Monday, 6 July 2026
COMPETITION

คนไทยเปลี่ยนวิธีใช้เงิน!! จากซื้อเพื่อตอบสนอง สู่การวางแผนระยะยาว ให้ความสำคัญความคุ้มค่า และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

“ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน” สัญญาณใหม่ของการเลือกใช้เงินของคนไทย

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน จากเดิมที่มองหาราคาและโปรโมชั่น ไปสู่การประเมิน “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งด้านชีวิตและการเงินในอนาคต

ในยุคที่แคมเปญกระตุ้นการซื้อปรากฏแทบทุกชั่วโมง รีวิวแน่นทุกแพลตฟอร์ม และระบบถูกออกแบบให้ “กดซื้อได้ภายในไม่กี่วินาที” คำถามที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาถามตัวเอง กลับไม่ใช่เพียง ซื้ออะไรดี แต่เป็นจำเป็นจริงหรือไม่ ซื้อแล้วได้ใช้จริงหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ คำถามเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพฤติกรรม จากการซื้อเพื่อครอบครอง สู่การใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

จาก “ซื้อเยอะ” สู่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต”

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย  เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน  การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

ข้อมูลปี 2568 จาก นีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจาก ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการ เลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

คนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value Conscious”

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ
  • วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น
  • เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต
  • ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย
  • ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

บัตรเครดิตยุคใหม่: จากเครื่องมือซื้อ สู่เครื่องมือบริหารชีวิต

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น  ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น  ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า  บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น  ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

โลกการเงินกำลังขยับจาก “เร่งให้ใช้จ่าย” ไปสู่ “ช่วยให้ใช้เงินอย่างสมดุล”

ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า

“ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง

ค่าไฟบ้านจ่อปรับโครงสร้าง!! ปรับค่าไฟบ้านแบบ Progressive Rate กกพ. เปิดรับฟังความเห็นปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ชูอัตราก้าวหน้า สะท้อนต้นทุน–ลดใช้ไฟฟุ่มเฟือย

“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ตามมติ กพช.

รับฟังความเห็นทุกภาคส่วน ประกอบการพิจารณาแนวทางค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป ในลักษณะอัตราก้าวหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมติ กพช. สำนักงาน กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดทำข้อเสนอการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ภายใต้กรอบนโยบายของภาครัฐ และตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 65–70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงต้นทุน

ที่เหมาะสม ความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้รับใบอนุญาต ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าจะเป็นผู้เสนออัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้ กกพ. พิจารณา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อเสนอที่นำมารับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษา จำนวน 4 กรณี โดยทุกกรณียังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. ผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ในส่วนของค่าพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่กำหนด และส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ ไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้ง 4 กรณีศึกษา กำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า (Block) 

โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยยังคงหลักการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th

ผลไม้ไทยฟื้นแรง!! “ศุภจี” ชูมาตรการผลไม้เชิงรุกเห็นผล ส่งออกเกษตร เม.ย. พลิกบวก 17.9% ทุเรียนพุ่ง 109.5% ผลไม้ไทยคึกคักทั่วโลก พาณิชย์ลุยเมืองหลัก–เมืองรองจีน ดันยอดส่งออกกลับมาโต

“ศุภจี”เผยมาตรการผลไม้เชิงรุกเริ่มสะท้อนผลบวก ดันส่งออกเกษตร Turn Around เม.ย. บวก 17.9% เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5%

“ศุภจี”เผย มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกเริ่มส่งผลดี ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า การเปิดทางสะดวกโลจิสติกส์ การส่งทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และประเทศเป้าหมายอื่น ๆ ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือน เม.ย.พลิกกลับมาบวก 17.9% หลังติดลบมา 8 เดือน เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5% เงาะ 92.8% ลิ้นจี่ 70% ส่วนมาตรการดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มุ่งปรับโครงสร้างทั้งระบบ ก็มีความคืบหน้า สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ  1–1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 1.5 แสนตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในตลาดจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย.2569 เพิ่มขึ้น 17.9% หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่ม 109.5% เงาะ เพิ่ม 92.8% และลิ้นจี่ เพิ่ม 70% สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น

สำหรับตลาดในประเทศ ก็มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากมาตรการเชิงรุกที่ได้เร่งทำในปีนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำ มีมาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่วนกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น และการบริหารจัดการปลายน้ำ ที่ถือว่ามีการเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ของทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1460911599404506&id=100064570394286&rdid=4hrUpVppca5OmDWv#

“ภราดร” เชื่อกรุงไทยเอาอยู่!! ครม.ดิจิทัลเดินหน้าเปิดข้อมูลรัฐ พร้อมเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” 25–29 พ.ค. ผ่านเป๋าตัง มั่นใจระบบไร้สะดุด มั่นใจครอบคลุมผู้ต้องการรับสิทธิ์

‘รมต.ภราดร’ มั่นใจ ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” 25 พฤษภาคมนี้ ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะธนาคารกรุงไทยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ว่า ธนาคารกรุงไทย เคยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง ดังนั้น การลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ น่าจะราบรื่น โดยจะเปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 25 - 29 พฤษภาคม พร้อมย้ำว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และคิดว่าจะครอบคลุมประชาชนที่ต้องการเข้ารับสิทธิ์อย่างครบถ้วน

ส่วนการประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2569 วันนี้ จะผลักดันเรื่องประวัติอาชญากรรมเป็นวาระเร่งด่วนหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลพยายามเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อยู่  นายภราดร กล่าวว่า การประชุมในวันนี้อาจจะไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเนื้อหาสาระ แต่รัฐบาลผลักดันอยู่ตลอด โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารนายกรัฐมนตรี เคยเน้นย้ำเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่าง ๆ  ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว และนำข้อมูลให้ภาครัฐนำไปใช้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในกระบวนการ

สสว. รีแบรนด์สู่ “THE GROWTH CONNECTOR” ปลดล็อก SME ไทยด้วย 5 กุญแจสู่การเติบโต เปิดภาพลักษณ์ใหม่ ทันสมัย เข้าถึงง่าย พร้อมน้อง Forward Boy ช่วย SME โตไว หนุน BDS–Green Business–สิทธิประโยชน์ครบมิติ

สสว. ปรับโฉมใหม่ ปลดล็อกทุกข้อจำกัด เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

พร้อมเชื่อมโอกาสความสำเร็จให้ SME ทั่วไทยเติบโตไกลไปด้วยกัน

กรุงเทพฯ – 22 พฤษภาคม 2569: ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน การประกอบธุรกิจให้เติบโตจึงต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะดีแค่ไหนหากมีใครที่มาช่วยผลักดันให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น วันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในฐานะผู้สนับสนุน SME ที่ครอบคลุมทุกมิติ อันล็อกโฉมใหม่ กับบทบาท “THE GROWTH CONNECTOR” ในการทำหน้าที่ “เชื่อม” ที่ไม่ใช่เพียงเชื่อมโอกาสเท่านั้น แต่จะช่วยทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมทุกมุมของการเติบโต SME ไทย ให้เป็นระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และศักยภาพการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัดในการเติบโตของ SME ให้โตได้ไกลและไปได้จริง โดย สสว. ตั้งหมุดหมายในการปลดล็อกไว้ 5 กุญแจสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย ผลักดันนโยบายและมาตรการที่ช่วยธุรกิจให้เข้าถึงและทำได้จริง 2) ด้านข้อมูลและสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษจากพาร์ทเนอร์ เพื่อลดต้นทุน       3) ด้านความรู้และคำปรึกษา ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) ด้านโอกาสทางการตลาด เพื่อการเข้าถึงตลาด มีช่องทางการขายใหม่ๆ และสุดท้าย 5) ด้านแหล่งเงินทุน สนับสนุนเงินทุนที่เข้าถึงได้จริง ครอบคลุมทุกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง 

ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ สสว. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในทุกด้านอย่างเข้าใจ พร้อมส่งเสริมมาตรการและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้มากขึ้น อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาธุรกิจ ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ตามแนวทางธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรืออีกหลายโครงการ ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรค ปลดล็อกทุกอุปสรรคของ SME ผ่านโครงการที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตและค่อยๆ ก้าวสู่สนามการค้าโลกได้ในอนาคต

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของ สสว. คือการขับเคลื่อนและสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ สสว. ให้ชัดเจน ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น รวมถึงการร่วมเป็นผู้ปลดล็อก (Unlocker) ส่งต่อคุณค่าและ DNA ใหม่ขององค์กรออกไปให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นใน สสว. มากขึ้น รวมถึงการส่งต่อความเข้าใจและเปลี่ยนทุกภาพจำเดิม ๆ ให้เป็นภาพใหม่ และทำให้ สสว. เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโอกาส และปลดล็อก SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง”

เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงการปลดล็อกครั้งนี้ สสว. ได้ทำการสื่อสารผ่าน Key Visual ใหม่ นำเสนอ 5 กุญแจสำคัญที่สื่อถึงภารกิจของ สสว. ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ SME ไทยโตได้ไกลไปได้จริง มาพร้อมกับ Brand Mascot น้อง “Forward Boy” ที่มีคาแรคเตอร์ Flash & Fast ปรับตัวได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของ SME และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายขององค์กร เพื่อเน้นย้ำว่า สสว. จะคอยเป็นผู้ช่วยผลักดัน SME สู่ความสำเร็จได้จริง เชื่อมโอกาสและทำให้เข้าถึงได้ สนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสามารถติดตามการสื่อสารของ สสว. ได้ทุกช่องทาง 

ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ ข้อมูล สิทธิประโยชน์ ที่จะมาปลดล็อกทุกความสำเร็จของ SME ไทย ได้ที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ติดต่อคอลเซนเตอร์โทร. 1301 หรือ 02-142-9000 เว็บไซต์ https://sme.go.th/ และติดตามความเคลื่อนไหวของ สสว. ได้ทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes และโซเชียลมีเดีย OSMEP ทุกแพลตฟอร์ม

บางจากฯ เร่งขยายดีเซล B20 !! เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการขนส่ง หนุนพลังงานชีวภาพจากผลผลิตเกษตรไทย เปิดแผนขยายสาขาต่อเนื่อง พร้อมโปรโมชันถึง 31 ก.ค. 2569

บางจากฯ เดินหน้าขยายการจำหน่ายดีเซล B20 พร้อมจัดโปรโมชันช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภาคขนส่ง บางจากฯ  เดินหน้าขยายการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคคมนาคมขนส่ง เกษตรและประมง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพซึ่งผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย  

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บางจากฯ เดินหน้าขยายการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20    สนับสนุนนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกของรัฐบาลเพื่อลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลและการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน โดยขณะนี้เปิดจำหน่ายแล้วประมาณ 200 สาขา ทั่วประเทศและยังมีแผนขยายอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังกระตุ้นการใช้น้ำมันดีเซล B20 และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดรายการสมนาคุณลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันดีเซล B20 ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไปต่อหนึ่งใบเสร็จ รับสิทธิ์ซื้อหัวเชื้อดีเซลบางจากฟิวริโอ้ รุ่น ULTRA HD 24/0-2L จำนวน 3 กระป๋อง ในราคาเพียง 100 บาท จากปกติ 159 บาท ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangchakmarketplace.com   ทั้งนี้หัวเชื้อดีเซลบางจากฟิวริโอ้ รุ่น ULTRA HD 24/0-2L ใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซลทุกประเภท มีสารชะล้างทำความสะอาดหัวฉีดและสารเพิ่มค่าซีเทนเหมาะสำหรับเติมผสมในน้ำมันดีเซล ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สมบูรณ์  ทำความสะอาดระบบหัวฉีด  เพิ่มพลังและยืดอายุเครื่องยนต์    ช่วยประหยัดน้ำมันและลดควันดำจากท่อไอเสีย

สำหรับรุ่นรถบรรทุกที่รองรับน้ำมันดีเซล B20 ได้แก่ HINO, ISUZU, SCANIA ตั้งแต่ปี 2008, MAN ตั้งแต่ปี 2012 , UD Trucks ตั้งแต่ปี 2013 ,Volvo Trucks ตั้งแต่ปี 2014

“อีอีซี” เดินเกม Data Center ระดับภูมิภาค!! ระดมรัฐ–เอกชนวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางแผนไฟฟ้า น้ำ ไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำครบวงจร รองรับดีมานด์ไฟฟ้าระยะยาวกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ดันไทยเป็นจุดหมายลงทุน Data Center สำคัญของอาเซียน

EECO ระดมภาครัฐ เอกชนชั้นนำ ร่วมแชร์ไอเดีย

“EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026” 

ปักหมุดอีอีซี สู่ศูนย์กลางการลงทุน Data Center แห่งภูมิภาค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ Digital Theme เพื่อเป็นเวทีสัมมนาหารือเชิงลึกระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นเสวนาเกี่ยวกับปัจจัยการลงทุนด้าน Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี 

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO  กล่าวนำเสนอ ถึงวิสัยทัศน์การยกระดับพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลาง Green Data Center แห่งภูมิภาค ด้วยเป้าหมายค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness : PUE) ที่ระดับไม่เกิน 1.3 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูง และระบบบริหารจัดการน้ำแบบหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่ครบวงจร ทั้งสิทธิประโยชน์การลงทุน บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Service) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Private PPA)

สำหรับงานสัมมนาฯ ครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ ร่วมเป็นวิทยากรเพื่อร่วมแชร์แนวคิดการส่งเสริมการลงทุน Data Center ในพื้นที่อีอีซี

อาทิ Mr. Bryan Yue, Market Development Lead, APAC, Google Global Infrastructure and Energy, Google Cloud คุณธีรพันธุ์ เจริญศักดิ์ Managing Director, True Internet Data Center Co., Ltd.  

Mr. Bruce Lim, General Manager, DayOne Data Center คุณธนภัค เกิดโพธิ์คา Assistant Governor (Office of Governor), Provincial Electricity Authority คุณสุเมธี เจริญวงศ์มิตร Assistant Governor (Strategic Planning), Provincial Waterworks Authority และ Mr. Terence Koh Director Head of Telecom, Media & Technology Sector Solutions Group, United Oversea Bank Limited (UOB) 

ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาฯ ต่างเน้นย้ำถึงศักยภาพและจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ราคาพลังงานที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ตลอดจนเสถียรภาพเชิงนโยบาย พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือกับข้อท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงเกินกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ในระยะยาว เทียบกับแผนการจ่ายไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในปัจจุบันที่ประมาณ 3,800 เมกะวัตต์ การวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงการปรับตัวของภาคการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้เงินลงทุนสูง

โดย EECO พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการกำหนดพื้นที่เฉพาะ (Dedicated Zoning) สำหรับการพัฒนา Data Center การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โครงข่ายไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำ ตลอดจนการขับเคลื่อนรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนด้านดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานโลกไม่สะเทือน!! ปตท. เดินหน้าสู่ Global LNG Player พร้อมเร่ง CCS–ปลูกป่า หนุน Net Zero ประเทศ ลงทุนโรงกลั่นกว่า 1.11 แสนล้าน เพิ่มความยืดหยุ่น รับน้ำมันดิบหลายแหล่งแทนตะวันออกกลาง

ปตท. เดินหน้าช่วยไทยฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อเติบโตอย่างมั่นคง 

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง นอกจากนี้การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. รับมือวิกฤตได้ทันที 

กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ และบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Security of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก

ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน สำหรับ ธุรกิจ LNG ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ GC  และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปิโตรเคมีไทย สู่ National Champion

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปตท. ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Best-in-Class Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานระดับสากล ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังเร่งขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ผ่านการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้นำร่องพัฒนา CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสม ปี 2566 – 2569 กว่า 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

การดำเนินการ Profit Enhancement Initiatives ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแรงภายในให้ทั้งกลุ่ม ปตท. สะท้อนในผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1 โดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท  โดยมีความก้าวหน้าในโครงการต่างๆ ตามแผนได้แก่ โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1  รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารการใช้สินทรัพย์ในกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว 

การดำเนินงานด้านสังคม ปตท. มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤตต่างๆ โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน เบื้องต้นมีมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท อีกทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงวัย เกษตรกร และชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น พร้อมอนุมัติวงเงินกู้เพื่อสำรองการดำเนินงานและการขยายงานในอนาคต ในขณะเดียวกันยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศ (BBB+) สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมรองรับการขยายงานตามกลยุทธ์ในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

ปตท. ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมยืนหยัดดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการพลังงานอย่างเต็มศักยภาพ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศผ่านความท้าทายและก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อีอีซีเดินหน้า!! กพอ. เห็นชอบ Smart Logistics ฉะเชิงเทรา คาดลงทุน 1,350 ล้านบาท เชื่อมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ชูศักยภาพอุตสาหกรรม–สมุนไพร–โครงสร้างพื้นฐาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สมาร์ท
โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) เนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ด้านบริการโลจิสติกส์ต้นแบบที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง มาให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย (International Distribution Center : IDC)ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออก/นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการความแม่นยำสูง ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยี 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) การใช้ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) หรือชั้นวางอัจฉริยะ และการประมวลผลข้อมูลด้วย AI (Artificial Intelligence) คาดว่าจะเกิดเงินลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ประมาณ 1,350 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 350 คน รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้งานยกระดับงานบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics) ต่อไป

2.  รับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่และความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงานร้อยละ 25 ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเป็นเมืองสมุนไพรที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และกรุงเทพ ผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และด้านความพร้อมทรัพยากรน้ำและแรงงานที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1 – 2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งนี้ กพอ. เห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยขอให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป 

นอกจากนั้น กพอ. ได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดย สกพอ.
ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวม 46 แห่ง (รวมที่อยู่ในระหว่างรอเสนอ ครม. เพื่อทราบ 7 แห่ง) การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของสกพอ. (EEC OSS) ที่สามารถให้บริการแล้วมากกว่า 50 รายการคำขอ ครอบคลุมการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมายได้ 7 ฉบับ อาทิ การขุดดินถมดิน การก่อสร้างอาคาร และด้านสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงความคืบหน้าในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่และชุมชน

ปตท.สผ.ผนึก OQEP ประเทศโอมาน ปตท.สผ.จับมือ OQEP ร่วมพัฒนา ยกระดับความรู้ด้านปิโตรเลียม แลกเปลี่ยนประสบการณ์และบุคลากร ผลักดันธุรกิจเติบโตระยะยาว

ปตท.สผ. และ OQEP ของโอมาน ผนึกความร่วมมือพัฒนาองค์ความรู้ด้านปิโตรเลียม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ Mr. Mahmoud Al Hashmi (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OQ Exploration and Production New Ventures LLC (OQEP) ของประเทศโอมาน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อยกระดับความร่วมมือในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการศึกษาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือด้านต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งในประเทศไทย ประเทศโอมาน และในต่างประเทศ โดยครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาบุคลากร ระบบดิจิทัลแบบบูรณาการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการเพิ่มขีดความสามารถของทั้ง 2 องค์กรเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว พิธีลงนามจัดขึ้นในงานประชุม Oman Petroleum & Energy Show (OPES) ณ ประเทศโอมาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top