Saturday, 22 August 2026
HOLIDAY

22 สิงหาคม 2407 วันก่อตั้ง 'กาชาดสากล' 12 ชาติยุโรปลงนามในอนุสัญญาเจนีวา มุ่งหวังเป็นองค์กรกลาง ช่วยดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม

วันนี้เมื่ออดีต เป็นวันที่ ‘สภากาชาดสากล’ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากประเทศในยุโรป 12 ชาติ ลงนามในอนุสัญญาเจนีวา

โดยหากย้อนกลับไป ซึ่งก็คือวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2407 อองรี ดูนังต์ (Henri Dunant) นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการร่างสัญญาฉบับหนึ่งขึ้นมา เพื่อร่วมลงนามกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเป็นจำนวน 12 ประเทศ เพื่อเสนอให้มีการก่อตั้งองค์กรกลางเพื่อดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ซึ่งถูกเรียกว่า อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) ฉบับที่ 1 และเกิดเป็นการก่อตั้ง ‘กาชาดสากล’ ขึ้น
โดยสัญลักษณ์ที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือจะใช้เป็นรูปกากบาทสีแดงบนพื้นที่มีสีขาว ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของธงประจำชาติสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง นอกจากนี้ ยังถือเป็นกฎหมายมนุษยธรรมฉบับแรกของโลกอีกด้วย

และด้วยการทำงานขององค์กรกาชาดนี้ ที่เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างดี ส่งผลให้ นายอังรี ดูนังต์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพครั้งแรกของโลกในปี พ.ศ. 2444 อีกด้วย

ที่มา : Wikipedia / สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย
https://www.facebook.com/share/p/ZdETNDna3vsPSiJZ/

17 สิงหาคม 2474 ‘เจ้ามหาพรหมสุรธาดา’ ถึงแก่พิราลัย สิริชนมายุ 85 ปี สูญสิ้นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ที่สืบต่อกันมายาวนาน 600 ปี

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 มหาอำมาตย์โท พลตรี ราชองครักษ์พิเศษ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อย มหาพรหม ณ น่าน) เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 และองค์สุดท้าย สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชรา สิริชนมายุ 85 ปี ถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบเจ้าผู้ครองนครในประวัติศาสตร์เมืองน่าน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2389 ณ บ้านช้างเผือก ตำบลเวียงเหนือ เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน และเจ้าหญิงขอดแก้ว ทรงศึกษาพระธรรมที่วัดพระธาตุช้างค้ำตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะลาสิกขาและเข้ารับราชการ รับใช้บ้านเมืองทั้งด้านการทูต การทหาร และการปกครอง

ตลอดชีวิตราชการ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ อาทิ นำเครื่องราชบรรณาการถวายรัชกาลที่ 5 ปราบปรามกบฏฮ่อ จัดตั้งบ้านเมืองชายแดน รับเสด็จพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายรายการ จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านใน พ.ศ. 2461

พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2475 ณ สุสานดอนชัย จังหวัดน่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศคิริวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ จุดเพลิงพระราชทานท่ามกลางข้าราชบริพารและบุตรหลาน นับเป็นการปิดฉากตำนานเจ้าผู้ครองนครน่านที่สืบต่อกันมายาวนานกว่า 600 ปี

ที่มา : https://www.finearts.go.th/nanmuseum/view/36325-๙๑-ปี-เจ้ามหาพรหมสุรธาดา-เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย

16 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสันติภาพไทย รำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ประกาศสันติภาพอย่างเป็นทางการ ย้ำความสงบสุขและเอกราช

16 สิงหาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทยที่ได้ช่วยกอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ได้ออกประกาศสันติภาพพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ ถือเป็นโมฆะ หรือเรียกได้ว่าเป็นการประกาศเอกราชอธิปไตย แสดงจุดยืนแห่งความเป็นกลาง มีอิสรภาพ โดยมี นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

สงครามโลกครั้งที่ 2 นับว่าเป็นสงครามอันแสนดุเดือด ร้ายแรง มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้กว่า 18 ล้านคนทั่วโลก แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้จุดชนวนสงคราม แต่ก็ถูกดึงเข้าไปร่วมอยู่ในวิกฤตการณ์สงครามครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากในวันนั้นไม่มีกลุ่ม ‘ขบวนการเสรีไทย’ ซึ่งนำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นแกนนำหลัก ที่ได้ออกมาต่อสู้ กอบกู้รักษาเอกราชอย่างไม่ท้อถอย ภายใต้อุดมการณ์รักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศไทยไว้ให้ได้ ประเทศไทยก็คงจะไม่กลับมามีความสงบสุข และไม่ถูกยึดครองดินแดนดังเช่นในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการคุณงามความดีของขบวนการเสรีไทย ชนรุ่นหลังจึงได้ถือเอาวันประกาศอิสรภาพดังกล่าวจารึกเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ โดยจะมีการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปี

15 สิงหาคม 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนน ‘พระราชดำเนิน’ เชื่อมพระบรมมหาราชวังกับ พระราชวังดุสิตเพื่อความงาม

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนพระราชดำเนิน ถนนหลวงสายใหม่ หลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก

‘ถนนราชดำเนิน’ เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2442 เพื่อทรงใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต เพื่อความสง่างามของบ้านเมืองและเพื่อให้ประชาชนได้เดินเที่ยวพักผ่อน จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนราชดำเนินให้กว้างที่สุด แต่ทรงให้สองฟากถนนเป็นที่ตั้งของวังและสถานที่ราชการใหญ่ ๆ มิให้สร้างตึกแถวหรือร้านเล็ก ๆ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นย่านการค้า

โดยในชั้นแรกนั้นทรงมีพระราชดำริว่า “เมื่อสร้างถนนที่ตำบลบ้านพานถมจะต้องรื้อป้อมหักกำลังดัสกร น่าจะรักษาชื่อป้อมไว้ใช้เป็นชื่อถนน แต่จะเรียกว่าถนนหักกำลังดัสกร ก็ดูแปลไม่ได้ความกันกับถนน แต่พักเอาไว้ตรองทีหนึ่ง ควรจะต้องตั้งชื่อให้ทันก่อนตัดถนน”

สาเหตุของการตัดถนนเนื่องจากมีพระราชดำริว่า ท้องที่ตำบลบ้านพานถมถึงท้องที่ตำบลป้อมหักกำลังดัสกรเป็นที่เรือกสวนเปลี่ยวอยู่ระหว่างถนนพฤฒิบาศ (ปัจจุบันคือถนนนครสวรรค์) กับถนนสามเสน ยังไม่เป็นที่สมบูรณ์ทันเสมอท้องที่ตำบลอื่น เพราะยังไม่มีถนนหลวงที่จะทำให้ประชาชนทำการค้าขายสะดวกขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขึ้นโดยตัดตั้งแต่ปลายถนนพระสุเมรุ ข้ามคลองรอบกรุงที่ตำบลบ้านพานถม ตรงไปยังป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมบรรจบกับถนนเบญจมาศ (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของถนนราชดำเนินนอก) พระราชทานนามว่า ‘ถนนราชดำเนิน’ เช่นเดียวกับถนนควีนส์วอล์ก (Queen’s walk) ในกรีนปาร์ก (Green Park) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการและอธิบดีกรมสุขาภิบาล เป็นพนักงานจัดสร้างถนนราชดำเนิน ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายถนนราชดำเนินไปตัดทางในตำบลบ้านหล่อ เพื่อให้ถนนตรงได้แนวตลอดถนนเบญจมาศด้วย และโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเทวียุรยาตร (ปัจจุบันคือถนนประชาธิปไตย) ผ่านตำบลบ้านพานถมขึ้นแทน ถนนราชดำเนินนอกเริ่มตั้งแต่ถนนพฤฒิบาศ ผ่านตำบลบ้านหล่อไปออกตำบลป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมไปบรรจบกับถนนเบญจมาศ ถือเป็นถนนสายแรกที่ใช้วิธีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินเพื่อตัดถนน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดถนนราชดำเนินนอก สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนเบญจมาศ เนื่องในอภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2444 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่สะพานเสี้ยว ตรงไปข้างคลองบางลำพูต่อกับถนนราชดำเนินนอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกถนนราชดำเนินช่วงแรกว่าถนนราชดำเนินนอก ต่อมามีการก่อสร้างถนนราชดำเนินในมาจดถนนหน้าพระลาน โดยสร้างขยายแนวถนนจักรวรรดิวังหน้าเดิม เริ่มจากแยกจุดบรรจบระหว่างถนนหน้าพระลานและถนนสนามไชย เลียบท้องสนามหลวงฝั่งตะวันออก และไปบรรจบถนนราชดำเนินกลางที่สะพานผ่านพิภพลีลา แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2446

7 สิงหาคม ของทุกปี ‘วันรพี’ รำลึก ‘พระบิดาแห่งกฎหมายไทย’ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หมุดหมายสำคัญวงการนิติศาสตร์ไทย รำลึกผู้ทรงวางระบบศาลยุติธรรม

วันรพี คือวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี คือ วันรพี เป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย

วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น ‘พระบิดาแห่งกฎหมายไทย’ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ ยิ่งแก่ประเทศชาติ

มหาอำมาตย์เอก มหาเสวกเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (21 ตุลาคม พ.ศ. 2417 – 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463) พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นต้นราชสกุลรพีพัฒน์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้วางรากฐานด้านกฎหมายในเมืองไทย จนได้รับพระสมัญญานามว่า พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 สิริพระชันษา 45 ปี

เมื่อพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ทรงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูปการศาล ซึ่งปัญหาสำคัญสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ เรื่องของศาลกงสุลต่างชาติ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในยุคนั้น เป็นที่รู้กันว่าชาวต่างชาติเหล่านี้มีอำนาจอิทธิพลมาก เมื่อเกิดคดีความหรือข้อโต้แย้ง ชาวไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะชาวต่างชาติมักจะอ้างว่ากฎหมายยังล้าหลังไม่ทันสมัยเพื่อเป็นข้ออ้างเอาเปรียบชาวไทยซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลของไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ ๆ ในเวลานั้น

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษาเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษากฎหมายไทยและต่างประเทศทำให้ศาลไทยมีความเชื่อถือมากขึ้นและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ถึงกับยกเลิกศาลกงสุลยอมให้คนชาติตัวเองมาขึ้นศาลไทยนอกจากนั้น ยังทรงปฏิรูปการศาลในด้านอื่นอีกมากมาย อาทิ

ขอพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ศาลในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสามารถกำหนดโทษเองได้ เนื่องจากในสมัยนั้นเมื่อศาลกำหนดโทษจำคุกผู้ต้องหาแล้ว ต้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดเวลาให้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุของความล่าช้าในวงการศาล, ทรงปรับปรุงเงินเดือนผู้พิพากษาให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่, ออกประกาศ ออกประกาศยกเลิก หรือแก้ไขพระราชบัญญัติ กฎเสนาบดีกว่า 60 ฉบับ เพื่อแก้ไขจุดที่บกพร่อง เพิ่มสิทธิของคู่ความให้เท่าเทียมกัน หรือแก้ไขบทลงโทษที่ล้าหลัง

นักกฎหมายได้ถือเอาวัน สิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ คือวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปีเป็น ‘วันรพี’ เพื่อเป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย โดยจะมีการจัดกิจกรรมวันรพีที่อนุสาวรีย์พระรูป พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หน้าสำนักงานศาลยุติธรรม โดยมีการจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507

https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

6 สิงหาคม 2488 รำลึกโศกนาฏกรรมฮิโรชิมา สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู ‘เมืองฮิโรชิมา’ คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่นทันที 80,000 คน บทเรียนราคาแพงของสงครามโลกครั้งที่ 2

วันนี้เมื่อ 78 ปีที่แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกยากจะลืมเลือน เมื่อสหรัฐอเมริกา ทิ้งระเบิดปรมาณู เหนือเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้มีคนตายทันที 80,000 คน

วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นอีกหนึ่งวันที่คนญี่ปุ่นไม่มีวันลืม เมื่อระเบิดปรมาณู ‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ ถูกทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน

‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ เป็นชื่อระเบิดปรมาณู ที่ถูกนำไปทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น โดยเครื่องบิน B-29 Superfortress (เครื่องบินลำนี้มีชื่อ Enola Gay) และระเบิดลูกนี้ ยังนับเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ใช้ในการสงครามอีกด้วย

อาวุธนี้พัฒนาขึ้น ในระหว่างจัดตั้ง ‘โครงการแมนฮัตตัน’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ‘จูเลียส โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์’ ผู้ที่ได้ฉายาว่า ‘บิดาแห่งระเบิดปรมาณู’

สำหรับ ‘ลิตเติลบอย’ มีความยาว 3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 71 เซนติเมตร และน้ำหนัก 4,000 กิโลกรัม บรรจุธาตุยูเรเนียมประมาณ 64 กิโลกรัม และจากเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน

22 กรกฎาคม 2460 ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจารึกชัยชนะและกำเนิดวงเวียน 22 กรกฎาคม จุดเปลี่ยนสถานะประเทศบนเวทีนานาชาติ

เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 โดยเป็นความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้นำ กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งมีเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประเทศสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำเนินนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

กระทั่งในปี พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าฝ่ายมหาอำนาจกลางได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปราศจากมนุษยธรรม ส่งผลให้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมทั้งส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

เป็นที่มาของการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวงเวียน ที่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยทำการสร้างบริเวณถนน 3 สาย (ปัจจุบันคือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ) ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่อมาได้พระราชทานนามวงเวียนว่า ’22 กรกฎาคม’
ปัจจุบัน วงเวียน 22 กรกฎาคม กลายเป็นแหล่งการค้าของกรุงเทพมหานครชั้นใน ทั้งนี้ที่บริเวณวงเวียน ยังปรากฎป้ายหินที่จารึกเป็นภาษาไทยและภาษาจีน มีใจความว่า

อนุสรณ์แห่งนี้เป็นวงเวียนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ก่อนจะได้รับชัยชนะในเวลาต่อมา

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/วงเวียน_22_กรกฎาคม

18 กรกฎาคม 2538 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จย่า’ ผู้ทรงเป็นแสงแห่งการแพทย์และความพอเพียง สอนคุณค่าการให้ ผ่านพระราชกรณียกิจเพื่อผู้ยากไร้ เปลี่ยนความห่วงใยเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น

ทรงเป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดในรุ่นของพระองค์ซึ่งมีจำนวนเพียง 14 คน พระองค์ทรงเรียนได้ดีและทรงศึกษาสำเร็จภายในสามปี และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช ตามข้อผูกพันของการเป็นนักเรียนหลวง

ในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับทุนให้ไปเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

จากนั้นได้ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรส ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ

นอกจากนี้ ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างมากมาย อาทิ ทรงให้การอุปถัมภ์ราษฎรชาวไทยภูเขาที่อาศัยในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จนเป็นที่มาของ ‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง’ นอกจากนี้ยังทรงเป็นแบบอย่างของความพอเพียง ทรงสอนพระโอรสและพระธิดา ให้รู้จัก ‘การให้’ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ โดยพระองค์จะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า ‘กระป๋องคนจน’ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก ‘เก็บภาษี’ หยอดใส่กระปุกนี้ 10% และทุกสิ้นเดือนพระองค์จะเรียกประชุมเพื่อตรัสว่า จะนำเงินในกระป๋องไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

17 กรกฎาคม 2461 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกปลงพระชนม์ จากราชบัลลังก์สู่ห้องใต้ดิน โศกนาฏกรรมซาร์องค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย จุดสิ้นสุดราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.1918 หรือ 104 ปีที่แล้ว

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ไซบีเรีย โดยทหารคณะปฏิวัติของกลุ่มมาร์กซิสม์หัวรุนแรงบอลเชวิก (Bolsheviks) ซึ่งนำโดย เลนิน (Vladimir Lenin)

สำหรับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty) พระนามเดิมคือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2437 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2439 พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังปั่นป่วน หลังจากพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo–Japanese War) ระหว่างปี 2447-2448

จากนั้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ได้ทรงนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามแต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในพระองค์และคณะรัฐบาลมาก นอกจากนี้ยังทรงปล่อยให้ รัสปูติน (Gregori Rasputin) พระนอกรีตลึกลับเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก ประกอบกับเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ขาดแคลนอาหาร ประชาชนอดอยาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจึงลุกขึ้นมาเดินขวบต่อต้านและบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” (February Revolution--เพราะนับตามปฏิทินแบบเก่า)

จากนั้นถูกนำไปกักขังไว้และถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกกลุ่มบอลเชวิกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก

16 กรกฎาคม 2501 จุดเริ่มต้น “วันทรงดนตรี” ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ทรงดนตรีแก่นิสิตจุฬาฯ สะท้อนพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงดนตรีและพระราชทานข้อคิดแก่นิสิตจุฬาฯ

เหตุการณ์ในวันนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “วันทรงดนตรี” ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในความทรงจำอันงดงามของชาวจุฬาฯ และเป็นภาพสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับนิสิต นักศึกษา และเยาวชนไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีอย่างลึกซึ้ง พระองค์มิได้ทรงดนตรีเพียงในฐานะงานอดิเรก แต่ทรงเข้าถึงดนตรีทั้งในด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวินัยแห่งการฝึกฝน ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้จำนวนมาก หลายเพลงกลายเป็นบทเพลงอมตะที่คนไทยคุ้นเคยและยังคงได้รับการบรรเลงสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ในวันทรงดนตรีที่จุฬาฯ พระองค์ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรี และทรงใช้เสียงเพลงเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับนิสิต บรรยากาศในหอประชุมจึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงดนตรี หากเป็นช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ความปีติ และความทรงจำที่นิสิตจำนวนมากได้มีโอกาสใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

ความพิเศษของวันทรงดนตรีอยู่ที่การที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯ มาทรงดนตรีให้แก่นิสิตนักศึกษาโดยตรง เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณและพระราชปณิธานในการทรงส่งเสริมเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ศิลปะเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจ

นอกจากการทรงดนตรีแล้ว พระองค์ยังพระราชทานข้อคิดแก่นิสิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ วันทรงดนตรีจึงมีความหมายมากกว่ากิจกรรมทางดนตรี แต่เป็นวันที่เสียงเพลงและพระราชดำรัสได้หลอมรวมกันเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนไทย

ในยุคนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ การเสด็จฯ มาทรงดนตรีแก่นิสิตจึงสะท้อนความสำคัญที่พระองค์ทรงให้แก่การศึกษาและการพัฒนาคน เพราะเยาวชนและนิสิตนักศึกษาคือกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

วันทรงดนตรียังเป็นหลักฐานสำคัญของพระราชจริยวัตรอันเรียบง่ายและใกล้ชิดประชาชน พระองค์ทรงใช้ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทำให้ระยะห่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับนิสิตดูใกล้ชิดขึ้นผ่านเสียงเพลง รอยยิ้ม และบรรยากาศแห่งความเป็นกันเอง

ตลอดช่วงเวลาที่มีการจัดวันทรงดนตรี นิสิตจุฬาฯ หลายรุ่นต่างเฝ้ารอวันที่จะได้ชื่นชมพระบารมีและรับฟังเสียงดนตรีจากพระองค์ บางปีบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและยาวนานจนกลายเป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันในหมู่ชาวจุฬาฯ ว่า วันทรงดนตรีคือวันที่นิสิตได้สัมผัสพระอัจฉริยภาพ พระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณอย่างใกล้ชิด

แม้วันทรงดนตรีที่จุฬาฯ จะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2516 เนื่องจากพระราชกรณียกิจที่มากขึ้นและสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความทรงจำของวันนั้นยังคงอยู่ในใจชาวจุฬาฯ และคนไทยจำนวนมาก
ภายหลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนิสิตเก่าได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึก “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” เพื่อสืบสานความทรงจำและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ผ่านเสียงดนตรีและเรื่องราวแห่งความผูกพันระหว่างพระองค์กับมหาวิทยาลัย

พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของในหลวง ร.9 เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เพลงหลากหลายแนว โดยเฉพาะดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นดนตรีที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจทางทฤษฎี ความสามารถในการด้นสด และความละเอียดอ่อนทางอารมณ์

บทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมากมิได้เป็นเพียงผลงานทางศิลปะ แต่ยังสะท้อนพระราชอารมณ์ พระราชหฤทัย และพระปรีชาสามารถในการใช้ดนตรีเป็นเครื่องสื่อสารความรู้สึก ความหวัง และความงดงามของชีวิต

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นของวันทรงดนตรี วันที่เสียงดนตรีจากพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถได้ก้องกังวานในหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของนิสิตไทย

เหตุการณ์วันนั้นไม่เพียงสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของในหลวง ร.9 หากยังสะท้อนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการศึกษา เยาวชน และสังคมไทย เพราะสำหรับพระองค์ ดนตรีมิใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็นภาษาของหัวใจ เป็นเครื่องเชื่อมผู้คน และเป็นพลังที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้อย่างงดงาม

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 จุดเริ่มต้นวันทรงดนตรี จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรรำลึกถึง ในฐานะวันที่เสียงเพลง พระราชดำรัส และพระเมตตา ได้หลอมรวมกันเป็นความทรงจำแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ยังคงก้องอยู่ในใจชาวจุฬาฯ และประชาชนไทยตราบจนวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top