Friday, 3 July 2026
POLITICS

‘อัครเดช’ ดัน พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ เข้าสภาฯ หวังช่วยแก้ปัญหาต่างชาติดัมพ์ราคา – สินค้าไร้มาตรฐาน

‘อัครเดช’ ดัน ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เข้าสภาฯ ปกป้องผู้บริโภคไทย ส่งเสริม SME ไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ที่ตนเสนอจะเป็นการแก้ไขแทนร่างพระราชบัญญัติเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อให้กฎหมายตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลงไปของสังคมในยุคปัจจุบัน โดยย้ำว่า การแข่งขันทางการค้าในปัจจุบันมีความสำคัญและส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ของพ่อแม่พี่น้องคนไทย โดยเฉพาะเมื่อเกิดการผูกขาดสินค้า

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ฉบับที่ตนเสนอนั้น มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่เห็นว่าต้องมีการปรับปรุง ประกอบด้วย
1.การป้องกันและขจัดปัญหาความคลุมเครือของขอบเขตการบังคับใช้ของกฎหมาย กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำผิดกฎหมายนอกราชอาณาจักร แต่ผลการกระทำมีอิทธิพลต่อตลาดไทย ส่งผลต่อปัญหาในการลงโทษผู้กระทำผิด และปัญหาด้านการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการแข่งขันทางการค้า
2.การกำหนดอายุการฟ้องคดีที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน
3.ประเด็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่ไม่มีรายละเอียดเพียงพอ

นายอัครเดช ยกตัวอย่างปัญหาให้เห็นภาพชัดเจน เช่น การที่ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาดัมพ์ราคาตลาดสินค้าหลากประเภทในประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำลายผู้ประกอบการรายอื่นและผู้บริโภค นอกจากนี้เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตนได้ไปตรวจเยี่ยมการตรวจตราสินค้าที่ด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งได้เห็นความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ยังมีสินค้าไร้ มอก. หลุดมาเสมอ แต่ก็มีทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คอยตามจับกุม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาหลักที่สะท้อนถึงการแข่งขันทางการค้าที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องการจะแก้ไขให้สามารถเอาผิดผู้ประกอบการต่างชาติได้ จะได้ไม่เกิดปัญหาเช่นนี้อีก

ประเด็นต่อมา คือ อายุความการดำเนินคดี โดยจะแก้ไขให้ปรับอายุความฟ้องร้องเป็น 3 ปี จากเดิมที่กำหนด 1 ปี เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงประเด็นการเผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องหรือผู้มีส่วนได้เสียได้เข้าถึงคำวินิจฉัยอย่างละเอียด อันจะช่วยสร้างความโปร่งใส ความสุจริตให้มีมากขึ้น

นอกจากนี้จะมีการแก้ไขอำนาจของคณะกรรมการฯ และการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญในด้านการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า อันจะช่วยให้คณะกรรมการฯ มีความสามารถในการพิจารณาคดีมากขึ้น และสุดท้าย คือ รายงานประจำปีที่ต้องส่งให้คณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎร จะกำหนดให้ต้องเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อให้มีการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการฯ อันจะช่วยให้คดีต่าง ๆ ที่เข้าสู่คณะกรรมการฯ เป็นไปอย่างโปร่งใสมากขึ้น

“ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ที่ตนเสนอ มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขและมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องและประเทศชาติ รวมทั้งจะสอดคล้องกับสถานการณ์บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะช่วยให้การแข่งขันทางการค้ามีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการในประเทศไทยด้วย” นายอัครเดช กล่าว

‘อ.พวงทอง’ แนะพรรค ปชน. เปลี่ยนท่าที โหวต ‘ชัยเกษม’ เป็นนายกฯ พร้อมยุบสภา เผยประชาชนเริ่มหมดศรัทธา เหตุ ปชน. ไม่ใช่ผู้กำหนดเกมอย่างที่หลายคนเข้าใจ

(4 ก.ย. 68) ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Puangthong Pawakapan กรณีการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตอนนี้การคัดค้านโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ เปลี่ยนจากความไม่ไว้วางใจ ภท. ไปสู่ความไม่พอใจการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ ผลคือความไม่พอใจต่อ ปชน. รุนแรงมากขึ้นอีก มันยากที่จะทำให้คนยอมรับการตัดสินใจนี้ได้

“เราเห็นด้วยกับข้อเสนอของพี่ถึก พรรค ปชน. ควรโหวตให้ อ.ชัยเกษม และให้ประกาศยุบสภาทันที การล้มข้อตกลงกับอนุทินยังทำได้ เพราะกระบวนตามระบอบประชาธิปไตยถูกแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัด พรรค ปชน. ไม่ใช่คนคุมเกม ไม่ใช่คนกำหนดกติกาอย่างที่เข้าใจ”

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘พรรคส้ม’ ต้องรับผิดชอบหาก ภท. พลิ้ว หลังกล้าเอาเนื้อฝากไว้กับเสือหิว โหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ

‘ชูวิทย์’ ลั่นเป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย แนะ ปชน. จะให้ภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขได้ต้องร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคุม "กระทรวงยุติธรรม - มหาดไทย" ไว้เอง ลั่นทำหล่อเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ประโยชน์อะไร เตือนต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา

วันที่ (4 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีพรรคประชาชนประกาศโหวตหนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยจะไม่ขอร่วมรัฐบาลด้วย ว่า ... 
การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ

พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ

พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้

เมื่อนายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ การจัดตั้ง ครม. หนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า

นักการเมืองขาประจำก็กลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ

เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้น

และ 2 กระทรวง ขาประจำที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้ คือ กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงคมนาคม

สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง

ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์
.
พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก

โหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตยอมเป็นฝ่ายค้าน เพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมา

เป็นเรื่องแปลกแต่จริง มีประเทศไทยที่เดียว

ต้องถามว่า ทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร?

เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่มีใครล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง

เครื่องจักรดูด ส.ส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง อ้างว่า “หนูเปล่าน้า เค้ามาเอง”

หากจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม

พรรคประชาชนกลับต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด

การควบคุมที่ดี คือ เป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว

กระทรวงที่พรรคประชาชนต้องคุม คือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดงอันลือลั่น

รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง แล้วยังมีกรมที่ดินที่ไม่รู้จะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่?

นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยทั้งสิ้น

แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน

มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

แล้วคอยดูหน้าตา “ครม.หนู“ เถิด

พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา

ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ

หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉย ๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น

ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง

เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่า “ใครจะเป็น?”

แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้ ให้ตายเถอะ

ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรค ภูมิใจไทยเลย

การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนี้หรอกครับน้องเอ๋ย

เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า “จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร”

แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง

ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ

อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้

ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน

รอดูได้เลย

ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้

จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล

ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว

หรือจะว่าไป นี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย

‘เพนกวิน’ เขียนจดหมายเปิดผนึก ประณามพรรคประชาชน หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ลั่น อย่าเอาการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตย ไปขายกับสัญญาลมๆ แล้งๆ

(3 ก.ย.68) ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความถึงพรรคประชาชน ว่า จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชาชนทุกท่าน

ผมเพิ่งได้ทราบข่าวว่า พรรคประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ผมได้เคยรู้จักมักคุ้นกับบางท่านในคณะกรรมการบริหารพรรค หลายท่านเคยร่วมกันต่อสู้ในขบวนการประชาธิปไตยในหลายวาระโอกาส ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมจะต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นของผม (และอีกหลายคน) ที่เคยร่วมขบวนต่อสู้ด้วยกันต่อกรณีดังกล่าว

ผมเข้าใจดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ท่านอาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องเลือกระหว่างการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยที่เคยผิดคำพูดและหักหลังท่าน ท่านอาจรู้สึกว่าการเสียสัตย์ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ท่านเจ็บปวด จนจำต้องสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผมเห็นด้วยว่า การผิดคำของพรรคเพื่อไทยครั้งนั้น เป็นเรื่องร้ายแรงมาก และประชาชนจะลงทัณฑ์พรรคเพื่อไทยเอง อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านควรจะคิดจับมือกับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด

นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในรัฐสภา ณ ขณะนี้ ในอดีตที่ผ่านมา พรรคนี้มีประวัติร่วมมือกับกองทัพและ … ทำลายประชาธิปไตยมานับครั้งไม่ถ้วน ในอดีตคนของพรรคนี้ก็เคยทำร้ายขบวนการประชาธิปไตยปี 63 มาอย่างสาหัส จนทำให้หลายคนเสียอิสรภาพและบาดเจ็บรุนแรง ในช่วงปีสองปีนี้ ก็ยังเป็นตัวการขัดขวางกระบวนการนิรโทษกรรมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤติการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ตัวนายอนุทินก็ได้ดำเนินนโยบายสาธารณสุขอย่างฉ้อฉลจนมีคนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

ที่สำคัญที่สุด ทุกคนที่ติดตามการเมืองย่อมทราบดีว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับ … จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ … ในรัฐสภา ผมเชื่อว่าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ ทุกท่านในพรรคประชาชนทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อทราบเช่นนี้ พวกท่านในฐานะเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยและปรารถนาประชาธิปไตยที่ไม่มีอำนาจนอกระบบแทรกแซง จะไปจับมือสนับสนุนพวกเขาได้อย่างไร

การที่พวกท่านจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นเหมือนการติดปีกให้เสือบินได้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทย ในฐานะตัวแทนของ … เข้าถึงอำนาจรัฐและทรัพยากรรัฐได้อย่างเต็มที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งท้ายที่สุด หลังจากที่ท่านยกมือให้พวกเขาแล้ว พวกเขาจะทรยศพวกท่านและใช้อำนาจพร้อมทั้งทรัพยากรดังกล่าวทำร้ายพวกท่านพรรคประชาชน รวมถึงทำร้ายขบวนการประชาธิปไตยทั้งองคาพยพ

นอกจากนี้ ที่ร้ายแรงที่สุดคือการตัดสินใจของท่านในครั้งนี้ เป็นการทำร้ายตัวท่านเอง การที่ท่านจะยกมือให้กับศัตรูอันดับหนึ่งของฝ่ายประชาธิปไตยนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านได้เคลื่อนออกไปจากจุดยืนประชาธิปไตยเสียแล้ว จริงอยู่ ท่านอาจคิดเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยผิดคำหักหลังท่านไปครั้งหนึ่งว่า “พวกเขาทำได้ พวกเราก็ต้องทำบ้าง” ผมจะขอเตือนว่าความคิดเช่นนี้นั้น หากท่านคิดอยู่ให้เลิกคิดเสียเพราะเป็นเรื่องผิดถนัด เพราะที่ผ่านมา ท่านได้รับการสนับสนุนและแรงศรัทธาจากผู้คนในขบวนการประชาธิปไตยในฐานะ “ความหวังของความก้าวหน้า” หลายคนคาดหวังกับท่านว่า ท่านจะเป็นพรรคการเมืองที่มั่นคงในจุดยืนและสามารถผลักดันเป้าหมายการปฏิรูปประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริง ผิดกับพรรคเพื่อไทยที่ในระยะหลังนี้ไม่ได้ถูกคาดหวังในเรื่องนี้มากนัก ท่านจึงจะต้องรักษาจุดยืนให้มั่นคงเป็นพิเศษ หากท่านไม่รักษาความมั่นคงในจุดยืน ก็เท่ากับว่าท่านได้ถดถอยไปเป็นพรรคการเมืองดาษดื่นทั่วไป มิใช่ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ดังที่ผมและหลายคนเคยเคารพท่านในฐานะนั้น

ดังนั้น ท่านอย่าปล่อยให้ความอยากแก้แค้นคนที่หักหลังท่านครอบงำ จนประพฤติตัวเหมือนคนที่หักหลังท่านเสียเอง การที่ท่านจะไปสร้างแนวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย อันเป็นพรรคฝ่ายจารีตสุดขั้วนั้น ทำลายความคาดหวังที่ผมและหลายคนมีต่อตัวท่านอย่างถึงที่สุด เพราะคนที่จับมือกับตัวแทนของ … ในรัฐสภาได้นั้น ไม่อาจเป็นความหวังให้กับการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใด ๆ ได้ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุดังนี้ ผมขอประณามถ้อยแถลงที่ท่านจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจดังนี้เป็นการทำให้การปฏิรูปการเมืองถดถอย และเป็นการทรยศหักหลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 2563 อย่างรุนแรง ผมขอให้พวกท่านทบทวนการตัดสินใจนี้อีกครั้ง อย่าได้หลงเล่ห์หลงกลของฝ่ายจารีตนิยมสุดขั้ว มิเช่นนั้นจะถูกหักหลังเหมือนกับคนที่เคยหักหลังท่านไปทำข้อตกลงกับฝ่ายจารีตเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งบัดนี้พวกเขาก็ถูกฝ่ายจารีตหักหลังอย่างรุนแรงเสียแล้ว

ในโอกาสนี้ ผมยังขอให้เพื่อนพ้องที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมาในปี 2563 ที่ทำงานในพรรคประชาชน ณ ขณะนี้ร่วมกันส่งเสียงจากในพรรค เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจของพรรคทบทวนการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้โดยเร็ว และขอให้มิตรสหายนักเคลื่อนไหวที่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน งดสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าในทางใด อย่าปล่อยให้การต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเอาการต่อสู้ไปขายกับสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ของฝ่ายจารีต ซึ่งประวัติศาสตร์ได้บอกไว้แล้วว่าเป็นขั้วการเมืองที่ฝ่ายประชาธิปไตยเราไม่สามารถไว้วางใจได้เลย

ท้ายที่สุด แม้พรรคประชาชนจะเสียความน่าศรัทธาไปมากจากการสื่อสารว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังกอบกู้ความศรัทธานั้นคืนมาได้ทันโดยการเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แต่หากท่านจะตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจริง ๆ ผมก็ทำได้เพียงแสดงความเสียใจ และจะคงสนับสนุนเฉพาะตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านที่ยังมีจุดยืนมั่นคงในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ก็คงไม่อาจสนับสนุนในฐานะพรรคได้อีก และไม่อาจเลือกพรรคประชาชนได้เหมือนที่เลือกพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ผมเชื่อว่า มีอีกหลายคนที่มีความรู้สึกทำนองเดียวกัน

ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณา เพื่อประโยชน์แห่งสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยของประชาชนไทย

พริษฐ์ ชิวารักษ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุก 'ไผ่ ดาวดิน' 2 ปี 12 เดือน ส่วน 'ครูใหญ่ อรรถพล' 2 ปี ในคดี 112 ปราศรัยที่ภูเขียวปี 64

(3 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดภูเขียวนัด นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ และ นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ 2 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีมาตรา 112, 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้อนุญาต จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบัน ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน

คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี โดย ไผ่ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน ส่วน ครูใหญ่ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาอื่น ๆ พิพากษายกฟ้อง

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า  ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดี ม.112 "ไผ่ จตุภัทร์ - ครูใหญ่ อรรถพล" กรณีปราศรัยหน้า สภ.ภูเขียว จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน ส่วนครูใหญ่ 2 ปี อยู่ระหว่างยื่นประกันชั้นฎีกา

ขณะที่ เฟซบุ๊ก Pai Jatupat ของไผ่ จตุภัทร์ ระบุว่า ด่วนนิดหน่อย ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก วันนี้เข้าเรือนจำ

‘ทักษิณ’ รับผิด ไว้ใจ ‘ธรรมนัส’ มากเกินไป หลังถูกอีกฝ่ายนำก๊วนร่วมหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ

(2 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ช่วงค่ำวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา สส.พรรคเพื่อไทย ประมาณ 10 คน ได้นัดเลี้ยงสังสรรค์ให้ นายฉลาด ขามช่วง ที่ได้รับเลือกให้เป็นดำรงตำแหน่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เมื่อเรื่องรู้ถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายทักษิณจึงเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับนายฉลาดด้วย

โดยในวงรับประทานอาหาร นายทักษิณพูดถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นำพรรคกล้าธรรม (กธ.) ถอนตัวจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยยอมรับผิดว่า "ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส มากเกินไป พี่ผิดไปแล้ว พี่ดูคนผิด" ทำให้ สส.ที่ร่วมวงอยู่นั้นสวนทันทีว่า นายทักษิณโดนคนหลอกตลอด ซึ่ง สส.ที่ร่วมวงต่างเห็นตรงกันว่า ไม่เคยเห็นนายทักษิณยอมรับผิดแบบนี้มาก่อน เห็นได้ว่านายทักษิณได้แสดงท่าทีรู้สึกผิดมาก พร้อมกันนี้ สส.ก็ได้ระบายถึงการทำงาน การบริหารภายในพรรค ที่พรรคไม่ค่อยดูแลคนที่สอบตก หรือ สส.อาวุโส ที่ถูกละเลยไป โดยนายทักษิณก็รับปากว่าจะช่วยดูให้ ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องรอดูพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าจะเลือกอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวงหารือยังได้พูดถึงกรณีที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน พ้นหน้าที่ และมีตุลาการคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ในวันที่ 29 ส.ค.ซึ่งเป็นวันพิจารณาคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ พอดี แม้จะเป็นการทำความเห็นของตุลาการฯ ที่เข้ามาใหม่ แต่ก็ไม่มีผลทำให้ผลการตัดสินเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้ให้ฝ่ายกฎหมายยื่นเรื่องต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ โดยประเด็นนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีเวลาแก้ปัญหาเรื่องการเลือกนายกฯ มีเวลาในการเจรจาเตรียมพร้อมมากขึ้น

'สาธิต' ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ' มี 'นายกฯ-ครม.คนกลาง' ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เตรียมเลือกตั้งที่เป็นธรรม

(2 ก.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ข้อเสนอทางออก จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล มีนายกฯ-ครม.คนกลาง"

จะว่าผมโลกสวย หรือ เสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เข้าใจครับ 

ทุกพรรคการเมืองเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ เต็มสภา รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่รัฐบาลตามปรกติ เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อเตรียมการ เลือกตั้งแบบปรกติ  เป็นโอกาสที่ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายทุกพรรคทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ ประชาชนก่อน และเมื่อประชาชนในประเทศเชื่อมั่นการเมืองแล้ว เดินหน้าไปสู่การแข่งขันเลือกตั้งที่ แข่งขันที่เสรี เป็นธรรม     

เพราะไม่ว่าใครมาเป็น นายก อีกฝ่ายต้องระแวงสงสัย ในการใช้อำนาจรัฐ ไปเอื้อประโยชน์ฝ่ายของตัวเอง เพื่อไปสู่การเลือกตั้งซึ่งจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบ และสร้างความขัดแย้งในอนาคตอยู่ดี

ถ้าทุกพรรคทำตามนี้ได้ การเมืองภาพรวมจะได้รับการยอมรับ ทุกพรรคได้ประโยชน์ การเมืองได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์

ผมมีข้อเสนอส่วนตัว เพื่อสร้างการเมือง เพื่อการให้ การเมืองที่ให้ประชาชนเห็นภาพการเสียสละ ไม่ใช่ให้ได้มาซึ่งการ แสวงหาอำนาจเพื่อพรรคตัวเอง เพื่อพรรคพวกตัวเองชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ ทุกคน ทุกพรรคต้องให้ทุกคนต้องลด ทิฐิ และลดการชิงเหลี่ยม ชิงตำแหน่งอำนาจ เพื่อแต่ละฝ่าย

1. ทุกพรรคนั่งคุยกัน หานายกที่เป็นกลางมากที่สุด ใน บช นายกที่มีอยู่(ท่านประยุทธ,) เพื่อ สรรหา ครม และปฏิบัติตามมติ ของทุกพรรค ที่ประชุมร่วมกันว่าต้องทำอะไรบ้าง 1,2,3,4 ในช่วงเวลานี้ 

2. นายกฯ ไปตั้ง รมต บริหารกระทรวง เท่าที่จำเป็น ให้ไปทำภารกิจ เพื่อชาติเพื่อประเทศ ตาม มติ ของ ที่ประชุมทุกพรรคกำหนด 

3. ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ต้องส่งคนเข้ามาเป็น รมต แต่ทำหน้าที่ คอยติดตามตรวจสอบ นายกฯ ฝ่ายบริหาร ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามกรอบคุณธรรม และกฎหมาย และมติร่วม ทปช พรรคทุกพรรค

4. กำหนดเวลา ยุบสภา ที่แน่นอน เพื่อให้ทุกพรรค ทราบเวลา และแข่งขันเป็นธรรม ของทุกพรรค จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ

‘ชัยวุฒิ’ ลั่นพร้อมหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ยัน ‘ลุงป้อม’ ไปโหวตแน่ -ไม่ขัดร่วมงาน "กล้าธรรม"

เมื่อเวลา 16.48 น.วันที่ (1 ก.ย. 68) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า วันนี้เข้ามาสังเกตการณ์ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีการพูดอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่ง นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอบแทนว่า "เราพร้อมยกโหวตให้ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว"

เมื่อถามว่า วันที่โหวตเลือกนายกฯ ในสภาฯ พล.อ.ประวิตร จะมาร่วมโหวตด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ต้องไปอยู่แล้ว เพราะเป็นโหวตสำคัญ เมื่อถามถึงการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีพรรคกล้าธรรมร่วมด้วย มีเรื่องหนักใจหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเราคนละพรรคกัน ยืนยันว่าร่วมงานได้ ถ้าต้องอยู่รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งแต่ก่อนก็อยู่ด้วยกัน

"ยืนยันว่า พลังข้าวหน้าไก่ จะโหวตให้นายอนุทิน ทั้งพรรค" นายชัยวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า มีการจองกระทรวงกันแล้วหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า อันนี้ไม่ทราบ เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ยังไม่ถึงเวลานั้น เมื่อถามว่า จะพร้อมไปรับตำแหน่งหรือไม่ หากมีการเทียบเชิญ นายชัยวุฒิ ตอบว่า ยังไม่ได้คุยกันเลย

‘ประชาธิปัตย์’ เดินเกมพลาดกับการกอด ‘เพื่อไทย’ หวังช่วงเวลาที่เหลือได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มความสามารถ

(1 ก.ย. 68) “ไม่เหลือความเป็นคน” เป็นถ้อยแถลงของ “เดชอิศม์ ขาวทอง” หรือนายกฯชาย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นคนที่สองที่เป็นชาวสงขลา และเติบโตก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

นายกฯชายต้องการจะสื่อว่า รับไม่ได้ที่จะไปยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีระกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการ “ตัดบัวไม่เหลือเยื่อใย” ซึ่งในทางการเมืองเขาไม่ทำกัน

เข้าใจว่านายกฯชายยังติดใจประเด็นที่ดินรถไฟเขากระโดง ที่ตั้งธงตั้งแต่ต้นว่า จะต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ (โฉนด) ผู้ครอบครอง โดยเฉพาะบ้านใหญ่ “ชิดชอบ”

“ภูมิธรรม เวชชยชัย” เคยลั่นวาจาไว้ว่าสามารถเพิกถอนได้ภายในสองวัน แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมาสองเดือน ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ฝ่ายโน้นก็กวักมือเรียกอยู่ว่า ให้เพิกถอนเลย จะเป็นชั่วโมงไหน ก็เข้าใจว่า อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ก็ไม่กล้าลงนามยกเลิกโฉนดที่ดินอีก 900 กว่าแปลง เพราะศาลยังไม่ตัดสิน ศาลตัดสินเฉพาะ 35 แปลงที่เป็นคดีความฟ้องร้องกัน และเมื่อ 35 แปลงศาลตัดสินว่าเป็นที่ดินการรถไฟ กรมที่ดินก็เพิกถอนโฉนดหมดแล้ว อีก 900 กว่าแปลงถ้าจะเพิกถอนก็ต้องให้การรถไฟฯไปฟ้องศาล ซึ่งเกินกำลังการรถไฟ ต้องให้อัยการรับไปฟ้องให้แทน

“ที่ดินหลวง ถ้าถูกบุกรุกก็ต้องยึดคืนมาเป็นของหลวงทุกตารางนิ้ว” นี้เป็นคำให้สัมภาษณ์จุดยืนของนายกฯชาย ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง แต่ยังทำไม่ได้ แม้จะมีโอกาสแล้วก็ตาม ก็เข้าใจได้ว่า เรื่องนี้ยังคาใจนายกฯชายอยู่

อีกประเด็นคือ คดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งมีชื่อของคนในพรรคภูมิใจไทยติดร่างแหร่วมขบวนการอยู่ด้วยหลายคน น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่นายกฯชายรับไม่ได้ จึงปิดประตูใส่หน้าพรรคภูมิใจไทย

แต่ซีกหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมี “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต สส.8 สมัยพรรคประชาธิปัตย์สงขลา เดินนำหน้าเข้าพรรคภูมิใจไทยไปก่อนแล้ว แถมยังหอบหิ้วรายชื่อ สส.ประชาธิปัตย์ ไปร่วมสนับสนุน “อนุทิน” ไม่น้อยกว่า 4-5 คน

“ผมอยากจะเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า”
 นิพนธ์ บุญญามณี
 29 สิงหาคม 2568 นิพนธ์ แสดงจุดยืนชัดเจน

กล่าวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกเดินเกมกอดเพื่อไทย ก็ต้องเตรียมตัว ทำใจเป็นฝ่ายค้าน 4 เดือนก่อนยุบสภาตามสัญญา แต่ที่น่าเจ็บใจสำหรับนายกฯชาย คือเพิ่งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยได้เพียงสองเดือน เก้าอี้ยังไม่ทันร้อน บารมียังแผ่ไม่เต็ม ที่ปรึกษาตั้งไว้เกือบร้อย ยังไม่ทันได้หารืออะไรมาก ช่วง 4 เดือนนี้ขอให้ทำหน้าที่เต็มความสามารถ เผื่อความนิยมจะฟื้นขึ้นมาบ้าง กับการ กอดเพื่อไทยไว้แน่น

ขอให้โชคดีมีความสุข สำหรับผมจะไปแคะไปแกะมาว่า ใครจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนบ้าง

'เพื่อไทย' ได้เกือบ 11 ล้านเสียง สูงกว่า 'ภูมิใจไทย' เกือบ 10 เท่า พรรคประชาชน โปรดอย่ามองข้าม

(1 ก.ย. 68) นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า 'เพื่อไทย' ได้เกือบ 11 ล้านเสียง สูงกว่า 'ภูมิใจไทย' เกือบ 10 เท่า พรรคประชาชน โปรดอย่ามองข้าม "เสียงประชาชน"

พร้อมทั้งยังอธิบายเพิ่มเติม ต่อกรณีที่มีคนแสดงความคิดเห็นว่า พรรคเพื่อไทย เคยมองข้าม 14 ล้านเสียงของพรรคก้าวไกลเช่นกัน โดยระบุว่า สำหรับท่านที่หลงประเด็นว่า 'เพื่อไทย' มองข้าม 14 ล้านเสียง ขอให้ทำความเข้าใจใหม่ครับ

1. เพื่อไทย และ ก้าวไกล (ในเวลานั้น) มีหน้าที่แข่งกันตั้งรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างมี candidate ของตนเอง และ เพื่อไทย ก็ได้โหวต ให้พิธา แล้ว แต่เสียงก็ยังไม่พอ ไม่มีการมองข้าม 14 ล้านเสียงแต่อย่างใด

2. พรรคประชาชน ในเวลานี้ ไม่ได้เสนอตัวแข่งตั้งรัฐบาล และไม่มี candidate ของตนเองที่จะเป็น นายกฯ ได้ พรรคประชาชนทราบดี จึงเป็นฝ่ายตั้งกติกาเสนอหลักการเพื่อพิจารณาว่าพรรคใดจะได้เสียงโหวต ซึ่งถือว่าเป็นจุดยืนที่ดีและผมชื่นชมไปแล้วตั้งแต่วันแรกๆ สถานการณ์วันนี้จึงต่างกันและนำมาอ้างเทียบกันไม่ได้

3. เมื่อ พรรคประชาชน เป็นฝ่ายเสนอว่าจะพิจารณาเลือกใคร ผมก็เพียงเสนอว่าจะมองข้ามปัจจัยสำคัญ คือ เสียงประชาชนที่เลือก เพื่อไทย มากกว่า ภูมิใจไทย เกือบ 10 ล้านเสียง ต่างกันเกือบ 10 เท่าตัว ไม่ได้

4. เป้าหมายเชิงหลักการของ พรรคประชาชน คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเพื่อไทยก็ดำเนินการเสนอญัตติไปแล้วตอนนี้รอศาลวินิจฉัยให้ชัดเจน ส่วน ภูมิใจไทย ขวางการแก้รัฐธรรมนูญมาตลอด ปัจจัยนี้ก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

และยังได้ตอกย้ำด้วยว่า หากท่านใดยังไม่เข้าใจ เชิญอ่านอีกสัก 10 รอบ น่าจะเข้าใจได้นะครับ

โควต้ากล้าธรรม!! ใครจะเป็นรัฐมนตรี ฝากพิจารณา!! ‘บิ๊กโอ’ คนรุ่นใหม่ ใจถึง

(31 ส.ค. 68) เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พรรคกล้าธรรม ที่มี ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค มี รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานที่ปรึกษา ให้การสนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีระกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ฉีกตัวออกมาจากการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างผิดคาด

ผิดคาดเพราะคิดกันว่า พรรคกล้าธรรม คือพรรคสาขาของเพื่อไทย ต้องสนับสนุนเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน แต่วันนี้พรรคกล้าธรรมหอบหิ้ว สส.26 คน พร้อมยกมือให้ ‘อนุทิน’ เป็นนายกรัฐมนตรี

มาถึงเวลานี้พรรคภูมิใจไทยน่าจะมีเสียงสนับสนุนเกิน 290 เสียงแล้ว รวมพรรคเล็กพรรคน้อย แต่ยังไม่รวมบางคนจากพรรคประชาธิปัตย์

292 +ประชาธิปัตย์ (บางส่วน) ก็เกินพอในการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลแบบแข็งโป๊ก รัฐบาลเพื่อไทยมีเสียงเกินครึ่งแบบหมิ่นเหม่ สภาล่มแล้วล่มอีก ปิดประชุมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก็หลายครั้ง

ถ้ามาถัวเฉลี่ยจำนวน สส.:รัฐมนตรี จะพบสัดส่วนประมาณ 4.1 หรือ 4.2 คน : รัฐมนตรี 1 คน (หักสัดส่วนของพรรคประชาชนออก เพราะพรรคประชาชนไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ แต่อาจส่งนอมินีมาแทน

พรรคกล้าธรรม 26 เสียง น่าจะมีตำแหน่งรัฐมนตรี 5 คน 5 เก้าอี้ด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันมี ดร.นฤมล เป็นรัฐมนตรีว่าการศึกษา อรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีเกษตร และมีอัครา พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ

พรรคกล้าธรรมจึงน่าจะมีกำไรจากการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ได้รัฐมนตรีเพิ่มอีก 2 คน เป็น 5 คน หันซ้ายมองขวา ก็ยังไม่เห็นว่าจะเอาใครมานั่งเป็นรัฐมนตรี แต่ควรจะจัดสรรไปตามภูมิภาคต่างๆ เช่น ใต้ที่ยังไม่มีรัฐมนตรี หรืออิสานก็ยังไม่มีรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม มีแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก เพื่อเป็นการขยายฐานของพรรคจึงควรมีรัฐมนตรีกระจายไปตามภาคต่างๆด้วย

มองไปยังแกนนำพรรคกล้าธรรมภาคใต้ ก็ยังไม่เห็นตัวชัดเจนนัก สส.บีลา-สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ (ชื่อเล่น “บีลา”) 
รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม สส.นราธิวาส (เขต 3) 2 สมัย  เป็นประธานคณะกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ก็พอจะจัดวางได้ 

มีข่าวหนาหูว่า สุราษฏร์ธานี จะมีคนนอกเป็นรัฐมนตรีในนามพรรคกล้าธรรม เพราะได้ สส.มาหลายคน จึงเล็งไปยัง“พงศ์ศักดิ์ จ่าแก้ว”แกนนำสุราษฏร์ธานี ก็เคยเป็นนายกฯอบจ.สุราษฏร์มา 1 สมัย เป็น ส.อบจ.และเป็นกำนันมาก่อน

ถ้านึกถึงคนรุ่นใหม่จริงๆก็มี “ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ”หรือ “บิ๊กโอ”ปัจจุบันอายุราว 44 ปี  
 เขาเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 27 เมษายน 2568 ที่ผ่านมาด้วยคะแนนนำเกินหมื่นคะแนน เอาชนะมือเก๋า “ชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์ ผู้เป็นพ่อตาจากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยคะแนนท่วมท้นเกือบ 4 หมื่นคะแนน คงไม่ต้องกล่าวถึงที่มาของคะแนน วิธีการทำคะแนน

บิ๊กโอ เคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ.เขตอำเภอฉวาง ปี 2566 ลาออกหวังจะลงสมัคร สส.แต่มีปัญหาขัดแย้งกับพ่อตา จึงไม่ได้ลงเลือกตั้ง เขาจึงตัดสินใจแยกทางเดินกับประชาธิปัตย์ บ่ายหน้าเขาพรรคกล้าธรรม และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมใจ

บิ๊กโอ เป็นคนรุ่นใหม่ มีฐานเสียงแน่นในพื้นที่ อ.ฉวาง นครศรีธรรมราช 
มีภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ไฟแรง

พรรคกล้าธรรมเน้นสร้างคนรุ่นใหม่และตัวแทนแนวความคิดใหม่ บิ๊กโอจึงอาจได้รับโอกาสในบทบาทที่ใหญ่ขึ้นทั้งในระดับพรรคและระดับชาติ

หากเขาทำงานได้ดีในสภาฯ และสะสมประสบการณ์การเมือง เขาอาจได้รับโอกาสก้าวขึ้นเป็นแกนนำคนรุ่นใหม่ภายในพรรค หรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ เช่น โฆษกพรรค หรือกรรมาธิการในสภา

ถ้าพรรคกล้าธรรม หวังขยายฐานภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครศรีธรรมราช จาก 1 เป็น 2 หรือ 3 ก็ควรสนับสนุนให้บิ๊กโอลงชิงในตำแหน่งที่สูงขึ้น เช่น รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ หรือ เลขาธิการพรรคในอนาคต

ด้วยวัยวุฒิคุณวุฒิ ถือว่า เหมาะสม ถ้าพรรคต้องการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง  แม้ประสบการณ์ในการบริหารยังน้อย แต่เป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ มีที่ปรึกษาดีๆ เหมือนพรรคสนับสนุนอรรถกร ศิริลัทธยากร ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหญ่ ก.เกษตรและสหกรณ์ มาแล้ว ส่วนจะเป็นกระทรวงไหน ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง

ฝากไว้ให้กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมพิจารณาคนรุ่นใหม่ ใจถึงครับ

‘พี่ศรี’ จี้!! ‘ป.ป.ช.’ เร่งลงดาบ ‘แพทองธาร’ ส่งศาลฎีกาลงโทษ หลัง!! ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ วินิจฉัยสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี

(31 ส.ค. 68) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่าตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนนั้น

คำวินิจฉัยในคดีระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำของ น.ส.แพทองธาร เป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้น ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง จึงมีพฤติกรรมฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลฯสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 ก.ค.2568

กรณีคลิปเสียงดังกล่าวองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้นำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ชี้มูลความผิดไว้แล้วว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อ 19 มิ.ย.68 และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยกรณีดังกล่าวเมื่อ 29 ส.ค.68 แล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินจึงได้ถอดคำพูดคำต่อคำของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วส่งไปรษณีย์ EMS ไปให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตามหน้าที่โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันจันทร์ที่ 1 ก.ย.2568 ที่จะเดินทางไปยื่นด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ป.ป.ช.ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระและได้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว ไม่จำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงใดเพิ่มอีก เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีรายละเอียดชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรีบเร่งดำเนินการชี้มูลความผิด และส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยลงโทษตามมาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 แห่ง พรป.ป.ป.ช.2561 โดยเร็ว ก็จะถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

‘อ.อุ๋ย’ มอง!! คำวินิจฉัยศาล รธน. ทำเพื่อไทยสุญญากาศ ไม่มี!! ‘หัวหน้า – บอร์ดบริหาร’ เสี่ยงถูกยุบพรรค

(31 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟสบุ๊กว่า

ผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ให้คุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) เพราะกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิของประเทศ ยึดถือประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ นั้น จะมีดังต่อไปนี้ 

1. รัฐธรรมนูญมาตรา 2560 มาตรา 211 กำหนดว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรวมทั้งพรรคการเมือง 

2. ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด) กำหนดคุณสมบัติของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งรวมถึงหัวหน้าพรรคด้วย ในข้อ 48 วรรค ท้าย กำหนดว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 15 (11) กำหนดว่า มาตรฐาน
ทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องเทียบเคียงได้กับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

3. ซึ่ง "มาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" นี้ ก็อิงตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ซึ่งในส่วนอารัภบท (preamble) กำหนดให้ ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรคสอง ด้วย 

4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของคุณแพทองธารเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯอันมีลักษณะร้ายแรงตาม ข้อ 6, 7, 8, 17, 21 ประกอบมาตรา 27 แล้ว นอกจากคุณแพทองธารจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงต้องถือว่าคุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด พ.ศ. 2567) ข้อ 48 วรรคท้าย และส่งผลให้คณะกรรมการบริหารของพรรค พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตาม ข้อ 51 (2) ด้วย 

5. ดังนั้นในความเห็นของผม ตอนนี้พรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ไม่มีหัวหน้าพรรค ไม่มีกรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจเรียกประชุม หรือลงมติใด ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ การกระทำใด ๆไ ถือเป็นโมฆะ และหากมีการให้คนนอกเข้ามาดีลแทน ก็ จะถูกยุบพรรคเพราะให้บุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำพรรคด้วย 

6. นอกจากนี้ ขณะที่คุณแพทองธารสนทนากับฮุนเซน อันเป็นที่มาของคลิป คุณแพทองธารสวมหมวกสองใบคือ 1) หมวกของนายกรัฐมนตรี และ 2) หมวกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดังนั้น เมื่อการกระทำของคุณแพทองธารจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะทำให้ประเทศเสียเกียรติภูมิ และยึดถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้ว 

7. ผมยังเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะดำรงอยู่ไม่ได้ หากผู้นำประเทศไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 การที่คุณแพทองธารกล่าวว่าแม่ทัพภาคที่สอง เป็นคนละฝ่ายกับตน จึงเป็นการบั่นทอนพระเกียติยศและทำให้สถานะจอมทัพไทยขององค์พระมหากษัตริย์สั่นคลอนไปด้วย จึงถือได้ว่า พรรคเพื่อไทย โดยการกระทำของคุณแพทองธารซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย ตามมาตรา 92 (2) ต้องถูกยุบพรรค ต่อไป ตามมาตรา 92 วรรคท้าย 

8. สรุป ผมเห็นว่า 1) ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคหัวขาด ทำอะไรไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จนกว่าจะมีการตั้งกรรมการบริหารชุดให่และเลือกหัวหน้าพรรค และ 2) การกระทำของคุณแพทองธาร ในฐานะผู้แทนของพรรคเพื่อไทย เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 92 (2) แห่ง พรป. พรรคการเมือง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ (เทียบเคียงคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 กรณียุบพรรคก้าวไกล)

‘อนุทิน’ กินห่านพะโล้ ร้านดัง!! ‘ฉั่ว คิม เฮง’ ย่านกรุงเทพกรีฑา ไร้ท่าทีกังวล!! ไม่กดดัน ท่ามกลางสถานการณ์ชิงเก้าอี้นายกฯ

(31 ส.ค. 68) สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาชนโหวตหนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตของเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีแทนไปหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี  ถึงขั้นยกเลิกการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.)  เพื่อไปเจรจากับพรรคประชาชน ด้วยตัวเอง

ส่วนบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยกลับตรงกันข้าม  ล่าสุด!! มีภาพหลุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในช่วงเช้า ไปรับประทานห่านพะโล้เจ้าดัง ร้าน ฉั่ว คิม เฮง ย่านกรุงเทพกรีฑา  ซึ่งแต่งตัวสบายๆ โดยไม่มีท่าทีกดดันอะไรกับการวิ่งแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แกนนำเพื่อไทย เยือน!! พรรคประชาชน ‘ธนาธร-ชัยธวัช’ โผล่!! ร้านกาแฟใกล้พรรค

(31 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย, นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายชูศักดิ์ ว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร จะต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายชูศักดิ์ ได้ส่ายหัว ก่อนที่จะระบุว่า “เดี๋ยวเล่าให้ฟัง”

จากนั้น เจ้าหน้าที่พรรค ได้นำคณะทั้งหมดขึ้นไปด้านบนของที่ทำการพรรคประชาชน ซึ่งมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน รออยู่ก่อนแล้ว

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสังเกตุเห็น นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้ยืนมองจากชั้นสองของที่ทำการพรรค ในระหว่างที่นายภูมิธรรม เดินทางมาถึง และกลุ่มมวลชนมีการตะโกนขับไล่ แต่ไม่ได้เกิดการชุลมุนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนที่จะถึงเวลานัดหมายระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนในเวลา 14:00 น. ผู้สื่อข่าวได้เจอแกนนำคณะก้าวหน้า ได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายชัยธวัช ตุลาธน อยู่ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำการพรรคประชาชนประมาณ 100 เมตร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top