Friday, 10 July 2026
POLITICS

'อลงกรณ์' ติง 'อนุทิน' อย่าหลงประเด็นมองผิดเป็นเรื่องการเมือง แนะเร่งปรับปรุงกฎหมายกัญชาปิดช่องโหว่ หวั่นเยาวชนเสพสูบเสรี 

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เขียนบทความโพสต์ในเฟสบุ๊ควันนี้ เรื่อง 'กัญชาเสรีกับร่างกฎหมายกัญชา' จาก 'อลงกรณ์' ถึง 'อนุทิน'
ตอนจบ 'ผิดที่ 2 - มองผิด' ซึ่งเป็นตอนที่ 2 ต่อจากตอนแรกเรื่อง 'กัญชาเสรี..ไม่กลัวดัง แต่กลัวดับ' ประเด็น 'อนุทิน' กับ 'อลงกรณ์' โดยเขียนไว้ดังนี้

เรื่อง ”กัญชาเสรีกับร่างกฎหมายกัญชา”
จาก ”อลงกรณ์” ถึง ”อนุทิน”
ตอนจบ “ผิดที่ 2 - มองผิด”

หลังจากพี่หนู อนุทิน ชาญวีรกุล ไปปราศรัยที่ขอนแก่นว่า .. ..”..ถูกขัดขา  เพราะเขากลัวพรรคดังเกินไป เขาจึงดึงเอาไว้…” กรณีสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นำร่างพรบ.กัญชากลับไปทบทวนก่อนนำกลับมาเสนอวาระที่ 2 และ 3 อีกครั้ง

ผมจึงเขียนเรื่อง "ไม่กลัวดังแต่กลัวดับ" เพื่อทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่เรื่องขัดขาแต่เป็นเพราะสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเสพสูบกัญชาของนักเรียนนักศึกษาเยาวชนที่อนาคตจะดับหากกฎหมายไม่รัดกุมพอ

พูดง่ายๆ คือ ไม่กลัวดังแต่กลัวดับ (อนาคตของชาติ) และยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคมีจุดยืนตรงกันคือ สนับสนุนกัญชาเสรีทางการแพทย์เพื่อสุขภาพเพราะเป็นสมุนไพรยาไทย

จึงไม่ควรเข้าใจผิดเพื่อนๆ ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ว่าไปขัดแข้งขัดขา นี่คือข้อเขียนที่เรียกว่าเป็น  “ผิดแรก” คือ "เข้าใจเพื่อนผิด" ส่วน “ผิดที่ 2” คือ เรื่อง “มองผิดว่าเป็นเรื่องการเมือง”

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเมื่อ 14 ก.ย. ให้ถอนร่างพรบ.กัญชาฯ ส่งกลับไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นำไปปรับปรุงก่อนเสนอกลับมาให้สภาฯ พิจารณาในวาระ 2 และ 3 อีกครั้ง ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญญาสูญญากาศทางกฎหมายแต่อย่างใด เพราะพี่หนูพูดเองยืนยันเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและเป็นผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้ด้วยคนหนึ่ง

พี่หนูยืนยันด้วยตัวเองภายหลังสภาฯ มีมติให้ถอนร่างกฎหมายกัญชาเมื่อ 20 ก.ย.ว่า "…ทุกวันนี้ยังไม่มีอะไรที่นอกเหนือการควบคุมหรือมีปัญหาใดๆ ที่ก่อความเสียหายต่อภาพรวม…ประกาศ สธ.ทุกฉบับที่ออกมาก็ครอบคลุมและเข้มกว่าร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ อยู่แล้ว .."

นอกจากนี้คุณไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังแถลงย้ำว่า “แม้ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ยังคงต้องอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา กฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้ก็จะควบคุมการใช้กัญชา-กัญชง ไปจนกว่า พ.ร.บ. ฉบับสมบูรณ์จะออกมาบังคับใช้ หรือหากมีกรณีใดที่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายมารองรับ ก็มีคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพืชกัญชาและกัญชง ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน สามารถพิจารณาออกประกาศหลักเกณฑ์ต่างๆ มาดูแลเพื่อให้เกิดความเหมาะสมเพิ่มเติมได้” 

สาธารณชน และคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ.คงจะสบายใจได้แล้วนะครับ ไม่เชื่อพี่หนูแล้วจะเชื่อใคร การที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้นำร่างกฎหมายกัญชากลับไปทบทวนเป็นปัญหาการบริหารจัดการ ไม่ใช่เรื่องการเมือง

บางครั้งความรีบร้อนเร่งรัดกลับเป็นสาเหตุของความล่าช้าเพราะขาดความรอบคอบเหมือนขับรถเร็วแหกโค้งทั้งที่รู้ว่าเป็นโค้งอันตราย ขนาดสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่างกฎหมายนี้ในวาระที่1ด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาดซึ่งปกติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และ 3 เกือบร้อยทั้งร้อยฉบับจะให้ความเห็นชอบแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น แล้วจะโทษใครกัน

ขอเพิ่มเติมข้อสังเกตส่วนตัวในฐานะเคยเป็นอดีต ส.ส. เคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายหลายฉบับและเคยอยู่ในคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้เสนอกฎหมายว่า การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ไปเขียนเพิ่มเติมบทบัญญัติของร่างกฎหมายกัญชาที่รับหลักการวาระที่ 1 จาก 45 มาตราแล้วไปแปรญัตติเพิ่มเป็น 96 มาตรานั้นในทางกระบวนการนิติบัญญัติย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกทักท้วงอย่างรุนแรงหรือไม่ยอมรับจากสภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้น อย่าชี้นิ้วไปโทษคนอื่น มิฉะนั้นจะมองไม่เห็นปัญหาในสาระสำคัญที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ถอนร่างกลับไปทบทวนใหม่ ควรนำเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อสังเกตในสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชนและฝ่ายต่างๆไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เช่นทำอย่างไรจะแก้โจทย์ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมองว่า ร่างพรบ.ที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอมานั้นไปส่งเสริมการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการเพราะไม่มีบทบัญญัติใดที่จะควบคุมให้มั่นใจว่าเด็กเยาวชนลูกหลานของเราจะไม่นำมาใช้เสพสูบกัญชาจนเสียอนาคตและส่งผลเสียต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง เพราะบทบัญญัติห้ามบริโภคและห้ามขายคนอายุต่ำกว่า 20 ปียังไม่ตอบโจทย์เพียงพอ

ยกตัวอย่างชัดๆกรณีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแถลงคัดค้านชี้ประเด็นปัญหาว่า "…. ปรากฏว่าในชั้น กมธ.มีการปรับแก้อย่างมาก ซึ่งไม่ตอบโจทย์ว่าจะควบคุมเรื่องที่หลายฝ่ายเป็นห่วงได้อย่างไร โดยเฉพาะการนำกัญชามาใช้ทางสันทนาการ พรรค พท.จึงมีมติว่าจะไม่ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ในวาระ 2-3 .."

รวมทั้งข้อมูลรายงานและความเห็นจากฝ่ายต่างๆ เช่น

นพ.ล่ำซำ ลักขณาภิชนชัช รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและการแพทย์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ผู้ป่วยที่เข้ามารับการบำบัดมากที่สุดคือ ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาและมีอาการทางจิตรุนแรง เพราะผู้ที่สูบกัญชากว่าจะแสดงอาการรุนแรงใช้ระยะเวลานานกว่ายาบ้าหรือไอซ์ จึงเข้าสู่กระบวนการบำบัดช้ากว่าที่ควรจะเป็น จะเป็นอาการหลอน หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และทำร้ายผู้อื่น ข้อมูลปี 2563 มีผู้ป่วยจิตเวชจากกัญชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 และข้อมูลปี 2564 จนถึงปัจจุบันเพิ่มเป็นร้อยละ 28 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กัญชาเป็นสารเสพติดที่ต้องเฝ้าระวัง อนาคตจะก่อความรุนแรงในสังคม ปัจจุบันพบว่ากัญชาหาซื้อได้ตามแหล่งโซเชียล

รายงานจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ เรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กจากการใช้กัญชา แบ่งเป็นผลกระทบระยะสั้น สำหรับผลในระยะยาวหากมีการใช้ต่อเนื่องยาวนานหรือใช้ในปริมาณมาก การศึกษาต่างประเทศพบว่าส่งผลต่อไอคิวเด็กลดลงถึง 6 จุด หรือเรียกง่าย ๆ ว่า สมองพัง โง่ลง และยังมีผลกระทบระยะยาวว่า เด็กไม่ไปเรียน ออกจากโรงเรียน เรียนไม่จบ ไม่มีงานทำ มีปัญหาทางพฤติกรรม

'ธนกร' แนะ 'จตุพร' หากรักประเทศ-ปชช. ควรยุติชุมนุม ชี้!! อีกไม่นานจะมีเลือกตั้ง อย่าสร้างความวุ่นวายให้สังคม

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชนระบุว่า ประเทศนี้จะไม่มีการเลือกตั้งก็เพราะ 3 ป. ออกแบบไม่ให้มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่าเราออกไปชุมนุมว่า เป็นการชิงออกตัวแบบปัดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เมื่อคิดที่จะปลุกปั่นให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุม ก็ควรแสดงภาวะผู้นำด้วยการรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองด้วย ไม่ใช่คิดจะทำอะไรก็ทำ แต่พอเกิดความผิดพลาดขึ้นก็โยนความผิดให้คนอื่น พฤติกรรมแบบนี้ใช้ไม่ได้สำหรับคนที่คิดจะเป็นแกนนำ 

ดังนั้น เมื่อประชาชนทราบเช่นนี้แล้ว ก็อยากจะขอร้องให้ทุกคนรู้เท่าทัน และอย่าหลงออกไปร่วมชุมนุมด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การเมืองเดินไปตามขั้นตอนอย่างที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว อีกไม่นานก็จะถึงการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ดังนั้น นายจตุพรควรสงบจิตสงบใจ กลับไปทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาว่าตัวเองได้ทำอะไรกับประเทศไทยไว้บ้างให้ตกผลึกเสียก่อน เผื่อจะตาสว่างและเลิกจัดการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ต้องสัญจรไปมา วันนี้วิกฤตเศรษฐกิจโลกก็แย่พอแล้ว อย่าซ้ำเติมสถานการณ์อีกเลย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน การประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 9/2565

วันจันทร์ ที่ 26 ก.ย. 65 เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 9/2565 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีคณะกรรมการ ก.ตร., ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการ ก.ตร.วินัย คณะอนุกรรมการ ก.ตร.ร้องทุกข์ และคณะอนุกรรมการ ก.ตร. บริหารทรัพยากรบุคคล เข้าร่วมประชุม ซึ่งมีวาระการประชุมฯ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล เงินเดือน และเงินตอบแทนพิเศษ รวมถึงการพิจารณาจัดทำแนวทางในการปฏิบัติตนของข้าราชการตำรวจ ตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการตำรวจ เป็นต้น

ภารกิจของพลเอก ประวิตร วงษ์สุววรณ ในการลงพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 65

เยี่ยมชมและทักทายพี่น้องประชาชนที่มารอรับบริการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถึงสถานการณ์น้ำในภาพรวม และรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและการบริหารงานในพื้นที่ รวมถึงปัญหาที่ดินทำกิน

รู้จัก ‘ครูแก้ว - ศุภชัย โพธิ์สุ’ นักการเมืองที่ประชาชน...พึ่งพาได้!!

หากนึกถึงนครพนม เชื่อว่าใครหลายคนคงนึกถึงพระธาตุพนม ที่ใครมาเยือนนครพนมแล้วต้องไปไหว้พระธาตุกันสักครั้งในชีวิต หรือแม้แต่นึกถึงประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณีที่ชาวนครพนมภาคภูมิใจ ยึดถือกันมานานตั้งแต่โบราณ

แต่ถ้าถามคนนครพนมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะนึกถึงและให้ความสำคัญอย่างมาก คือ ‘ครูแก้ว’ ศุภชัย โพธิ์สุ

นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ ‘ครูแก้ว ผู้นำนครพนม’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ส.ส.นครพนม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย นักการเมืองผู้เป็นที่รักของคนในพื้นที่ และถือเป็นที่พึ่งของชาวนครพนมมาตลอดหลาย 10 ปี

และนี่คือเรื่องราวจากเด็กกำพร้า ลูกชาวนา สู่ชายคาเสนาบดีแห่งประเทศไทย ภายใต้บทบาทของการเป็น ส.ส. และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่เคยคิดว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว และไม่ใช่ความภูมิใจส่วนบุคคล แต่เป็นของพี่น้องประชาชนชาวนครพนม ที่ตนอยากแบกรับหน้าที่ในการเป็นที่พึ่งแบบทุ่มสุดตัว 

Q: จังหวัดนครพนมเปลี่ยนไปแค่ไหน ในวันที่ ‘ครูแก้ว’ ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำนครพนม?
ครูแก้ว: นครพนมในอดีต เป็นเมืองชายแดนเล็กๆ อยู่กันอย่างสงบ อยู่ไกลสุดเขตประเทศไทย ติดกับแขวงคำม่วน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ค่อยอยู่ในความสนใจของผู้คนมากมายนัก จนกระทั่งผมได้เข้ามาเป็น ส.ส. แต่ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้หมายความถึงผลงานทั้งหมดมาจากผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของเพื่อน ส.ส.นครพนมทั้งหมด ที่ช่วยกันผลักดันให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำโขง หรือ สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 3 ที่ถือว่าเป็นสะพานสุดงดงาม มีพระธาตุประจำวันเกิด เกิดขึ้นเรียงรายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ซึ่งเป็นพระธาตุบริวารขององค์พระธาตุพนม พร้อมทั้งมีพระธาตุประจำวันเกิดที่ใครมาก็เดินทางไปกราบไหว้สักการะบูชาตามวันเกิดของตนเอง นี่คือส่วนหนึ่ง 

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเส้นทางปั่นจักรยานเลียบริมฝั่งโขงที่ยาว แล้วก็มีองค์พญาศรีสัตตนาคราชเกิดขึ้น มีพระหยกด้านหน้าวัดพระอินทร์แปลง แล้วก็มีส่วนประกอบใหม่ๆ ที่กลายเป็นแลนด์มาร์กเกิดขึ้นมากมาย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเราเป็น ส.ส. พูดง่ายๆ ว่าผมเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเกือบ 4 ปี คนนครพนมสัมผัสได้ว่า จังหวัดนครพนมมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องถนนหนทาง เรื่องการพัฒนาอาชีพ เรื่องการพัฒนาระบบชลประทาน รวมถึงประโยชน์จากโครงการของภาครัฐที่ส่งตรงถึงพี่น้องประชาชนชาวนครพนม 

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นครพนมได้รับงบประมาณโดยเฉพาะจากกระทรวงคมนาคมลงไปพัฒนาหลายพันล้านบาท เกิดถนนสี่เลนจากอำเภอเมืองถึงอำเภอบ้านแพง ซึ่งปีหน้าก็เสร็จเรียบร้อย เกิดถนนสี่เลนจากบ้านท่าดอกแก้ว อำเภอท่าอุเทนไปจนถึงอำเภอสีม่วงครามบ้านเพ ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วหนึ่งปีและปีหน้าคิดว่าจะเสร็จ เกิดโครงการถนนเชื่อมระหว่างบายพาสของจังหวัดนครพนม จากสนามบิน-เมืองนครพนม

อีกทั้งเดิมรถใหญ่ๆ ที่มาจากสกลนคร หรือมาจากต่างจังหวัด ที่จะไปข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขง เพื่อไปยังฝั่งประเทศลาว-ไปเวียดนาม-ไปจีนนั้น ปกติก็จะวิ่งเข้าเมือง แต่ตอนนี้กระทรวงคมนาคมอนุมัติงบประมาณให้กรมทางหลวงชนบท 1,600 ล้านบาท สร้างถนนสี่ช่องจราจรเชื่อมตั้งแต่เลยสนามบินนครพนมไปจนถึงหัวสะพานข้ามแม่น้ำโขง และอีกไม่นานนี้รถไฟรางคู่จากอำเภอบ้านไผ่ ผ่านมหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, มุกดาหารและตรงดิ่งมาที่หัวสะพานข้ามแม่น้ำโขงจังหวัดนครพนม งบประมาณ 6 กว่าล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างที่การรถไฟจ่ายค่าเวนคืนสองข้างทาง ส่วนผู้รับเหมาก็คงจะมีการวางศิลาฤกษ์เพื่อปักหมุดในการสร้างสถานีรถไฟ ที่จะเชื่อมจากอำเภอบ้านไผ่มาถึงจังหวัดนครพนมภายในปลายปีนี้อย่างแน่นอน

แต่นอกจากนั้นผมเองในฐานะที่เป็น ส.ส. ก็ไปร่วมมือกับทางท่านนายก อบจ.นครพนม ร่วมมือกับนายกเทศมนตรีเทศบาลนครพนม ซึ่งเราก็มีแผนที่จะสร้างร่วมกับกรมโยธาธิการ กำลังเร่งออกแบบและสร้างหอชมโขงให้กับจังหวัดนครพนม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เพิ่มศักยภาพให้กับจังหวัดนครพนมอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็ยังมีโครงการที่จะปรับปรุงบริเวณห้าแยกในเมืองนครพนมให้เป็นวงเวียนขนาดใหญ่ที่มีความสวยสดงดงามที่จะรองรับแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเที่ยวชมจังหวัดนครพนมของเราอีกด้วย 

Q: ขอย้อนอดีต ‘ครูแก้ว’ เหตุผลใดที่ทำให้ก้าวเข้ามาอยู่บนเส้นทางการเมือง?
ครูแก้ว: ถ้าพูดถึงเหตุผลที่ต้องเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง ความจริงผมมีจิตวิญญาณของความเป็นนักสู้มาตั้งแต่เด็กฐานะครอบครัวเป็นคนยากจน เป็นเด็กกำพร้าลูกชาวนา แล้วก็ต่อสู้กับชีวิต ถูกดูถูกเหยียดหยาม เป็นสภาพที่ห่างไกลความเจริญมากๆ เป็นสิ่งที่กดดันเรา ส่วนหนึ่งทำให้เราต้องมาคิดว่า ทำไมตัวเราถึงยากลำบากขนาดนี้ พอมองออกมาข้างนอกเห็นคนที่เขารวย บางคนรวยล้นฟ้าแต่คนจนหาข้าวจะกรอกหม้อก็ไม่มี มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องแสวงหาคำตอบให้กับตัวเอง แล้วจะทำยังไงถึงจะช่วยเหลือแก้ปัญหา ทั้งเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาตัวเอง เริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนสังคม ในหมู่บ้านตัวเองซึ่งเป็นบ้านนอก นี่คือจุดเริ่มต้นจุดแรก ที่มาก็คือว่าผมต้องการหาแนวทางช่องทางในการที่จะช่วยเหลือญาติพี่น้องของผมที่มีฐานะยากจน ที่มีความเดือดร้อน หาแนวทางช่วยเหลือชนบท ทำยังไงจะเจริญทัดเทียมใกล้เคียงกับเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นของความคิดทางการเมือง 

จนในที่สุดมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2540 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ท่านก็ยังมีบารมีในนครนครพนมอยู่ ท่านก็ให้คนมาติดต่อทาบทาม ท่านก็มองเห็นว่าถ้าเขตเล็ก อย่างไรก็สู้ครูแก้วไม่ได้ เพราะผมทำพื้นที่มายาวนาน ปี 2544 ผมก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ครั้งแรกในนามพรรคความหวังใหม่ รวมเวลาที่ผมรอคอยตั้งแต่ผมสมัคร ส.ส. ครั้งแรกปี 2535 ใช้เวลา 9 ปี ในการทำงานการเมืองจนกระทั่งประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส. 

เมื่อเป็น ส.ส. สมัยที่ 1 ปี 2544 เป็นสมัยที่ 2 แล้วก็เป็นสมัยที่ 3 พอเป็นสมัยที่ 3 ความหวังใหม่ยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นมาพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบมาตั้งเป็นพรรคพลังประชาชน ต่อมาสักระยะพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีก กลุ่มท่านเนวินกับพวกผมที่เคยทำงานเคลื่อนไหวในพลังประชาชนด้วยกัน ทำงานกิจกรรมเสื้อแดงด้วยกัน เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วยท่านทักษิณมาโดยตลอด ก็หารือกันว่าถ้าเรายังทำเสื้อแดงต่อมันก็คงจะสู้ไม่มีที่สิ้นสุด สู้ไม่มีวันจบสิ้น และสุดท้ายมันก็จะทำให้ประเทศชาติเรามีปัญหา ก็เลยตัดสินใจไม่ไปร่วมตั้งพรรคเพื่อไทยกับเพื่อน พวกผมก็ออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย

Q: ทำไมถึงบอกว่าการตั้งพรรคภูมิใจไทย เริ่มจากความน้อยเนื้อต่ำใจ?
ครูแก้ว: ภาคอีสานเป็นภาคที่กว้างใหญ่ไพศาล จำนวน ส.ส. ก็เยอะนะครับ เมื่อก่อนร้อยยี่สิบกว่าคน ตอนนี้รู้สึกจะประมาณร้อยสามสิบกว่าคน หลังจากที่เราเพิ่ม ส.ส.เขตขึ้นมาจาก 350 เป็น 400 แต่ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งๆ ที่จำนวน ส.ส. มากกว่าเพื่อน แต่เราก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้คนอีสานขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้เลย อย่าว่าแต่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้แต่อยู่ในพรรคการเมืองบางพรรค ไม่ได้จะโจมตีกันนะครับ คือมี ส.ส.อีสานมากที่สุด แต่ว่าพอจะเอาตำแหน่งสำคัญๆ แม้แต่ในพรรค อย่าว่าแต่รัฐมนตรี พรรคนั้นได้ ส.ส. 126 คน ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ซึ่งไม่สำคัญเลยแค่ 4 ตำแหน่ง แต่อีกพรรคนั้นได้ ส.ส.กรุงเทพมหานคร เพียงคนเดียวกลับได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการถึง 9 ตำแหน่ง นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเราน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้จากการไม่ให้เกียรติคนอีสาน แม้แต่ทุกวันนี้เพื่อนฝูงอยู่ในพรรคนั้นก็ยังคุยกับผมนะว่า ท่านควรจะเป็นหัวหน้าพรรคได้แล้วนะ แต่ถ้าเทียบกับคนที่เขาเอาขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค กับนักการเมืองของพรรคในภาคอีสาน มันต่างกันมาก แต่ว่าเจ้าของพรรคเขาไม่เอา ก็ไม่รู้เป็นยังไง ทั้งๆ ที่ ส.ส.อีสานเยอะ แล้วก็มีคนเก่งๆ เยอะแต่ก็เป็นได้แค่ประธานกรรมาธิการฯ จะเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ เป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้ อย่างมากก็เป็นรองหัวหน้าพรรค 

ฉะนั้น ถ้าคนอีสานเราคิดในเรื่องนี้กันหน่อย ให้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคของคนอีสานจริงๆ ได้คะแนนได้เสียงมาเป็นกอบเป็นกำ หรือได้ ส.ส.เป็นคนอีสานจริงๆ ขึ้นมา ได้นายกรัฐมนตรีเป็นคนภาคอีสาน งบประมาณของประเทศก็จะลงไปดูแลพัฒนาภาคอีสานมาก เราไม่ต้องการมากกว่าภาคอื่นหรอก แต่เราต้องการตามสัดส่วนของจำนวนประชากร ตามสัดส่วนของพื้นที่ ไม่ใช่ว่าให้ภาคใต้ห้า ให้ภาคกลางก็ห้า ให้ภาคตะวันตกก็ห้า ให้ภาคเหนือก็ห้า ให้ภาคอีสานก็ห้า มันจะไปเทียบกันอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่ออีสานเป็นภาคที่กว้างใหญ่ไพศาล อีสานเป็นภาคที่มีจำนวนประชากรมากกว่าเพื่อน อีสานเป็นภาคที่มีความทุรกันดาร ความแห้งแล้ง ความเดือดร้อน ความยากลำบากมากกว่าเพื่อน การดูแลประเทศชาติ การบริหารมันต้องทุ่มเทลงมาใส่จุดที่มีปัญหา มันต้องเป็นอย่างนั้น

Q: ว่ากันว่าช่วงที่สอบตก ‘ครูแก้ว’ ก็ยังทำงานช่วยชาวบ้านต่อ ทำไปทำไม?
ครูแก้ว: ประชาชนมวลชนที่รักเราอยู่แล้วเขาไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจเขาก็ปฏิเสธเรา พอปฏิเสธเรามันก็ทำให้เราสอบตก ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง และการตัดสินใจออกมาจากเพื่อนที่ไปตั้งพรรคเพื่อไทย การที่เรามาตั้งภูมิใจไทยทำให้ประชาชนไม่เข้าใจก็สอบตกกันระนาว แต่ว่าผมใช้เวลาทั้งหมด 7 ปีในการทำกิจกรรมทุกอย่างทำหนักกว่าการเป็น ส.ส.อีก ตอนที่ผมแพ้พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ ผมสอบตก ผมแพ้ด้วยคะแนน 12,000 คะแนน แต่ 7 ปีต่อมาผมลงแข่งกับเพื่อไทยคนเดิมอีก ผมชนะผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย 38,900 กว่าคะแนน คือชาวบ้านกลับมาเข้าใจ กลับมาเห็นใจเรา แล้วก็มาเลือกเรา ถึงแม้ตอนนั้นอาจจะไม่ค่อยชอบพรรคภูมิใจไทย แต่ว่าเขาก็ถือว่ามันจำเป็นต้องเลือกครูแก้วเพราะสงสารครูแก้ว แล้วครูแก้วก็สู้จริงทำจริงดูแลพี่น้องประชาชนจริง ดังนั้นจึงได้กลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ได้รับการเสนอจากพรรคร่วมรัฐบาลให้ลงสมัครแข่งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนในสภาให้ทำหน้าที่เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 

Q: คิดอย่างไรกับคำว่านักการเมืองน้ำดี?
ครูแก้ว: ถ้าพูดถึงนักการเมืองน้ำดี นิยามคำนี้ผมรู้สึกว่า ต้องเป็นนักการเมืองที่เอาใจใส่ในผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน คือต้องเป็นนักการเมืองที่เสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวมาทำงานเพื่อส่วนรวม มาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก หมายว่าตลอดเวลาที่เป็นนักการเมืองอยู่ เขาจะต้องทุ่มเทดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะทั้งส่วนตัว ส่วนรวม ทั้งในภาพรวมอะไรต่างๆ การพัฒนาในพื้นที่ก็ตาม การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ หมายความว่าหายใจเข้าออกเป็นเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่เอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ผมคิดว่านักการเมืองน้ำดีมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักการเมืองน้ำดีนะครับ แต่ว่าพี่น้องประชาชนก็ให้ความไว้วางใจ 

พี่น้องนครพนม เงินซื้อไม่ได้ ต้องยอมรับว่าพี่น้องชนบทเขายังเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมอะไรก็ตามของชาวบ้านของชุมชนของสังคม เขาคิดอะไรไม่ออกก็ต้องคิดถึง ส.ส. ที่บ้านผม ถ้ามีโอกาสได้ไปดูจะเห็นว่าผมมีโต๊ะเป็นกลุ่มเป็นชุดเอาไว้ พี่น้องประชาชนมาก็จะนั่งรอคิวเหมือนกับคนมาคลินิกหาหมอ สัก 7.00-7.30 น. ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จพร้อมกับทีมงานที่เป็นข้าราชการ เป็นอดีตข้าราชการที่เกษียณแล้ว ชุดทนายความ ชุด สจ. ชุดนายก อบต. ก็จะมารอรับแขกร่วมกับผม พี่น้องประชาชนมีปัญหาอะไร ผมก็รับรู้รับทราบเสร็จ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับอะไร เกี่ยวข้องกับส่วนราชการซึ่งจะต้องประสานให้อำเภอประสานผู้กำกับประสานผู้ว่าฯ เราก็ให้ฝ่ายประสานของเราประสานไป หรือบางทีเราก็ประสานเอง แต่ถ้าพี่น้องมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย อย่างเช่น เรื่องโอนที่ดิน เรื่องถูกจับกุมคุมขัง เรื่องความเดือดร้อนต่างๆ เราก็ต้องมีทนายความคอยให้คำแนะนำอีกทีหนึ่งว่าควรจะทำยังไง ควรจะเดินไปยังไง 

ฉะนั้นแต่ละวันพี่น้องประชาชนจะมานั่งเรียงคิวเป็นกลุ่มไว้ บางวันมีถึงขนาดว่าสิบกว่ากลุ่มหรือยี่สิบกลุ่มก็ยังมี จาก 7.00 น. ถึง 9.00 น. ผมจะให้เวลากับพี่น้องที่มาร้องทุกข์มาปรึกษาหารือ หรือบางคนก็มาขอบคุณหลังจากที่เราช่วยเหลือประสบความสำเร็จแล้ว ก็เข้ามาหา เราก็ดูแลกัน ถ้ามาในเวลากินข้าว เรานั่งกินข้าวอยู่ เราก็เรียกมากินข้าวด้วยกันนั่งคุยกัน กว่าจะกินข้าวเสร็จเราก็จะได้แก้ปัญหาพี่น้อง 1-2 เรื่องแล้ว หรือพี่น้องไม่กินก็มานั่งดื่มน้ำมานั่งคุยกับเรา มันเกิดความเป็นกันเองสนิทสนม พี่น้องประชาชนก็จะมีความรู้สึกว่าครูแก้วพึ่งได้อาศัยได้จริงๆ ถ้าอะไรช่วยได้ช่วยทันที แก้ไขได้แก้ไขทันที ผมถือหลักอย่างนี้ ไม่ได้เก็บไว้ ไม่ได้บอกว่า เออเดี๋ยวจะดูให้ ไม่มีนะ ต้องบอกว่าทำทันทีเลย ซึ่งจะไม่ใช่ผมคนเดียว แต่เป็นทีมงานของเราทั้งกระบวนการ เราจะมีวิธีการทำงานแบบนี้กับพี่น้องประชาชน 

Q: ครูแก้วคาดหวังจำนวน ส.ส.ภูมิใจไทย ในนครพนมกับการเลือกตั้งหนหน้าแค่ไหน?
ครูแก้ว: ในการเลือกตั้งเที่ยวหน้านี้ก็หวังอย่างนั้นนะครับ คือพูดง่ายๆ ว่า วันนี้ ผมกับพี่น้องนครพนมเป็นหนี้พรรคภูมิใจไทยค่อนข้างมาก ที่บอกว่าเป็นหนี้ก็เพราะว่าคราวก่อนมี ส.ส.ภูมิใจไทยคนเดียวตอนที่แยกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย นครพนมก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไป คราวนี้เลือกตั้งนครพนมก็ได้ ส.ส.ภูมิใจไทยแค่คนเดียวคือผม ซึ่งผมก็ดูแลสกลนครด้วย มุกดาหารด้วย ทางพรรคก็ยังเมตตา ทั้งท่านหัวหน้า ท่านเลขา ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคส่งเข้าไปแข่งขันเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พอเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในสภา พวกเขาคงเห็นบทบาทที่ผมทำงาน ฉะนั้นเมื่อมีสถานะตรงนี้ ทางท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ รัฐมนตรีต่างๆ ท่านก็มีความเกรงอกเกรงใจกันอยู่พอสมควร ฉะนั้นเวลาเราเอาปัญหา เอาความเดือดร้อน เอาความทุกข์ยาก ความต้องการของพี่น้องนครพนมเสนอไปหาท่านต่างๆ เหล่านั้น ก็จะได้รับความเมตตาในการเอาใจใส่ อะไรที่ท่านผลักดันให้ได้ ท่านก็ผลักดันไป โดยเฉพาะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย สามกระทรวงหลัก ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุขโดยท่านหัวหน้าอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ กระทรวงคมนาคมโดยมีท่านเลขาธิการพรรคคือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ นอกจากนั้นเรายังมี มท.2 ช่วยมหาดไทย ช่วยศึกษา ช่วยเกษตร ช่วยคมนาคม หมายความว่าตำแหน่งรัฐมนตรี 7 คนของพรรค ก็ได้ดูแลและตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนมเป็นอย่างดี 

Q: มาที่ผลงาน ช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนงานด้านสาธารณสุขของนครพนมจะเป็นพระเอกพอสมควร?
ครูแก้ว: ผมสามารถช่วยดูแลพี่น้องนครพนมได้ในหลายๆ เรื่อง ฟอกไตฟรีทั่วประเทศก็เกิดมาจากแนวความคิดของผม เอาจากข้อมูลข้อเท็จจริงจากนครพนม ไปเรียนท่านหัวหน้าพรรคฯ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เอาไปประชุมกระทรวงสาธารณสุข แล้วจากนั้นก็มีมติออกมาว่าให้ฟอกไตฟรีทั่วทั้งประเทศ ใครก็ตามที่เป็นโรคไต จะฟอกด้วยประเภทไหน ด้วยวิธีไหนก็ตามก็ให้ฟอกฟรี ผมสงสารพี่น้องคนที่ป่วยเป็นโรคไต คนหนึ่งป่วยเป็นโรคไตต้องฟอกไต สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เฉพาะค่าฟอกไตที่จ่ายให้โรงพยาบาล ครั้งละ 1,500 บาท ถ้าสามครั้งเป็นเงิน 4,500 บาท ยังไม่รวมค่าเหมารถ ยังไม่รวมค่าญาติพี่น้องเข้าไปดูแลกัน อาหารการกิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมจิปาถะเดือนหนึ่งสรุปแล้วรวมแล้วก็เกือบ 20,000 ต่อเดือน

ลองคิดดูสิว่าพี่น้องคนยากคนจนส่วนใหญ่เขาจะอยู่ได้ยังไง คนป่วยโรคไตไม่ตายทันทีนะ การฟอกไตก็ยืดอายุไป สุดท้ายถ้าหมดเงินเมื่อไรไม่สามารถฟอกไตได้ก็จะเสียชีวิต พอคนหนึ่งเสียชีวิต คนที่เหลือก็เหมือนกับตายทั้งเป็นเพราะไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะต้องขายสมบัติเพื่อไปดูแลกัน จะไปทิ้งกันเฉยๆ ก็ไม่ได้ เกิดมาร่วมกันแล้ว ผมเองสงสารมาก

เมื่อก่อนผมทำผ้าป่าได้เงิน 500,000 ร่วมกับโรงพยาบาล แล้วก็ขอเงินจากท่านหัวหน้าอนุทิน 500,000 ไปซื้อเครื่องฟอกไตให้กับโรงพยาบาลศรีสงครามเป็นครั้งแรก ต่อจากนั้นมาโรงพยาบาลก็ได้งบประมาณบ้าง หาเงินมาซื้อเพิ่มเติม แต่ตอนหลังมันก็ไม่เพียงพอ เพราะ 6 อำเภอโซนเหนือ มีศูนย์ฟอกไตอยู่ที่อำเภอศรีสงครามที่เดียว 

ผมเห็นในอินเทอร์เน็ตว่าทางคุณคีรี กาญจนพาสน์ เจ้าของ BTS ท่านเคยป่วยโรคไตและได้เปลี่ยนไตแล้ว ท่านรู้ว่าเป็นโรคไตมันทรมานขนาดไหน ท่านบริจาคเงินสร้างศูนย์ฟอกไตแล้วก็ให้คนได้ฟอกฟรีอยู่หลายศูนย์ ผมก็ไปหาท่านเลย ไปกราบขอความเมตตา ท่านก็เมตตาให้ลูกน้องลงไปดูแล้วอนุมัติเงินไปสร้าง ปรับปรุงอาคารเก่าให้เป็นศูนย์ฟอกไตของมูลนิธิฟ้าสั่งทั้งหมด 15 เครื่อง เพื่อการฟอกไต ซึ่งจะสามารถฟอกไตพี่น้องประชาชนได้เครื่องละประมาณ 3 คน มาวันนึงก็ประมาณสี่สิบกว่าคน แต่ถ้าหากว่าฟอกทั้งเดือนก็จะได้รวมกันประมาณร้อยกว่าคน ก็สามารถช่วยพี่น้องร้อยกว่าคนที่ยากจน คัดเอาที่ยากจนจริงๆ เดือดร้อนจริงๆ ไม่มีเงินจริงๆ ให้เขาได้ฟอกไตฟรี 

แต่ว่าฟอกไตฟรีได้แค่ปีเดียว มูลนิธิบอกว่าขาดสภาพคล่อง เกิดโควิดระบาดหนัก ก็มอบอุปกรณ์ทั้งหมดมูลค่า 25 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลศรีสงคราม แล้วโรงพยาบาลก็จำเป็นต้องเก็บเงินจากผู้ที่มาฟอกไต แต่ไม่ได้เก็บ 1,500 บาท เก็บแค่คนละ 1,000 บาท แต่คนละ 1,000 บาทก็เดือดร้อน โชคดีที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกุลไปเยี่ยมเรื่องปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่บ้านผม ผมก็เล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟัง ท่านก็งงนะว่ามันมีจริงหรือ เพราะท่านเข้าใจว่าฟอกไตฟรี เถียงกันอยู่กับผม ในที่สุดท่านก็โทรถามปลัดกระทรวง ทางปลัดกระทรวงบอกว่า ฟอกฟรีเฉพาะคนที่ฟอกทางหน้าท้อง ซึ่งก็ไม่มีใครฟอก เพราะทำได้ 1-2 ครั้งก็อักเสบแล้ว แต่ถ้าฟอกผ่านทางเส้นเลือด จ่าย 1,500 บาท ท่านอนุทินก็ว่า โห ตายแล้วแบบนี้ ท่านก็เอาเข้าที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุขไม่ถึงเดือน กระทรวงสาธารณสุขก็ประกาศออกมาเลยว่า ต่อไปนี้ สปสช. จะรับเป็นเจ้าภาพในการจ่ายเงินแทนพี่น้องประชาชน จากวันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา ไม่ว่าฟอกไตด้วยวิธีไหน ก็ฟอกฟรีทั้งประเทศ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจากที่ผมพยายามต่อสู้ให้กับพี่น้องประชาชนมาตลอด 

'บก.ลายจุด' ถาม "เอาเลยไหม จัดสักนัดไล่ รมต.ชัยวุฒิ" ด้าน 'อานนท์ นำภา' บอก "อยากปะทะแก๊สน้ำตาว่ะ"

จากกรณีที่นายชัยวุฒิ​ ธนาคมานุสรณ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ (ดีอีเอส​) กล่าวถึงกรณีหากมีม็อบออกมาเคลื่อนไหวในวันที่ 30 กันยายน ที่ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 8 ปี

โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า “ถ้าไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย หรือเกิดการกระทบกระทั่งกันจนถึงขั้นบาดเจ็บ ก็ไม่อยากให้ออกมาเคลื่อนไหวกันในช่วงนี้ และตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ประชาชนหลายคนเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม และปัญหาต่างๆ รัฐบาลอยากจะทำหน้าที่ให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และหากไม่พอใจรัฐบาลก็อยากให้ใจเย็นๆ เพราะอีกไม่กี่เดือนจะถึงช่วงของการเลือกตั้งแล้ว พร้อมเตือนว่า “ถ้าเคลื่อนไหวมากๆ ระวังจะไม่ได้เลือกตั้งนะ”

ทำให้ ด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด หัวหน้าพรรคเกียน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความว่า นายชัยวุฒิเหมาะที่จะถุกจัดการชุมนุมเพื่อขับไล่ พร้อมโพสต์เชิงสอบถามผู้ติดตามว่า จะจัดชุมนุมกันเลยดีไหม?

“บุคคลๆ นี้ควรมีม็อบไล่เป็นของตนเองสักครั้ง นัดเลยดีมััย?” นายสมบัติกล่าว

'เพื่อไทย' แซะ!! รัฐยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน หลัง 30 ก.ย. 'ล่าช้า-ไม่ทันสมัย-ไม่เป็นสากล'

(24 ก.ย.65) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เห็นชอบยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วหลังสถานการณ์โควิด-19 ในไทยแผ่วลงตามลำดับและปิดฉากการทำงานของ ศบค.ในวันที่ 30 ก.ย. ว่า ชุดความคิดจะเลิกอะไรต้องเลิกหลังเกษียณ 30 กันยายน และจะเริ่มอะไรก็ต้องเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม ตามปีงบประมาณใหม่ ไม่ทันสมัย ไม่เป็นสากล เป็นมาตรการที่ล่าช้าไม่ทันการณ์ ไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์

"ประชาชนคนไทยเรียกร้องให้มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผ่อนคลาย แต่รัฐบาลไม่ยกเลิก มีความพยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการเมืองเพื่อจํากัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อปราบม็อบนักศึกษา ม็อบเกษตรกร ม็อบ ชาวบ้านที่เดือดร้อนจากโครงการต่างๆของรัฐ"

'อนุทิน' ย้ำ!! ลูกพรรคหน้าต้องดำผิวต้องกร้านเข้าสภาให้ได้ ด้านชาวขอนแก่น ถือป้ายเชียร์ 'เสี่ยหนู' ให้เป็นนายกฯ

ภายหลังการสัมมนาพรรคภูมิใจไทยสัญจร ที่ จ.ขอนแก่น ช่วงเย็นวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมรับประทานอาหารเย็น ร่วมกับรัฐมนตรี และส.ส.ของพรรค โดยนายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า...

"พรรคภูมิใจไทยมีแต่คนไหลเข้า ยังไม่เห็นคนไหลออก และอย่าให้มีคนแรก เพราะจะถูกพวกเราโห่จนกลับบ้านไม่ถูก เนื่องจากเราสำเร็จมาด้วยกัน ทำงานมาด้วยกัน พลวัตการขับเคลื่อนของเราเปรียบเสมือนสิ่งที่หมุนรอบ ซึ่งหากหมุนไปเรื่อยๆ ในทางฟิสิกส์จะเกิดเป็นแรงดูด จึงขอให้หมุนไปแบบนี้ หมุนด้วยความเร่ง ความตั้งใจ ความจริงใจต่อประชาชน แรงดูดจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น จึงถูกแล้วที่เขาพูดว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคดูด แต่ดูดด้วยผลงาน ดูดด้วยความนิยม"

นายอนุทิน ย้ำด้วยว่า ขอให้คืนนี้ (23 ก.ย.) เป็นคืนสุดท้ายที่ส.ส. และว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรคจะสนุกสนานกัน เพราะนับจากวันนี้ หน้าต้องดำ ผิวต้องกร้าน ต้องได้รับคะแนนนิยม ความเชื่อมั่นจากประชาชน แล้ววันรุ่งขึ้นหลังการเลือกตั้งเราจะฉลองอย่างยิ่งใหญ่

“พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคติดดิน ต่อให้ฝนตกหนักแค่ไหน หัวหน้าพรรคจะยืนเคียงข้างลูกพรรค เราตากแดด ตากลม ตากฝน ได้หมด ขออย่างเดียวให้ได้เดินเข้าสภา 6 เดือนต่อจากนี้ เราจะอยู่ในโหมดของการต่อสู้จนกว่าจะชนะ และเอาส.ส.ตัวเป็นๆ เข้าสภาเท่านั้น และเราจะชนะอย่างแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคแกนนำที่ประกาศตัวพร้อมเป็นนายกฯ เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า "พรรคต้องมีการขับเคลื่อน ทำให้ประชาชนมั่นใจ ไว้วางใจว่าพรรคทำงานที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนมากที่สุด การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ต้องมี ส.ส.เยอะ ก็จะผลักดันทุกอย่างง่ายขึ้น ก็จะไม่มีอุปสรรคอะไร ไม่ไปเป็นเหยื่อของเกมการเมืองจากใคร แต่เอาไว้ถึงวันนั้นก่อน ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งประชาชนเห็นแล้วว่าถ้าทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ แต่แทนที่สิ่งเหล่านั้นจะได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้คนการเมืองด้วยกัน กลับมีการบล็อก เตะตัดแข้งตัดขา ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อประชาชน

“เราไม่หวั่นไหวอะไร บางคนตัดสินใจทำแบบนี้กับพรรคภูมิใจไทยเพราะไม่ต้องมีการพึ่งพาอะไรกันแล้ว ไม่ต้องมีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีการผ่านกฎหมายสำคัญแล้ว เลยปฏิบัติกับเราแบบนี้ ก็ไม่เป็นไร เราถือว่าประชาชน คือหลักชัยของเรา เรายังมุ่งมั่นทำงานต่อ ที่ผ่านมาพรรคเราเป็นแบบนี้ เราไม่เคยยุ่งกับใคร ถ้าพรรคอื่นทำประโยชน์กับประชาชนเราก็พร้อมสนับสนุนเสมอ แต่เวลาพรรคเราจะทำประโยชน์ให้ประชาชนทำไมพรรคอื่นต้องมาขัดแข้งขัดขา การต่อสู้กันทางการเมืองไม่ควรเอาสิ่งที่ประชาชนพึงจะได้มาขัดขวาง แต่โชคดีเรามองสถานการณ์ว่าสิ่งนี้จะเกิด จึงเตรียมการป้องกันไว้ก่อน ยืนยันว่า แม้ พ.ร.บ.จะไม่ผ่านสภา แต่การใช้ประโยชน์ของกัญชา ถ้าอยู่ภายใต้กรอบของกระทรวงสาธารณสุขจะไม่มีข้อจำกัด”

'ชัยวุฒิ' ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยา 'รับฟังปัญหา-แจกถุงยังชีพ' ด้านชาวบ้านโวย 'ฝ่ายค้าน' หยุดจับผิด 'ส.ส.-รมต.รัฐ' ช่วยปชช.

'ชัยวุฒิ' ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยา ออกตัวบอกมาในนามรัฐบาล ชาวบ้าน ร้องอยากให้เเจกถุงยังชีพเยอะๆ ขอฝ่ายค้าน อย่าเล่นการเมือง บนความเดือดร้อน ปชช.  

(24 ก.ย.2565) นายชัยวุฒิ​ ธนาคมานุสรณ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ หรือดีอีเอส​ พร้อมขอให้เจริญ ข้าราชการในกระทรวง ลงพื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา​  ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน​ผู้ประสบอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพ 

ทันทีที่นายชัยวุฒิ มาถึง ได้กล่าวสวัสดีชาวบ้าน พร้อมกับแนะนำตัวว่า “รู้จักผมไหม ผมชื่อชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ตนเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพราะหลายพื้นที่ยังเป็นที่ลุ่มต่ำ เท่าที่ตนทราบพื้นที่นี้จะท่วมก่อนพื้นที่อื่นและแห้งทีหลัง ยืนยันหลายครั้งว่ารัฐบาลห่วงใยประชาชน ตอนนี้จะมีโครงการผันน้ำคลองบางบาลแล้ว วันนี้ตนอยากมาเยี่ยมเยียนพี่น้อง แลดูสภาพปัญหาว่าอยากให้รัฐบาลช่วยอะไร ตนจะได้นำไปเรียนนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี

“พอน้ำท่วม นอนอยู่บนเตียง ทำอะไรไม่ได้เลย ก็จะเบื่อ วิธีการแก้ปัญหาคือออกไปข้างนอกบ้าง จะได้ไม่เหงา ไม่เครียด”

นายชัยวุฒิย้ำว่า ขอให้ชาวบ้านระวังเรื่องงูพิษ มีสัตว์มีพิษเยอะ ที่มากับน้ำท่วม ตนเป็นกำลังใจให้ทุกคน ก่อนลงจากโพเดี้ยมนายชัยวุฒิ ถามชาวบ้านด้วยว่ารู้จักกระทรวงที่ตนกำกับไหม เป็นกระทรวงตั้งใหม่ ดูเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์และการติดต่อสื่อสาร 

หลังจากนั้น นายชัยวุฒิให้สัมภาษณ์ ระบุว่า วันนี้ตนมาในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส​ มาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชน พร้อมกับมอบถุงยังชีพ และติดตามในงานในสังกัดของกระทรวงที่ลงมาช่วยเหลือประชาชน สิ่งสำคัญคือถือโอกาสมาเยี่ยมเยียนชาวบ้านและมาฟังว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร อยากให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไรบ้าง หากไม่ลงพื้นที่มาดูก็จะไม่รู้

ขณะเดียวกัน นายชัยวุฒิ​ ยังระบุอีกว่า ชาวบ้านเองก็ได้สะท้อนถึงความลำบาก ในการเดินทางเนื่องจากมีน้ำท่วมสูง​ โดยอยากจะให้มีการระบายน้ำออกไปในพื้นที่การเกษตร​ เพื่อลดระดับน้ำลง เนื่องจากบางพื้นที่น้ำท่วมถึงชั้น 2 ซึ่งเท่าที่ทราบเมื่อชาวนาเกี่ยวข้าวเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ก็จะมีการระบายน้ำออกไปยังทุ่งนาทำให้ระดับน้ำในพื้นที่นั้นลดลง

โดยหน้าที่หลักของกระทรวงดีอีเอส​ กรมอุตุนิยมวิทยา มีการพยากรณ์อากาศ และประสานข้อมูลเรื่องน้ำ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างๆที่นำข้อมูลไปบูรณาการช่วยเหลือ ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการพยากรณ์อากาศช่วงนี้อยู่ในฤดูฝน เพราะฉะนั้นอาจทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ โดยจากการที่ติดตามอยู่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีพายุเข้ามา อีก 1 ลูก ซึ่งต้องติดตามดูว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้ฝนตกหนักแค่ไหนในพื้นที่ และจะดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนต่อไป เนื่องจากตอนนี้น้ำเต็มทุกพื้นที่หมดแล้วค่ะฝนตกลงมาก็ยอมรับว่าเหนื่อยในการบริหารจัดการน้ำอย่างแน่นอน

ทั้งนี้นายชัยวุฒิ​ มองว่า​ ในระยะต่อไปต้องมีการปรับปรุงได้ระบบป้องกันน้ำท่วมและชลประทาน​ ให้สามารถระบายน้ำให้มากขึ้น อย่างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ

'สุรนันทน์' ย้ำ!! กกต.ต้องเที่ยงธรรมและเป็นกลาง

(24 ก.ย.65) นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ประธานภาคกรุงเทพฯ พร้อมด้วย น.อ.บัญชาพล อรัณยะนาค ผู้ประสานงานเขตสายไหม และทีมงานสร้างอนาคตไทย ได้ลงพื้นที่ ตลาดเคหะออเงิน และชุมชนเลียบคลองหกวา เขตสายไหม 

นายสุรนันทน์ กล่าวว่า วันนี้นอกจากจะมาพบปะพ่อค้าแม่ค้าและรับฟังปัญหาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังคงเดือดร้อนเรื่องปัญหาปากท้องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ เราได้มาแนะนำตัวและนำเสนอนโยบายต่างๆ ของพรรค โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่จะมาช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้ 

นายสุรนันทน์ ย้ำว่า ตั้งแต่วันนี้ไปพรรคสร้างอนาคตไทยจะไม่มีการแจกของใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้ความร่วมมือกับ กกต. แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า กกต.ควรมีความชัดเจนในทุกๆ กรณีโดยเร็ว ว่าพรรคการเมืองสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน

'บิ๊กป้อม' สั่ง ศธ.เร่งช่วยเหลือ นร.หญิง ถูกละเมิดทางเพศ ย้ำ!! ห้ามให้เกิดเหตุซ้ำอีกเด็ดขาด

'พล.อ.ประวิตร' ไม่ทอดทิ้ง นร.หญิง โรงเรียน จ.เพชรบูรณ์ ถูกละเมิดทางเพศ สั่ง ศธ.เร่งช่วยเหลือ ทุกกรณีอย่างถูกต้องเป็นธรรม โดยเร็วที่สุด ย้ำ!! ห้ามเกิดเหตุซ้ำอีกเด็ดขาด

(24 ก.ย.65) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม.เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. รักษาราชการแทน นรม. ได้มีคำสั่งด่วนไปแล้ว ให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และผู้เกี่ยวข้อง เร่งให้ความช่วยเหลือ ดูแลรักษาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ของนักเรียนหญิง โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจ.เพชรบูรณ์ ที่ถูกละเมิดทางเพศจากกลุ่มนักเรียนรุ่นน้อง ของโรงเรียนเดียวกัน เมื่อคืนวันที่ 24 ส.ค.65 และเป็นข่าวในเวลาต่อมา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้สร้างความสะเทือนใจและเกิดความเสียหาย ต่อภาพลักษณ์สถาบันการศึกษาและสังคมไทย เป็นอย่างยิ่ง และจากเหตุการณ์ ดังกล่าว รมว.ศธ.ได้มีคำสั่งย้ายผู้อำนวยการโรงเรียน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไปแล้ว พร้อมทั้งได้สั่งการให้เพิ่มมาตรการป้องกัน และการกวดขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ เกิดขึ้นซ้ำอีก และได้เข้าให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิง และผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบ ทันทีแล้ว จากความเดือดร้อนต่างๆ รวมถึงการส่งนักจิตวิทยา เข้าไปให้ความช่วยเหลือ ดูแล บำบัดรักษาด้านจิตใจด้วย

'ดร.ไตรรงค์' ชี้!! ระบอบที่เหมาะสุดสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ทั้งระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการ

ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'ระบอบใดเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย' ว่า...

#ระบอบใดเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย (มันไม่ใช่ทั้งระบอบเผด็จการและระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์)

ในประวัติศาสตร์ของโลกนั้น มีหลายประเทศที่ต้องประสบปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศจนไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญขึ้นได้อย่างที่น่าจะเป็น

ตัวอย่างที่ดีก็คือประเทศฝรั่งเศส เพราะก่อนปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐธรรมนูญที่ให้สภานิติบัญญัติที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีแล้วให้ประธานาธิบดีเป็นคนแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เนื่องจากประเทศนี้ได้มีการจัดตั้งสมัชชาประชาชนเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี ค.ศ. 1870 โดยสมัชชามีมติให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์อันเป็นการยกเลิกแบบถอนรากถอนโคนอีกครั้งหนึ่งและเป็นครั้งสุดท้าย (ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1789 ที่ประชาชนเข้ายึดอำนาจการปกครองจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และทำการปลงพระชนม์พระองค์ด้วย)

แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ให้สภานิติบัญญัติเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างนักการเมืองและพรรคการเมือง เพราะทุกคนต่างก็ต้องการเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ จึงต้องมีการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ได้อำนาจรัฐอยู่ในมือของพวกตน ใครที่ได้เป็นรัฐบาลก็จะไม่มีเวลามาวางแผนเพื่อความเจริญของประเทศในระยะยาวได้ เพราะจะถูกฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลจ้องตีรวน สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลไม่สามารถจะบริหารประเทศได้ด้วยความสะดวกทุกคน #ล้วนเห็นแก่ประโยชน์ของตนและพรรคของตนมากกว่าประโยชน์ของชาติ มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองเพื่อให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ต้องลาออกไป เพื่อกลุ่มใหม่จะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลใหม่ รัฐบาลใหม่นี้ก็จะเจอปัญหาการถูกก่อกวน บ่อนทำลายเสถียรภาพในทุกวิถีทางอีกเหมือนเดิม จนกลายเป็น #วงจรอุบาทว์ ที่ไม่มีรัฐบาลใดสามารถจะมีเสถียรภาพบริหารชาติอยู่นานได้

จากข้อมูลพบว่าเพียงระยะเวลา 12 ปี นับย้อนหลังไปจาก ค.ศ. 1957 ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐบาลถึง 20 ชุด หรือเฉลี่ยแล้วแต่ละชุดอยู่ในตำแหน่งได้ประมาณ 6 เดือนเท่านั้น (จากหนังสือ การเมืองในฝรั่งเศส เขียนโดย ศาสตราจารย์ พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย) จนทุกคนทุกพรรคได้มองเห็นความหายนะของชาติจึงได้ร่วมกันไปเชิญ วีรบุรุษฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือท่านจอมพล ชาร์ล เดอ โกล มาเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งภายในไม่ถึงปี นายกฯ คนใหม่ก็เสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วเสนอให้ประชาชนลงมติเห็นด้วยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ของประเทศซึ่งได้มีการประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1958 และยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชนและมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่ประธานาธิบดีจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลในการกำหนดนโยบายต่างประเทศและนโยบายด้านกลาโหม มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมและมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเหล่านี้ทำให้เกิดความลงตัวรัฐบาลมีเสถียรภาพจนสามารถมีเวลาวางยุทธศาสตร์และนโยบายระยะยาวทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จนเจริญมั่งคั่งอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ (รายละเอียดจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปเพราะมีหลายประเทศที่น่าพูดถึง เช่น นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และออสเตรีย เป็นต้น)

#ดูเขาแล้วลองย้อนดูตัวเราเองบ้างจะดีไหม?

ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึง พ.ศ. 2516 เรามีรัฐบาลเผด็จการโดยพวกคณะราษฎร์และผู้สืบทอดมรดก มากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย แต่ทุกรัฐบาลล้วนวุ่นวายอยู่กับการรักษาอำนาจของตน จึงไม่มีเวลาคิดเรื่องการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการคิดเรื่องอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้มาเริ่มทำกันค่อนข้างจะจริงจังก็สมัยของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปีพ.ศ. 2502 ซึ่งได้ปรับปรุงสำนักงานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามให้มาเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ มีหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกคือแผนสำหรับ พ.ศ.2504-2509 (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี พ.ศ.2515)

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นการกระทำตามคำแนะนำของที่ปรึกษาจากสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐฯ ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับการขยายอิทธิพลของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่กำลังโตวันโตคืนบนโลกอยู่ในขณะนั้น และเพื่อเป็นการตอบแทนกัน  จอมพล ป. และ จอมพล สฤษดิ์ ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลเผด็จการ (อยากทราบความกระจ่างของรายละเอียดในเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้จากหนังสืออันทรงคุณค่าชื่อ “50ปีเศรษฐกิจไทย” ของคุณบรรยง พงษ์พานิช 2022, บริษัทภาพพิมพ์ จำกัด เป็นผู้พิมพ์จำหน่าย)

หลังจากมีการปฏิวัติใหญ่โดยประชาชนและนักศึกษาในปีพ.ศ.2516 จึงเริ่มมีการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในสมัย ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นก็มีการสลับกันไปมาระหว่างรัฐบาลจากการเลือกตั้งและรัฐบาลจากการรัฐประหาร แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครคิดเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศกันเลย เพราะมัวยุ่งอยู่กับการประณามด่ามึงด่ากูกันว่า ใครเป็นรัฐบาลที่โกงบ้านกินเมืองมากกว่ากัน

ประเทศต้องรอจนถึง พ.ศ. 2523 จึงได้มีรัฐบาลที่เริ่มมีการวางยุทธศาสตร์และนโยบายระยะยาวเพื่อให้ชาติมีความรุ่งเรืองและมั่นคงในทางเศรษฐกิจกันอย่างจริงจัง

ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยการจัดให้มีท่าเรือน้ำลึกและเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบังและเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกที่มีคำสั่งให้มีแบบแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ต่อมาจนถึงปี พ.ศ.2561 ในสมัยของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีจึงได้มีการประกาศจัดตั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) พร้อมกับการมีการปรับปรุงพัฒนาระบบคมนาคมทุกชนิดให้เอื้อต่อความเจริญของประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นตามแผนในยุทธศาสตร์ พูดได้เต็มปากว่าไม่เคยมีรัฐบาลใดๆ ในอดีตที่ได้สร้างความมั่นคงเช่นนี้ให้กับอนาคตของประเทศในทางเศรษฐกิจเหมือนรัฐบาลของ พล.อ.เปรม และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ท่องแต่คาถาว่าประเทศต้องมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องมีเสรีภาพที่สมบูรณ์ ต้องมีความเสมอภาคที่สมบูรณ์ ทุกอย่างต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วจะทำให้ประเทศเจริญและมีเสถียรภาพ

'เพื่อไทย' แซะ เงินค้างชาวนา 3 ปี ยังไม่จ่าย เงินกลาโหม 1.3 พันล้าน จ่ายทันที

(23 ก.ย. 65) นายปิยวัฒน์ พันธ์สายเชื้อ ส.ส. ยโสธร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงงบลับกลาโหมว่า ล่าสุดเพิ่งอนุมัติงบลับให้กระทรวงกลาโหมอีก 1,300 ล้านบาท แต่เกษตรกรชาวนารอมา 3 ปีกลับไร้วี่แวว จึงมีข้อสงสัยว่ารัฐบาลนี้เป็นของกองทัพ มากกว่ารัฐบาลของประชาชน 

นายปิยวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากกรณีพายุโพดุลที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเมื่อปี 2562 ในจังหวัดยโสธร ทำให้น้ำท่วมนาข้าวหลายพันไร่ ปศุสัตว์ล้มตาย ปลาในกระชังเสียหายทั้งหมด จนเกษตรกรหลายสิบครอบครัวต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ผ่านไป 3 ปีแล้ว ชาวนายังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

ภายหลังเกิดพายุโพดุล ปี 2562 หน่วยงานภาครัฐได้วางแนวทางชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร โดยในส่วนปศุสัตว์ได้หาพันธุ์สัตว์มาชดเชย อาชีพประมงได้พันธุ์ปลามาเลี้ยง แต่ชาวนาจำนวน 20,000 ครัวเรือน ที่รอมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ วันนี้กลับไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่มีมติคณะรัฐมนตรีให้ชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร แต่เมื่อสอบถามไปที่กรมการข้าว กลับได้รับคำตอบว่ายังไม่มีความช่วยเหลือและยังไม่มีพันธุ์ข้าวใด ๆ มาแจกเยียวยา ทั้งที่มูลค่าความเสียหายรวมกันแค่ประมาณ 400 ล้านบาทเท่านั้น

จนท.เช็กรถประจำตำแหน่งนายกฯ ก่อนศาลตัดสินปม 8 ปี 30 ก.ย.นี้

ทำเนียบฯ เริ่มขยับ! จนท.ยานพาหนะตรวจสภาพรถประจำตำแหน่งนายกฯ ก่อนศาลตัดสินปม 8 ปี 30 ก.ย.นี้

(23 ก.ย. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองงานยานพาหนะทำเนียบรัฐบาล ได้เข้ามาตรวจสภาพและสตาร์ตรถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หมายเลขทะเบียน 4 กต 29 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ทีมรักษาความปลอดในขบวนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ใช้ขณะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งจอดอยู่บริเวณโรงจอดรถข้างห้องทำงานผู้สื่อข่าว ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 65 ที่ทีมรักษาความปลอดภัย พล.อ.ประยุทธ์ นำมาส่งมอบคืน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กองยานพาหนะ เปิดเผยว่า เป็นการมาอุ่นเครื่องรถยนต์ประจำสัปดาห์ เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์ติดขัด และเป็นการตรวจสภาพเครื่องยนต์ไปในตัว หากระบบเครื่องยนต์ขัดข้องจะได้นำเข้าศูนย์ซ่อมต่อไป แต่ในเบื้องต้นการเช็คสภาพระบบเครื่องยนต์ยังเป็นปกติ

อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า เป็นการเตรียมความพร้อมหากต้องส่งมอบรถประจำตำแหน่ง ซึ่งในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี


ที่มา : https://www.naewna.com/politic/681959

พงศ์พล’ แนะทิศทาง 'กัญชา(ไม่)เสรี' ลดมอมเมา ขวางมาเฟีย เคลียร์ทางศก.ให้ถูกทิศ

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ กล่าวถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติถอนร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พร้อมเสนอกรอบทิศทาง 'กัญชา(ไม่)เสรี' ควรมีทิศทางเป็นอย่างไร? ระบุว่า...

วันที่ (14 ก.ย.) เมื่อพรบ. กัญชา ถูกถอนจากสภา...เกิดปัญหาสุญญากาศ "กัญชาเสรี 100%" กัดกร่อนบ้านเมือง...เยาวชนยังซื้อ-เสพได้ไม่ผิดกฎหมาย

เมื่อจุดมุ่งหมายคือ กัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ มิใช่เพื่อการสันทนาการ...แต่ร่างกฎหมายล่าสุด ที่พิจารณาในสภา ดันอนุญาติให้ปลูกในครัวเรือนได้ถึง 15 ต้น

เยอะขนาดที่ พี้กันเองในครอบครัวได้เป็นปีๆ...จึงไม่น่าเป็นสิ่งที่ดีกับสังคม และไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติตั้งใจรึปล่าว?

นี่คือกรอบทิศทาง 'กัญชา(ไม่)เสรี' คร่าว ๆ ที่เราน้อมนำเสนอ...

◼️ กัญชาเป็นพืชควบคุม ห้ามปลูกในครัวเรือน ต้องมีใบอนุญาติ สำหรับผู้ประกอบการ (จัดเก็บภาษีสรรพสามิตร เข้ารัฐ)

◼️ ขายเฉพาะในร้านขายยา หรือร้านที่ได้รับอนุญาต ต้องแสดงบัตรประชาชน, เยาวชนต่ำกว่า 20ปี ห้ามซื้อ/ห้ามเสพ

◼️ เมากัญชา แล้วขับขี่พาหนะเป็นความผิด เจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินคดีเสมือนเมาแล้วขับ

◼️ ห้ามเสพที่สาธารณะ สถานศึกษา-สถานที่ทางศาสนา-สำนักงาน-สถานที่ราชการ-สวนสาธารณะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top