัดมติพรรค จี้เปลี่ยนตัวนายกฯ ชี้ให้ฟัง ‘พีระพันธุ์’ คนเดียว อย่าเชื่อข่าวจากคนอื่น แจงไม่ได้ชิ่งสัมภาษณ์สื่อ แต่รักษามารยาท

(22 มิ.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าพรรค รทสช. ต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่มในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีแน่นอน ตนได้พูดคุยกับผู้บริหารพรรค ยืนยันว่าพรรค รทสช.ไม่มีการต่อรองเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าไม่ได้ขอโควตารัฐมนตรีว่าการ เพิ่มอีก 1 เก้าอี้ใช่หรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า ถ้าสมมุติมีการร่วมรัฐบาลต่อ พรรคก็จะยืนยันตำแหน่งโควตารัฐมนตรี 4 ตำแหน่งตามเดิม ส่วนบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนั้น กลไกของพรรคได้มอบอำนาจให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช. เป็นผู้ตัดสินใจ

เมื่อถามว่ามีหลายคนในพรรคออกมาให้ข่าวมติของพรรค รทสช.คือขอให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ไม่เช่นนั้นก็ไม่ร่วมรัฐบาล นายอัครเดช กล่าวว่า เรื่องมติพรรค ที่ผ่านมามีกระแสข่าวจากหลายที่ และมีคนออกมาให้สัมภาษณ์ อย่างไรก็ตาม มติพรรคที่ถูกต้อง จะต้องมาจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครทสช.พียงผู้เดียว เพราะพรรคได้มีมติให้นายพีระพันธุ์ เป็นคนพูดคนเดียว ซึ่งมติพรรคระบุรายละเอียดไว้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้แถลง

“การที่มีแหล่งข่าวจากที่ต่างๆให้สัมภาษณ์ ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อ ขอให้ฟังจากหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียว” นายอัครเดช กล่าว

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า มีการเสนอให้เปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นนายพีระพันธุ์ ทางนายอัครเดช กล่าวว่า ไม่มี ในวันที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราคุยกันแค่เพียงว่า จะทำยังไงเพื่อไม่ให้เกิดการยุบสภา เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศหลายอย่าง ทั้ง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ค้างอยู่ ซึ่งนายพีระพันธุ์เป็นห่วงเรื่องนี้มาก ส่วนการผลักดันให้นายพีระพันธุ์เป็นนายกฯนั้น ยืนยันว่าไม่มีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมแน่นอน ตนการันตี ดังนั้นการให้ข่าวจากบุคคลอื่น จึงไม่สามารถรับฟังได้

นายอัครเดช กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายพีระพันธุ์ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคนั้น เพราะกลัวเสียมารยาท เนื่องจากอยากให้นายกรัฐมนตรีรู้จากตัวท่านโดยตรง ไม่ใช่รู้ผ่านจากสื่อ เพราะเป็นมารยาททางการเมือง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top