Saturday, 7 November 2026
COMPETITION

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลใหญ่เวทีพลังงานเอเชีย!! โชว์ผลงานคว้า 2 รางวัล Asian Oil & Gas Awards 2026 นวัตกรรมนำแท่นหลุมผลิตเก่ากลับมาใช้ใหม่ครั้งแรกในไทย พร้อมยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมพลังงานไทย

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลจากเวทีระดับภูมิภาค Asian Oil & Gas Awards 2026 ด้านนวัตกรรมแท่นหลุมผลิต และด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับ 2 รางวัลจากเวทีระดับภูมิภาค Asian Oil & Gas Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศมาเลเซีย ได้แก่ รางวัล Offshore Initiative of the Year – Thailand และรางวัล Health and Safety Initiative of the Year – Thailand สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโครงการนอกชายฝั่ง และการดำเนินงานเพื่อยกระดับการบริหารความปลอดภัยในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

โดยรางวัล Offshore Initiative of the Year – Thailand ได้รับจากความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่สิ้นสุดการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ทั้งโครงสร้าง (Total Wellhead Platform Reuse) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิต (Topside) และขาแท่น (Jacket) ไปติดตั้งและใช้งานใหม่ในแหล่งเดียวกัน ช่วยลดระยะเวลาและลดต้นทุนในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เหล็กในการก่อสร้างแท่นหลุมผลิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท

สำหรับรางวัล Health and Safety Initiative of the Year – Thailand ได้รับจากโครงการ Learning From Normal Work ซึ่งนำแนวคิด Human and Organizational Performance (HOP) มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยมุ่งเรียนรู้จากการทำงานจริงแทนการมุ่งเน้นความผิดพลาดของบุคคล ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้นำ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสังเกตการปฏิบัติงาน และนำข้อเรียนรู้ไปปรับปรุงระบบและสภาพแวดล้อมการทำงาน เพื่อช่วยลดปัจจัยที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด และเสริมสร้างสภาพการทำงานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับพนักงานและผู้รับเหมา

Asian Oil & Gas Awards เป็นรางวัลระดับภูมิภาคที่ยกย่ององค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของเอเชีย ซึ่งมีความเป็นเลิศและมีผลงานเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากกลยุทธ์และโครงการที่สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัว ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ตลอดจนความสามารถในการรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมผ่านนวัตกรรมและแนวทางที่มีประสิทธิภาพ

9 เดือนกำไรโตเท่าตัว!! BCPG กำไรพุ่งทำนิวไฮ ไตรมาส 3 โตแรง 81% แตะ 1,288 ล้านบาท” รับอานิสงส์โรงไฟฟ้าลม–พลังน้ำในลาว และโรงไฟฟ้าก๊าซสหรัฐฯ ดันกำไร 9 เดือนแรกโตทะลุ 100%

BCPG ทำ นิวไฮ ไตรมาส 3 ปี 69 กำไรปกติแตะ 1,287.8 ล้านบาท โต 81% 

ตอกย้ำโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่ง หลัง 9 เดือนกำไรเพิ่มกว่าเท่าตัว

บีซีพีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 เติบโตโดดเด่น มีกําไรสุทธิจากการดําเนินงานปกติ 1,287.8 ล้านบาท

เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.0 ขณะที่กําไรสุทธิจากการดําเนินงานปกติในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 2,098.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 101.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งการรับรู้ผลการดําเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ผลการดําเนินงานที่โดดเด่นในไตรมาส 3 ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาตลอดจนการเติบโตของธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้เชิงรุก (Proactive Debt Management)

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 1,116.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 EBITDA จากการดำเนินงาน 2,159.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.9 และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,287.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.0 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 45.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราค่าความพร้อมจ่ายไฟ (Capacity Revenue) ที่เพิ่มขึ้นจาก 270 เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น และส่วนต่างราคาขายไฟฟ้ากับต้นทุนเชื้อเพลิง (Spark Spread) ที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาส ประกอบกับเป็นช่วงฤดูมรสุมและได้รับอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น 

สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 2,098.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 101.6 และ EBITDA จากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,538.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ภายหลังสิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการขายหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Hamilton ในสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกระแสเงินสดที่ได้รับและกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนจะสะท้อนในผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2569

“ผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในครั้งนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของบีซีพีจี ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว” นายรวีกล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนิติ’ นำทีมบีโอไอ–เอกชนไทยบุกญี่ปุ่น!! เดินเกมดึงลงทุนชิป–พลังงานสะอาด–ยานยนต์ยุคใหม่ นัดหารือ 6 ค่ายรถยักษ์ใหญ่ ปักธงไทยฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมความเชื่อมั่นฐานผลิตรถยนต์ไทย พร้อมผลักดันเซมิคอนดักเตอร์

“เอกนิติ–บีโอไอ” นำทีมเอกชนโรดโชว์ญี่ปุ่น ดึงลงทุนชิป - พลังงาน - ต่อยอดยานยนต์ยุคใหม่

รองนายกฯ เอกนิติ เตรียมนำคณะบีโอไอ พร้อมผู้นำ 3 องค์กรธุรกิจไทย ทั้งสภาอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย บุกเยือนญี่ปุ่น 18–20 พฤศจิกายน 2569 ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่น พร้อมต่อยอดฐานยานยนต์ยุคใหม่ เปิดความร่วมมือเซมิคอนดักเตอร์ และเชื่อมโอกาสธุรกิจใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายนนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนำคณะบีโอไอ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมศุลกากร และผู้นำองค์กรเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย รวมถึงคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 40 คน เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานของไทยตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนญี่ปุ่น และเพื่อยกระดับฐานการลงทุนญี่ปุ่นในไทยไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พบ 6 ค่ายรถญี่ปุ่น สร้างความเชื่อมั่น–ต่อยอดฐานยานยนต์ในไทย

คณะมีกำหนดพบหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น 6 รายที่มีฐานการผลิตในไทย ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ มาสด้า และนิสสัน เพื่อนำเสนอแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมฐานการผลิตในประเทศ การยกระดับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมรับฟังทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตลอดจนแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในไทยระยะยาวเปิดเวทีเซมิคอนดักเตอร์ ดึงญี่ปุ่นร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชิปไทย

นอกจากนี้ บีโอไอจะจัดการประชุมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้ชื่อ Thailand–Japan Semiconductor Strategic Partnership เพื่อนำเสนอ “ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่ไทยเพิ่งประกาศ พร้อมหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเวทีนี้มุ่งเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการผลิตชิปของญี่ปุ่น กับโอกาสการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของไทย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย ครั้งแรก 3 องค์กรธุรกิจไทยผนึกกำลัง จับมือ “เคดันเรน”

การเยือนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำ 3 องค์กรธุรกิจไทย ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมเดินทางในคณะเดียวกัน เพื่อพบทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนญี่ปุ่น รวมถึงสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นหรือ Keidanren ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่มีบทบาทมากที่สุดต่อทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น โดยบีโอไอและ Keidanren จะร่วมจัดงาน Thailand–Japan Investment and Business Dialogue 2026 เปิดเวทีให้ผู้นำองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการค้าและการลงทุน พร้อมหารือโอกาสความร่วมมือ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ยานยนต์ไฟฟ้า xEV และชิ้นส่วน (2) ห่วงโซ่อุปทานที่รองรับดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ (3) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่และอุปกรณ์สำหรับระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า (Grid Modernization & Power Equipment)

หารือ METI–JETRO ขยายความร่วมมือ หนุนลงทุนใหม่ในไทย

การเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้มุ่งกระชับความร่วมมือด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม โดยมีกำหนดการพบกับ
รมต.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการลงทุน พร้อมนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของไทยในการรองรับการลงทุนใหม่ ตลอดจนการยกระดับฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นในไทย

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการพบกับ รมต.กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป รวมถึงการใช้กลไกตามนโยบาย POWERR Asia ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมุ่งสนับสนุนประเทศพันธมิตรในเอเชียด้านความมั่นคงทางพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย

“การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและ 3 องค์กรเอกชนในนาม กกร. เพื่อโรดโชว์ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นการ
ส่งสัญญาณที่มีพลังต่อนักลงทุนญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะยกระดับ ความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับประเทศญี่ปุ่น และยืนยันว่าไทยพร้อมรับฟัง สนับสนุน และเติบโตไปพร้อมกับ นักลงทุนญี่ปุ่น โดย กกร. จะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือ จากระดับนโยบายไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย–ญี่ปุ่น ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ เงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีโครงการจากญี่ปุ่น ยื่นขอรับการส่งเสริม 192 โครงการ เงินลงทุนกว่า 45,400 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เกษตรและอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์

3 พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวไทย!! ปตท.–กรุงไทย–กรมลดโลกร้อน จับมือพัฒนา I-SPARK มาบตาพุด วางระบบเงินทุนและคาร์บอนเครดิต รองรับอุตสาหกรรมอนาคต

ปตท. – กรุงไทย – กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งศึกษากลไกการเงินและการจัดการคาร์บอนเครดิต ดัน “I-SPARK” สู่ต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้  – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือในการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) และแนวทางการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต เพื่อพัฒนาโมเดลนำร่อง สร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง หรือ “I-SPARK” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mr. Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมถ่ายภาพ โดยมี นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร รยย. ร่วมงาน

ความร่วมมือนี้ เป็นการผสานศักยภาพของภาคพลังงาน ภาคการเงิน และหน่วยงานภาครัฐ ในการศึกษาแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม เพิ่มความเป็นไปได้ในการลงทุน และบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ตลอดจนศึกษาแนวทางการขึ้นทะเบียนโครงการเพื่อคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน I-SPARK ที่กลุ่ม ปตท. มุ่งพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่อำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจตามแนวทาง Bio-Circular-Green (BCG) เพื่อรองรับการพัฒนาและการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต 

ทั้งนี้ ปตท. จะคัดเลือกโครงการด้านความยั่งยืนที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา เพิ่มความพร้อมในการลงทุนและโอกาสในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จะศึกษาและออกแบบกลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) เชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงการสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือเพื่อการเข้าถึงเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า (Grant) แหล่งทุนด้านสภาพภูมิอากาศ และมาตรการจูงใจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตให้สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการของประเทศ

นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอด I-SPARK จากแผนการพัฒนาสู่การลงทุนจริง เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และวางรากฐานให้สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นของประเทศ ควบคู่กับการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ปตท.สผ. ผนึก 3 ยักษ์พลังงานโลก!! ลงนามพัฒนา 2 แหล่งก๊าซธรรมชาติยักษ์ในมาเลเซีย คาดมีทรัพยากรรวมกว่า 6.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานระยะยาว เสริมศักยภาพธุรกิจพลังงานไทยในอาเซียน

ปตท.สผ. และพันธมิตรลงนามสัญญา

เพิ่มศักยภาพการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ เอสเค410บี ลัง เลอบาห์ และบี14

กรุงเทพฯ, 2 พฤศจิกายน 2569 – ปตท.สผ. ร่วมกับ TotalEnergies, KUFPEC และ PETRONAS Carigali เข้าทำสัญญาซื้อขาย Farm-Out Agreements (FOAs) เพื่อลงทุนร่วมกันในแหล่งก๊าซธรรมชาติลัง เลอบาห์ และแหล่งก๊าซธรรมชาติ บี14 นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก มาเลเซียตะวันออก เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในประเทศมาเลเซีย ตามกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ และเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศมาเลเซียในระยะยาว

แหล่งลัง เลอบาห์ เป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติของโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี อยู่ห่างจากแหล่งบี14 ประมาณ 14 กิโลเมตร จึงสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาแหล่งร่วมกันได้ ขณะนี้ ทั้ง 2 แหล่งอยู่ระหว่างขั้นตอนก่อนการพัฒนา (Pre-development Phase) และคาดว่ามีปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมรวมกันกว่า 6.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า “การลงนามในสัญญาครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาแหล่งลัง เลอบาห์ และแหล่งบี14 ร่วมกับกลุ่มผู้ร่วมทุน ผ่านการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติแบบบูรณาการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และเสริมความสำเร็จในการพัฒนาแหล่งมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระหว่างบุคลากร เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาโครงการในอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศมาเลเซียอีกด้วย"

การลงนามในสัญญาดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์หลังจากได้รับการอนุมัติจาก Malaysia Petroleum Management (MPM)  และมีผลให้กลุ่มผู้ร่วมทุนของทั้ง 2 แหล่งมีสัดส่วนการร่วมทุน ดังนี้ TotalEnergies EP Exploration (Sarawak) Sdn. Bhd. (TotalEnergies) ถือสัดส่วนร้อยละ 30 และเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) ปตท.สผ. ร้อยละ 25 บริษัท KUFPEC Malaysia (SK-410B) Limited (KUFPEC) ร้อยละ 25 และบริษัท PETRONAS Carigali Sdn. Bhd. (PCSB) ร้อยละ 20

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีการลงทุนในประเทศมาเลเซียทั้งระยะการผลิต การพัฒนา และการสำรวจปิโตรเลียม กว่า 11 โครงการ

“ดีพร้อม” ปลื้มการขับเคลื่อน BCG!! ปั้น SMEs ไทยโตด้วยเศรษฐกิจสีเขียว โชว์ผลงาน 4 ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท ดึงผู้ประกอบการ 4,590 รายร่วมขับเคลื่อน ลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 1.5 แสนตัน

“ดีพร้อม” ปลื้มการขับเคลื่อน BCG เชิงรุก 4 ปี ดึงผู้ประกอบการร่วมได้กว่า 4.5 พันราย 

สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1.5 แสนตัน 

พร้อมต่อยอดการเปลี่ยนผ่านด้วย BCG GREEN HORIZON 2026 ปั้นอนาคตกลุ่มอุตฯ ยั่งยืน

กรุงเทพฯ 2 พฤศจิกายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SMEs ไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ภายใต้นโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียวและกลไก DIPROM FLEXi มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เผยผลดำเนินงาน 4 ปี มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมกว่า 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 150,000 tCO₂eq ต่อยอดสู่การจัดงาน “BCG GREEN HORIZON 2026” ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทรัพยากร ให้เป็นโอกาสธุรกิจที่ยั่งยืน” เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การพัฒนาธุรกิจจริง 

มุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมบริหารต้นทุนและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นความท้าทายสำคัญต่อการปรับตัว

เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร

และความสูญเสีย นำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดรับกับความต้องการ

ของตลาด ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

“โมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ได้เป็นเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs 

เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและบริหารต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนพลังงานได้มากกว่าร้อยละ 10 ภายใน 3 ปี และอาจลดได้สูงถึงร้อยละ 60 ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการลดค่าใช้จ่ายผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทาง BCG ขณะเดียวกัน การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรืออัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรเดิมและต่อยอดสู่แหล่งรายได้ใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งส่งเสริมให้ SMEs นำแนวทาง BCG ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ 

เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากรให้เป็นโอกาสในการเติบโตและสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น” 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า ดีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบท

ของแต่ละธุรกิจผ่านนโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยกลไกของ DIPROM FLEXi ซึ่งมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การนำทรัพยากรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน การขยายตลาด และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิตเบื้องต้น ไปจนถึง

การพัฒนาสินค้าและมาตรฐานเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยในปี 2566 – 2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ รวม 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างรายได้กว่า 2,516 ล้านบาท และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG มาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ทั้งในมิติการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับทิศทางตลาด

“สำหรับการจัดงาน BCG GREEN HORIZON 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทรัพยากร ให้เป็นโอกาสธุรกิจ ที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Star Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลการส่งเสริม SMEs ตามแนวทาง BCG โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การพัฒนาธุรกิจจริงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ตลอดจนเปิดโอกาสทางการตลาดผ่านการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยภายในงานมีการนำเสนอแนวทางการใช้ทรัพยากรชีวภาพสร้างผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง การต่อยอดวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมส่งเสริม การพัฒนาสิ่งทอไทยและการต่อยอด Thailand Recycled Textiles Tag เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดผลิตภัณฑ์ จากวัสดุรีไซเคิล”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไป ดีพร้อมจะมุ่งขยายผลการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG 

ให้เข้าถึงผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและการใช้ทรัพยากร ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและฉลากสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ควบคู่กับการรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อนำไปกำหนดแนวทางสนับสนุนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ โดยมุ่งให้การขับเคลื่อน BCG ไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างความตระหนักรู้ แต่สามารถต่อยอดสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไทย จัดประชุม PCB โลกครั้งแรก!! บีโอไอจับมือ THPCA เป็นเจ้าภาพ ECWC17 ดึงผู้นำ-นักวิจัยจาก 30 ประเทศ ร่วมงานใหญ่ ตั้งเป้าขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI และฮาร์ดแวร์ เน้นส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมระดับโลก

ไทยคว้าเจ้าภาพประชุม PCB โลก ครั้งแรกในอาเซียน
บีโอไอหนุนดึงผู้นำ PCB–ชิปกว่า 30 ประเทศ ปักหมุดฐานฮาร์ดแวร์ AI โลก

บีโอไอจับมือสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพ
การประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก เดินหน้าส่งต่อโมเมนตัมสู่เวทีเทคโนโลยีระดับโลก ในการคว้าโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก ครั้งที่ 17 (ECWC17) ในเดือนสิงหาคม 2570 เป็นครั้งแรกที่จัดในอาเซียน ตั้งเป้าดึงผู้บริหาร วิศวกร และนักวิจัยกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ มาร่วมขับเคลื่อนเทคโนโลยีเบื้องหลังชิป เซิร์ฟเวอร์ และระบบ AI ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (Thailand Printed Circuit Association: THPCA) ว่า บีโอไอได้ร่วมมือกับสมาคมฯ และหน่วยงานพันธมิตร ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 (ECWC17) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2570 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ คู่กับงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2027 (THECA 2027) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

เวทีเรือธงเกือบ 50 ปี เลือกไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในอาเซียน

ECWC เป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับสูงสุดเวทีหนึ่งของอุตสาหกรรมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก จัดขึ้นทุก 3 ปี และเป็นจุดนัดพบของผู้นำอุตสาหกรรม นักวิจัย และวิศวกรจากทั่วโลก โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ณ กรุงลอนดอนในปี 2521 ก่อนหมุนเวียนไปยังศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างโตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไทเป และโซล ส่วนครั้งล่าสุดจัดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2567 การที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 17 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเป็นประตูสู่อาเซียน และความพร้อมในการต้อนรับเวทีระดับโลก ซึ่งได้รับการตอกย้ำจากความสำเร็จของการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ฐานการผลิตและบุคลากรในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายเทคโนโลยีโลกโดยตรง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Interconnection Technology for the AI-Driven Future: PCB, Substrate & Advanced Packaging” ว่าด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทำให้ชิป AI ทำงานได้ ตั้งแต่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ฐานรองชิป (Substrate) ไปจนถึงการประกอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging) แบ่งเป็น 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต PCB การประกอบชิปขั้นสูงและการบูรณาการเซมิคอนดักเตอร์ การประกอบแผงวงจรและระบบ (EMS/PCBA) ซึ่งรวมถึงการประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI โรงงานอัจฉริยะ การทดสอบและควบคุมคุณภาพ อิเล็กทรอนิกส์สีเขียว การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างโฟโตนิกส์และฮาร์ดแวร์ AI ตั้งเป้ามีผลงานวิชาการนำเสนอกว่า 150 เรื่อง ผู้แสดงสินค้าในงาน ECWC17 และ THECA 2027 รวมกว่า 450 ราย และผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ

จากเวทีโลก สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการไทย การเข้าร่วมงาน ECWC17 และ THECA 2027 จะเป็นโอกาสในการพบผู้ผลิตระดับโลก ซัพพลายเออร์วัสดุและเครื่องจักร รวมถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ลูกค้าระดับโลกต้องการ พร้อมเปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทชั้นนำ ขณะที่มหาวิทยาลัยและนักวิจัยสามารถสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัยและผลิตบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก (ECWC17) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะฐานการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ชิป แผงวงจร วัตถุดิบ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI พร้อมด้วยบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง เวทีนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค และต่อยอดสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง Advanced Packaging และ IC Substrate โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับสมาคม THPCA และพันธมิตรอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากทั่วโลกให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสเติบโตของบุคลากรและผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI” นายนฤตม์ กล่าว

‘อนุทิน’ เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี ตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์ครั้งที่ 3 ลงทุน 48,000 ล้านบาทในไทย สร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 5,000 คน เชื่อมไทยสู่ยุทธศาสตร์ AI แห่งอนาคต

นายกฯ อนุทิน เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” รุกตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของ “อินฟินีออน” ตั้งฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของบริษัท ต่อจากเยอรมนีและจีน ตอกย้ำบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมต่อยอดการลงทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Michael Reiffenstuel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) จากประเทศเยอรมนี เข้าร่วมพิธี โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การเปิดโรงงานอินฟินีออนแห่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในอนาคต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ Thailand FastPass ที่ช่วยให้โครงการเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็ว เพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต การลงทุนของอินฟินีออนจึงไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นการพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง All in AI ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ AI in All ที่นำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องการต่อยอดการลงทุนนี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกสร้างโอกาสต่อเนื่องไปถึงคนไทย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมไทย”

ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก

โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของอินฟินีออนในการลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม สู่การเพิ่มขีดความสามารถในกิจกรรมที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการผลิต การทดสอบ และการวิจัยและพัฒนา

นาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า “การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ เพราะไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ทั้งฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง การมีกลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ความพร้อมด้านบุคลากรและสถาบันการศึกษา รวมถึงทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชีย ขณะเดียวกัน ฐานการผลิตในไทยยังช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมดุล เพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”

Power Semiconductor เทคโนโลยีสำคัญรับเมกะเทรนด์โลก

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์ทุกชนิด เพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน จึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเทคโนโลยี AI

การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุมการทำงาน ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ Power Semiconductor ของบริษัทในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 107,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2578

สำหรับประเทศไทย กลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมพลังงาน (Power Semiconductor) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป ไปจนถึงการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module)

และระบบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดึงดูดเทคโนโลยีใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC)และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ การลงทุนของอินฟินีออนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยมีอยู่ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้ออกแบบเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (Front-end) ควบคู่ไปกับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) ในโรงงานเดียวกัน นับเป็นแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

จากมูลค่าเงินลงทุน สู่ “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศไทย

ทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของบีโอไอ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ในแผนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมนี้ อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง ทั้งนี้ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศ โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 1,100 คน เข้าร่วมฝึกอบรมและร่วมโครงการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์และการจัดการ Big Data ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ อินฟินีออนยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในระยะยาว

“การที่อินฟินีออนซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน ได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย บีโอไอจะผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว เดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’” นายนฤตม์ กล่าว

EGCO รุกพลังงานสะอาดต่างประเทศ!! ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ปิดดีลถือหุ้น 49% Pinnacle IV กำลังผลิต 339 เมกะวัตต์ รับรายได้และกำไรทันที พันธมิตร Apex Clean Energy ร่วมทุน มุ่งโตต่อเนื่อง รองรับเทรนด์ Data Center และ AI

EGCO Group รุกขยายพอร์ตพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ ปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ “Pinnacle IV” ในสหรัฐฯ ขนาด 339 MW รับรู้รายได้ทันที

มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก คว้าโอกาส Gold Standard รองรับการเติบโตจาก Data Center และ AI

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศความสำเร็จการปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” กำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอเมริกา รับรู้กระแสเงินสดและส่วนแบ่งกำไรทันที สะท้อนวินัยการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสีเขียวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยสินทรัพย์คุณภาพสูงที่มีสัญญา  รับซื้อไฟฟ้าระยะยาวกับคู่ไฟฟ้าระดับ Investment Grade ในตลาด PJM และ MISO เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมพุ่งแตะ 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด 

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยอย่างมั่นใจว่า “EGCO Group มีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการ ‘เร่งขยายพอร์ตพลังงานสีเขียว’ ทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ การเข้าลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญตามกลยุทธ์ “POWER4” ที่เน้นย้ำเรื่อง Profitability and Performance Energizing เราคัดเลือกสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก และยกระดับเสถียรภาพการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว”

การลงทุนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน EGCO Pinnacle IV, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยบรรลุข้อตกลงโอนหุ้นสัดส่วน 49% เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการระดับโลก Apex Clean Energy Holdings, LLC ที่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 51%   

3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: เสริมแกร่งพอร์ตพลังงานสีเขียวในตลาดใหญ่สุดของสหรัฐฯ

กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม “Timbermill Wind” ขนาด 189 เมกะวัตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “Coldwater Solar” ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งมีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่

• รับรู้รายได้ทันที ไร้ความเสี่ยงด้านการพัฒนา (Commercialized Assets): โครงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดกลับเข้าสู่ EGCO Group ได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปิดดีล

• ปักหมุดใน 2 ตลาดไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (PJM & MISO): ทั้งใน                                รัฐนอร์ทแคโรไลนาและมิชิแกน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีโครงข่ายรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดอย่างมีเสถียรภาพ

• กระแสเงินสดมั่นคงด้วยสัญญาระยะยาว (Investment-Grade Offtakers): มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RECs) ระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ในระยะยาว ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ผนึกกำลังพอร์ตไทย-ต่างประเทศ มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำระดับ Gold Standard 

นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “EGCO Group จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพอร์ตพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (PDP 2026 / Direct PPA) ควบคู่ไปกับการรุกขยายสินทรัพย์พลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของบริษัท

การผนึกกำลังระหว่าง “Pinnacle IV” กับพอร์ตเดิมที่มี ทั้งกลุ่ม Apex Clean Energy, Pinnacle II, Linden Cogen และ Compass Portfolio จะทำให้ EGCO Group มีโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองต่อ Megatrend ความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวที่เติบโตแบบก้าวกระโดด รองรับ Data Center เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตอกย้ำวินัยทางการเงินที่เข้มงวด และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลตอบแทนระดับ Gold Standard แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน”

เกี่ยวกับ EGCO Group

ปัจจุบัน (ณ 28 กันยายน 2569) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,928 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,785 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ นอกจากนี้ EGCO Group ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ครอบคลุมธุรกิจเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภค และธุรกิจ Customer Solution และ Startup โดยธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) ประจำปี 2026 ในประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้าของกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ โดยได้รับการประเมินในระดับสูงสุดของกลุ่ม และก่อนหน้านี้ได้รับการจัดอันดับอยู่ในดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) (ชื่อเดิมของ DJ BIC) มา 5 ปีต่อเนื่อง

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ กำลังลงทุนแหล่งก๊าซฯ บุษบง ผลิตรายวัน 30 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตเพิ่มเป็น 40 ล้านปี 73 รองรับความต้องการพลังงานไทย

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง รองรับการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต

กรุงเทพฯ, 22 กันยายน 2569 – ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 เพื่อเตรียมผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2571 รองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยในอนาคต 

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ. อีดี 

ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อพัฒนาแหล่ง ก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 บริเวณอ่าวไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติสู่การพัฒนา โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาแหล่งประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

สำหรับการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 ปตท.สผ. มีแผนจะผลิตก๊าซธรรมชาติ 

ผ่านระบบท่อส่งใต้ทะเลที่จะเชื่อมกับแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) และอุปกรณ์การผลิตของแหล่งบงกชเหนือในโครงการจี 2/61 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) อยู่แล้ว ทำให้สามารถพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม 

บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนงานในการสำรวจบริเวณพื้นที่อื่น ๆ ของโครงการจี 3/65 โดยจะทำการเจาะหลุมสำรวจในพื้นที่นงเยาว์ นอร์ทอีสต์ เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม หากมีการค้นพบปิโตรเลียม จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโครงการจี 3/65 ได้อีกในอนาคต 

ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการจี 3/65 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตั้งแต่ปี 2566 โดยโครงการมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 11,647 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ ภายหลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้การโอนสัดส่วนการลงทุนภายใต้สัญญาการลดสัดส่วน (Farm-out Agreement) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 60 และยังคงเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 40

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกว่า 50 โครงการ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. มีโครงการทั้งบนบกและในอ่าวไทย จำนวน 20 โครงการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top