Monday, 6 July 2026
COMPETITION

‘ดร.วรรณวิภางค์’ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ เป็นหมุดหมายดี “กขค. - สคบ. - ETDA” ดันออกประกาศปลดล็อกผูกขาดบริษัทขนส่งใน “ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล”

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การผลักดัน (ร่าง) ประกาศแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (E-Commerce) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยจะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ถือเป็นหมุดหมายที่ดีสำหรับวงการอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนในพฤติกรรมหรือการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายใหม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องออกไปจากตลาดเพราะถูกขัดขวางการแข่งขันตามกลไกตลาดที่ไม่เป็นธรรม

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ากรอบการกำกับควบคุมธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลตามประกาศฯ มีความสมเหตุสมผล เช่น การห้ามแพลตฟอร์มออกแบบระบบที่บังคับให้ผู้ขายหรือผู้ซื้อใช้ผู้ให้บริการขนส่งรายเดียว หรือการตรวจสอบการตั้งราคาต่ำผิดปกติเพื่อกีดกันคู่แข่งรายเล็ก รวมถึงบทลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิดนั้น ก็นับเป็นตัวเลขที่สูงมากพอที่จะกำกับไม่ให้ธุรกิจมีการกระทำความผิดได้ แต่ก็ต้องระวังว่าอาจมีกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่เข้าใจกฎระเบียบอย่างครบถ้วนแล้วกระทำผิดจนถูกปรับในอัตราที่สูงจนต้องออกจากตลาดไป ซึ่งคิดว่าในทางปฏิบัติ กขค. มีการพิจารณาถึงระดับความรุนแรงของการกระทำความผิด และพิจารณาโทษปรับให้ได้สัดส่วน ภายใต้กรอบที่ตั้งไว้คือไม่เกิน 10% ของรายได้รายปีในปีนั้นอยู่แล้ว

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการที่แพลตฟอร์มต้องเปิดทางให้มีการแข่งขันด้านบริการโลจิสติกส์อย่างอิสระ ผู้ขายในแพลตฟอร์มดิจิทัลก็จะมีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่จะเหมาะสมที่สุด ให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดผู้ให้บริการขนส่ง ซึ่งจะเกิดความยืดหยุ่น ประหยัด และเกิดประโยชน์กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

บีโอไอรุกส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ “ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot)” ไฟเขียว 5 บริษัทใหญ่ ลงทุนผลิตป้อนบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Tesla Bot เงินลงทุนเฟสแรกรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทชั้นนำจากประเทศจีน ได้แก่ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission  บริษัท Beite Technology บริษัท Sanhua Intelligent Drives บริษัท Tuopu Technology และบริษัท Xusheng Group ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีลูกค้าหลักคือหุ่นยนต์ Tesla Bot และจะผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่นๆ ด้วย เช่น Apple, Samsung, Huawei โดยจะเป็นการผลิตนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จะจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงรวมกว่า 1,000 คน และคาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยรวมกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย

บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ซึ่งเป็นชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงในระบบขับเคลื่อนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องรองรับแรงบิดสูง ความแม่นยำ และการทำงานต่อเนื่องของหุ่นยนต์ เงินลงทุน 2,120 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

บริษัท Beite Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนส่งกำลัง (Planetary Roller Screw) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 1,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และเพิ่งยื่นคำขอเพิ่มอีก1 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อผลิต Robot Ball Screw ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบีโอไอ

บริษัท Sanhua Intelligent Drives ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่แปลงพลังงานและสัญญาณควบคุมให้เป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ มีเงินลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้อนให้กับ BYD, Volvo และ Tesla เงินลงทุนกว่า 3,200 ล้านบาทด้วย

บริษัท Tuopu Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีเงินลงทุน 930 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการส่งเสริมโครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอีก 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท

บริษัท Xusheng Group ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Robot Body/Joint/Bone Components ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโครงร่างของหุ่นยนต์ ทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น แขน ขา และข้อต่อ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้ตามที่ออกแบบ โดยจะใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนต่อแรงสั่นสะเทือน เหมาะสำหรับหุ่นยนต์ที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และสมรรถนะสูง เงินลงทุน 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง

เศรษฐกิจไทย 'ฟื้นแค่บนกระดาษ' GDP โต 2.5% แต่ไส้ในน่าห่วง ท่องเที่ยวแผ่ว-บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทย แนะรัฐเร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ดึงเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม

GDP โต 2.5% แต่กระเป๋าไม่โต: เศรษฐกิจฟื้นบนกระดาษ ชีวิตจริงยังติดหล่ม

ไตรมาส 4/2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.5% (YoY) และทั้งปี 2568 โต 2.4% ตัวเลขดูดีขึ้นชัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่โตเพียง 1.2% แต่คำถามที่คนส่วนใหญ่ยังถามคือ "ทำไมชีวิตจริงยังไม่ดีขึ้น"
โตเพราะอะไร: ปลายปีเร่งจากลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศ
• การลงทุนรวมพุ่ง 8.1% สูงสุดในรอบหลายปี โดยการลงทุนเอกชนโต 6.5% หนุนจากการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์
• การบริโภคภาคเอกชนยังโต 3.3% โดยมีแรงเร่งจากตลาดยานยนต์ (รวมถึงแรงจูงใจช่วงมาตรการ EV 3.0)
• การใช้จ่ายสินค้าคงทนปลายปีพุ่ง 12.2% สะท้อนการตัดสินใจซื้อที่ถูกเร่งให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น
• ภาพรวมฝั่งกิจกรรมเศรษฐกิจปลายปีดีขึ้นจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออกบางหมวด (เช่นอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรบางรายการ) ขยายตัวต่อเนื่อง

แล้วทำไมคนยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น
• การเติบโต "กระจุก" อยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางกลุ่มรายได้ ตัวเลขรวมจึงดูดี แต่รายได้ฐานราก/SME ยังตามไม่ทัน
• หนี้ครัวเรือนสูงและต้นทุนการเงินยังเป็นแรงกด ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งถูกดูดไปกับภาระหนี้และดอกเบี้ย
• เงินบาทแข็งกดความสามารถแข่งขันของส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งกระทบรายได้จำนวนมากในระบบเศรษฐกิจจริง
• สัญญาณภาคท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 ยังน่าห่วง: นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 1 ม.ค.-8 ก.พ. ลดลง 10.77% เทียบปีก่อน ส่งผลต่อรายได้ผู้ประกอบการปลายทาง

ทางออกที่ต้องทำให้คน "รู้สึก" ได้จริง
• แก้หนี้แบบพุ่งเป้า: ปรับโครงสร้างหนี้/ลดภาระดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมคุมความเสี่ยงไม่ให้หนี้ใหม่พอง
• เร่งลงทุนให้กลายเป็นงานและรายได้ในประเทศ: ดันโครงการลงทุนให้เชื่อมซัพพลายเชนในประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวเลขปลายปี
• ลดต้นทุนทำมาหากินของคนส่วนใหญ่: พลังงาน โลจิสติกส์ ค่าครองชีพ และเข้าถึงเครดิตของ SME

จากทาสสายเปย์ สู่ทาสสายวางแผน เมื่อการเลี้ยงสัตว์คือการบริหารค่าใช้จ่ายระยะยาว

สังคมไทยกำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อสัตว์เลี้ยงขยับบทบาทจาก “เพื่อน” สู่ “สมาชิกครอบครัว” ท่ามกลางจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 70 ปีในปี 2567 ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงไทย กลับเติบโตสวนทาง โดยปี 2567 มูลค่าตลาดประเมินราว 74,800 ล้านบาท และขยายตัวเฉลี่ย 17.5% ต่อปี ในช่วงปี 2562–2567 สะท้อนกระแส Humanization ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจังยิ่งขึ้น

เมื่อ “เจ้านาย” คือสมาชิกครอบครัว การเลี้ยงสัตว์หนึ่งชีวิตจึงหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวกว่า 10–15 ปี ตั้งแต่อาหารและโภชนาการเฉพาะทาง วัคซีนและการตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการดูแลในวัยชรา ข้อมูลตลาดชี้ว่า ค่าใช้จ่ายต่อสัตว์เลี้ยงในกลุ่มที่ได้รับการดูแลใกล้ชิดอยู่ที่กว่า 4 หมื่นบาทต่อปี โดยหมวดสุขภาพมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์การดูแลสุขภาพสัตว์เชิงป้องกัน (Preventive Care) พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเริ่มเปลี่ยนจากการใช้จ่ายตามอารมณ์ สู่การตัดสินใจเชิงคุณค่า โดยมีอาหารคุณภาพ บริการสัตวแพทย์ และการดูแลเชิงป้องกัน เป็นตัวขับหลักของการใช้จ่าย

ปักธง 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' หลังบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เคาะโรดแมปชิปขั้นสูง หวังดึงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี มุ่งผลิต Power-Sensor Jอนสมรภูมิ AI และ EV ท้าชนสิงคโปร์-มาเลเซีย ยกระดับไทยสู่ฮับชิปโลก

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมชิป มุ่งสู่ "ชิปเมดอินไทยแลนด์"

คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นโรดแมปสำคัญในการยกระดับไทยสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ร่างยุทธศาสตร์จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
ร่างยุทธศาสตร์เริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยว่าจ้างบริษัท Roland Berger ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ

กระบวนการจัดทำประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และได้ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568
.
ไทยมีโอกาสแข่งขันได้ในภูมิภาค
จากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ พบว่าแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบุคลากร สภาพแวดล้อมธุรกิจ มาตรการสนับสนุน และศักยภาพอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไทยยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและแข่งขันได้

ยุทธศาสตร์กำหนดให้เน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

เป้าหมายดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ร่างยุทธศาสตร์มุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด "ชิปเมดอินไทยแลนด์" โดยตั้งเป้าหมาย:
• ดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026-2050)
• พัฒนาบุคลากรมากกว่า 230,000 คน
• สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันการลงทุนในการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion

5 กลไกขับเคลื่อนสำคัญ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย ร่างยุทธศาสตร์เสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน:
1. สิทธิประโยชน์ - เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
2. บุคลากรทักษะสูง - พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม-การศึกษา
3. เทคโนโลยี - ยกระดับ TMEC และศูนย์วิจัยสถาบันการศึกษา
4. โครงสร้างพื้นฐาน - พัฒนาคลัสเตอร์ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และจัดการภัยพิบัติ
5. สภาพแวดล้อมธุรกิจ - อำนวยความสะดวกการอนุญาต เจรจา FTA และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีความเข้มแข็ง

การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนา Local Champion

นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ตลาดโลกคาดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
นายนฤตม์กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เติบโตรวดเร็ว คาดว่าจะมีขนาดตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 และจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยระยะยาว

ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มี 1,748 โครงการ มูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด

ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำหลายรายตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว เช่น Infineon, Analog Devices, Microchip Technology, NXP Semiconductor, Sony, Toshiba, Rohm และ Fiti ในเครือ Foxconn

เป็นสิริมงคลยิ่ง!! ในหลวงพระราชทานชื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู "วิวัฒน์นคร" สื่อความหมาย "ความเจริญของเมือง" มุ่งสืบสานพระราชปณิธานเพื่อพสกนิกร สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ “วิวัฒน์นคร”

ตามที่ กระทรวงคมนาคม โดย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี และส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ที่ทำหน้าที่เป็นขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อและขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี เริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต่อมา รถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 นั้น

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ ว่า “วิวัฒน์นคร” (อ่านว่า วิ-วัด-นะ-คอน) Wiwat Nakhon ซึ่งมีความหมายว่า ความเจริญของเมือง นำมาซึ่งความปีติยินดีและสิริมงคลแก่กระทรวงคมนาคม รฟม. และประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง โดย กระทรวงคมนาคม และ รฟม. จะมุ่งมั่นพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางรางให้มีความสมบูรณ์ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนด้านการคมนาคมและการบริการขนส่งสาธารณะต่อไป

สำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) มีระยะทางรวม 37.5 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสาย มีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 32 สถานี เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. โดยตลอดเส้นทางมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักอีก 4 สาย ได้แก่ สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) สถานีหลักสี่ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าชานเมือง สายธานีรัถยา (สายสีแดง) สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายสุขุมวิท) และสถานีมีนบุรี เชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) พร้อมกันนี้ ผู้ใช้รถยนต์สามารถนำรถมาจอดได้ที่อาคารจอดแล้วจรสถานีมีนบุรี เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยอาคารจอดแล้วจรเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 – 02.00 น.

กกร. ห่วงเศรษฐกิจปี 69!! คาดโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน สกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ หวั่นกระทบขีดความสามารถโลกใหม่

กกร.ห่วง GDP ปี 69 โตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปี รั้งท้ายอาเซียน-บาทแข็งฉุดส่งออก แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือนสกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ

(7 ม.ค. 2569) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิม ๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

ดร.พจน์ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ดร.พจน์ กล่าวว่า กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม  IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026””ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

'ชัชชาติ' เผยข่าวดี!! สถานการณ์ PM2.5 ปีนี้ดีขึ้นชัดเจน ชี้มาตรการคุมรถ-พื้นที่สีเขียว-WFH เริ่มเห็นผล จับมือ 'อุตสาหกรรม' สกัดฝุ่นจากโรงงาน เดินหน้าคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนกรุง

กทม. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปีนี้แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง จำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 40% ค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง 12% เพราะความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบข้าง

(6 ม.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว “การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งระบบ ครอบคลุมยานพาหนะ โรงงาน และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่าภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ย      ความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน      ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ

ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

ความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น คือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุมรถเข้ม ลดฝุ่นจากการจราจร
กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ #ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมโครงการแล้ว 186,095 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9.3

WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น
มาตรการ Work From Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น
ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ     ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

เดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเมือง การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง และการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผสานพลังกระทรวงอุตสาหกรรม คุมเข้มปล่องระบายมลพิษ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่าได้มีการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายอากาศสะอาด โดยเฉพาะการออกประกาศเกณฑ์มาตรฐานค่าสารเจือปนในอากาศจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพฯ พ.ศ. 2568 ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น "เรากำหนดให้โรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS) และรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ควบคู่กับการควบคุมการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นในช่วงเทศกาลสำคัญยั่งยืน" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

ปฏิวัติวงการขนส่ง!! จีนทดสอบ "Lanying R6000" โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน บรรทุกหนัก 2 ตัน บินได้ไกล 4,000 กม. รองรับการขนส่ง - การกู้ภัยในภูมิประเทศซับซ้อน

จีนผงาด! ทดสอบบินเที่ยวแรก “Lanying R6000” โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน ปฏิวัติวงการขนส่งและการกู้ภัย

(ซินหัว) เต๋อหยาง, 29 ธันวาคม 2568 — จีนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินระดับโลกอีกครั้ง เมื่อบริษัท ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ (United Aircraft) ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินเที่ยวแรกของ “หลานอิ่ง อาร์6000” (Lanying R6000) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ขนาดมหึมาถึง 6 ตัน ณ เมืองเต๋อหยาง มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

 นวัตกรรม Tilt-rotor: ลูกผสมที่ลงตัวระหว่างเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบิน

ความพิเศษของ Lanying R6000 คือเทคโนโลยี ใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถ บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง (VTOL) ได้เหมือนเฮลิคอปเตอร์โดยไม่ต้องใช้รันเวย์ แต่เมื่อลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว ใบพัดจะสามารถปรับทำมุมเพื่อทำหน้าที่เป็นใบพัดผลักดันแบบเครื่องบินทั่วไป ทำให้สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงและไปได้ไกลกว่าโดรนปกติทั่วไปหลายเท่า

 เปิดสเปกสุดล้ำ: บรรทุกหนัก บินไว ไปได้ไกล

จากการเปิดเผยของ ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ สมรรถนะของหลานอิ่ง อาร์6000 นั้นอยู่ในระดับที่น่าทึ่งและตอบโจทย์การใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง:

* น้ำหนักตัวเครื่อง: 6 ตัน
* กำลังบรรทุกสูงสุด: 2,000 กิโลกรัม (2 ตัน)
* ความเร็วสูงสุด: 550 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
* พิสัยการบิน: ไกลถึง 4,000 กิโลเมตร
* เพดานบินสูงสุด: 7,620 เมตร (25,000 ฟุต)

 พลิกโฉมภารกิจกู้ภัยและโลจิสติกส์ในพื้นที่ซับซ้อน

ด้วยขีดความสามารถที่ยืดหยุ่น Lanying R6000 จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในหลากหลายภารกิจ โดยเฉพาะในสภาพภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก เช่น:

1. การกู้ภัยฉุกเฉิน: เข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติที่รันเวย์ถูกทำลายเพื่อส่งเสบียงหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ
2. โลจิสติกส์ขั้นสูง: ขนส่งสินค้าระหว่างเมืองหรือระหว่างแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล (Offshore) ได้อย่างรวดเร็ว
3. ปฏิบัติการพิเศษและการสำรวจ: ด้วยเพดานบินที่สูงและระยะทางที่ไกล ทำให้เหมาะกับการสำรวจทรัพยากรหรือภารกิจทางเทคนิคในพื้นที่ห่างไกล

 ก้าวสำคัญของ "เศรษฐกิจระดับต่ำ" (Low-Altitude Economy)

การทดสอบที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของบริษัทผู้พัฒนา แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าของจีนในการครองความเป็นผู้นำด้าน "เศรษฐกิจระดับต่ำ" ซึ่งเป็นการนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ Lanying R6000 คือคำตอบของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และความสามารถในการเอาชนะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

การขึ้นสู่ท้องฟ้าของ "หลานอิ่ง อาร์6000" ในครั้งนี้ จึงเป็นดั่งสัญญาณเตือนว่า อนาคตของการบินไร้คนขับขนาดใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเต็มตัว

ของขวัญที่จับต้องได้!! ถอดรหัส "ทางด่วนฟรี" ช่วงเทศกาล ทำไม กทพ. ควรถูกยกเป็นหน่วยงานรัฐตัวอย่าง กางตัวเลขรายได้ยอมเฉือนเนื้อ 87 ล้าน แลกความคุ้มค่าเศรษฐกิจ + ความสะดวกประชาชน

ทางด่วนฟรีไม่ใช่ “แจก” แต่คือ “รัฐบริการ”
ทำไม กทพ. ควรถูกยกเป็นหน่วยงานรัฐตัวอย่าง

ทุกเทศกาลใหญ่ของไทย—ปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดยาว—สิ่งที่คนส่วนใหญ่ “ต้องเจอเหมือนกัน” คือรถแน่น ค่าเดินทางพุ่ง และความเครียดบนถนนที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในภาพรวมของหน่วยงานรัฐที่คนมักบ่นว่า “ช้า” หรือ “ไกลตัว” การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานที่ทำสิ่งง่าย ๆ แต่ทรงพลังมาก: ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษช่วงเทศกาล เพื่อให้ประชาชนได้ “ประหยัดจริง” และ “เดินทางคล่องขึ้นจริง”
ปีใหม่นี้ กทพ.ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 7 วันเต็ม (30 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569) บนเครือข่ายทางพิเศษในกำกับ กทพ. ซึ่งเป็นของขวัญที่จับต้องได้ทันที—ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องรอผลระยะยาว แค่ขึ้นทางด่วนแล้ว “ไม่โดนตัดเงิน” ความรู้สึกของคนก็เปลี่ยนแล้ว

1) จุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่กระแส: ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีใหม่ 2553
เอกสารทางราชการสะท้อนว่า แนวทาง “ยกเว้นค่าผ่านทางช่วงเทศกาล” ไม่ได้เกิดเพราะกระแส แต่เป็นมาตรการแก้ปัญหาจราจรที่ทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา–ชลบุรี) ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา
ช่วงเริ่มต้นดังกล่าวอยู่ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ ทำให้เห็นว่านี่คือแนวทางที่ “ส่งไม้ต่อ” กันได้ ไม่ผูกกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

2) ขยายผลแบบมีเหตุผล: เพิ่มกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ตั้งแต่ปีใหม่ 2562
อีกหมุดสำคัญคือการขยายการยกเว้นค่าผ่านทางไปยังทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ซึ่งมีที่มาจากข้อสั่งการ/ดำริของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการประชุมหัวหน้าหน่วยงานสังกัดคมนาคม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ให้เริ่มยกเว้นตั้งแต่ปีใหม่ 2562 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับบูรพาวิถี เพราะเป็นสายทางต่อเนื่องกัน ช่วยระบายรถ ลดคอขวด และลดเวลาหน้าด่าน
ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในกรอบรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในช่วงนั้นคือ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ภาพรวมจึงชัดว่า “ต่างรัฐบาลก็ทำต่อ” เมื่อเห็นว่าเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและระบบจราจรจริง

3) ชมแบบมีหลักฐาน: ทำเพื่อประชาชน แต่กล้าบอกตัวเลขต้นทุน–ผลตอบแทน
คำว่า “ดี” ในภาครัฐ ถ้าวัดไม่ได้ก็เถียงกันไม่จบ แต่จุดแข็งของกทพ. คือการสื่อสารเชิงข้อมูล—ระบุทั้งช่วงเวลา เส้นทาง และประเมินทั้ง “รายได้ที่งดจัดเก็บ” เทียบกับ “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ที่ประชาชนได้รับ
ตัวอย่างกรณีปีใหม่ 2569 มีการประเมินปริมาณรถใช้ทางพิเศษราว 2,378,341 คัน รายได้ที่ไม่จัดเก็บประมาณ 87,214,841 บาท ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ราว 136,668,014 บาท (รวมทั้งประหยัดค่าใช้รถและประหยัดเวลาเดินทาง)
นี่คือมาตรฐานที่อยากให้หน่วยงานรัฐอื่นทำตาม: ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบาย แต่ยอมให้สังคมตรวจสอบบนฐานข้อมูล

4) ไม่ได้ช่วยแค่ “กระเป๋าเงิน” แต่ช่วย “ระบบจราจร–ความปลอดภัย–มลพิษ”
การยกเว้นค่าผ่านทางไม่ได้หมายถึงแค่ “ลดค่าใช้จ่าย” แต่ช่วยย้ายปัญหาออกจากหน้าด่าน ลดการชะลอ ลดการสะสมรถ และลดความเสี่ยงบนถนน ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษบริเวณหน้าด่าน และทำให้การบริหารจราจรช่วงเดินทางหนาแน่นเป็นระบบมากขึ้น
พูดง่าย ๆ: ทางด่วนฟรีไม่ได้แปลว่า “รัฐเสียรายได้แล้วจบ” แต่คือการลดคอขวด ลดความเครียด และทำให้การเดินทางไหลลื่นขึ้นจริง

5) ไม่ใช่แค่ปีใหม่: ทำจริงทุกเทศกาล
นโยบายยกเว้นค่าผ่านทางไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ปีใหม่ แต่ถูกนำไปใช้ในช่วงเทศกาลอื่น ๆ เช่นสงกรานต์ในหลายปีที่ผ่านมา ความสม่ำเสมอแบบนี้ทำให้ประชาชน “คาดหวังได้” และวางแผนการเดินทางได้

6) โบนัสที่สะท้อนหัวใจบริการ: ฟรีทางด่วน + คืนเงิน Easy Pass
ปีใหม่ 2569 ไม่ได้มีแค่ “ฟรี 7 วัน” แต่ยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่นการคืนค่าผ่านทาง (บางเงื่อนไข) เพื่อส่งเสริมการใช้ Easy Pass และลดเวลาหน้าด่าน
ที่สำคัญ กทพ.ประกาศช่วงเวลาชัดเจน และครอบคลุมเครือข่ายทางพิเศษหลักในกำกับ เช่น เฉลิมมหานคร, ศรีรัช, อุดรรัถยา รวมถึงบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ทำให้คนเดินทางวางแผนเส้นทางได้จริง ไม่ต้องเดา

ถ้ารัฐจะเป็น “มืออาชีพ” หน้าตาควรเป็นแบบนี้
กทพ. ทำให้เห็นว่า หน่วยงานรัฐที่ดีไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่ต้อง “ทำจริง–ทำต่อเนื่อง–วัดผลได้–สื่อสารชัด” ทางด่วนฟรีจึงไม่ใช่การ “แจก” แบบไร้หลักคิด แต่เป็น “รัฐบริการ” ที่เลือกทำในวันที่ประชาชนต้องการมากที่สุด และทำให้ชีวิตคนง่ายขึ้นจริง
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานข่าวด้านเศรษฐกิจยังสะท้อนว่า กทพ.สามารถเดินเกมบริการสาธารณะควบคู่กับการบริหารองค์กรได้ โดยปี 2567 มีรายได้รวมราว 19,177 ล้านบาท (รายได้ค่าผ่านทางราว 13,465 ล้านบาท และรายได้อื่นราว 5,712 ล้านบาท) เป็นสัญญาณว่าการ “ให้” กับประชาชนในวันสำคัญ ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะเดินต่อไม่ได้ หากบริหารอย่างมีวินัยและเพิ่มประสิทธิภาพ
ถ้าจะหา “หน่วยงานรัฐตัวอย่าง” ที่ประชาชนสัมผัสได้—กทพ. ควรถูกยกชื่อขึ้นมาแบบไม่ต้องลังเล

หมายเหตุ/ที่มา
• เอกสารสรุปมติคณะรัฐมนตรี/แนวทางการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษช่วงเทศกาล (กระทรวงคมนาคม/สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
• ประกาศและข่าวประชาสัมพันธ์ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เกี่ยวกับการยกเว้นค่าผ่านทางช่วงปีใหม่/สงกรานต์
• รายชื่อคณะรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่ง (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
• รายงานข่าวด้านเศรษฐกิจ/รัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน กทพ.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top