Saturday, 22 August 2026
COMPETITION

กลุ่ม ปตท. จับมือสถาบันพระปกเกล้า!! ลงนามความร่วมมือ สร้างต้นแบบองค์กรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ หนุน ESG–SDGs นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว ผลักดันมาตรฐาน ESG–SDGs สู่ความสำเร็จ

กลุ่ม ปตท. สนับสนุนการยกระดับ สถาบันพระปกเกล้า สู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - กลุ่ม ปตท. และ สถาบันพระปกเกล้า จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสนับสนุนนโยบายสถาบันต้นแบบคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 3 จากซ้าย)

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 2 จากซ้าย)

นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ซ้ายสุด)

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากขวา)

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา)

นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ขวาสุด)

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงร่วมในพิธี เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีของกลุ่ม ปตท. อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบเบ็ดเสร็จ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการพาหนะ พฤติกรรมการขับขี่ และประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำ บริการระบบทำความเย็นแบบครบวงจร เครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริการแพลตฟอร์มจัดการพลังงาน ฯ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ในการยกระดับสถาบันพระปกเกล้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการนำมาตรฐานสากลมาสนับสนุนการดำเนินงานด้าน ESG และ SDGs ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายตามพันธกิจอย่างมีประสิทธิผลร่วมกันต่อไป

อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนเกม!! ‘วราวุธ’ ชูเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชี้ไทยต้องเป็น Strategic Safe Haven ฐานลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และแบตเตอรี่

“วราวุธ” กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่า Perfect Storm ชู Green-Tech Economy สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์

 อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว

AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! ‘อาจารย์ตั้ม’ ชี้ SMEs ไทยใช้ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสธุรกิจ เปลี่ยนเทคโนโลยีไกลตัวให้ใช้งานได้จริง เดินหน้าสร้างโอกาสผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

“อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย” เดินหน้าถ่ายทอดความรู้ AI สู่ผู้ประกอบการไทย ในโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI

ชี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว พร้อมนำผู้ประกอบการท้องถิ่นเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจง่าย หวังสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งโรงเรียน AI และ Ecommerce DIY ECom ผู้พัฒนานักธุรกิจออนไลน์จากศูนย์สู่รายได้หลักล้านมาแล้วหลายร้อยคน และมีสมาชิกในชุมชนกว่า 300,000 คน เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ภายใต้โครงการ “TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยล่าสุด อาจารย์ตั้มได้รับเชิญให้เดินทางไปจังหวัดเชียงราย ในฐานะวิทยากรและผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธรรมศาสตร์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพและผู้สนับสนุนโครงการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือด้าน AI ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง

อาจารย์ตั้ม กล่าวว่า การทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมากมีศักยภาพและมีธุรกิจที่ดี แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยได้เช่นกัน

“ปกติงานของภาครัฐที่ลงไปช่วยผู้ประกอบการในพื้นที่ อาจมีเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่เมื่อเทียบกับงานที่ทำกับองค์กรขนาดใหญ่ในเมือง สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจและนำความรู้กลับไปใช้กับธุรกิจของตัวเองได้จริง”

สำหรับโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งมิติด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการทางการเงิน และการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด

อาจารย์ตั้มยังมองว่า วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน TikTok, Social Commerce และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนด้านเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

“ในหนึ่งวันเราอาจไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจของทุกคนได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราได้จุดประกายให้ผู้ประกอบการเห็นว่า AI สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของเขาได้อย่างไร และเริ่มต้นลงมือทำได้จริง นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

ทั้งนี้ ภารกิจการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ตั้มจะเดินหน้าต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีทั่วประเทศพื้นที่เป้าหมายในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทยในทุกภูมิภาค

การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Digital และ AI Literacy ให้แก่ SME ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ และเปลี่ยน AI จากเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ให้กลายเป็น เครื่องมือที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้สร้างรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้

“จาก AI ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว สู่เครื่องมือที่ผู้ประกอบการไทยสามารถหยิบมาใช้สร้างโอกาสให้ธุรกิจได้จริง”

ภาระกองทุนน้ำมันติดลบเกิน 6 หมื่นล้าน!! รัฐเดินหน้าคุมค่าครองชีพ ตรึงดีเซลต่ำกว่า 35 บาท ต้นทุนที่แท้จริงกำลังถูกย้ายไปกองทุนน้ำมัน ราคาน้ำมันโลกพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐชดเชยราคาดีเซลเพิ่ม 5 บาทต่อลิตร

ผ่าน 2 สัปดาห์ รัฐกัดฟันตรึงราคาขายปลีกดีเซลที่ 34.94 บาทต่อลิตร ทำภาระกองทุนน้ำมันติดลบทะลุเกิน 6 หมื่นล้านบาท หรือแบกเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4 พันล้านบาท นับจากวันที่ กบง. มีมติสั่งปรับลดราคา โดยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผันผวนเพิ่มสูงขึ้น เพราะสงครามในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกระลอก

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC )รายงานว่า หลังจากที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมีมติเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ปรับลดราคาขายปลีกดีเซลลงมารวดเดียว 2.56 บาทต่อลิตร เหลือ 34.94 บาทต่อลิตร และน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับลดลง 2.51 บาทต่อลิตร  โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคา และมีการใช้อํานาจตามมาตรา 3 แห่งพระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และอํานาจตามข้อ 3 แห่งคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 15/2562 เรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง ปรับลดราคา หน้าโรงกลั่นดีเซล ลงมา 1.40 บาทต่อลิตรด้วยนั้น  ปรากฏว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ มีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีความรุนแรงขึ้น  

อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่นั่งเป็นประธานทั้งใน กบง. และในคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปช่วยชดเชยราคาขายปลีก ที่ทำให้ ราคาขายปลีกดีเซลยังอยู่ที่ระดับเดิม 34.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องกว่าสองสัปดาห์แล้ว  แต่ก็ทำให้ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหนักขึ้นเรื่อยๆ  จากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ประมาณ 118 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 97 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และรัฐใช้กองทุนน้ำมันฯเข้าไปชดเชยดีเซล 2.90 บาทต่อลิตร ส่วน น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ลดการจัดเก็บ 2.07 บาทต่อลิตร เป็นจัดเก็บ 0.42 บาทต่อลิตร นั้น อัพเดทข้อมูลล่าสุด วันที่ 21 กรกฎาคม 2569  น้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์ ปิดที่ 149.92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2569 กว่า 31 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  4.97 ทำให้กองทุนน้ำมันต้องเข้าไปชดเชยราคาดีเซลถึงลิตรละ 7.97  บาทต่อลิตร  หรือ ชดเชยเพิ่มขึ้นหลังจากที่รัฐมีมติปรับลดราคา ถึง  5บาทต่อลิตร 

โดยฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569  ติดลบ เพิ่มขึ้นเป็น -61,500 ล้านบาท ซึ่งติดลบเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 5  กรกฎาคม 2569 ที่อยู่ที่ -57,362 ล้านบาท ก่อนที่รัฐจะสั่งปรับลดราคาดีเซลถึงกว่า 4,138 ล้านบาท

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97/

‘วราวุธ’ ดันไทยฐานผลิต xEV รับทุนจีน!! อุตสาหกรรมไทยขยับสู่รถไฟฟ้าเต็มตัว อัปสกิลช่าง EV–AI ปูทางศูนย์กลางยานยนต์อนาคต นักลงทุนจีนมองไทยฐานผลิตอนาคต ย้ำคุณภาพกำลังคนคือตัวตัดสินความสำเร็จระยะยาว

“วราวุธ” จ่อ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต ดึงเทคโนโลยีขั้นสูง อัปสกิลช่าง EV–AI

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation Vehicles : xEV) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ โดยเดินหน้ามาตรการสนับสนุนอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริมการลงทุน การขยายตลาดภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้พัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์แห่งอนาคตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ผ่านหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการพัฒนานักนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 200 คน ผ่าน 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ หลักสูตรช่างติดตั้งและบำรุงรักษาสถานีอัดประจุไฟฟ้า และหลักสูตรช่างเทคนิคซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี EV มาตรฐานความปลอดภัย การติดตั้งอุปกรณ์ และการซ่อมบำรุงตามมาตรฐานสากล ผ่านศูนย์อุตสาหกรรมภาคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการอบรมเข้าสู่การประเมินคุณวุฒิวิชาชีพในสาขายานยนต์ไฟฟ้าได้ต่อไป

นายวราวุธ กล่าวว่า การเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การอัปสกิลและรีสกิลแรงงานไทย” เป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากผู้ผลิตยานยนต์และเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจำนวนมากมีความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งนอกจากการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เข้มแข็งแล้ว ไทยยังต้องเตรียมความพร้อมด้านการรีไซเคิล (Recycle) และอัปไซเคิล (Upcycle) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในอนาคต ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการให้มีความคืบหน้าและนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ต่อไป

“วันนี้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบควบคุมอัจฉริยะ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน ช่างเทคนิคยุคใหม่จึงต้องมีความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และ AI การซ่อมบำรุงรถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” นายวราวุธกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กระทรวงเตรียมผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อร่วมกันยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยต่อยอดจากบทบาทของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่ได้เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อีกบทเรียนสำคัญจากจีนคือ การเร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการศึกษาไปจนถึงภาคธุรกิจ ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวางแผนการตลาด การบริหารต้นทุน การจัดทำบัญชี และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

“นักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และบรรยากาศการลงทุนที่เอื้อต่อธุรกิจ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จในระยะยาวคือคุณภาพของกำลังคน หากเราสามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะด้าน EV ดิจิทัล และ AI ได้เพียงพอ ไทยจะไม่ใช่แค่ฐานการผลิตรถยนต์ แต่จะก้าวสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายวราวุธ กล่าว

รัฐบาลลุยลดค่าไฟ เริ่ม ก.ย.69!! มท.2 แถลงลดค่าไฟครัวเรือน ปี 69–73 ขยายสิทธิค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ไม่ใช่แค่ลดบิลบ้าน แต่คือการดึงผู้เช่าหอ บ้านเช่า และคนตัวเล็กให้เข้าถึงความเป็นธรรมด้านพลังงาน

มท.2 แถลงลดค่าครองชีพประชาชนจากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 69 - 73 เดินหน้าคิดค่าไฟบ้านพักอาศัย - หอพัก - อพาร์ทเม้นท์ - บ้านเช่า - ทะเบียนบ้านชั่วคราว 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เริ่มรอบบิล ก.ย.69 นี้

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 2569 - 2573 มาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล โดยกล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้านโยบายลดภาระค่าพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งได้เห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศ ปี 2569 – 2573 และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการในประเด็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ประกอบด้วย การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยอัตราดังกล่าวจะใช้กับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเท่านั้น พร้อมทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพการอยู่อาศัยในปัจจุบัน

"โดยขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าในกิจการหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า รวมถึงบ้านที่ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราว (มิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว) ให้สามารถใช้อัตราค่าไฟฟ้าเดียวกับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคิดค่าไฟฟ้าจากผู้เช่าในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ที่ทำการลงทะเบียนกับการไฟฟ้า จะได้รับการสนับสนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาท/เดือน/ครัวเรือน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่หากยอดบิลเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะต้องรับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าทั้งหมดด้วยตนเองในเดือนนั้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงค่าไฟสาธารณะที่ได้คำนวณแล้วเฉลี่ยในบิลครัวเรือนละ 9 สตางค์/หน่วย ซึ่งจะได้หาแนวทางการใช้งบประมาณจากส่วนอื่นของรัฐในค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดย PEA และ MEA จะมีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ในวันนี้"

ทั้งนี้ ในส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้ทำการเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า ซึ่งผู้ประกอบการให้เช่ามีการติดตั้งมิเตอร์ต่างหาก (ไม่ใช่มิเตอร์ของการไฟฟ้า) และมีการคิดค่าไฟฟ้าเกินกว่าที่รัฐกำหนด สามารถแจ้งสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือศูนย์บริการประชาชน 1111 หรือสายด่วน สคบ. 1166 เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการลดค่าครองชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

นายพลพีร์ กล่าวในช่วงท้ายถึงการยกระดับการให้บริการของการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง มุ่งพัฒนาระบบบริการที่ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็วในรูปแบบ One Stop Service และหากมีปริมาณไฟฟ้าที่สามารถขายคืนการไฟฟ้าในแต่ละเดือนได้ ก็ให้เป็นส่วนลดค่าไฟในเดือนถัดไป นอกจากนี้ ได้ประสานสถาบันการเงินของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว และจะประสานกระทรวงการคลังเพื่อขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินภาคเอกชนเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1515706697258329&id=100064570394286&rdid=CUrAEDQgzkFlN79k#

ปตท.สผ. โชว์แกร่งบนเวทีโลก กวาดรางวัล CEO–CFO–IR–CSR ต่อเนื่องหลายปี 10 รางวัลระดับสากลไม่ใช่แค่เกียรติยศของ ปตท.สผ. แต่คือภาพสะท้อนองค์กรไทยที่ยืนได้ด้วยธรรมาภิบาล ความยั่งยืน และความเชื่อมั่นจากเวทีเอเชีย

ปตท.สผ. คว้า 10 รางวัลระดับสากล สะท้อนความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการองค์กร

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เข้ารับ 6 รางวัล จากงานประกาศรางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2569 (Asian Excellence Award 2026) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 16 โดย Corporate Governance Asia นิตยสารด้านการเงินที่ส่งเสริมบรรษัทภิบาลของฮ่องกงและภูมิภาคเอเชีย โดยรางวัลที่ ปตท.สผ. ได้รับ ได้แก่ รางวัล Asia’s Best CEO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 รางวัล Asia’s Best CFO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 รางวัล Best Investor Relations Company ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 รางวัล Best Investor Relations Professional ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รางวัล Sustainable Asia Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และรางวัล Best CSR ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 

นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังได้รับอีก 4 รางวัล จากการจัดอันดับของ FinanceAsia Asia’s Best Companies 2026 ซึ่งเป็นนิตยสารการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ รางวัล Best Large-Cap Company – Thailand (ระดับ Silver), รางวัล Best Managed Company - Energy – Thailand (ระดับ Silver), รางวัล Best CFO – Thailand (ระดับ Gold) และรางวัล Best Investor Relations – Thailand (ระดับ Silver)

การมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการองค์กร การจัดการด้านการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ ปตท.สผ. ในการยึดมั่นในการกำกับดูแลองค์กรที่ดี การเติบโตอย่างยั่งยืน และการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

“เชฟรอน” ใช้แท่นหลุมผลิตใหม่!! นำแท่นหลุมผลิตเก่ากลับมาใช้ใหม่สำเร็จ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 4,280 ตัน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนผลิต เปิดทางพัฒนาแหล่งขนาดเล็กยั่งยืน

เชฟรอนนำแท่นหลุมผลิตทั้งโครงสร้างกลับมาใช้ใหม่ได้สำเร็จที่แท่นชบาบี

ต่อยอดการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประสบความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม (Wellhead platform) กลับมาใช้งานใหม่ทั้งโครงสร้าง ภายใต้โครงการ Total Wellhead Platform Reuse อย่างปลอดภัย ความสำเร็จนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแหล่งผลิต ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้เป็นการนำโครงสร้างส่วนบน (Topside) และขาแท่น (Jacket) ของแท่นหลุมผลิตเบญจมาศวี (BEWV) ที่เสร็จสิ้นการใช้งานแล้วในแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/32 กลับมาใช้เป็นแท่นหลุมผลิตใหม่ที่แท่นหลุมผลิตชบาบี (CBWB) ในแปลงสำรวจเดียวกัน การดำเนินงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเสร็จสิ้นการดำเนินงานในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และมีแผนจะเริ่มต้นการผลิตในปี พ.ศ. 2570

นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “จากวันแรกที่เชฟรอนเป็นบริษัทพลังงานรายแรกที่ประสบความสำเร็จในการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เชฟรอนยังคงเดินหน้าคิดค้นและริเริ่มเทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแหล่งพลังงานของไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำเทคนิคการขุดเจาะหลุมแนวนอนมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแหล่งผลิต ในปี 2542 การเปิดศูนย์ควบคุมการปฏิบัติงานของแท่นผลิต หรือ Integrated Operations Center (IOC) แห่งแรกของไทย ในปี 2565 รวมถึงการนำเรือไตรมารันเข้ามาใช้ในการขนส่งพนักงานออฟชอร์เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในปี 2569 และความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่ทั้งโครงสร้างครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่าย และช่วยเปิดโอกาสในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กในอ่าวไทยได้อย่างคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งการนำแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่นั้นช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 4,280 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการหลีกเลี่ยงกิจกรรมการรื้อถอนแท่นเดิมและการก่อสร้างแท่นใหม่ รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากพลังของทีมงานเชฟรอนและพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันใช้ความเชี่ยวชาญ ความมุ่งมั่น และวัฒนธรรมความปลอดภัยของเราในการผลักดันโครงการนี้จนสำเร็จลุล่วง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง เมื่อขับเคลื่อนด้วยศักยภาพของคนและการทำงานร่วมกันเป็นทีม”

โครงการ Total Wellhead Platform Reuse นี้ ต่อยอดจากโครงการนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือ Topside Reuse ที่เชฟรอนได้คิดค้นและเริ่มดำเนินการในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบัน เชฟรอนได้นำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่แล้ว 14 แท่น และเมื่อรวมกับโครงการนำแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่ทั้งโครงสร้างครั้งนี้ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกว่า 27,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

‘ศุภจี’ ขับเคลื่อนปรับทัพราชการ!! รัฐบาลปักหมุด Experience Economy ปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” ดันไทยสู่เศรษฐกิจฐานประสบการณ์ ชี้วัฒนธรรมกับท่องเที่ยวต้องเดินเสริมกันในโลกเศรษฐกิจใหม่

‘ศุภจี’ นั่งหัวโต๊ะขับเคลื่อนปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” เดินหน้าปฏิรูประบบราชการ รับยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานประสบการณ์

ทำเนียบรัฐบาล, 14 กรกฎาคม 2569 – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการปรับโครงสร้างการบริหารราชการด้านการท่องเที่ยว ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ เพื่อรองรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารจากทั้งสองกระทรวง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมให้ข้อสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อช่วยให้มีมุมการกำหนดทิศทางสำหรับการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นางศุภจี กล่าวว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรเพื่อราชการ แต่เป็นการยกระดับระบบบริหารจัดการเสริมพลังและอิทธิพลของว้ฒนธรรมไทยด้วยงานด้านการท่องเที่ยวและบริการของประเทศให้มีความโดดเด่นยิ่งกว่าเดิมบริหารได้คล่องตัว แต่ยังสามารถก้าวทันต่อบริบทโลก สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าต่องช่วยกันระวังไม่ให้ประเด็นเรื่องการแยกหรือรวมหน่วยงานขอฃรัฐมาบดบังเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ที่ประชุมยังรับทราบมติครม.และความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งขณะนี้จะอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอกลับเข้าครม.เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนสิงหาคม 2569 โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2569

ภายใต้โครงสร้างใหม่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะปรับเป็น กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และอีกกระทรวงจะชื่อว่า กระทรวงกีฬา ตามภารกิจที่กำหนดไว้ โดยทั้งสองกระทรวงจะเร่งจัดทำกฎกระทรวงรองรับภารกิจใหม่ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดแนวทางบริหารภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ลดความซ้ำซ้อน และเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินงานตามโครงสร้างใหม่ได้ภายในสิ้นปี 2569

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในรอบกว่า 24 ปี ที่จะช่วยบูรณาการนโยบายด้านวัฒนธรรมและงานท่องเที่ยวให้เดินหน้าไปแบบเสริมกันและกัน พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และรูปแบบการบริหารที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งจะเป็นตัวอย่างของการปรับปรุงระบบราชการที่หน่วยอื่น หรืองานอื่นๆก็รอโอกาสได้ปฏิรูปบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบราชการไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความต้องการของประชาชนได้แม่นยำขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา “เศรษฐกิจฐานประสบการณ์” (Experience Economy) ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ โดยจะไม่ให้การปรับโครงสร้างส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน ทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมสำคัญ และการขับเคลื่อนนโยบาย Value Tourism

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ทำหน้าที่ที่ปรึกษาในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้าง และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. จัดทำแผนปฏิบัติการและกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้

บางจากฯ ชูคุณภาพน้ำมัน–มาตรฐานหัวจ่าย!! เดินหน้าตรวจคุณภาพน้ำมัน–หัวจ่ายต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการทั่วประเทศ ครองแชมป์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับทองมากที่สุดในไทย ตอกย้ำเติมเต็มลิตร–คุณภาพมั่นใจ

บางจากฯ ครองอันดับ 1 "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองมากที่สุด

สถานีบริการน้ำมันบางจากครองตำแหน่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับรอง "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด มากที่สุดในประเทศไทย จากโครงการของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการน้ำมัน

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานของสถานีบริการน้ำมันมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ มีการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานของการจ่ายน้ำมัน รวมทั้งคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น การกำหนดให้สถานีบริการน้ำมันตรวจสอบมาตรฐานหัวจ่ายสม่ำเสมอ มีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพน้ำมันทั่วประเทศ (Mobile Lab)  เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับน้ำมันครบถ้วน ถูกต้อง คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน บางจากฯ จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมโครงการรับรอง “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการยืนยันมาตรฐานการดำเนินงานของสถานีบริการน้ำมันบางจากเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ให้บริการ บางจากฯ มีแผนให้สถานีบริการน้ำมันบางจากทุกแห่งเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อให้ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานของหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันบางจากได้รับมาตรฐานแล้วเกือบ 2,000 สาขา และได้รับป้ายระดับทองสูงสุดถึง 269 สาขา เป็นแบรนด์น้ำมันที่ได้รับการรับรองป้ายมาตรฐานระดับทองมากที่สุด และยังคงทยอยได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการควบคุมมาตรฐานการให้บริการแล้ว บางจากฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง อาทิเช่น น้ำมันบางจากไฮพรีเมียม 98 +พลัส และไฮพรีเมียม ดีเซล +พลัส เป็นต้น ทั้งยังเป็นพลังงานสะอาด ประหยัดและคุ้มค่าต่อการใช้งาน   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมุ่งเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคด้วยการจัดโปรโมชันสมนาคุณลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโปรโมชัน ได้แก่  สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,000 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ ขนาด 1.5 ลิตร มูลค่า 14 บาท จำนวน 1 ขวด ตั้งแต่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2569   และเมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,200 บาท รับฟรี แก้วแรงใจ 1 ใบ มูลค่า 49 บาท มี 7 ลายให้สะสม ตั้งแต่ 10 มิถุนายน ถึง 20 กรกฎาคม 2569 ยิ่งไปกว่านั้นในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์  สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสม 500 คะแนน แลกรับคูปองส่วนลดเติมน้ำมันบางจากมูลค่า 120 บาท เพิ่มขึ้นจากปกติที่แลกได้ 100 บาท  ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก สำหรับการเติมน้ำมันบางจากชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569  และสามารถใช้คูปองส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top