Thursday, 9 July 2026
POLITICS

เล็งชง ‘นิกม์’ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ มาเป็นพยานปากเอกคดีถือหุ้นสื่อไอทีวีของ ‘พิธา’

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรจะเชิญนายนิกม์ แสงศิรินาวิน ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กทม. มาเป็นพยานกรณีการถือหุ้นสื่อไอทีวีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล

นายนิกม์เป็นผู้ให้สัมภาษณ์คนแรกเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงการถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา โดยนายนิกม์เคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และได้ถือหุ้นไอทีวีเช่นเดียวกับนายพิธา ซึ่งตอนนั้นพรรคอนาคตใหม่มี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิ์นายธนาธร นายนิกม์ก็ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แต่นายพิธาได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยที่ขณะนั้นนายพิธายังไม่ได้มีการขายหุ้น กกต.จึงควรเอานายนิกม์เข้ามาเป็นพยานบุคคล

ถ้า กกต.ไม่สามารถเชิญนายนิกม์มาให้ปากคำเป็นพยานได้ ก็ควรจะเชิญสื่อมวลชนที่สัมภาษณ์นายนิกม์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นพยาน

จตุพร’ มั่นใจ!! ‘พิธา’ อาจก้าวไม่ไกลถึง ‘นายกฯ’ ปมถือหุ้นสื่อ-ไม่สามารถรวมเสียงได้ถึง 376 เสียง

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 66 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน ‘หนีความจริงไม่พ้น….’

นายจตุพร กล่าวตอนหนึ่งว่า คุณสมบัติสมาชิกพรรคการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. และแคนดิเดตนายกฯ นั้น ไม่ใช่เรื่องจะนำมาวัดค่าว่า เป็นคนดีหรือไม่ดี อีกทั้งไม่เกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบ แต่เป็นข้อกฎหมายห้ามไว้ให้กระทำได้หรือทำไม่ได้ ดังนั้น กฎหมายจึงเป็นหลักในการชี้ขาดคุณสมบัติทางการเมือง

กรณีการถือหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ล้วนเป็นต้นตอมาจากตัวเองฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย โดยตอนแรกอาจไม่คาดคิดจะเกิดปัญหาขึ้น ส่วนวันนี้จะยอมรับความจริงหรือไม่ก็ตาม ก็หนีไม่พ้น อย่างไรก็ตาม แม้เทขายหรือโอนหุ้นออกไปจากตัวเองแล้ว แต่ไม่มีผลอะไรที่จะหนีข้อห้ามตามกฎหมาย ซึ่งได้กระทำมาตั้งแต่ต้นแล้ว

“ปมการถือหุ้นของนายพิธา ขณะนี้ทุกฝ่ายล้วนเล่นเกมกันหลายฝ่าย เป็นเกมที่เริ่มตั้งแต่การออกกติกา แล้วช่วงแข่งขันเลือกตั้งก็ยังเล่นเกมลำหักลำโค่นชิงชัยชนะกันอยู่ อีกทั้งยังมีเกมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาผสมส่วนร่วมเล่นกรณีแจกใบเหลือง แดง ส้มกับว่าที่ ส.ส. ประมาณ 30 คนด้วย หากในจำนวนนี้มีบางส่วนหรือบางคนเป็นกรรมการบริหารพรรค ก็เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาถมทับหนักเข้าไปอีก โดยอาจถึงขั้นมีความผิดอาจลามไปถึงยุบพรรค ดังนั้น จึงควรจับตาในช่วง กกต.จะประกาศรับรอง ส.ส. ในเดือน มิ.ย. นี้จะได้ครบถ้วนจำนวน 95% ของจำนวน ส.ส. 500 คนหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภาได้เลือกตำแหน่งประธานสภา” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า นายพิธา ควรต้องทำใจเย็นเอาไว้ พร้อมทั้งต้องคิดถึงการแก้ปัญหาจะเป็นอย่างไร หากจะสู้ให้รอด จะเป็นได้จริงหรือไม่ หรือถ้ารอดโดยให้มีโทษจะลดน้อยไม่ก่อกระทบกับคนอื่นอย่างไร ดังนั้น หลักคิดจึงอยู่ที่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่เรื่องดี-ชั่ว ถึงอย่างไร แม้ไม่มีคดีหุ้นเป็นอุปสรรคในชัยชนะแล้วก็ตาม แต่โอกาสได้เป็นนายกฯ ยังยากอยู่ดี เพราะไม่ได้เสียงครบ 376 เสียงจากทั้งหมด 750 เสียงของสองสภารวมกัน

“พวก คสช.คณะยึดอำนาจชุดนี้ เหมือนทำวิจัยในช่วง 90 ปีมาอย่างดี โดยพิจารณาข้อดี ข้อด้อยของแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมา และยังศึกษาความบกพร่องและอารมณ์ของคนไทย ดังนั้น ถ้า 3 ป. เป็นคนหักไม่ยอมงอ ประเภทคำไหนคำนั้น พวกเขาคงไปจากอำนาจนานแล้ว แต่คนพวกนี้กลับมีทั้งเล่นบทอ่อนและแข็งยึดหยุ่นกันไป เมื่อเสนอเรื่องอะไรถ้าถูกค้านก็ถอย ดังนั้นพวกเขาปกครองด้วยการไม่ใช่วิถีคนจริง แต่เป็นการลู่แรงลมต้านในบางช่วงขณะให้เกิดบรรยากาศผ่อนคลาย แล้วคนไทยก็เบาใจมาตลอด 9 ปี” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ มีปัจจัยภายนอกเป็นเงื่อนไขทับซ้อนมากมาย 
วันนี้คนคิดเป็นนายกฯ ยังเห็นหน้าลอยในมุมมืดเฝ้ารอคอยอยู่ ส่วนนายพิธา ตนมั่นใจว่า ไม่ได้เป็นนายกฯ 100% เพราะมีคุณสมบัติต้องห้ามและไม่สามารถรวบรวมเสียงได้ถึง 376 เสียง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมายและเกมกติกากำหนด โดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ตามที่อารมณ์ความรู้สึกต้องการ

‘พิธา’ กับวิกฤตหุ้นสื่อไอทีวีที่ต้องเผชิญ เมื่อสังคมต่างตั้งคำถาม แม้จะเจ้าตัวยืนยันว่า พร้อมชี้แจง กกต. และขอเดินหน้าจัดตั้ง รบ.ต่อ

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 66 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายอมรับว่า มีการโอนหุ้นสื่อไอทีวีของตนเองแล้ว และมีความพร้อมที่จะชี้แจงต่อ กกต.

ประเด็นถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา คงต้องรอ กกต.ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร จะยกคำร้อง หรือจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

‘หุ้นไอทีวี’ เป็นประเด็นที่กระทบต่อการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ยิ่งถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไอทีวียังอยู่ และยังผลิตสื่ออยู่ จะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อนายพิธาในการก้าวเดินต่อไป

จากประเด็นการถือหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธา ทำให้เกิดข้อสงสัยและเกิดการตั้งคำถามตามมาอีกหลายประเด็น เช่น

- ข้อต้องห้ามการลงสมัคร ส.ส.ห้ามเป็นเจ้าของ หรือถือหุ้นสื่อ
- ข้อบังคับพรรคก้าวไกล ห้ามสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของสื่อ และถือหุ้นสื่อ
- นายพิธาถือหุ้นไอทีวีมาตั้งแต่ปี 2549 หลังพ่อเสีย ทำให้หุ้นก้อนนี้ตกทอดมาถึงทายาท
- ปี 2562 นายพิธาลงสมัคร ส.ส.มาแล้วครั้งหนึ่ง และได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ การถือหุ้นไอทีวีของนายพิธาจะกระทบถึงการเป็น ส.ส.ปี 2562 หรือไม่?
- นายพิธาไม่มีคุณสมบัติเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล จะเป็นหัวหน้าพรรคได้หรือ?
- นายพิธาเซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส.ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ จะถือเป็นโมฆะหรือไม่?
- ผู้สมัครก้าวไกลที่มีคะแนนนำ จะได้เป็น ส.ส.หรือไม่?
- คะแนนพรรคจะสามารถเอามาคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อก้าวไกลได้หรือไม่?

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นประเด็นคำถามทั้งสิ้น ยังไม่นับรวมเรื่องรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตรา ตัวอย่างเช่น

1.) การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 นั้น ดำเนินการก่อนปิดรับสมัคร ส.ส. ซึ่งนายพิธาถือหุ้นไอทีวีอยู่
2.) มาตรา 89 (2) ผู้ได้รับการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 160
3.) มาตรา 160 (6) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98
4.) มาตรา 98 (3) ห้ามผู้สมัคร ส.ส.เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ

ดังนั้น ถ้าตีความตามนี้ก็น่าจะถือว่า นายพิธา ‘ขาดคุณสมบัติ’ ตั้งแต่วันปิดรับสมัครตามมาตรา 88 ในวันที่ 4-7 เมษายน 2566 แล้วครับ (ตามความเห็นของ สว.สมชาย แสวงการ)

แต่หนทางที่ถูกต้องชอบธรรมที่สุด คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยให้เป็นที่ยุติครับ คำวินิจศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด คำวิฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

‘ดร.เจษฎา’ เปรียบ ‘พิธา ก้าวไกล’ เหมือน ‘ประธานาธิบดียูเครน’ ที่ใช้ความสามารถแก้ไขปัญหาการเมือง จนครองใจ ปชช.ได้สำเร็จ

เมื่อไม่นานนี้ รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ชื่อ ‘Jessada Denduangboripant’ โดยระบุว่า…

ถ้าบอกว่า ‘คุณพิธา ก้าวไกล’ เท่ากับ ‘ประธานาธิบดีเซเลน สกี ยูเครน’ … ผมถือว่าเป็นการยกย่องให้เกียรติและให้พรกับคุณพิธานะครับ

เพราะสำหรับผม เซเลน สกี เป็นผู้นำที่กล้าหาญ และประสบความสำเร็จในการป้องกันรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศยูเครน และน่าจะเป็นอีกหนึ่งตำนานผู้นำที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องต่อไป ในหน้าประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ อีก 10-20 ปีข้างหน้า

เหล่าสลิ่มสยามมินสกี ชอบเอาเรื่องที่ ปธน. เซเลน สกี เคยเป็นนักแสดงมาก่อน เอามาล้อเลียนว่าเป็น ‘ตัวตลก ที่มาเป็นผู้นำทัพ’

ซึ่งนั่นก็คือ การหาเรื่องเหยียดหยาม ด้อยค่าคนอื่น โดยไม่ดูที่ข้อมูลประกอบว่าจริงๆ แล้ว อดีต ‘ตัวตลก’ คนนี้ มีพื้นฐานทางการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยเศรษฐกิจแห่งชาติ กรุงเคียฟ อันมีชื่อเสียง และด้วยความที่เค้ามีพรสวรรค์ในด้านงานแสดง จึงได้หันเห มาทำอาชีพด้านบันเทิงในบทบาทของ ‘ดาราตลก’ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง

พร้อมไปกับการทำธุรกิจบริษัทโปรดักชัน ผู้ผลิตภาพยนตร์ การ์ตูน และรายการโทรทัศน์ จนประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งด้านรายได้และได้รางวัลต่างๆ มากกว่า 30 รางวัล ทั้งจากในประเทศและจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และเวทีสื่อต่างๆ

(เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับ คุณปัญญา นิรันดร์กุล ที่จบคณะสถาปัตยกรรม จุฬาฯ แต่ผันตัวมาโด่งดังจากการเป็นดารานักแสดงตลก แล้วทำธุรกิจด้านบันเทิง จนประสบความสำเร็จกับเวิร์กพอยท์ที่ยิ่งใหญ่จนถึงวันนี้)

และเมื่อประสบความสำเร็จทั้งด้านการแสดงและด้านธุรกิจแล้ว เซเลน สกี ก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยใช้รูปแบบการออกทัวร์แสดงและใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก เน้นการแก้ไขปัญหาทุจริต และยุติความขัดแย้งของกบฏในแคว้นทางตะวันออกของประเทศ จนติดอันดับต้น ๆ ของโพลเลือกตั้ง และสุดท้ายก็ชนะการเลือกตั้งไปอย่างถล่มทลายด้วยคะแนนเสียงถึง 73.2%!!

เมื่อเลือกตั้งเสร็จ มีอดีตผู้นำทางการเมืองของยูเครน ได้ปรามาสเซเลน สกีไว้ว่า เขาจะทำให้ยูเครนกลับไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเขาไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง และเป็นคนที่พื้นเพเดิม เกิดมาพูดภาษารัสเซีย เติบโตในภาคตะวันออกของยูเครนที่นิยมรัสเซียด้วยซ้ำ

แต่กลายเป็นว่า เซเลน สกีได้สร้างรัฐบาลที่มีความเป็นเอกภาพ พยายามวางตัวอยู่ตรงกลางระหว่างเกมของมหาอำนาจ และไม่ยอมตามความต้องการเป๊ะๆ ของรัสเซียและสหรัฐอเมริกา 

โดยเขาพยายามที่จะอิงไปทางสหภาพยุโรป ด้วยการสนับสนุนให้ยูเครนเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) และ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือเนโต้ (NATO) และ ผ่านแนวทางการขอประชามติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวยูเครน ซึ่งจากโพล ประชาชนยูเครนกว่า 88% สนับสนุนการเข้าร่วมกับ EU และ 83% สนับสนุนการเข้าร่วม NATO (ซึ่งผลโพลนี้เริ่มพุ่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 )

ต้องอย่าลืมว่า จริง ๆ แล้ว รัสเซียบุกเข้ามารุกรานประเทศยูเครน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 จนยึดคาบสมุทรไครเมียของยูเครนไปแล้ว นั่นคือ รัสเซียก่อสงครามมานานหลายปีแล้ว ก่อนที่เซเลน สกีจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2019 ไม่ใช่ว่าเซเลน สกี คือสาเหตุที่ยั่วยุให้รัสเซียเริ่มก่อสงคราม
การที่กองทัพรัสเซีย ภายใต้การนำของจอมเผด็จการปูติน ยกกำลังมากมายเข้ามาบุกประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022 นั้น ก็เพียงเพราะปูตินต้องการจะยึดครองยูเครน ต้องการจะขยายอาณาจักรรัสเซียออกไปตามความฝันของตัวเอง ที่เหลือก็แค่เอาสารพัดเรื่องมาอ้างๆๆ ไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่ยอมรับว่ายูเครนเป็นประเทศที่มีเอกราช มีอธิปไตยเป็นของตนเอง แต่มองว่าเป็นอดีตอาณานิคมของจักรวรรดิรัสเซีย ที่ต้องไปยึดกลับมารวมกัน

การที่ปูตินเอาเรื่องที่ยูเครนอยากจะเข้าร่วมกับ EU และ NATO มาอ้างให้เป็นเหตุต้องบุกเข้าไปยึดประเทศอื่นนั้น ก็เป็นเรื่องตอแหลมากๆ เพราะใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นกระบวนการที่ปรกติต้องใช้เวลายาวนานหลายปี (อาจเป็นสิบปี) ถึงจะทำได้สำเร็จ หรือถ้าแค่ประเทศสมาชิกคัดค้านซักประเทศเดียว ยูเครนก็เข้าร่วมกับเนโต้ไม่ได้แล้ว… ไม่ใช่ว่าต้องรีบยกทัพไปรุกรานเขา

การรุกรานบูรณภาพของดินแดนยูเครน ของรัสเซียนั้น เป็นที่ชัดเจนว่า เป็นการละเมิดกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ จำนวนหลายฉบับ ไม่ว่าจะกฎบัตรสหประชาชาติ (UN) สัญญา Budapest Memorandum (ปี 1994 ที่ยูเครนยอมคืนระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมดให้รัสเซีย เพื่อแลกกับการไม่รุกราน), สัญญา Treaty of Friendship (ปี 1997), รวมไปถึงสัญญา Minsk II (ปี 2015) ที่มีข้อผูกมัดให้รัสเซียถอนทหารตัวเองออกจากยูเครน คืนการควบคุมชายแดนให้รัฐบาลในเคียฟ และให้ยูเครนจัดการเลือกตั้งทำประชาติในแคว้นดอนบาส // ในขณะที่ ยูเครนเองไม่เคยมีการทำสัญญาลงนามอะไร เรื่องที่ห้ามเข้าร่วม NATO เหมือนอย่างที่สลิ่มสยามมินสกีบางคน เอามาอ้างจากไหนก็ไม่รู้

และเมื่อกองทัพรัสเซียของปูติน เข้ารุกรานยูเครน พยายามบุกเข้ายึดกรุงเคียฟ ในปี 2022 ประธานาธิบดีเซเลน สกี ก็ได้กลายเป็นผู้นำที่ประชาชนชาวยูเครนศรัทธายิ่งขึ้นไปอีก จากการที่ไม่หลบหนีออกนอกประเทศ ตามที่ปูตินและแม้แต่ผู้นำชาติตะวันตกอื่นๆ คาดกัน (และจะทำให้รัสเซียยึดยูเครนได้ใน 3 วันตามที่ปูตินวางแผนไว้) แต่กลับไม่หนีไปไหน พร้อมทั้งปล่อยคลิปวิดีโอในคืนวันถัดมา กล่าวว่า

“อย่าเชื่อข่าวปลอม ผมยังอยู่ที่นี่ เราจะไม่วางอาวุธ เราจะปกป้องประเทศของเรา เพราะอาวุธของเราคือความจริง และที่นี่คือ ผืนแผ่นดินของเรา ประเทศของเรา ลูกหลานของเรา พวกเราจะปกป้องสิ่งเหล่านี้ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกพวกคุณ ยูเครนจงเจริญ​”

เซเลน สกี ได้สร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและประชาชนชาวยูเครน ที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อเอกราช แม้ว่ากองกำลังรัสเซียจะกำลังรุกคืบหน้าเข้าสู่กรุงเคียฟ ทั้งเซเลน สกีและคนยูเครนเอง ไม่คิดที่จะยอมแพ้ ยอมเจรจาแลกดินแดนยูเครนให้กับความสงบจอมปลอม ที่ปูตินจะมอบให้ เพราะรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้รัสเซียเข้ามาปกครอง ก็จะถูกปล้นสะดม เข่นฆ่า สูญเสียอิสรภาพและประชาธิปไตยไปเหมือนกับในหลายๆ เมือง ตลอดเส้นทางที่กองทัพรัสเซียบุกยึดได้

แต่ในทางกลับกัน ปธน. เซเลน สกี ได้ใช้ความสามารถในการสื่อสารที่มักจะกระชับ ทรงพลัง และกินใจผู้ฟัง ให้เป็นอาวุธสำคัญที่พลิกเกม จากประเทศที่อ่อนด้อยทางการทหารให้สามารถยันกับประเทศมหาอำนาจทางการทหารอันดับ 2 ของโลก ได้เป็นเวลาแรมปี ด้วยการสื่อสารไปยังชาติอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตร โดยเฉพาะกับประเทศในยุโรป ดังตัวอย่างเช่น สุนทรพจน์ที่ว่า

“เรากำลังต่อสู้เพื่อเป็นสมาชิกที่เท่าเทียมของยุโรป จงพิสูจน์ว่าคุณอยู่กับเรา จงพิสูจน์ว่าคุณจะไม่ปล่อยเราไป จงพิสูจน์ว่าคุณเป็นคนยุโรป จริง ๆ แล้วชีวิตจะชนะความตาย และแสงสว่างจะชนะความมืด”

จนชาติพันธมิตรต่างๆ ทั้งในสหภาพยุโรปและในเนโต้ รับปากจะจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับยูเครน นานตราบเท่าที่ยูเครนต้องการใช้ เพื่อต่อสู้กับรัสเซีย

ดังนั้น แม้ว่าใครจะมองว่า ปธน. เซเลน สกี คือ อดีตดาราตลก เค้าก็เป็นอดีตดาราตลกที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เป็นผู้นำอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถนำพาประเทศต่อสู้กับวิกฤติ จากเงื้อมมือของอริราชศัตรูที่เหนือกว่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ เป็นกำลังใจสำคัญ ของชาวยูเครนในช่วงเวลาอันมืดมิด ให้พอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ย้อนกลับมาเรื่องคุณพิธา ผมก็ไม่ได้เห็นว่าทางพรรคก้าวไกลเค้ามีนโยบายอะไรที่จะทำให้ไทยเราต้องโดน ‘ประเทศมหาอำนาจ’ เข้ามาบุกยึดครองแบบที่รัสเซียบุกยูเครน… ที่เห็นยกๆ กันมาด่า (เช่น เรื่องจะตั้งฐานทัพอเมริกาในไทย เรื่อง นาโต้ 2 เรื่องสงครามตัวแทน ฯลฯ) ก็มโน อุปาทาน ปั่นข่าวกันไปเองทั้งนั้น

ซ้ำร้าย การที่เราอิงแอบแต่จีน แบบที่รัฐบาลประยุทธ และ คสช. ทำมาในอดีต และจะทำต่อไปในอนาคต ต่างหาก ที่อาจจะทำให้เสียสมดุลย์อำนาจทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาคนี้ จนเกิดปัญหาขึ้นตามมาได้

สรุปว่า ถ้ามีความพยายามจะผูกคุณพิธา เข้ากับ ปธน.เซเลน สกี โดยอ้างว่าจะเป็นการทำให้ไทยเราเกิดสงครามขึ้นในอนาคตเหมือนกับยูเครน ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องมั่วมาก (และดูน่ารังเกียจด้วยกับการเล่นอะไรแบบนี้)

ขณะที่จริงๆ แล้ว ถ้าคุณพิธา สามารถจะกลายเป็นผู้นำที่ครองใจและเป็นที่พึ่งของคนส่วนใหญ่ในประเทศ พร้อมทั้งมีความสามารถในการหาพันธมิตรมาช่วยเหลือได้ ในยามที่ประเทศเกิดวิกฤติขึ้น แบบที่เซเลน สกีทำ ก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากครับ

ปล.โพสต์นี้น่าจะเรียกทัวร์จากเหล่าสลิ่มสยามมินสกีได้เยอะเลยนะ แต่ผมไม่แคร์ ฮะๆ

เปิดดีลลับ ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน สถานการณ์เปลี่ยน โจทย์ประเทศเปลี่ยน..!!

ยืนยันผ่านรายการ “คุยแหลก  แดกดึก”  ของคุณเธอ..มดดำ    ว่ายังไงๆก็จะกลับประเทศไทยในเดือน ก.ค. คือเดือนหน้านี้...

และเมื่อ 4 มิ.ย.  คุณลูก..อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร   ชินวัตร  ก็ตอบคำถามนักข่าวกลางขบวนงานBangkok Pride  Parade ว่าคุณพ่อจะกลับมาแน่แต่ยังไม่กำหนดวันและรายละเอียดการเดินทาง..

ครับ เล็ก เลียบด่วน กำลังพูดถึงคุณทักษิณ ชินวัตร  นักโทษหนีคดีที่เดินทางออกจากประเทศไทยอ้างว่าไปดูกีฬาโอลิมปิก ปักกิ่งเกมส์ ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551.. สิริรวม 15 ปีแล้ว..แต่ไม่ยอมกลับประเทศทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครห้าม.. ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่าถ้ากลับมาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมคือติดคุก ซึ่งตอนนี้ทักษิณมีคดีถึงที่สุดแล้ว 3 คดี รวมโทษ 10 ปี  และยังมีคดีที่อยุ่ระหว่างการพิจารณาอีก 2-3 คดี..

แต่ก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค.และหลังเลือกตั้ง  “ทักษิณ” ประกาศย้ำว่าจะขอกลับบ้านเพื่อเลี้ยงหลาน 7 คนโดยจะยอมรับโทษหรือติดคุก...คำประกาศนี้ทำเอาหลายคนช็อคซีนีมา  แต่หลายคนก็เฉยๆ บอกว่าต่อให้อมโบสถ์มาพูดก็ไม่เชื่อ เพราะทักษิณพูดว่าจะกลับบ้านมา 20 กว่าครั้งแล้ว...

สำหรับเล็ก  เลียบด่วน  แม้จะออกอาการไปทางไม่ค่อยเชื่อ  แต่เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยทางการเมิองรอบนี้แล้วก็ต้องบอกว่า  เงื่อนไขและสภาพการณ์ทางการเมืองมันเอื้ออำนวยอยู่ไม่น้อยที่จะทำให้คนแดนไกลได้ฉวยใช้โอกาสกลับบ้าน...

สถานการณ์วันนี้ผู้คนในสังคมพยายามก้าวข้ามหรือสลายสีเสื้อ  และกล่าวสำหรับฝ่ายอนุรักษ์นิยมเองก็ไม่ได้มองพรรคเพื่อไทยและทักษิณเป็นตัวอันตรายมากเท่ากับพรรคก้าวไกลที่กำลังคั่วเก้าอี้นายกฯ

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมปักธงเชื่อว่าหากก้าวไกลขึ้นเป็นรัฐบาล พวกเขาจะเปิดประตูให้กับสหรัฐฯเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในทั้งด้วยตั้งใจและความหลงผิด อ่อนหัด และจากนั้นจะนำพาไปสู่การลดทอนทำลายสถาบันสำคัญของชาติ..

ดังนั้นกรณีทักษิณ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้น..แน่นอนที่สุดการกลับบ้านของทักษิณต้องผ่านข้อตกลงลับพิเศษ..ภายใต้การเคารพกระบวนการยุติธรรมคือมาติดคุกในเบื้องต้น แต่ผ่อนคลายเปิดช่องให้ทักษิณได้มีลมหายใจ เห็นแสงสว่างในเบื้องปลายของชีวิต..
“เล็ก  เลียบด่วน”  เคยเล่าให้ฟังแล้วถึงกฎกระทรวง 2 ฉบับเมื่อปี 2563 ที่อาศัยพ.ร.บ. ราชทัณฑ์ ปี 2560 ออกมาเพื่อเปิดทางให้มีสถานคุมขังพิเศษตามที่กำหนด บางคนถึงขั้นบอกว่าเป็นคุกแบบเซฟเฮ้าส์..ทักษิณกลับมาอาจได้ใช้บริการ

แต่ที่เหนือกว่านั้น..แหล่งข่าวฟันธงว่าถ้าถึงขั้นยอมติดคุก แสดงว่ามีข้อตกลง มีหลักประกันที่จะเปิดโอกาสให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่  และทักษิณก็จะใช้สิทธิในตัวออกไปเลี้ยงหลาน...หรือยิ่งกว่านั้นอาจจะขอแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับว่าด้วยวิธีพิจารณาคดี..เพื่อเปิดทางให้ทักษิณแคล้วคลาด...

ไว้โอกาสหน้า เล็ก เลียบด่วน ค่อยกล่าวถึงรายละเอียดและเทคนิคทางกฎหมายอีกครั้ง...เอาเป็นว่าวันนี้ดังที่กล่าวมาคือช่องทางของคนแดนไกล...แต่ดีลลับดีลพิเศษนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อการเมืองถึงทางตัน การจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลไปต่อไม่ได้ พรรคเพื่อไทยต้องยอมเจ็บปวดย้ายขั้วสลับข้างมาร่วมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม และยินยอมให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ดังที่เล็ก เลียบด่วน ได้วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้
สวัสดีครับ

‘เพนกวิน’ โพสต์เดือด เคยมีผลงานทางวิชาการ ตีพิมพ์ พร้อมขอแสดงความไว้อาลัย ต่อผู้บริหาร ม.นเรศวร

นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักเคลื่อนไหวและนักกิจกรรมทางการเมือง ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ถูกยกเลิกการเชิญไปเป็นองค์ปาฐกในงานประชุมวิชาการนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีใจความว่า ...

เรียน สลิ่มทุกท่าน
เนื่องจากได้มีสลิ่มหลายท่านกังวลเรื่องว่าตัวผมได้รับเชิญไปเป็นองค์ปาฐกในงานประชุมวิชาการนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จนเป็นเหตุให้สลิ่มเหล่านี้ต้องไปดีดดิ้นกดดันผู้จัดจนทางผู้จัดเขาต้องยกเลิกงาน ขอชี้แจงต่อไปนี้
ผมไม่เคยเรียกตัวเองต่อสาธารณะว่าเป็นนักวิชาการ ส่วนใครจะเรียกผมเป็นนักวิชาการเป็นความเชื่อถือของท่านผู้ให้เกียรติเรียกผมเช่นนั้น แต่ที่มีสลิ่มบางท่านโจมตีผมว่าไม่มีผลงานทางวิชาการนั้น เป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากผมได้เคยตีพิมพ์บทความทางวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ล้านนาไว้ในหนังสือ Undergrad Review หนึ่งชิ้นเมื่อสมัยผมอยู่มัธยมปลาย และขณะนี้ก็ได้รับการตอบรับตีพิมพ์บทความจากวารสารประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลวารสารวิชาการ TCI มีกำหนดเผยแพร่เดือนกรกฎาคมนี้ 

นอกจากนี้ ผมมีคอลัมน์ “ของบ่เล่ารู้ลืม” ของเว็บ The101.world เป็นบทความค้นคว้าอิสระและข้อคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ล้านนา ทุกท่านสามารถเข้าไปอ่านผลงานได้ และผมทำรายการประวัติศาสตร์ราษฎรเป็นประจำทุกสุดสัปดาห์ ในส่วนนี้ หากจะถือเป็นการค้นคว้าวิชาการอิสระก็ได้ แต่ถ้าไม่นับก็ไม่เป็นไร

ดังนั้น หากสลิ่มจะโจมตีผมว่าไม่มีผลงาน กรุณาใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง ยกเว้นว่าถนัดจะใช้ข่าวปลอมหลอกลวงกล่อมประสาทสลิ่มด้วยกันไปเรื่อย ๆ ก็สุดแท้แต่ อนึ่ง แม้ผมจะยังไม่ได้จบปริญญาโทปริญญาเอก แต่โปรดระลึกว่า บุคคลในดวงใจของพวกคุณที่ชื่นชมว่าเชี่ยวชาญศาสตร์สาขาสารพัดหนักหนานั้น ก็ไม่ได้จบแม้กระทั่งปริญญาตรีแต่อย่างใด
ส่วนผู้บริหารมหาวิทยาลัยนเรศวรที่มีปัญหากับการเชิญผมไปบรรยายแต่ไม่มีปัญหากับการเชิญทหารเข้าไปบรรยายนั้น ขอแสดงความไว้อาลัยไว้ล่วงหน้า พวกท่านเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปแล้ว หรือเรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเป็นกะโหลกกะลานั่นเอง
ด้วยรักและเคารพยิ่ง
เพนกวิน
 

ประเด็นปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลเวลานี้

1.การเลือกตั้งยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีขั้นตอนทางกฎหมายบางอย่างที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ใช่ลงคะแนน 14 พฤษภาคมแล้วจบ เสร็จกัน

2.หน่วยเลือกตั้ง 95,000 กว่าหน่วย จะต้องตรวจสอบว่า มีหน่วยไหนมีปัญหาจะต้องลงคะแนนใหม่ หรือมีปัญหาอื่นใดหรือไม่

3.มีข้อร้องเรียนทั้งหมด 280 เรื่อง บางเรื่องพิจารณาเสร็จแล้ว รอให้ 7 เสือลงมติ บางเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนจาก กกต. จังหวัด

4.สำนวนที่ถึงเมื่อ กกต. กลางแล้ว มีการเสนอใบแดง 20 กว่าใบ ยังเหลือสำนวนที่ยังไม่แล้วเสร็จอีกจำนวนหนึ่ง อาจจะเป็นใบแดง ใบส้ม ใบเหลือง หรือยกคำร้องก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงจากการสอบสวน

5.สรุปน่าจะมีใบแดง ใบส้ม ใบเหลือง 37 ใบ ใบแดงต้องให้ศาลตัดสิน ส่วนใบส้ม ใบเหลืองเป็นอำนาจของ กกต.

6.ใบแดง ต้องเปิดรับสมัครใหม่ ตัดสิทธิ์คนเดิมที่ได้ใบแดง

7.ใบส้ม ใช้ผู้สมัครชุดเดิม แต่ตัดสิทธิ์คนได้ใบส้ม

8.ใบเหลือง ใช้ผู้สมัครชุดเดิม ไม่ตัดสิทธิ์คนได้ใบเหลือง

9.กกต. น่าจะรับรอง ส.ส. ได้ 95% หรือมากกว่าในกรอบ 60 วัน

10.การให้ใบแดง เข้าใจว่า ไม่น่าจะทันในกรอบ 60 วัน เพราะต้องส่งให้ศาลตัดสิน กกต. จึงน่าจะรับรองไปก่อนแล้วสอยทีหลัง

กล่าวสำหรับนครศรีธรรมราช 10 เขตเลือกตั้ง มีเรื่องร้องเรียนไม่น้อย ทั้งจัดเลี้ยง ซื้อเสียง จับซื้อเสียงได้ สัญญาว่าจะให้ เป็นต้น เขตเลือกตั้งที่เข้าข่ายว่าอาจจะต้องจัดเลือกตั้งใหม่มี 2-3 เขต มีบางเขตทหารจับซื้อเสียงได้ บางเขตจัดเลี้ยง (มีหลักฐานเป็นคลิป-มีเสียงพูดชักชวน) ส่วนการจับซื้อเสียงเป็นการกระทำของผู้อื่นไม่ใช่ผู้สมัคร

นำเรียนย้ำอีกครั้งว่า ที่โทรเช็คโทรถามกันมากว่าเขตไหนโดน ยังไม่อาจจะเปิดเผยในทางสาธารณะได้ เพราะเป็นแค่คำบอกเล่า ไม่มีใครเห็นหลักฐาน และสำนวนการสอบสวนที่แท้จริง กกต.ยังมีเวลาตามกรอบของกฎหมาย

หาก กกต. จังหวัดยังไม่สามารถสรุปสำนวนการสอบสวนส่ง กกต. กลางวินิจฉัยได้ทัน หรือ กกต.ไม่สามารถวินิจฉัยได้ทันตามกรอบเวลา ก็สามารถที่จะรับรองไปก่อนได้ แล้วค่อยสอยทีหลัง

ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เดือนกว่า กกต. จึงยังมีเวลา และเข้าใจว่า กกต.ก็รู้หน้าที่ รู้กระแสกดดันดี เพื่อเร่งรัดในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องเข้าใจ กกต.ด้วยว่ามีกฎหมายที่ต้องปฏิบัติอยู่

นายหัวไทร

ลีน่า จัง’ ชี้ งาน Pride ปีนี้ กลายเป็นเวทีของนักการเมือง ทั้งเพื่อไทย และก้าวไกล หาใช่การแสดงออกเพื่อ LGBT อย่างแท้จริง

ลีน่า จังจรรจา โพสต์คลิปสั้นลงใน TikTok แสดงความผิดหวังกับงาน Pride ของปีนี้
โดยได้แสดงความคิดเห็นลงไปในคลิปว่า การจัดงาน Pride ของปีที่แล้วนั้นเป็นการจัดเดินขบวนเพื่อแสดงออกของกลุ่ม LGBTQ+ อย่างแท้จริง

แต่ในปีนี้นั้นกลับกลายเป็นเวทีที่นักการเมืองนำมาใช้ พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย นำมาใช้แสดงเจตนารมณ์เรื่องที่มีคนถูกยิงตาย หน้าวัดปทุมมีการวางดอกไม้ไว้อาลัยมันก็เลยกลายเป็นการเมืองไป กลายเป็นเวทีของนักการเมืองที่มายึดพื้นที่ไป ก็เลยกลายเป็นว่า งาน Pride เป็นงานของพรรคการเมือง พรรคก้าวไกลและติ่งส้ม

มิ.ย.นี้ ศาลปกครองสูงสุด นัดอ่านคำพิพากษา ซึ่งอาจจะกระทบต่อการเดินหน้า จัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล 

เดือนมิถุนายนนี้ อย่ากะพริบตากับการกลับมาของสถานีข่าวไอทีวี ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาที่เป็นข้อพิพาทระหว่างสำนักงานปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)กับบริษัทไอทีวี ซึ่งศาลปกครองกลางพิพากษาให้บริษัทไอทีวี ชนะคดี

ถ้าศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ไอทีวีอาจจะกลับมาเป็นสถานีโทรทัศน์ใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งปัจจุบันไอทีวียังคงสถานะความเป็นบริษัทผลิตสื่ออยู่ ตามวัตถุประสงค์เพื่อสู้คดีกับ สปน. ส่วนจะผลิตสื่ออย่างอื่นด้วยหรือไม่ เช่นสื่อออนไลน์ เป็นต้น

ไม่ใช่แค่ไอทีวีอาจจะกลับมา แต่เป็นเครื่องยืนยันว่า ไอทีวียังเป็นสื่ออยู่หรือไม่ด้วย และอาจจะกระทบต่อการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ที่จะดัน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่พิธาติดปัญหาถือหุ้นไอทีวีอยู่ในนามชื่อของตัวเอง แม้จะอ้างว่าเป็นมรดกก็ตาม แต่โดยหลักแล้ว หุ้นมรดกปกติจะต้องมีวงเล็บต่อท้ายชื่อผู้ถือหุ้นว่า “มรดก”

ถ้าพิธาถูกตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญว่า มีความผิดฐานถือหุ้นสื่อ ก็จะมีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป แต่ยังมีปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย เพราะพิธาถือหุ้นนี้มาตั้งแต่ปี 2549 หลังจากพ่อเขาเสีย จะมีผลในทางลบต่อการลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2562 ด้วยหรือไม่

และมีผลต่อการรับรองผู้สมัครทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อด้วยหรือไม่ แปลความได้ว่า การรับรองผู้สมัครไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยหรือไม่ ที่สำคัญคือระเบียบพรรคก้าวไกลก็ลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ห้ามสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของสื่อ หรือถือหุ้นสื่อด้วย พิธาก็ไม่มีสิทธิ์เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลตั้งแต่ต้นใช่หรือไม่

แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาพรรคก้าวไกล มี ส.ส.ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อรวมกัน 151 ที่นั่ง 151 ที่นั่งนี้จะโมฆะหรือเปล่า อันจะนำไปสู่การทำให้การเลือกตั้งทั้งหมดเป็นโมฆะไปด้วย ต้องจัดเลือกตั้งใหม่หรือเปล่า

ถ้าพิจารณาตามข้อมูลที่รับรู้รับทราบกันก่อนหน้าบวกกับประเด็นใหม่ไอทีวี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แม้จะมีคะแนนมหาชนจำนวนมาก แต่กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย…จริงไหมครับ

‘รัชนี พลซื่อ’ ว่าที่ ส.ส. ร้อยเอ็ด ประกาศ ขอดูแลประชาชน แก้ปัญหาภัยแล้ง สร้างอาชีพเกษตรกรให้มั่นคง 

นางรัชนี พลซื่อ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.ร้อยเอ็ด เขต 3 กล่าวถึงการทำหน้าที่ ส.ส.ในสภาภายหลังได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่า สิ่งแรกจะต้องเน้นการนำนโยบายของพรรคที่เราได้หาเสียงไว้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องที่ทำกินและแก้ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงการประสานงานเพื่อให้ได้เอกสารสิทธิ์ สปก.เพื่อการทำอาชีพเกษตรที่มั่นคงสร้างรายได้ให้กับครอบครัวตามแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ

นางรัชนี กล่าวต่อถึงเรื่องของพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนนที่ได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นผลงานในช่วงที่ผ่านมาของตนเอง และจำเป็นที่ต้องทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับปรุงเส้นทางที่ชำรุดให้คงสภาพใช้งานเพื่อการสัญจรที่สะดวกของประชาชน ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจนได้รับคะแนนเสียง และชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้

“เราไม่เคยหยุดที่จะทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่งก็ตาม ครอบครัวพลซื่อ พร้อมแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน  และประชาชนสามารถเข้าถึงในทุกรูปแบบ แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งพบปะ โทรศัพท์  ทั้งงานบุญ งานลงพื้นที่ ไม่เคยขาด”นางรัชนี กล่าว

‘ชัยมงคล ไชยรบ’ ว่าที่ ส.ส. สกลนคร เชื่อคว้าชัย เพราะนโยบายพรรค พร้อมทำงาน เร่งเดินหน้าแก้หนี้สิน ให้เกษตรกร

นายชัยมงคล ไชยรบ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.สกลนคร เขต 5 กล่าวว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขอขอบพระคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ตน ซึ่งเป็นคนสว่างแดนดินให้ได้เป็นผู้แทน การได้รับเลือกครั้งนี้เป็นตนตั้งใจจะเปลี่ยนเพื่อพัฒนาสว่างแดนดินให้ดีขึ้น จะถือโอกาสทำงานพัฒนาเมืองสว่างฯ ให้เจริญก้าวหน้า เรามีเป้าหมายชัดเจนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยต้องแก้ไขปัญหาหนี้สิน  ควบคู่กับการสร้างรายได้ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนประสบกับหนี้สินทั้งในและนอกระบบจำนวนมาก

นายชัยมงคล กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนได้บอกกับประชาชนในพื้นที่ก็คือ ตนจะผลักดันให้จังหวัดสกลนครมีการพัฒนาด้านคมนาคมด้วยรถไฟความเร็วสูงเพื่อการขนส่ง และสกลนครจะต้องอยู่ในแผนของการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะนำรถไฟความเร็วสูง  จากอุดรธานี ผ่านสกลนคร ไปนครพนม แม้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม เรื่องนี้คือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาที่ตนตั้งใจว่าจะทำให้ได้ และประชาชนก็ขานรับเป็นอย่างดี เพราะสาเหตุที่ทำให้ประชาชนตัดสินใจให้ตนมาเป็นผู้แทนฯนอกเหนือจากนโยบายของพรรคพลังประชารัฐแล้ว ก็มาจากนโยบายรถไฟความเร็วสูงด้วย 

"รถไฟความเร็วสูงที่จะเกิดขึ้น จะทำให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน เพราะจะสามารถส่งออกผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การที่ต้องนำเอางบประมาณจากภาครัฐลงไปสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา และก็แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น" นายชัยมงคล กล่าว

นายชัยมงคล กล่าวต่อว่า ตนยังมีโครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรด้วยที่ตั้งใจจะผลักดันให้สำเร็จเพราะเป็นบริหารการจัดการน้ำและส่งเสริมวิถีชุมชนการเกษตรที่ยั่งยืน โดยจะสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซล่าเซลล์ ถือเป็นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนทางการเกษตรโดยที่ไม่ต้องใช้น้ำมันอีกด้วย

‘ก้าวไกล’ เปิดรับสมัคสมาชิกพรรค ร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศ ลั่น!! พร้อมสานต่อภารกิจสร้างพรรค เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

เมื่อไม่นานนี้ เฟซบุ๊กเพจ ‘พรรคก้าวไกล - Move Forward Party’ ได้โพสต์ข้อความ เรื่อง เป้าหมายในการสร้างพรรค เพื่อเป็นของมวลชน โดยระบุว่า…

[ภารกิจต่อไปของ ‘พรรคก้าวไกล’ คือการสร้างพรรคที่เป็นของมวลชน]

เป้าหมายของเราในการสร้างพรรค คือ เปลี่ยนแปลงประเทศ เพื่อสร้างประเทศไทยให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สร้างประเทศไทยที่เศรษฐกิจเติบโต ก้าวหน้าและเป็นธรรม สร้างประเทศไทยที่ประชาชนมีเสรีภาพ เท่าเทียม มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เพื่อจะบรรลุถึงเป้าหมาย เราต้องทำ 4 ด้าน คือ

1.) การรณรงค์ปักธงทางความคิด เพราะเราเชื่อว่าเราจะเปลี่ยนแปลงได้ ความคิดประชาชนต้องเปลี่ยนก่อน

2.) เชิญชวนผู้คนที่เห็นด้วยกับเรามาร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลง เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคนจำนวนมากมาร่วมกันผลักดัน "อย่ารอการเปลี่ยนแปลง แต่จงเป็นส่วนหนึ่งของมัน"

3.) ส่งตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งระดับชาติและท้องถิ่น โดยยึดถือว่า "ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสของการเปลี่ยนแปลง" เพราะเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งแต่ละครั้งประชาชนจะฟัง นี่จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เปลี่ยนความคิดผ่านการรณรงค์นโยบาย ผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง ส.ส. ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าความคิดของประชาชนเปลี่ยนไปมากแล้ว

4.) การสร้างพรรคให้เข้มแข็ง ทำให้พรรคกลายเป็นสถาบันทางการเมืองที่สมาชิกร่วมเป็นเจ้าของ หรือที่เราเรียกว่า "พรรคของมวลชน" ซึ่งต้องมี 2 องค์ประกอบหลัก คือ

🍊 เป็นพรรคที่มีแนวคิด-อุดมการณ์ สร้างการเปลี่ยนแปลง โดยพรรคต้องเป็นเบ้าหลอมให้สมาชิกทุกคนมีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกัน

🍊 โครงสร้างทางอำนาจในพรรค ต้องยึดโยงกับสมาชิก เราจึงออกแบบโครงสร้างพรรคผ่านงานเครือข่ายที่สำคัญ 3 เครือข่าย คือ เครือข่ายแรงงาน เครือข่ายชาติพันธุ์ เคือข่ายพื้นที่ (หรือคณะกรรมการจังหวัด) ซึ่งโครงสร้างของเครือข่ายเหล่านี้ยึดโยงกับสมาชิก ที่มาของตำแหน่งต่างๆในโครงสร้างเหล่านี้ ล้วนมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกทั้งหมด

เราตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นยากและต้องใช้เวลา อาจจะเป็น 10 ปี 20 ปี หรือนานกว่านั้น พรรคที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์และต้องไม่ขึ้นกับตัวบุคคลคนใดคนหนึ่ง

ประกาศของนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่องการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลต่อรูปแบบของคณะกรรมการจังหวัดที่เราเคยออกแบบไว้ ประกอบกับสถานการณ์หลังการเลือกตั้งที่มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จึงถือเป็นโอกาสดีที่คณะทำงานแต่ละจังหวัดจะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สรุปบทเรียนการทำงานที่ผ่านมาร่วมกัน รวมทั้งออกแบบโครงสร้างคณะกรรมการจังหวัดใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เปลี่ยนไป เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคต่อไป พรรคจึงจัดให้มีสัมนาภายในขึ้น 5 ครั้ง 5 ภูมิภาค ในช่วงเดือนมิถุนายน จนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

โครงสร้างของสมาชิกพรรคเป็นโครงสร้างการทำงานที่แยกออกจากที่ประชุม ส.ส. โดยมีภารกิจหลัก คือ การทำงานร่วมกับสมาชิก เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง กลั่นกรองและตัดสินใจส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคทุกระดับ

แน่นอนว่าการทำงานในโครงสร้างของพรรคในฐานะพรรคมวลชนจริงๆ ที่รวมผู้คนจำนวนมากที่มีภูมิหลังหลากหลายมาทำงานร่วมกัน ระบบการทำงานอาจยังไม่สมบูรณ์แบบ ยังมีพื้นที่ในการพัฒนาและร่วมกันสร้างอีกจำนวนมาก

ถ้าคุณอยากให้พรรคนี้ดีขึ้นอย่ารอ จงร่วมกันทำ โครงสร้างพรรคของเราเปิดให้คนคนหนึ่งที่อยากเข้ามาทำให้พรรคดีขึ้นได้  ผ่านการเลือกตั้งภายในพรรคระดับต่างๆ  เพื่อให้พรรคก้าวไกลเติบโตขึ้นเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนโดยไม่ขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง

มีหลายคนมักจะตั้งคำถามว่า ทำไมต้องสมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล?

1.) เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนพรรครวมถึงแนวทางการสร้างพรรคแบบก้าวไกล จำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นคือกำลังใจสำหรับคนสร้างพรรค

2.) จำนวนค่าสมาชิก 100 / 200 / 2,000 บาท ของคนจำนวนมาก มีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินและสร้างความอิสระในการตัดสินใจครั้งสำคัญของพรรคโดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่

3.) เมื่อเป็นสมาชิกพรรค คุณสามารถเลือกตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและตัดสินใจภายในโครงสร้างต่างๆ ของพรรคได้

4.) ในอนาคตพรรคจะเปิดช่องทางให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมให้มากกว่านี้

“อย่ารอการเปลี่ยนแปลง แต่จงเป็นส่วนหนึ่งของมัน" เริ่มง่ายๆ ด้วยการเข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล”

‘ดร.เสรี’ เตือน ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ อย่าคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ชี้!! ตราบใดที่ยังแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอยู่อย่างนี้ จะแพ้เลือกตั้งทุกครั้ง

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 66 ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยระบุว่า…

“ตราบใดที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมยังแบ่งเป็นหลายพรรคอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้ เลือกตั้งอีกกี่ครั้งกี่ทีก็จะพ่ายแพ้กับฝ่ายตรงกันข้าม ที่นำเสนอผลประโยชน์มากมาย

คนกลุ่มหนึ่งก็เสพติดประชานิยม คิดแต่จะเอาผลประโยชน์ส่วนตน ไม่สนใจว่าคนที่นำเสนอนโยบายประชานิยมทำร้ายประเทศชาติแค่ไหน

อีกกลุ่มหนึ่ง ก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง คิดแต่จะเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่สนใจรายละเอียดว่าจะเปลี่ยนไปทางดีหรือทางร้าย

ประกอบกับคนนำเสนอการเปลี่ยนก็หน้าตาดี พูดเก่ง นำเสนอผลประโยชน์ (ที่ทำจริงไม่ได้) มาหลอกล่อให้คนเลือก คนที่อยากได้สิ่งที่เขานำเสนอก็เลือกคนที่เลือก 2 พรรคนี้ เขาไม่คิดมากหรอกค่ะ เขาตั้งใจจะเลือกของเขา ไม่สนใจว่าพรรคอื่นจะนำเสนออะไร เขาปักใจ ยังไงก็เลือกพรรคที่เสนอผลประโยชน์ที่โดนใจ

ส่วนคนที่ไม่เอา 2 พรรคนี้ มีพรรคให้เลือกหลายพรรค แต่ละพรรคก็มีข้อเสนอดีๆ มีคนดีๆ มานำเสนอเป็นผู้แทน สุดท้ายก็เลือกกันแบบเบี้ยหัวแตก แบ่งคะแนนกันเอง

หลายพื้นที่ เมื่อเอาคะแนนฝ่ายอนุรักษ์นิยมทุกพรรคมารวมกัน คะแนนมากกว่า 2 พรรคที่ได้ ส.ส. มากเป็นที่ 1 และที่ 2 รวมกัน
.
ถ้าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป พรรคการเมืองเสนอจะให้ ประชาชนเชื่อข้อเสนอ พอใจ อยากได้ สื่อช่วยเชียร์ ในที่สุดพวกเขาก็ชนะ และจะชนะตลอดไป

พูดเรื่องแบ่งคะแนนกันมาตั้งแต่ปี 2548 ไม่มีใครฟัง เลือกตั้งทุกครั้ง พรรคประชานิยมชนะถล่มทลาย และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

เมื่อไหร่จะคิดได้กันเสียทีนะ ถ้ายังคิดกันไม่ได้ ทั้งนักการเมืองและประชาชนผู้ลงคะแนนเลือก ก็อย่าหวังว่าจะชนะคนที่เขากล้าสัญญาว่าจะให้สวัสดิการเกินจริงเลยนะคะ”

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด ‘SONDHI TALK’ ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ แสดงจุดยืน

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 66 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด ‘SONDHI TALK’ ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ แสดงจุดยืน ประกาศพร้อมลงถนน ไม่ยอมให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เพื่อเอื้อสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 66 โดยระบุว่า…

“ผมไม่ยอมแน่ๆ วันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ ผมพร้อมจะลงถนนทันที พรรคก้าวไกลต้องการจะคุมกระทรวงกลาโหม เพื่อทำให้ทหารอ่อนแอ ลดงบประมาณทหาร ลดกำลังพล ผมไม่นึกเลยว่า ผมอายุขนาดนี้แล้ว จะเจอความเลวทรามต่ำช้าของคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ หากเห็นด้วยกับผม กระจายคำพูดของผมออกไปหาแนวร่วม ถามทุกคนว่า หากไม่อยากให้มีสงคราม บอกไปเลยว่า พรรคก้าวไกล จะเป็นคนนำสงครามเข้ามา นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดในประเทศไทยตอนนี้”

‘เสธหิ’ เตือน!! ‘ก้าวไกล’ อย่าใช้กระแสโซเชียลบริหารประเทศ แนะ ว่าที่นายกฯ ต้องรู้จักวางตัว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนได้ตลอด

(3 มิ.ย. 66) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘คุยกับ ดร.หิมาลัย’ ถึงรูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ว่ามีมุมมองความคิดเห็นอย่างไร โดย ดร.หิมาลัย ได้กล่าวแสดงความยินดีกับพรรคก้าวไกล ที่ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และได้กล่าวว่า รูปแบบในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ มีความแตกต่างจากที่ผ่านๆ มา เนื่องจากที่ผ่านมา พรรคแกนนำจะต้องทำการติดต่อประสานไปหาพรรคร่วมรัฐบาล และมีส่งผู้ใหญ่ของพรรคแกนนำไปเชิญพรรคร่วมมาเจรจาพูดคุยกันในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นการให้เกียรติพรรคร่วม และในระหว่างการเจรจาพูดคุยกัน ก็จะไม่มีการออกสื่อ ส่วนมากการดำเนินการค่อนข้างที่จะเป็นความลับ เพราะว่าจะต้องมีการพูดคุย การต่อรองกันในการจัดสรรดูแลกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของระบอบประชาธิไตย คือ เน้นความชำนาญ ใครเก่งด้านไหน ก็ให้ดูแลกระทรวงนั้นๆ ตามความเชี่ยวชาญกันไป ซึ่งวิธีการดำเนินการจะเป็นไปอย่างเรียบง่าย และไม่ก่อให้เกิดความกดดัน

แต่การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนึ้ นับเป็นมิติใหม่ อาจจะด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ของพรรคแกนนำ ตนอาจจะเป็นคนรุ่นเก่า เพราะคนรุ่นเก่า เวลาจะทำอะไร จะค่อนข้างระมัดระวังในการให้ข่าว และให้เกียรติผู้ที่มาร่วมงานกับเราเสมอ

“ผู้ที่เป็นว่าที่นายกฯ ในอดีต หากสังเกตดู ทุกคนจะยังไม่ออกตัวว่าจะเป็นว่าที่นายกฯ ทุกคนจะบอกว่า ต้องรอดูความชัดเจนต่างๆ ก่อน เพราะ ณ ขณะนี้ ยังอยู่ในห้วงเวลาที่สามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ที่ผ่านมาจะไม่มีใครกล้าประกาศออกตัวอย่างชัดเจนว่าจะเป็นว่าที่นายกฯ แต่ครั้งนี้ สิ่งที่แตกต่างที่ผมเห็นก็คือ การใช้โซเชียลในการดำเนินการต่างๆ ที่มีผลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเชิญพรรคร่วม หรือการแถลงข่าวต่างๆ ผ่านสื่อ ผ่านโซเชียล ซึ่งผมมองว่าเป็นบริบทใหม่ของสังคมคนรุ่นใหม่ ที่มีต้องการแสดงความชัดเจนให้ประชาชนได้เห็น ในเรื่องการจัดสรรกระทรวง ทบวง กรม ว่าใครจะเป็นผู้ดูแลบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่เราไม่เคยเห็น มองในแง่ดี ก็อาจจะเป็นความเหมาะสมในเรื่องของกาลเวลาที่มันเปลี่ยนไป ในอดีต วัฒนธรรมในเวลานั้น ความรู้สึกของผู้คนในสมัยนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ดูเหมาะสม แต่ในวันนี้ ก้าวเข้าสู่ยุคของคนรุ่นใหม่ที่เป็นยุคของความทันสมัย และความรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้อาจจะเหมาะสมกับเขาในเวลานี้ก็ได้ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือ การประกาศออกสื่อในการเตรียมตัวจัดตั้งรัฐบาลในลักษณะอย่างนี้ มันเหมือนกับการไปบีบบังคับพรรคร่วม ให้ยอมรับในเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งตรงนี้ก็อาจมองได้ 2 มุม แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ได้ เพราะทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย” ดร.หิมาลัย กล่าว

เมื่อถามว่า คิดว่า ‘พิธา’ ออกตัวแรง แซงโค้งไปหรือไม่? ดร.หิมาลัย ตอบว่า ที่ผ่านมา คนที่จะเป็นว่าที่นายกฯ นั้น ค่อนข้างที่จะถนอมตัว แบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ได้เปิดตัวชัดเจนแบบนี้ รวมถึงพรรคอันดับ 2 ที่ได้คะแนนเสียงห่างกันไม่มาก ผมว่าประเทศในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก พรรคอันดับ 2 มักจะตั้งรัฐบาลแข่งกันทั้งนั้น

เมื่อถามว่า พรรคเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตย ตั้งรัฐบาลได้หรือไม่? ดร.หิมาลัย ตอบว่า ในระบอบรัฐสภา ประชาธิปไตย พรรคที่ได้เสียงข้างน้อย หากสามารถรวมเสียงได้มาก ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ในประเทศไทยรวมถึงหลายประเทศทั่วโลกก็เคยมีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ในประเทศไทยเอง สมัยก่อนก็เคยมีมาแล้ว อย่างเช่นในสมัยของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้คะแนนเสียงเพียง 18 เสียง แต่ได้รับการเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่ฮือฮาอย่างมาก เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผิดในระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามว่า การที่ก้าวไกล แสดงเจตนารมณ์อย่างนี้ เป็นการสร้างกระแสหรือไม่? ดร.หิมาลัย ตอบว่า…

“ผมมองว่า หากเราเริ่มต้นที่จะบริหาร และปกครองประเทศด้วยการใช้กระแสนำเมื่อไรก็ตาม ย่อมน่าเป็นห่วงในหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง เพราะในกระแสเหล่านั้น มีผู้คนที่รับสื่อ รับข่าวสารต่างๆ ไม่ครบถ้วน ในบางครั้งอาจอยู่ที่การโปรโมต การทำการตลาด เพื่อให้เป็นไปในทิศทางตามที่ตัวเองต้องการ หากเราเริ่มต้นการจัดตั้งรัฐบาลด้วยการบีบบังคับพรรคร่วมโดยการใช้กระแสนำ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะหากบริหารประเทศโดยการใช้กระแสนำอย่างเดียว นั่นอาจหมายถึงความไม่รอบคอบ หรืออาจเกิดข้อผิดพลาดจนสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติได้ในอนาคต”

เมื่อถามถึง หลักเกณฑ์ที่ควรใช้ในการเลือกตำแหน่งประธานสภา ดร.หิมาลัย ตอบว่า ในความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องขึ้นอยู่กับเสียงส่วนมาก แต่ในเรื่องของการเลือกประธานสภานั้น ตนมองว่าควรจะต้องเลือกบุคคลมีความอาวุโส หรือเป็นบุคคลที่ในรัฐสภาให้ความเคารพนับถือ นอกจากนี้ ประธานสภาควรเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจนเป็นที่ยอมรับ ผ่านการเป็น ส.ส.มาหลายสมัย มีประสบการณ์และความรู้ในเรื่องของกฎข้อบังคับ และสามารถแก้ไขเหตุการณ์ในขณะประชุมสภา เพราะในการประชุมสภา มักจะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ประธานสภาจึงจำเป็นต้องเป็นบุคคลที่สามรถควบคุมสถานการณ์ได้ หากคนที่มาดำรงตำแหน่งประธานสภาคนต่อไปได้รับความเคารพจากสมาชิกฯ น้อย ก็อาจจะเกิดความวุ่นวายในการประชุมสภาได้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การไม่ได้มองความสำคัญในเรื่องของความอาวุโส การให้ความเท่าเทียมกับทุกอย่าง ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิด เพียงแต่ว่าอาจจะเป็นสิ่งใหม่ที่ต้องรอดูบริบทกันต่อไป

เมื่อถามว่า มีความคิดเห็นอย่างไรกับตำแหน่งประธานสภา ว่าจะต้องเป็นของพรรคก้าวไกล ดร.หิมาลัย ตอบว่า ในความคิดเห็นของตนนั้น เป็นเรื่องของรัฐสภา หากใครรวมคะแนนเสียงส่วนมากได้ตามกฎข้อยังคับของสภาฯ ก็ควรต้องได้รับการบรรจุตำแหน่งเป็นประธานสภา

เมื่อถามว่า ตำแหน่งประธานสภา จะทำให้เกณฑ์การเมืองเปลี่ยนหรือไม่? ดร.หิมาลัย ตอบว่า…

“ผมมองว่า จริงๆ แล้วก็อาจจะสามารถดึงเกมได้ ขนาดการจัดตั้งรัฐบาลยังจัดตั้งผ่านโซเชียล ทุกอย่างชัดเจนหมด กระแสโซเชียลสามารถควบคุมได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ก็ไม่เห็นจะต้องไปกลัวการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเลย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top