Sunday, 5 July 2026
LITE

22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ได้พระสมณนามว่า ‘ภูมิพโลภิกขุ’

วันนี้เมื่อ 67 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้พระสมณนามว่า ‘ภูมิพโลภิกขุ’

ก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธีทรงผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชทานกระแสพระราชดำรัสในการที่จะทรงผนวชแก่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะทูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราช ซึ่งเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย แจ้งข้อพระราชดำริที่จะบรรพชาอุปสมบท และขอให้ทุกฝ่ายสมัครสมานกันรักษาประเทศ ทรงขอบใจรัฐบาลที่รับภาระเตรียมการบรรพชาอุปสมบท

ครั้นเสร็จพระราชพิธีภายใน พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยแล้ว จึงเสด็จฯ มายังพระที่นั่งสุทไธสวรรค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออกสีหบัญชร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงได้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริ ที่จะบรรพชาอุปสมบทให้อาณาประชาราษฎรทราบทั่วกัน

อันพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติของเรา ตามความอบรมที่ได้รับมาก็ดี ตามศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวของข้าพเจ้าก็ดี เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง มีคําสั่งสอนให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งเพรียบพร้อมด้วยบรรดาสัจธรรมอันชอบด้วยเหตุผลน่าเสื่อมใสยิ่งนัก ข้าพเจ้าเคยคิดอยู่ว่า ถ้าโอกาสอำนวยก็น่ารักได้อุปสมบทในพระศาสนาตาม ประเพณีสักเวลาหนึ่ง ซึ่งมักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมอีกโสดหนึ่งด้วย 

และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์มาเป็นเวลาช้านานพอสมควรแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่จะทําตามความตั้งใจไว้นั้นได้แล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงมีพระคุณูปการในส่วนตัวข้าพเจ้าได้หายประชวรในครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปิติยินดีแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก มาคํานึงเห็นว่า ถ้าในการที่ข้าพเจ้าจะอุปสมบทนี้ ได้พระองค์ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยแล้ว ก็จะเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธา เคารพ ของข้าพเจ้าที่มีอยู่ในพระองค์ท่านได้อย่างเหมาะสมด้วยอีกประการหนึ่ง อาศัยเหตุเหล่านี้จึงได้ตกลงใจจะอุปสมบทในวันที่ 22 เดือนนี้

ส่วนกิจการบ้านเมืองนั้นก็หวังว่า ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าบวชนี้คงไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขัดข้อง โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้าก็ได้แต่งตั้งสมเด็จพระราชินีเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบสุขในกิจการบ้านเมืองของเราให้ดําเนินไปด้วยดีเถิด

ขอคุณพระศรีรัตนตรัย ได้อภิบาลคุ้มครองท่านทั้งหลายให้มีความสุขสวัสดี ขอทุกๆ ท่านจงมีส่วนได้รับกุศลความดีงามอันจักพึงมีจากการที่ข้าพเจ้าเข้าอุปสมบทในพระศาสนาครั้งนี้โดยทั่วกัน เทอญ”

สำหรับพระราชพิธีทรงผนวชในครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาจารย์ เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจาก ว่า ‘ภูมิพโล’

ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัย นอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี เป็นต้น

‘แจ๊ส’ โชว์รอยสักฝีมือ ‘น้องแตงไทย’ วัย 8 ขวบ หลังลูกสาวเอ่ยปากขอไปเรียนอย่างจริงจัง

(21 ต.ค.66) ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์น่ารักของคู่พ่อลูก ‘แจ๊ส ชวนชื่น' กับ ‘น้องแตงไทย’ เลยก็ว่าได้ หลังจากลูกสาวเริ่มสนใจในการสักลาย ถึงขั้นลงคอร์สเรียนจริงจังกับ ‘ชาช่า อริต์ตา’ รามณรงค์ ช่างสักชื่อดัง โดยในครั้งนี้น้องแตงไทยได้ตั้งใจว่าจะสักลายให้คุณพ่อเป็นการประเดิมสนาม ทำเอาหนุ่มแจ๊สถึงกับออกอาการตื่นเต้นสุด ๆ

โดยคลิปวิดีโอเบื้องหลังน้องแตงไทยสักลายให้แจ๊ส ถูกเผยแพร่ผ่านทาง YouTube : MissTangDiary และ แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ซึ่งจากคลิปจะเห็นว่าน้องแตงไทยมีความตั้งใจในการเรียนเป็นอย่างมาก ก่อนจะมีโอกาสได้ร่วมกันออกแบบลายสักร่วมกับคุณครู เพื่อเตรียมประทับลายลงบนแขนของคุณพ่อ

ซึ่งรอยสักที่น้องแตงไทยได้ออกแบบให้พ่อแจ๊ส มาในธีมกาแล็กซี่ที่ประกอบด้วยจรวดโอบล้อมด้วยดวงดาว และจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ JSPKK (แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก) ซึ่งเป็นชื่อย่อของหนุ่มแจ๊สรวมอยู่ด้วย

เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง ลวดลายที่น้องแตงไทยได้บรรจงสักให้พ่อแจ๊สก็เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย งานนี้คุณพ่อดูจะภูมิอกภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ๆ ถึงขนาดมองรอยสักบนแขนของตัวเองแบบไม่วางตากันเลยทีเดียว

21 ตุลาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า)

วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระนามเดิมว่า สังวาลย์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์ทรงงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนที่ยากไร้และชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพในปี พ.ศ. 2538 รวมพระชนมายุ 95 พรรษา

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ยกย่องให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น ‘บุคคลสำคัญของโลก’ ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นเพื่อส่วนรวมในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การพัฒนามนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม

พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวไทยและประเทศชาติมีมากมาย พระองค์ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ทรงอุทิศพระวรกายและสละเวลาให้แก่ประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตลอดมา รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ จึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันสำคัญของประเทศไทย ดังนี้

• วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ 
ด้วยพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จย่า ทรงมีต่อประชาชนที่ได้พบเห็นในถิ่นทุรกันดารในเรื่องของโรคภัย คือ เรื่องโรคฟัน ถือเป็นโรคหนึ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดารและไม่สามารถช่วยตนเองได้ ในปี พ.ศ. 2512 พระองค์จึงทรงจัดตั้ง ‘หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี’ (พอ.สว.) ขึ้น และทรงให้ทันตแพทย์ร่วมปฏิบัติงานในหน่วยแพทย์พอ.สว.นี้ รวมทั้งพระองค์ได้พระราชทานวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์และทันตบุคลากร ในปี พ.ศ.  2532 คณะรัฐมนตรีเห็นว่าสมเด็จย่ามีพระมหากรุณาธิคุณ จึงกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ และพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแก่พระองค์เป็น ‘พระมารดาแห่งการทันตแพทย์ไทย’

• วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ
สืบเนื่องจากพระองค์ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก และสมควรนำมาเป็นแบบอย่างในการประพฤติตนและการปฏิบัติงานเพื่อสังคมส่วนรวม เมื่อปี พ.ศ. 2528 รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ในปี 2542 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศพระนามให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ : การพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

• วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ
วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ หรือ วันรักต้นไม้แห่งชาติ หรือ ‘วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ’ (National Annual Tree Care Day) ถือกำเนิดขึ้นจากแรงปณิธานของสมเด็จย่า ที่ทรงให้ความสำคัญการบำรุงรักษาต้นไม้และฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น ‘วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ’ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อสมเด็จย่า ที่ทรงงานพัฒนาชนบทโดยเฉพาะการฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ

• วันพยาบาลแห่งชาติ 
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น วันพยาบาลแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา

'นครพนม' ดึง ‘กรีน-ญิ๋งญิ๋ง’ รำบวงสรวงสะกด นทท. ในชุด ‘ระบำนาคนารี’ Soft Power สุดสง่า เสริมแรงส่งการท่องเที่ยวจังหวัดชายแดนอีสาน

เมื่อวานนี้ (19ต.ค.66) ที่ลานพญาศรีสัตตนาคราชพญานาคศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม นายวันชัย จันทร์พร ผวจ.นครพนม พร้อมด้วย นางสงวน จันทร์พร นายกเหล่ากาชาดนครพนม นางสาวกรอปแก้ว ปัญยารชุน รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ ภาพลักษณ์และการสื่อสารองค์กร บริษัทเดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัดมหาชน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชนท้องถิ่น และประชาชน นักท่องเที่ยว ร่วมพิธีบวงสรวงถวายสักการบูชาต่อองค์พญาศรีสัตตนาคราช พญานาคศักดิ์สิทธิ์ นาคาธิบดีสองฝั่งโขง เพื่อเป็นสิริมงคล และส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดชายแดนอีสาน

นอกจากนี้เป็นการประกาศความพร้อมในการต้อนรับประชาชน นักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว งานประเพณีไหลเรือไฟ ในเทศกาลออกพรรษา ระหว่างวันที่ 20-30 ตุลาคม 2566

สำหรับไฮไลต์ ของงานจะมีขึ้นในคืนเดือนเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา จะมีการไหลเรือไฟ สวยงามอลังการ จากชาวบ้านที่ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินเรือไฟ สร้างจากไม้ไผ่มากกว่าลำละ 5,000 ลำ แล้วใช้กระป๋องกาแฟเป็นตะเกียงบรรจุน้ำมันก๊าด หรือน้ำมันดีเซล แขวนบนเส้นลวดประดับลวดลายตามจินตนาการ รวม 12 อำเภอ 

อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือการส่งเสริม กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว  สืบสานประเพณีความเชื่อของคนแถบลุ่มน้ำโขงของทีมละครเรื่องพนมนาคา ที่กำลังออกอากาศทางช่องวัน 31 (one 31) เป็นที่นิยมของแฟนละครอยู่ในขณะนี้ โดยละครดำเนินเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อสายมูพญานาค รวมถึงเรื่องลี้ลับพญานาค มีดารานักแสดงนำ คือ น้องกรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล ในบทแสดงเป็นตัวละคร ถึงสองบทบาท คือ “อนัญชลี” กับ “หมอเอเชีย” รวมถึง น้องญิ๋งญิ๋ง-ศรุชา เพชรโรจน์ ที่รับบทเป็นนางรอง “โสวันนี”

ในโอกาสนี้ทั้ง 2 นักแสดงสาวสวย ได้ร่วมรำบวงสรวง ในชุดระบำนาคนารี ถือเป็นการรำแสดงในพิธีศักดิ์สิทธิ์ถวายองค์พญานาคสองพี่น้อง อันตชัย กับ อเนกตชาติ พญานาคสองพี่น้อง แห่งเมืองพนมนาคา สร้างมนต์เสน่ห์ สวยงามอลังการ เป็นมนต์ขลังต่อสายต่อประชาชน นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้ร่วม รำบวงสรวงในชุดศรีโคตรบูรณ์ ร่วมกับนางรำชนเผ่านครพนม ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.นครพนม

ด้าน น้องกรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล แสดงเป็นตัวละคร สองบทบาท คือ “อนัญชลี” กับ “หมอเอเชีย” รวมถึง น้องญิ๋งญิ๋ง-ศรุชา เพชรโรจน์ รับบทเป็นนางรอง “โสวันนี” เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้มา จ.นครพนม เมืองศักดิ์สิทธิ์ลุ่มแม่น้ำโขงอีสาน เชื่อมโยงตำนานความเชื่อพญานาค รวมถึงมีโอกาสมารำถวายองค์พญานาคศรีสัตตนาคราช เป็นสิริมงคลต่อทีมละคร และแก่ตนเอง ส่วนตัวยอมรับมีความเชื่อเรื่องพญานาค มีบ้างเกิดที่เรื่องลี้ลับในขณะการถ่ายละคร โดยน้องกรีนยอมรับ อินมากกับบทละครสองบทบาท ทั้งอนัญชลี รวมถึงหมอเอเชีย

สำหรับน้องญิ๋งญิ๋ง-ศรุชา เพชรโรจน์ ที่รับบทเป็น”โสวันนี” อยากให้แฟนละครติดตาม เพราะยังเหลืออีก 5 ตอน ก็ถึงตอนอวสานแล้ว จะมีเรื่องตื่นเต้นสนุกสนานมากกว่านี้แน่ ขอบคุณที่ให้การติดตาม และในโอกาส จ.นครพนม จะมีการจัดประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟ ฝากเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว มาท่องเที่ยวเพราะเป็นจังหวัดที่สวยงาม และมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญหลายแห่ง มั่นใจว่าจะได้สัมผัสความสวยงาม และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

'เกาะสิมิลัน' คัมแบ็ก!! อ้าแขนรับ นทท. 'เช้าไป-เย็นกลับ-พักแรม' เอาใจ 'สายแชะ-ดำน้ำ-คลำคลื่นทะเล' 15 ต.ค.66-16 พ.ค.67

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน คิกออฟ!! ฤดูกาลท่องเที่ยว 66-67 แค่วันแรกโกยนักท่องเที่ยวกว่า 1,300 คน เยือน 'สิมิลัน-เมียง' พร้อมเรียงแถวเช็กอิน 2 จุดไฮไลต์ประจำเกาะ 'หินเรือใบ-หาดเจ้าหญิง'

ไม่นานมานี้ ทาง 'อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน' ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ได้เปิดทริปเอาใจสายท่องเที่ยวแบบเช้าไป-เย็นกลับ และรวมถึงกลุ่มที่ต้องการรูปแบบพักแรมอีกครั้ง ในวันเปิดฤดูกาล (15 ต.ค.) โดยงานนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติชุดแรก เข้ามาท่องเที่ยวแล้วกว่า 1,300 คน 

สำหรับทริปฤดูท่องเที่ยวหนนี้ จะเปิดฟลอร์โดยเรือสปีดโบ้ท ที่จะพานักท่องเที่ยวเดินทางออกจากท่าเรือบ้านทับละมุ อ.ท้ายเหมือง เพื่อไปทำกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ในหมู่เกาะสิมิลัน 

เริ่มจากจุดแรกเป็นจุดดำน้ำดูปะการังและปลาสวยงาม ที่หน้าเกาะเก้า หรือเกาะบางู จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่เกาะแปด หรือเกาะสิมิลัน ซึ่งเป็น 1 ใน 2 เกาะไฮไลต์ ที่สามารถขึ้นฝั่งเที่ยวได้ในอุทยานฯแห่งนี้ 

โดยเกาะแปด หรือ 'เกาะสิมิลัน' นั้น ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน สามารถทำกิจกรรมดำน้ำได้ทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น 

สำหรับเกาะแปดมีไฮไลต์ คือ 'หินเรือใบ' สัญลักษณ์แห่งหมู่เกาะสิมิลัน ที่มีลักษณะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายใบเรือยักษ์ตั้งอยู่ริมหน้าผาแบบหมิ่นเหม่ชวนให้สงสัยว่าตั้งอยู่ได้อย่างไร ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องเดินขึ้นเขาไปเล็กน้อย เพื่อไปสัมผัสกับหินเรือใบ แต่ขอบอกว่า บนนั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่จะมองเห็นท้องทะเลได้อย่างสวยงามกว้างไกล

นอกจากนี้เกาะแปดยังมีสิ่งน่าสนใจอื่น ๆ อาทิ 'อ่าวเกือก' เป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้า หาดทรายขาวละเอียดเนียนนุ่มน้ำทะเลสวยใสน่าเล่น อีกทั้งยังมีหินรูปร่างแปลกตาอยู่ทางด้านเหนือของเกาะ ได้แก่ หินรูปรองเท้าบู๊ท หินรูปหัวเป็ดโดนัลด์ดั๊ก

ขณะที่เกาะเมียง หรือ เกาะสี่ ที่เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวไฮไลต์นั้น มีจุดท่องเที่ยวสำคัญอยู่ที่ 'หาดเจ้าหญิง' และ 'หาดเล็ก' รวมถึงเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ สล.1 (เกาะเมียง) ที่มีทั้งร้านค้าสวัสดิการของอุทยานฯ หน่วยรักษาความปลอดภัยฐานทัพเรือพังงา และหน่วยช่วยเหลือพยาบาล 

สำหรับหาดเจ้าหญิง เป็นหาดหน้าเกาะเมียงหรือเกาะสี่ ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน มีหาดทรายขาวละเอียดยาวประมาณ 400 เมตร นับเป็นทรายขาวสวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย น้ำทะเลสีฟ้า เป็นจุดลงเล่นน้ำและดำน้ำตื้น มีปะการังกระจายอยู่เป็นกลุ่มต่อเนื่องไปถึงแนวโขดหิน

ส่วนหาดเล็ก ที่เป็นหาดอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะ สามารถเดินจากหาดเจ้าหญิงตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 300 เมตร เป็นป่าดิบชื้น ระหว่างทางหากโชคดีก็จะพบกับปูไก่ ปูเจ้าถิ่นของหมู่เกาะสิมิลัน และบริเวณหาดเล็กนี้ยังมีแนวปะการังขนาดเล็กกระจายเป็นหย่อมๆ มีปลาทะเลสวยงามตามแนวปะการัง เช่น ปลาการ์ตูนส้มขาว หรือที่คนนิยมเรียกว่า 'นีโม' ปลาผีเสื้อ และหอยมือเสือ รวมถึงเต่าทะเล 

สำหรับฤดูกาลท่องเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันปี 2566-2567 เปิดให้เข้าเที่ยวชมแล้ว ระหว่างวันที่ 15 ต.ค.66 ถึง 15 พ.ค.67 ห้ามพลาด!!

20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ ก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจจาก ‘จอมพลถนอม กิตติขจร’

วันนี้ เมื่อ 65 ปีก่อน เกิดการรัฐประหารในประเทศไทยอีกครั้ง โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ จอมพลถนอม กิตติขจร อ้างเหตุแห่งความแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาลและภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี (ซึ่งพร้อมใจลาออก) รัฐประหารครั้งนี้ต่อเนื่องมาจากรัฐประหารครั้งก่อน ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 โดยอาศัยเหตุจากการเดินขบวนประท้วง การประท้วงการเลือกตั้งสกปรก และการแย่งอำนาจกันเองในหมู่ทหาร

จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ได้แต่งตั้งนายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งพลโทถนอม กิตติขจร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่สามารถบริหารราชการไปอย่างราบรื่น ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ ในนาม ‘คณะปฏิวัติ’ ก็ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 โดยอาศัยทั้งเหตุความแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาลและที่สำคัญคือ ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์

ภายหลังยึดอำนาจ จอมพลสฤษดิ์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อม ๆ กับการใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จหรือ ม.17 ให้อำนาจนายกฯ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด สามารถสั่งจับกุมคุมขังหรือประหารชีวิตใครก็ได้ที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ส่งผลให้เกิดการปราบปรามผู้มีแนวคิดสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง

‘ดีเจศร’ แห่ง NAVY TIME ปล่อยซิงเกิ้ลแรก ‘กินข้าวบ้านเธอ’ แฟนรายการชอบใจ ชมเปาะ!! ‘เพลงเพราะ-ฟังง่าย-ติดหู’

(19 ต.ค. 66) พันจ่าเอก อดิศร จันทรวัฒน์ หรือ ดีเจศร ประจำรายการ 'NAVY TIME’ เรื่องดีดีประเทศไทยยามเช้า ทางสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือวังนันทอุทยาน (ส.ทร.วังนันทอุทยาน) FM93 เวลา 7-8 โมงเช้าทุกวัน จันทร์ ถึง อาทิตย์ และมีการ Live สดผ่านเพจ เสียงจากทหารเรือ และ เพจ THE STATES TIMES

พันจ่าเอก อดิศร จันทรวัฒน์ (ดีเจศร) ระหว่างที่จัดรายการ เป็นดีเจอารมณ์ดีและชอบร้องเพลงระหว่างจัดรายการ มีการจัดรายการที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองจนทำให้แฟนคลับรายการถูกใจเป็นอย่างมาก ทั้งจัดรายการข่าวที่มีความสนุกสนาน และ ยังมีการร้องเพลงออกอากาศ ให้แฟนคลับฟังอยู่บ่อย ๆ รวมถึงการทำ ชาเลนจ์ติ๊กต็อกออกรายการอยู่บ่อยครั้ง อาทิ เช่น เทพสามตา นกกรงหัวจุก ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดรายการวิทยุรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร

ล่าสุด พันจ่าเอก อดิศร จันทรวัฒน์ ได้ออกซิงเกิ้ลแรก 'กินข้าวบ้านเธอ' โดยเหล่าแฟนคลับ ที่รับฟังรายการ NEVY TIME ต่างพากันเข้าไปฟัง เพลง 'กินข้าวบ้านเธอ' ของดีเจศร โดยต่างมีคอมเมนต์ เป็นเสียงเดียวกันว่า "เพลงเพราะ และติดหูง่ายมาก" ใครยังไม่ได้รับฟัง ไปฟังกันได้ที่: https://youtu.be/YqNaq3wprw4 

ส่วนใครอยากออกลูกคอตามดีเจศร ก็สามารถร้องตายเนื้อร้องนี้ได้เลย

ทำงานมาหนักก็อยากจะพัก จะผ่อน
อาบเหงื่อต่างน้ำมาร้อนๆ ขอนั่งพักก่อนจะได้ไหม 
ท้องร้องเสียงดัง มันหิวข้าวจัง จนตาลาย 
กินข้าวสักจาน ก่อนได้หรือไม่ ให้มีแรงกายอยู่ได้ทั้งวัน 

พอมีบ้านใดแบ่งปันกับข้าวสักจาน 
ขอให้เป็นบ้านน้องนาง พี่รับประทานอาหารง่ายๆ 
อยากกินฝีมือของน้องสักมื้อจะเป็นไรไป 
กับข้าวไม่ต้องมากมาย แค่น้องมีใจเชื้อเชิญพี่มา 

*จะผัดจะยำ ทำแกงพี่ไม่เคยเกี่ยง 
ฝากท้องน้องตอนมื้อเที่ยง มื้อเย็นก็ได้ไม่มีปัญหา 
แกงน้องหม้อเล็ก หรือจะหม้อใหญ่ พี่ก็จะมา 
เผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม ไม่ว่า 
อยากมาเจอหน้าทุกมื้อ ทุกวัน 

**ให้เป็นลูกมือ หรือกินเสร็จจะช่วยเช็ดล้าง 
จะช่วยน้องทำทุกอย่าง ไม่มีข้ออ้างเพราะพี่ขยัน 
ขอเพียงยินดี ให้พี่นั้นมาที่บ้านทุกวัน 
พี่จะมาผูกมาสานสัมพันธ์ จะมากินข้าวบ้านเธอ

Solo

*จะผัดจะยำ ทำแกงพี่ไม่เคยเกี่ยง 
ฝากท้องน้องตอนมื้อเที่ยง มื้อเย็นก็ได้ไม่มีปัญหา 
แกงน้องหม้อเล็ก หรือจะหม้อใหญ่ พี่ก็จะมา 
เผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม ไม่ว่า 
อยากมาเจอหน้าทุกมื้อ ทุกวัน 

**ให้เป็นลูกมือ หรือกินเสร็จจะช่วยเช็ดล้าง 
จะช่วยน้องทำทุกอย่าง ไม่มีข้ออ้างเพราะพี่ขยัน 
ขอเพียงยินดี ให้พี่นั้นมาที่บ้านทุกวัน 
พี่จะมาผูกมาสานสัมพันธ์ 
จะมากินข้าวบ้านเธอ......

ทัวร์ลง ‘เจนนี่ ปาหนัน’ หลังยอมรับ เคยฮั้วของแจกในรายการ ชาวเน็ตสับยับ!! ทำแบบนี้ไม่ต่างกับ ‘ฉ้อโกง-เอาเปรียบคนดู’

(19 ต.ค. 66) กลายเป็นดรามาร้อนแรง หลังจากที่ ‘เจนนี่ ปาหนัน’ พิธีกรชื่อดัง ไปร่วมรายการ ‘กินแกล้มเล่า’ ดำเนินรายการโดยเพื่อนสนิทอย่าง ‘ฝน ทัตชญา’ และ ‘ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์’ พร้อมเล่าเรื่องราวสมัยที่ทำงานอยู่ทีวีช่องดัง

โดยเจนนี่ ปาหนัน เผยว่า ในอดีตมักมีของต่างๆ มาแจกผู้ชมรายการ ซึ่งส่วนมากเป็นของดีๆ อาทิ น้ำหอม นาฬิกา และโทรศัพท์มือถือ โดยมีกติกาคือใครส่ง SMS ที่โดนใจ จะแจกของรางวัลก็จะได้รับรางวัลไป ขณะที่รายการตัวเองไม่ค่อยมีของดีๆ งานนี้ฝนพิธีกรได้เผยว่า “ได้ข่าวว่าเจนนี่ก็เลยไปฮั้วกับรายการอื่น?”

ซึ่งเจนนี่ก็ยอมรับและเผยบทสนทนาที่ได้คุยกับทีมงานรายการอื่น ว่าเดี๋ยวจะส่งข้อความไป แล้วเลือกข้อความของเจนนี่นะ เป็นการจองเอาไว้ คือเราเห็นรุ่นพี่เขาทำกันมา ทำมาตั้งแต่ฝน (พิธีกรหญิง) เขาทำมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทำไมรุ่นพี่เขาได้ของ แล้วเราก็เลยแบบต้องได้

งานนี้มีชาวเน็ตตัดคลิปช่วงดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อใน X (ทวิตเตอร์) พร้อมเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ทีมงานในรายการฮั้วกัน เอาของรางวัลที่บอกว่าแจกคนดู”

ทำให้มีคนกดไปดูกว่า 5 ล้านครั้ง แชร์ต่อเป็นหมื่น วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น ว่าเท่ากับฉ้อโกงหรือไม่? เพราะคนดูทางบ้านเสียเงินส่ง SMS แต่ต้องมาเจอแบบนี้ เรื่องนี้ไม่ตลก นอกจากนี้มีการออกมาฉะว่าโกงผู้ชมว่าแย่แล้ว แต่เอามาเล่าได้แบบปกติไม่รู้สึกผิด นี่หนักกว่า ซึ่งล่าสุดเทปดังกล่าวก็ระงับการเผยแพร่ ไม่สามารถเข้าชมได้แล้ว

‘เบิร์ด ธงไชย’ แชร์เทคนิคดูแลสุขภาพในวัยใกล้ 70 ชี้ ‘นอนให้เยอะ-กินเท่าที่ไหว’ ไม่ฝืนตัวเองเกินไป

(19 ต.ค.66) ซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล ‘เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์’ เปิดห้องซ้อมตึกแกรมมี่ ชั้น 26 โชว์สเตปแดนซ์เกินร้อย กับคอนเสิร์ต ‘แบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ ครั้งที่ 12 (BABB BIRD BIRD SHOW #12/2023) ตอน MULTIBIRD จักรวาลธงไชย’ ต่อหน้าสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก โดยนำเพลงเด็ด ‘เรามา SING’ หนึ่งในเพลงไฮไลต์ พร้อมทีมแดนเซอร์หลายสิบชีวิต มาโชว์ความสนุกเรียกน้ำย่อยก่อนถึงวันจริง ซึ่งนับถอยหลังเหลืออีกเพียง 30 วัน บนเวที อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ในเดือนพฤศจิกายนนี้

หลังจากนั้น ‘พี่เบิร์ด’ ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับสื่อมวลชน ถึงความพร้อมในการขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้ จัดเต็มความอลังการ ซ้อมวันละ 6 ชม. จนแดนเซอร์เหนื่อย พร้อมแชร์เทคนิคดูแลตัวเองในวัยใกล้ 70 ไม่เคยกินหมูกระทะ ชาบู หม่าล่า หมูสามชั้น และเผยถึงความรู้สึกหลังได้รับเกียรติยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2565 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง)

แบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ MULTIBIRD ครั้งนี้เป็นอย่างไร? “ซ้อมเมื่อกี้แค่เสี้ยวเดียวเอง 1 เพลง ทั้งหมดมี 36 ยูนิตครับ นี่เพียง 1 ยูนิตเท่านั้นเอง ทุกวันนี้พี่ซ้อมอย่างน้อยที่ตึกแกรมมี่วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไป ทีนี้ก็ต้องเห็นใจแดนเซอร์ซึ่งตอนนี้งานเยอะมาก มีคอนเสิร์ตเกือบทุกอาทิตย์เลยเพราะฉะนั้นก็ต้องแบ่งๆ กันไปครับ ส่วนพี่เบิร์ดก็ได้แค่วันละ 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง แต่ไปซ้อมต่อที่บ้านอีกครับ”

พาร์ตไหนที่ต้องโชว์ยาวสุด? “สบายมากครับ เล่นพรุ่งนี้ก็ได้ครับ (ยิ้ม)”

แดนเซอร์มีบ่นเหนื่อยบ้างมั้ย? “มีครับ พี่สงสัยว่าเขาเหนื่อยทำไม เราไม่มีเวลาเหนื่อยแล้วน้อง พี่เบิร์ดไม่เหนื่อยเหรอคะ ไม่ค่ะ ไม่เหนื่อย เสร็จงานแล้วค่อยว่ากัน (หัวเราะ)”

พอพูดถึงคอนเสิร์ต MULTIBIRD ต้องมีหลายพาร์ตมารวมกัน? “ใช่ครับ ตั้งแต่การทำงานเลยนะ มัน multi เหมือนเป็นจิ๊กซอว์ อย่างที่บอกงานเราเยอะช่วงนี้ คนไทยผ่านอะไรมากมายแล้ว ผ่านเรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด พอถึงวันเวลาที่เขาจะมีความสุข เราต้องอัดให้เต็มที่ พอมันมีหลายส่วนมารวมกัน เราถึงต้องแยกเป็นจิ๊กซอว์กัน พี่ก็จะไปปรากฏตามที่ต่างๆ ในคอนเสิร์ตครับ อุ้ย ไม่เอา ไม่พูดครับ (หัวเราะ)”

แบบเบิร์ดเบิร์ดครั้งนี้มีหลายจักรวาลด้วย? “ใช่ครับ หลายจักรวาล ที่เห็นง่ายๆ คือจักรวาลของโกโบริ โกโบริยังไม่ตายครับ ยังอยู่กับพวกเราครับ เขาจะพาอังศุมาลินมาด้วยนะ แต่ว่าเขาต้องเลือกก่อน”

หลายคนรอลุ้นแขกรับเชิญ หลายๆ ท่านอยากจะมาเป็นแขกรับเชิญให้พี่เบิร์ด? “ใช่ครับ ให้พี่เบิร์ดเลือกไม่ได้นะครับ พี่เบิร์ดเอาหมดเลยครับ (หัวเราะ) ให้พี่เล็กเป็นคนเลือก”

แล้วพาร์ตของเพลงเลือกยังไงบ้าง มีเพลงฮิตเยอะมาก? “คือเรื่องเพลงมันแล้วแต่ แต่เรื่องใจคนเนี่ยหนักกว่าเรื่องเพลง ทำไมถึงไม่มีแบบเบิร์ดเบิร์ดต่ออีกอ่ะ ผ่าน 37 ปีแล้วทำไมยังเชื่อถือผู้ชายคนนี้อยู่ อายุก็เยอะแล้วนะ ยังเต้น ไม่มีใครสงสารเวทนาพี่เบิร์ดเลย จะ 70 แล้ว บอกคนดู ฟ้องหมดทุกคนเลยครับ”

มีแต่แฟนๆ เรียกร้องอยู่ตลอด? “ใช่ครับ เพราะฉะนั้นเพลงเราเฉลี่ยๆ กัน พี่เบิร์ดเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเป็นนักร้อง 80 90 เพราะฉะนั้นก็เลยดึงเอา 80 90 มา แล้วก็ดึงเยอะแยะไปหมดเลยครับ”

รู้สึกอย่างไรที่แบบเบิร์ดเบิร์ดอยู่มาทุกยุคทุกสมัย แล้วตั้งเป้ามั้ยว่าจะยืดไปถึงแค่ไหน? “พี่เบิร์ดไม่เคยตั้งเป้าเลย จะบอกกับทุกคนเลยว่า แบบเบิร์ดเบิร์ดเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปเมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าจะได้เกิดหรือเปล่าเลย แต่เนี่ยมันดำเนินมาได้ 37 ปีแล้วครับ หลายๆ คอนเสิร์ตแล้ว พี่เบิร์ดขอบคุณตรงนี้มากๆ ครับที่อนุญาตและไว้ใจพวกเราชาวแบบเบิร์ดเบิร์ดนะครับ ขอบคุณมากๆ พี่เบิร์ดคิดว่าคราวนี้จะทำให้ถึงที่สุดเลยครับ”

มีส่วนไหนที่หนักใจที่สุดในคอนเสิร์ตครั้งนี้? “หนักใจที่สุด ไม่มี ถ้าเขาบอกว่า พี่เบิร์ดพร้อมมั้ย ได้เลยครับ ผมเล่นเลย ก็ไปอิมแพ็คเลย”

เปลี่ยนกี่ชุด? “หลายชุดเหลือเกิน แต่ละชุดของพี่เบิร์ดนะครับ อื้อหืม น้องเอ้ย รับรองว่าจะลืมไม่ลงแล้วแดนเซอร์นะครับ โอ้โห เริ่ดครับ”

เลือกเพลงเองด้วยมั้ย ว่าเพลงนี้ต้องมี? “เบิร์ดไม่เลือกเลยครับ เพราะว่าบทเพลงของเบิร์ดเนี่ย เบิร์ดร้องในห้องอัด เบิร์ดรักทุกเพลง ฉะนั้นแล้วแต่ทีมงาน ทุกอย่างแล้วแต่ทีมงานหมดเลย เพราะทีมงานเป็นคนรีเสิร์ชเขาคงไม่หาอะไรที่ไม่ดีมาให้เบิร์ดให้คนดูของเบิร์ดแน่นอน”

มีเพลง รักเอ๋ย ด้วยมั้ย เพลงประกอบละคร พนมนาคา กระแสกำลังมาแรง? “เดี๋ยวพญานาคมานะ พี่มีแต่พญานาคตัวน้อยๆ (หัวเราะ) อุบไว้ก่อน พี่เบิร์ดก็เห็นกระแสเพลงนี้ครับ ประมาณ 6 ล้านวิวแล้วใช่มั้ยครับ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณแทนนักแสดงทุกๆ คน ขอบคุณแทนคนทำงานทุกคนของละครด้วยนะครับ มันดีนะ ไปยุ่งกับใครเขาแล้วเขาเจริญ แล้วพี่เบิร์ดก็ไม่ได้มีเพลงประกอบละครมานานแล้ว พี่เบิร์ดก็อ้าปากรอครับว่าเมื่อไหร่จะได้ร้องเพลง เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก”

ตอนโชว์เพลง เรามา SING คอนเซปต์เป็นยังไง เพราะดูอลังการ? “ใช่ครับ คอนเซปต์ของเพลงนี้คือรวมทั้งเอเชียเลย มีทั้งจีน ลาว ไทย แขก มีหมดเลยครับ มีทั้งเอเชียของเรารวมอยู่ในเพลงนี้ มันนำมาให้พวกเราได้เห็นกันครับ”

มีเทคนิคการดูแลสุขภาพอย่างไร? “ฟังตัวเองครับ ว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่ว่าอิ่มจะแย่แล้วต้องกิน เราต้องไม่กิน เราต้องฝืนตัวเอง (หัวเราะ) ที่สำคัญนอนให้เยอะๆ ครับ กินกับนอน อึด้วย”

เมนูโปรดที่ชอบ? “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้กินครับ เขาไม่ให้กินอะไรเท่าไหร่ เขาให้กินแต่พวกผลไม้ เป็นลิงเป็นค่างหมดแล้วครับ ถามว่ามีเมนูไหนที่ไม่กินเลยมั้ย ไม่มีนะครับ กินหมดแต่กินน้อย ถ้าอันไหนที่เราคิดว่ามันไม่ดี เราก็กินน้อย ไม่เคยกินหมูกระทะ ชาบูก็ไม่เคยกิน หมูสามชั้นก็ไม่กิน หม่าล่าก็ไม่เคยกินครับ หม่าล่ามีด้วยเหรอ เออ เห็นช้างบอกเหมือนกันว่าจะพาไปกินหมาล่า และอยากให้ไปกินกุ้งถัง”

แสดงความยินดีกับการเป็นศิลปินแห่งชาติ? “พี่เบิร์ดกับความเป็นศิลปินแห่งชาติ พี่เบิร์ดว่าให้ไปเยอะแล้ว ให้หมดทั้งชีวิตแล้วสำหรับอาชีพ และสำหรับความเป็นไทย พี่เบิร์ดให้แล้วพี่เบิร์ดได้รับ สิ่งที่พี่เบิร์ดทำไปก็ยังอยู่สายตาของทุกคน พี่เบิร์ดชอบและมีความสุข ขอบคุณครับ”

วินาทีแรกที่ได้ทราบว่าได้เป็นศิลปินแห่งชาติ มีความรู้สึกอย่างไร? ”คนข้างๆ พี่เบิร์ดน่ะ มีอาการมากกว่าพี่เบิร์ดนะ พี่น้อง พี่น้อย แล้วก็พี่เล็ก กรี๊ดกันสุดฤทธิ์เลยครับ เพราะว่าเขาถ่ายทอดสดด้วยไง พี่เบิร์ดก็ซ้อมอยู่ พี่เบิร์ดก็แบบ อะไรวะๆ เพิ่งรู้ ก็ดีใจครับ”

คำว่าศิลปินแห่งชาติยิ่งใหญ่ยังไง? “ยิ่งใหญ่มากสำหรับพี่เบิร์ด ความเป็นศิลปินแห่งชาติเขายิ่งใหญ่ของเขาอยู่แล้ว เขายิ่งใหญ่ด้วยการตัดสิน เขายิ่งใหญ่ด้วยคนที่ได้ไป เขายิ่งใหญ่ด้วยกรรมการ เขาคัดกรองแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย แล้วมีช่วงที่เผ็ด เร้าใจมากมายกว่าจะได้ตัวศิลปินแห่งชาติมา พี่เบิร์ดไม่รู้จะทำได้หรือเปล่าเพราะว่าศิลปินแห่งชาติเขาเรียบร้อยกันทั้งนั้นเลย พี่เบิร์ดเป็นลิงอยู่คนเดียว”

พอมีคำนี้มาต่อท้ายชื่อเราแล้วต้องมีการปรับอะไรมั้ย? “เห็นปั๊บ พี่ไอหยาก่อนเลย ตายแล้วจะเสียเขามั้ยเนี่ย พี่เล็กบอกให้ท่องเอาไว้ว่าเป็นศิลปินแห่งชาติ ท่องไว้ อย่าคึกมากนะเบิร์ด”

เราก็สร้างบรรทัดฐานศิลปินแห่งชาติอีกรูปแบบหนึ่ง? “ครับ อย่างหนึ่งที่ทำก็คือ ทุกครั้งที่มีโชว์พี่จะมีความเป็นไทยใส่เข้าไป ครั้งนี้ก็เหมือนกันครับ”

ย้อนกลับไปตลอดเส้นทางนี้เคยคิดไหมว่าจะมีวันนี้ได้เป็นศิลปินแห่งชาติในวันนี้? “ไม่เคยคิดเลยครับ เพราะว่าเขายิ่งใหญ่มากเลยศิลปินแห่งชาติ ครูที่ได้กับครูตัดสินให้ได้ศักดิ์สิทธิ์มากเลยนะครับ อย่างพี่หง่าวยุทธนา มุกดาสนิท ศิลปินแห่งชาติ พี่จะทำให้ดีที่สุดนะครับ ไม่ให้เสียชื่อทุกคนครับ”

คอนเสิร์ตครั้งนี้อยากบอกอะไรกับคนดู? “คนดูเนี่ย พี่เบิร์ดขอเลยนะครับ อย่าใส่ส้นสูงมา ให้ใส่รองเท้าผ้าใบมา ถ้าเกิดใส่ส้นสูงมาแล้วห่วงสวยเนี่ย จะไม่มันส์นะ นานๆ จะมีสักทีหนึ่ง แบบเบิร์ดเบิร์ด คราวนี้จะได้เห็นหมดเลยว่าพี่เบิร์ดไปตรงไหน หมั่นเขี้ยวอยากบอกครับ (เวทีนี้ออกแบบให้ไปทุกจุดของอิมแพ็ค) ถนนตัดผ่านหน้าบ้านใคร พี่ไปทุกจุดเลยครับ ครั้งนี้ไม่สลิง เพราะพี่ทำมาก่อนแล้วเว้ย เตรียมตัวมาสนุกกันได้เลย สำหรับคอนเสิร์ต แบบเบิร์ดเบิร์ด 18-19 / 25-26 พฤศจิกายน ส่วน 17 เต็มแล้ว นอกนั้นเตรียมตัวแล้วเจอกันครับ”

‘พรหมลิขิต EP.1’ สร้างปรากฏการณ์ ยอดดูสดทะลุ 1 ล้าน เรตติงพุ่งกระฉูด 6.40 ทั่วประเทศ สมการรอคอยของจริง

(19 ต.ค.66) เป็นกระแสฮือฮาไปทั่ว หลังจาก ‘พรหมลิขิต’ ออกอากาศตอนแรกไปเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ต.ค.66) ที่ทำให้โลกออนไลน์แทบแตก มีการเข้าไปชมสด 4 แสนคนพร้อมกัน และยังทำให้ แฮชแท็ก #พรหมลิขิตEP1 ขึ้นเทรนด์ รวมทั้งแท็ก #โป๊ปเบลล่า ก็มาด้วย

โดยตอนแรกนั้น เรื่องราวได้เท้าความย้อนถึงเหตุการณ์บ้านเมืองขณะสิ้นสมัยขุนหลวงนารายณ์ เข้าสู่สมัยขุนหลวงเพทราชา และยังมีเรื่องราวชีวิต แม่มะลิ หรือ ตองกีมาร์ เพิ่มความเข้มข้นตั้งแต่เปิดเรื่อง

แถมยังมีช็อตหวาน ออกญาวิสูตรสาครกับแม่หญิงการะเกด จากโล้สำเภา ได้ลูกชายแฝด พ่อเรือง-พ่อริด มาพรหมลิขิตแม่นายยังแรงไม่แผ่วชวนออกญาฯ ทำการบ้านด้วย จนตั้งท้องได้ลูกสาว เรียกความฟินกับแฟนละครหนักมาก

ล่าสุดวันนี้ได้มีการเปิดตัวเลขสถิติของละครตอนแรกออกมาเรียบร้อย มีเรตติง 6.40 ทั่วประเทศ ขณะที่ในกรุงเทพฯ มีเรตติง 11.07 รวมทั้งยอดดูสดทะลุ 1 ล้านคน

เรียกว่า สมการรอคอย

19 ตุลาคม ของทุกปี กำหนดเป็น วันเทคโนโลยีของไทย เทิดพระเกียรติ ร.9 ‘พระบิดาเทคโนโลยีไทย’

วันที่ 19 ตุลาคมของทุกปี กำหนดเป็น วันเทคโนโลยีของไทย เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในฐานะที่ทรงเป็น ‘พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย’

จุดเริ่มต้น วันเทคโนโลยีของไทย มาจากเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 หรือเมื่อ 51 ปีที่แล้ว เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงควบคุมบัญชาการและอำนวยการสาธิตฝนเทียมสูตรใหม่เป็นครั้งแรกของโลก ณ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้สนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นฐานปฏิบัติการ และประสบความสำเร็จฝนตกตามเป้าหมายอย่างแม่นยำ ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่คณะผู้แทนรัฐบาลสิงคโปร์และผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นอย่างมาก

การสาธิตฝนเทียมในครั้งนั้นถือเป็นต้นกำเนิดเทคโนโลยีฝนหลวงที่พัฒนาเป็นการทำฝนเทียมของ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อจารึกไว้เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ รัฐบาลจึงมีมติให้เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และกำหนดให้วันที่ 19 ตุลาคมของทุกปีเป็น ‘วันเทคโนโลยีของไทย’ เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด 

พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าวิจัย และทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนเป็นการแสดงเทคโนโลยีที่คิดค้นประดิษฐ์ และพัฒนาโดยคนไทย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นและเข้าร่วมพัฒนาเทคโนโลยีของไทย นอกจากนี้ พระองค์ยัง ยังทรงศึกษาค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ก่อกำเนิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายอีกด้วย

‘ต้องเต’ ผู้กำกับ ‘สัปเหร่อ’ ขอบคุณทุกเสียงสนับสนุน หลังภาพยนตร์กวาดรายได้ทั่วไทยทะลุ 300 ลบ.แล้ว

(18 ต.ค.66) แม้จะเข้าฉายสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว ทว่าความนิยมในภาพยนตร์ไทยเรื่อง สัปเหร่อ หนังเรื่องใหม่ของจักรวาลไทบ้าน ฝีมือกำกับของ ต้องเต ธิติ ศรีนวล พุ่งทะยานต่อเนื่อง ล่าสุดตัวเลขรายได้ของเช้าวันนี้ จากการฉายทั่วประเทศไทยมากกว่า 300 ล้านบาทแล้ว

‘ต้องเต ธิติ’ เปิดเผยทางเฟซบุ๊กของเขาว่า “ขอบคุณหลายๆ เด้อครับ ผมขอบคุณอีหลี 💚🙏🏻

หนังมันเดินทางมาไกลเกินฝันหมู่เฮาแฮง มันเกิดขึ้นได้เพราะมีแฟนคลับทุกคนที่คอยสนับสนุน คอยมาเป็นกำลังใจให้หมู่เฮา ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงครับ”

18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประกาศต่อประชาราษฎร์เรื่องจะทรงผนวช

วันนี้เมื่อ 63 ปีก่อน ตรงกับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะทรงผนวช จึงได้ประกาศให้ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ได้รับทราบ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง

เมื่อ พ.ศ. 2499 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย

และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร์

โดยหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และคณะทูตานุทูต เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะเสด็จออกทรงพระผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 แล้ว 

จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากทรงเจริญพระเกศา โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรบิดเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์แล้ว

ทรงเครื่องเศวตพัสตรีทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ทรงรับผ้าไตรจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้วทรงเข้าบรรพชาอุปสมบทในท่ามกลางสังฆสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า ‘ภูมิพโล’

ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงรับประเคนผ้าไตรจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทรงรับไทยธรรมจากสมเด็จพระบรมราชชนนี ตามลำดับ

จากนั้น พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทำทัฬหิกรรม ณ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

จากนั้นทรงประกอบพิธีตามขัตติยราชประเพณี แล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยนอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบทนาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม

วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี อีกด้วย

วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน

‘Subaru’ บทเพลงชโลมใจจากศิลปินอาวุโส ‘ทานิมุระ ชินจิ’ แม้ชีวิตอับจนหนทาง แต่ยังมีแสงกลุ่มดาวลูกไก่ช่วยคลายทุกข์

เพลงไร้ซึ่งเวลา (อกาลิโก) ตลอดกาลของผมคือ...

'Subaru' (スバル / ซูบารุ / 1990) ประพันธ์และขับร้องโดยผู้อาวุโส 'ทานิมุระ ชินจิ - Tanimura Shinji' (ต่อแต่นี้จงระมัดระวังเรื่องชื่อชาวญี่ปุ่น เพราะกระทรวงต่างประเทศเขาประกาศธรรมเนียมเรียกขานว่าต้องเอ่ยนามสกุลก่อนชื่อ - ผู้เขียน) บทเพลงพรรณนาถึงความมืดมนอับจนหนทาง มีเพียงแสงจาง ๆ จากดาวกลางฟ้าราตรีกระจุกหนึ่ง คือ กลุ่มดาวลูกไก่ (スバル) เป็นเสมือนเพื่อนส่องใจคลายทุกข์ทุรน

คนญี่ปุ่นเชื่อว่า 'ดาวลูกไก่' มีอายุขัย มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และมีวันแตกดับ แต่ถึงกระนั้นดาวทั้งหกก็ยังพยายามส่องแสงเรื่อเรืองเพียงเพื่อนำทางใครสักคนจวบจนวาระสุดท้ายจะหมายมาถึง

นิทานดาวลูกไก่ทั้งหก (บ้างว่าเจ็ด บ้างว่าเก้า) นั้นปรากฏแทบทุกมุมโลก กรีก ยุโรป เอเชีย (ไทยเราด้วย) ล้วนแล้วแต่ดำเนินทิศทางเดียวกันคือ 'ความเศร้า' เพลงซูบารุซึ่งหนีไม่พ้นโศกนาฏกรรมนั่นเช่นกัน ตั้งแต่อินโทรจนถึงกลางเพลง ล้วนเปลี่ยวเปล่าเศร้าสร้อย จนค่อย ๆ มีเสียงเครื่องสายจากวงออร์เคสตร้าเข้าเสริมประสาน คล้ายบอกถึงแสงดาวอันเริ่มสุกสกาวขึ้นเรื่อย ๆ

พีกยิ่งกว่าพีกตรงที่คุณน้าทานิมุระ ท่านได้รับเชื้อเชิญขึ้นโชว์เสียงนุ่มนวลครวญเพลงนี้บนเวทีหลักงาน 'World EXPO 2010' ที่จีนเป็นเจ้าภาพ!!

รู้กันอยู่ว่าพี่น้องญี่ปุ่นกับจีน (และเกาหลี) กินแต่ 'เกาเหลา' มาตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ (ทั้ง ๆ มีบรรพบุรุษร่วมกัน) เรียกว่าใครผงาดใหญ่ขึ้นมาเมื่อใด สองประเทศที่เหลือต้องสะบัดร้อนสะบัดหนาวทุกครั้ง เพราะฉะนั้นการดึงนักร้องญี่ปุ่นมาแสดงบนเวทีกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ต่อหน้าผู้ชมพันล้าน จึงเป็นเรื่องแสดงออกทางสปิริตซึ่งไม่มีใครลืมเลือนน้ำจิตน้ำใจเจ้าภาพครั้งนั้นลงได้

ไม่กี่ปีต่อมา 'เติ้งลี่จวิน' ก็ยืนถือไมค์ร้องเพลงเดียวกันนี้บนแผ่นดินญี่ปุ่น

ช่างไร้ซึ่งกาลเวลา และก้าวพ้นเส้นพรมแดนทั้งปวงอย่างแท้จริง

ซูบารุ - スバル

คารวาลัย #Shinji #RIP

สดับรับฟังซูบารุอีกครั้ง >>> https://youtu.be/Klm427Z_v98?si=N-bf-UuP_Lh9XfKT 

(คัดลอกบางส่วนจากคอลัมน์ย้อนเกร็ด / นิตยสาร BLAST / ฉบับ 50 August 2020)

โดย: พรชัย นวการพิศุทธิ์

‘หุ้น YG’ ดิ่ง -2% บวกลือหึ่ง!! ‘ลิซ่า’ อาจจับมือ Columbia Records หลัง ‘CEO-ผู้จัดการฝ่ายการตลาดดิจิทัล’ แห่ติดตามอินสตาแกรม

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค. 66) หลังจากที่ Jenifer Mallory CEO ของ Columbia Records ติดตาม 'ลิซ่า' ใน IG และตอนนี้ Chika Ifediora (ผู้จัดการฝ่ายการตลาดดิจิทัลของ Columbia Records) ก็กดติดตาม ‘ลิซ่า’ ซึ่งเป็นสมาชิก BLACKPINK เพียงคนเดียวที่ติดตามใน IG ซึ่ง Chika จะติดตามนักร้องจาก Columbia Records เท่านั้น (ยกเว้น Billie Eilish)

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้การต่อสัญญาของ BlackPink กับค่าย YG Entertainment ก็ยังไม่มีวี่แววความคืบหน้าแต่อย่างใด อีกทั้ง ยังมีรายงานหุ้น YG Entertainment ร่วง -2% สุดท้ายแล้วแฟนๆ ยังลุ้นอีกเช่นเคยว่าทั้ง 4 สาว จะต่อสัญญากับค่าย YG Entertainment เหมือนเดิมหรือไม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top