Monday, 6 July 2026
COMPETITION

“Maxim” ช่วยคนขับ รับมือราคาน้ำมันพุ่ง เร่งแพ็กเกจช่วยรายได้คนขับ ดันรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มออเดอร์ รักษาสมดุลผู้โดยสารและรายได้

Maxim ประเทศไทย เร่งช่วยเหลือคนขับ ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

กรุงเทพฯ — ในปี 2569 ประเทศไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% และดีเซลเพิ่มขึ้น 50% ภายในระยะเวลาอันสั้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนขับและไรเดอร์ที่มีรายได้แปรผันตามระยะทาง

Maxim ประเทศไทย เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั้งแพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชัน แพ็กเกจค่าคอมมิชชันแบบเหมาจ่าย โบนัสรายวันสำหรับคนขับที่มีใบอนุญาต รย.17 และ รย.18 การสนับสนุนทางการเงินช่วงสงกรานต์ แคชแบ็กสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และแคมเปญฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้จำนวนออเดอร์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน
แพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับการเดินทางระยะสั้น ได้ช่วยเหลือคนขับแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่โบนัสรายวันช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% ต่อรอบงาน นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แพลตฟอร์มยังมอบเงินสนับสนุนเฉพาะกิจให้แก่คนขับที่ให้บริการในช่วงดังกล่าว เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีความต้องการใช้บริการสูง

หนึ่งในมาตรการสำคัญของกลยุทธ์ คือ การเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เปิดให้บริการฟรีค่าคอมมิชชันใน 7 จังหวัด ส่งผลให้คนขับ EV สามารถรับรายได้แบบเต็มจำนวน 100% จากค่าโดยสาร โดยในสัปดาห์แรก จำนวนออเดอร์ของคนขับ EV เพิ่มขึ้น 9.8% ขณะที่จำนวนออเดอร์รวมบนแพลตฟอร์มยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะวิกฤต

ปัจจุบัน สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% โดยมีการเติบโตโดดเด่นในจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 11.2% รองลงมาคือกรุงเทพมหานครที่ 8.3% และหาดใหญ่ที่ 7.7% นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถานีชาร์จ เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนขับพาร์ตเนอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสนับสนุนผู้โดยสาร โดยแพลตฟอร์มมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเข้าถึงบริการในราคาที่เหมาะสมของผู้โดยสาร และรายได้ของคนขับ ภายใต้ขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้โดยสารยังคงเข้าถึงบริการในราคาเดิม แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความท้าทายมากขึ้น แพลตฟอร์มพร้อมพิจารณามาตรการทางเลือก เพื่อให้ผู้โดยสารยังสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และคนขับยังคงมีโอกาสในการสร้างรายได้ แม้อาจมีการปรับราคาในบางกรณี ทั้งนี้ Maxim ยังคงให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการเดินทางในเมืองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า “วิกฤตราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของคนขับ เราจึงออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่แคชแบ็กสำหรับคนขับรถสันดาป ไปจนถึงกะวิ่งงานแบบไม่หักค่าคอมมิชชันสำหรับคนขับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทั้งปริมาณออเดอร์และเสถียรภาพรายได้ของคนขับขยายตัวต่อเนื่อง”

Maxim ประเทศไทย จะยังคงติดตามแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมรักษาสมดุลระหว่างค่าโดยสารที่เหมาะสมและรายได้ของพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง

“ตราเพชร” เปิดเกมรีโนเวท!! ชวนใช้วัสดุป้องกันความร้อน ลดอุณหภูมิในบ้านได้ถึง 95% ช่วยลดภาระค่าไฟและเพิ่มความสบาย ตอบโจทย์ฟังก์ชันและดีไซน์ทันสมัย

‘ตราเพชร’ ชวนรีโนเวทบ้านรับมือฤดูร้อน

คืนความเย็นสบายเพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูร้อน ปัญหาความร้อนภายในที่พักอาศัยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง พลังงานความร้อนมหาศาลที่สะสมอยู่ใต้หลังคาตลอดทั้งวัน ได้เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็น "เตาอบ" ไม่เพียงส่งผลต่อเครื่องปรับอากาศทำงานหนักจนค่าไฟพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนสุขภาพและอารมณ์ของผู้พักอาศัยในระยะยาว

การรีโนเวทบ้านด้วยนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างเพื่อป้องกันความร้อน จึงเป็นโซลูชันสำคัญที่จะช่วยลดอุณหภูมิสะสมภายในบ้าน และสร้างสุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัย

กลไกสำคัญในการตัดวงจรความร้อนตั้งแต่ต้นทาง คือการติดตั้งวัสดุที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันบนฝ้าเพดานหรือใต้หลังคา โดย ฉนวนกันความร้อน Air Cool ความหนา 3 และ 8 มิลลิเมตร ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานบ้านเย็นด้วยชั้นอะลูมิเนียมเคลือบสองด้านที่เสมือนเกราะป้องกันความร้อนชั้นแรก สามารถสะท้อนความร้อนได้สูงถึง 95% และฉนวนใยแก้ว Very Cool ความหนา 2 และ 3 นิ้ว จึงช่วยสกัดกั้นมวลความร้อนจากใต้หลังคาก่อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัสดุที่มีน้ำหนักเบาและติดตั้งง่ายได้ทั้งงานหลังคา ฝ้า และผนัง ประกอบกับการเสริมสารหน่วงไฟเพื่อความปลอดภัย จึงช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการพักอาศัยให้เย็นสบายและอุ่นใจได้ทันทีหลังการติดตั้ง

เพื่อให้ระบบจัดการความร้อนทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ การระบายมวลอากาศร้อนที่หลงเหลืออยู่ใต้หลังคาออกสู่ภายนอกบริเวณชายคาบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ ฝ้าระบายอากาศ ตราเพชร รุ่นผิวเรียบ รูแคปซูล ที่ออกแบบมาเพื่อบ้านยุคใหม่โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์ "รูแคปซูล" อันเป็นเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนและพาความร้อนออกจากใต้หลังคาได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุณหภูมิภายในบ้านลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศและประหยัดค่าไฟฟ้า ทั้งยังคงความแข็งแรงทนทานและมีรูปลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยสอดรับกับบ้านทุกสไตล์

ส่วนพื้นที่ต่อเติมอย่างโรงจอดรถหรือครัวหลังบ้าน ที่มักประสบปัญหาความร้อนสะสมเป็นพิเศษ นวัตกรรมอย่าง หลังคายูพีวีซี AIR ROOF จากตราเพชร คือคำตอบที่ผสานทั้งความสวยงามและฟังก์ชันการกันความร้อนไว้ด้วยกัน ด้วยคุณสมบัติของวัสดุยูพีวีซีที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ จึงช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดีกว่าวัสดุทั่วไป อีกทั้งยังโดดเด่นเรื่องการซับเสียงรบกวนเวลาฝนตก มีน้ำหนักเบาช่วยลดภาระค่าโครงสร้าง และทนทานต่อทุกสภาพอากาศโดยไม่เป็นสนิม พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 15 ปี หรือหากต้องการเปลี่ยนหลังคาบ้านให้มีดีไซน์สวยงามเสมือนหลังคาชิงเกิ้ลแต่ทนทานกว่า สามารถเลือกใช้หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ DIAMOND STONE COATED METAL ROOF ช่วยป้องกันความร้อนและแสงยูวีที่จะผ่านชั้นผิวเหล็ก รวมถึงดูดซับเสียงฝนตกกระทบ พร้อมเคลือบ AZ150 ไม่เป็นสนิม ทนทานแรงกระแทกได้ดี รวมถึงกระเบื้องจตุลอนและลอนคู่ วินเทอร์ไวท์ เป็นอีกทางเลือกช่วยลดอุณหภูมิ ด้วยเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน TSR สูงถึง 90%

นอกจากนี้ หากต้องการต่อเติมหรือรีโนเวทบ้านให้กันความร้อนได้ดียิ่งขึ้น อิฐมวลเบา ไดมอนด์บล็อก สามารถตอบโจทย์การกันความร้อน กันเสียง แข็งแรงทนทาน ทนไฟ โดยมีให้เลือกทั้งอิฐมวลเบา G2 เหมาะกับบ้านและทาวน์โฮม และ อิฐมวลเบา G4 เหมาะกับคอนโดมิเนียมและอาคารสูง ความหนา 7.5 – 20 เซนติเมตร ผ่านมาตรฐาน มอก. 1505-2541 สามารถก่อผนังได้รวดเร็วกว่าอิฐมอญและอิฐบล็อกประมาณ 1 เท่าตัว รวมถึงอิฐมวลเบา MAX BLOCK ขนาด 60x60x7.5 เซนติเมตร นวัตกรรมเพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วขึ้น 3 เท่า ลดเวลา ลดค่าแรง ลดปริมาณปูนก่อ ลดต้นทุนงานก่อผนัง

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันความร้อนที่สอดประสานกันนี้ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างยั่งยืน

DayOne ดันงานดิจิทัล เปิด Career Expo 500 ตำแหน่ง จับมือ 30 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ รองรับอุตสาหกรรม Data Center และ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ “DayOne” ผนึก 30 บริษัท

จัด Career Expo เฟ้นหาคนไทย 500 ตำแหน่ง ลุยงานดิจิทัล

บีโอไอร่วมเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดย DayOne Data Center ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ จับมือบริษัทเทคโนโลยีและวิศวกรรมชั้นนำกว่า 30 แห่ง เปิดโลกเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสคนไทยเข้าถึง 500 ตำแหน่งงาน ทักษะแห่งอนาคต และเส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรม Data Center และ AI  

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดยบริษัท DayOne Data Center ผู้พัฒนาและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ ร่วมกับบีโอไอ อีอีซี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ได้จัดงานนี้ขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ ผู้ที่กำลังมองหางาน และผู้เริ่มต้นสายอาชีพด้านดิจิทัล ได้เข้ามาเรียนรู้เส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายในงานได้รวบรวมตำแหน่งงานกว่า 500 อัตรา จาก 30 บริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรของ DayOne ครอบคลุมสายงานด้านวิศวกรรม ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไอที คลาวด์ AI และงานสนับสนุนธุรกิจ เช่น บริษัท Analog Devices (ADI), Hitachi, Schneider, KBTG, Symphony, iTel, Data Wow, B Global Tech เป็นต้น

การจัดงานโดย Data Center รายใหญ่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการมองประเทศไทยเป็นฐานธุรกิจระยะยาว และความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และสนับสนุนการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ของภูมิภาค โดยตำแหน่งงานที่เปิดรับในครั้งนี้ครอบคลุมหลายระดับ ตั้งแต่วิศวกรไฟฟ้าและระบบทำความเย็น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ช่างเทคนิคระบบเครือข่ายและไฟเบอร์ออปติก ผู้เชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ไปจนถึงผู้บริหารโครงการและงานสนับสนุนธุรกิจ โดยส่วนใหญ่รับผู้จบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรี โดยไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น

การพัฒนากำลังคนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า AI ได้สร้างงานใหม่แล้วกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลกสะท้อนความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Deloitte รายงานว่า ระหว่างปี 2566–2568 ตำแหน่งงานในกลุ่ม Data Center เพิ่มขึ้นถึง 64% แนวโน้มดังกล่าวแสดงถึงโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ด้านระบบทำความเย็น ด้านระบบเครือข่ายคลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และการบริหารระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากการจ้างงานโดยตรงแล้ว Data Center ยังสร้างงานในซัพพลายเชนของไทย ตั้งแต่งานก่อสร้าง งานวิศวกรรม ธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน งานด้านระบบสื่อสาร เป็นต้น

“บีโอไอให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างงานคุณภาพ ควบคู่กับการยกระดับทักษะของคนไทย กิจการ Data Center มิได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่กำลังทำให้เกิดระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เริ่มพัฒนาหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างคนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม Data Center โดยตรง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กำลังเปิดรับสมัครหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering เป็นแห่งแรก ความร่วมมือกับ DayOne ในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาสการทำงานในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยุคใหม่ จะช่วยสร้างทักษะ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ DayOne ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการ Data Center ภายใต้ชื่อบริษัท ดิจิทัลแลนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีบริษัทแม่คือ GDS IDC Services PTE Ltd. มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ ปัจจุบันมี Data Center ให้บริการอยู่แล้วในหลายประเทศ ทั้งเอเชียแปซิฟิกและยุโรป สำหรับโครงการในไทย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ด้วยเงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 28,000 ล้านบาท กลุ่มลูกค้าหลักที่ใช้บริการ เช่น ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ในสหรัฐอเมริกาและจีน สถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจด้านการพัฒนา AI เป็นต้น ซึ่งความต้องการใช้บริการ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่องจากธุรกิจคลาวด์ AI และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก

เคทีซีชู Green Growth ปรับใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสียพร้อมรับมือโลกร้อน ลดกระดาษหมื่นรีม-ขยะรีไซเคิลเกือบร้อยตัน ส่งเสริมพลังงานสะอาดและสร้างสำนึกองค์กร

เคทีซีชู Green Growth และ Better Climate มุ่งเน้น “การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน        

ในวันที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ทรัพยากรโลกมีจำกัด และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความยั่งยืน” ไม่ได้เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ในแต่ละวันองค์กรกำลังใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากพอหรือยัง และ “ของเหลือ” ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานกำลังถูกจัดการอย่างไร แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองเรื่องของเสียในองค์กร จากปลายทางของการกำจัดขยะ สู่การเป็น ตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพราะทุกทรัพยากรที่จบลงอย่างสูญเปล่า ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนด้านวัสดุและพลังงาน แต่ยังหมายถึงภาระต่อสิ่งแวดล้อมที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืน ด้วยการบูรณาการแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเข้าสู่การดำเนินงานจริง ภายใต้กรอบกลยุทธ์ “Shift Forward: Survive and Thrive with Digital & AI” ซึ่งกำหนดให้แนวคิดการเติบโตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และไม่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม (Green Growth) เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Better Climate) เป็นหนึ่งในทิศทางหลักของการเติบโตระยะยาว โดยไม่มองประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแยกออกจากการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวินัยองค์กรและการบริหารประสิทธิภาพในภาพรวม

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ของเคทีซี ระบุว่า สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษจากโครงการต่างๆ ที่เน้นการใช้อิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทำงาน ซึ่งช่วยลดกระดาษ 10,343 รีม รวมทั้งส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ทั้งสิ้น 95.6 ตัน นอกจากนี้บริษัทยังสนับสนุนการลดการใช้พลังงานและการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการปรับสร้างความร่วมมือกับพนักงาน การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 116 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารต้นทุนและความรับผิดชอบต่อโลกโดยรวม

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือการนำขยะอาหารและของเหลืออินทรีย์ภายในองค์กร มาบริหารจัดการต่อเป็นปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อลดปริมาณของเสีย ลดภาระการกำจัดขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นต้นทุนปลายทาง ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ทำปุ๋ย” แต่คือการสร้างระบบคิดใหม่ให้องค์กร มองเห็นความสูญเปล่า และจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นางสาวชนิดาภา สุริยา ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจ “เคทีซี” กล่าวว่า “ในวันที่หลายองค์กรพูดถึงความยั่งยืนมากขึ้น โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่การริเริ่มโครงการใหม่ แต่ต้องกลับมาทบทวนการใช้ทรัพยากรที่มี ว่าถูกใช้คุ้มค่าเพียงใด ของเหลือถูกจัดการอย่างไร และความสูญเปล่าในระบบงานลดลงจริงหรือไม่ เพราะ Green Growth ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองให้เห็นสิ่งเล็กๆ รอบตัว และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการผลักดันความยั่งยืนจาก การลงมือทำจริงในทุกกระบวนการ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรและสังคมเห็นว่า การเติบโตทางธุรกิจ และการดูแลโลกใบนี้ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

MOSHI รุกตลาดไลฟ์สไตล์!! คว้าลิขสิทธิ์ "Kuromi" จาก Sanrio เสริมคอลเลกชันแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ มุ่งกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult ดันยอดขายไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง

“MOSHI” เสริมแกร่งยอดขายไตรมาส 1/69 คว้าลิขสิทธิ์ ‘Kuromi’
ลงคอลเลกชันใหม่ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult
พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ ดันยอดขายโตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เดินเกมรุกสร้างความคึกคักให้ตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด คว้าลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดฮิตระดับโลกอย่าง “Kuromi” (คุโรมิ) จาก Sanrio เสริมทัพสินค้ากลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ มั่นใจกระตุ้นยอดขายในไตรมาสแรกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกคือการสร้างความเคลื่อนไหวให้ร้าน (Store Dynamism) อยู่เสมอ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง (Continuous Product Refresh) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกค้นพบสิ่งใหม่ (Sense of Discovery) ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในร้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความตื่นเต้นแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างเหตุผลให้ลูกค้าอยากกลับมาเยี่ยมชมร้านซ้ำ (Reason to Return) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เน้นไลฟ์สไตล์และความน่ารัก (Lifestyle & Trend-driven Products) ที่ผู้บริโภคต้องการความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด MOSHI ได้เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ “Kuromi” (คุโรมิ) คาแรกเตอร์ยอดนิยมระดับโลกจาก Sanrio ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ประกอบกับการเลือก Kuromi ในครั้งนี้ มาจากเสียงเรียกร้องของฐานลูกค้าที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันถือเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่มีมิติชัดเจน สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน (Young Adult) ที่มีกำลังซื้อ ทำให้คอลเลกชัน Kuromi เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์สินค้าของ MOSHI ให้มีความเป็นแฟชั่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

สำหรับคอลเลกชัน Kuromi ได้รับการออกแบบให้มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกหมวดหมู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน (Life-centric Design) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของใช้ในบ้าน (Home), สินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) และเครื่องเขียน (Stationery) โดยมีไอเทมไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Kuromi ได้อย่างชัดเจน อาทิ หมอนไดคัท, ผ้าห่ม, กิ๊บติดผม, เสื้อผ้า, หมวก และอุปกรณ์จัดเก็บของต่างๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่ครบครันที่สุด เพื่อให้แฟนคลับสามารถเลือกใช้สินค้าที่ชื่นชอบได้ในทุกโมเมนต์ของวัน ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ MOSHI กล่าวเพิ่มว่า บริษัทฯ ได้ใช้คอลเลกชัน Kuromi เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (Traffic Driver) สำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน และเพื่อเพิ่มยอดการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักซื้อสินค้าอื่นควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้เสริมทัพด้วยสินค้าลิขสิทธิ์อื่นๆ เช่น Hangyodon จาก Sanrio, Choonsik และ Niniz จาก Kakao Friends รวมถึงการปั้นสินค้าที่เป็นเอกสิทธิ์ของ MOSHI (Intellectual Property) อย่าง “Aqua Dream” เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย (Multi-segment) นำไปสู่การเกิด Traffic ที่ต่อเนื่องและการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในด้านการบริหารจัดการและช่องทางการจำหน่าย บริษัทฯ ได้ใช้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจากขนาดธุรกิจ (Economy of Scale) จากเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มาช่วยในการควบคุมต้นทุนเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าใน “ราคาที่จับต้องได้” ผ่านกลยุทธ์การตลาด ที่เน้นการสื่อสารผ่าน KOL ทุกระดับ ที่มีความชื่นชอบในแบรนด์จริง ซึ่งจะช่วยสร้าง Awareness และภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ในวงกว้าง โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกช้อปคอลเลกชัน Kuromi และสินค้าใหม่ๆ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ร้าน Moshi Moshi ทุกสาขาทั่วประเทศและแพลตฟอร์ม Online Shopee หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi 

Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp  

มาสด้าลุยรถไฟฟ้า!! เปิดประสบการณ์ MAZDA6e ตลอดเม.ย.-พ.ค. โปรโมชันเด็ดดอกเบี้ย 1.78% แข็งแกร่งด้วยแบตเตอรี่ LFP 77.9 kWh ชาร์จเร็ว 15 นาทีขับไกล 654 กม.

มาสด้าจัดกิจกรรม MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์รถไฟฟ้ามาสด้าแบบจุใจตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, วันที่ 22 เมษายน 2569 – มาสด้าตอบรับเสียงเรียกร้องจากลูกค้า

ภายหลังสร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นกับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ THE ALL-ELECTRIC

MAZDA6e ในงานมอเตอร์ โชว์ ที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรม “MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

สัมผัสประสบการณ์ที่ใช่ พร้อมสร้างความมั่นใจในเอกลักษณ์แบบมาสด้า”

ที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำตลอดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2569

เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด

และได้ทดลองสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้า

ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานจากลูกค้าทั่วโลก

โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศได้แล้วตั้งแต่วันนี้

หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e เป็นยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback”

ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างาม

ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 หรือ “2026 World Car

Design of the Year” มอบสมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ

และคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ

มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกล 654 กม.

รองรับการชาร์จด่วน DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30%-80% เร็วสูงสุดใน 15 นาที**

มาพร้อมกับทางเลือก 2 รุ่น 2 สไตล์

รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน

ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท

รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ

เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e มาสด้ายินดีมอบข้อเสนอมากมาย

ทั้ง ดอกเบี้ยพิเศษ 1.78% 1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 2 ฟรี Home Charger

จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ 3 ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5

ปี 4 นอกจากนั้นยังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-

MUS) ประกอบด้วย

รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 5

ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 6

ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 7

ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 8

สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package

ยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** ทั้งนี้

มาสด้าต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การตอบรับต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้าเป็นอย่างดี

และขอเชิญชวนลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e

เข้ามาทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลอดเดือนเมษายน-

พฤษภาคม 2569 ได้ตามวันและสถานที่ดังต่อไปนี้

21-23 เม.ย. 69

มาสด้า กฤษฎา รามอินทรา กม.9

มาสด้า พระนคร

เกษตร–นวมินทร์

21-25 เม.ย. 69

มาสด้า อนุภาษ ภูเก็ต

23-26 เม.ย. 69 

มินิ มอเตอร์โชว์

ศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์

สุรินทร์*

24-26 เม.ย. 69

มาสด้า พระราม 7

24-27 เม.ย. 69

- มาสด้า สุขุมวิท 65

28-30 เม.ย. 69

- มาสด้า เคพีออโต้ คลองหลวง

28 เม.ย.69 - 3 พ.ค. 69

- มาสด้า ดุสิต ออโต้ เซลส์ (ตรัง)

30 เม.ย.69 - 4 พ.ค. 69

- บิ๊กเซลส์ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 11

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล อุบลราชธานี

ชั้น1*

1-3 พ.ค. 69

- มาสด้า 14 ออโตโมทีฟ เทพารักษ์

1-10 พ.ค. 69

- มหกรรมยานยนต์ล้านนา

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่

เฟสติวัล ชั้น 1 บริเวณลานกิจกรรม

5-7 พ.ค. 69  มาสด้า

- เจพี ประดิษฐ์มนูธรรม**

- มาสด้า เภตรา บางพูน**

5-11 พ.ค. 69

- มินิ มอเตอร์โชว์ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล กระบี่

7-17 พ.ค. 69

- มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2026

ศูนย์การค้า เทอมินอล 21 โคราช

ชั้น G โซน Paris & London Street

8-10 พ.ค. 69 

- ศูนย์การค้า ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

ชั้น B หน้า Amazon*

มาสด้า แอลบาทรอส ออโต้

รามอินทรา

*มีรถสำหรับจัดแสดงเท่านั้น **มีรถสำหรับทดลองขับเท่านั้น

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น

สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

1 ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4)

บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

3 ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง

1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4 สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

5 ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

6 แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

7 เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE/TikTok

พลังงานโลกเดือด!! ฮอร์มุซตึงเครียด ดันราคาน้ำมันทะยาน ไทยตรึงขายปลีก-กองทุนยังติดลบ น้ำมันพุ่ง ขณะไทยยันสำรองพอใช้ 111 วัน แต่ไทยยังคงราคาหน้าปั๊ม ลดแรงกระแทกค่าครองชีพ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อเปิดทางเจรจา แต่กลับไม่มีตัวแทนเข้าร่วมหารือ   ที่ปากีสถานจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ามาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างเข้มงวด มีการสกัดกั้นและเปลี่ยนเส้นทางเรือแล้วถึง 29 ลำ รวมถึงสกัดกั้นและเบี่ยงเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย อีกอย่างน้อย 3 ลำ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยึดเรือสินค้า 2 ลำ และโจมตีอีกลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบหรือหยุดยิงอย่างสมบูรณ์จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม ภาวะชะงักงันของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ บวกกับรายงานสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ปรับเพิ่มขึ้น 3.43 ดอลลาร์ ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล WTI เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ ปิดที่ 92.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Dubai พุ่งขึ้นถึง 6.13 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 100.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 111 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 21 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.78 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.93 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ 0.40 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91/95, E20 และดีเซล เพื่อตรึงราคาขายปลีกไม่ให้ปรับขึ้น ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันขายปลีกยังคงเดิม ได้แก่ ดีเซล B7 อยู่ที่ 41.70 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท แก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท และดีเซล B20 ที่ 34.70 บาท ต่อลิตร

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.87 - 87.45 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.30 – 118.29 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ติดลบ 62,158.23 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 132.47 ล้านบาท

“เคทีซี” เตือนลิงก์ปลอม เตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงคืนภาษี ตั้งเช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก ย้ำหน่วยงานรัฐไม่ส่งลิงก์กรอกข้อมูล กระตุ้นทักษะการเงินยุคดิจิทัลป้องกันภัย

จากเงินคืน…สู่เงินหาย เคทีซีเตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงรับคืนภาษี แนะ 4 เช็กลิสต์

ในจังหวะที่ผู้เสียภาษีจำนวนมากกำลังติดตาม “เงินคืนภาษี” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระแสเงินสดที่ผู้บริโภคคาดหวังในแต่ละปี กลับพบว่าประเด็นดังกล่าวกำลังถูกใช้เป็น “จุดโจมตี” ใหม่ของมิจฉาชีพในโลกดิจิทัล ผ่านการส่งข้อความ SMS และอีเมลแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคคลิกลิงก์และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน "เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพใหญ่ของ Cyber Risk ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอยู่ในชีวิตทางการเงินประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมี “แรงจูงใจทางการเงิน” ชัดเจน เช่น การรอรับเงินคืน การรับสิทธิ์ หรือการทำธุรกรรมที่มีกรอบเวลา ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเร่งการตัดสินใจ

เมื่อ “ความคาดหวังทางการเงิน” กลายเป็นช่องโหว่

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวก ทำให้การคลิกลิงก์จากข้อความกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับลด “ช่วงเวลาคิด” ที่จำเป็นในการตรวจสอบความถูกต้อง ส่งผลให้ความเสี่ยงจาก Social Engineering เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะข้อความที่ใช้คำว่า “ด่วน”, “ยืนยันสิทธิ์”, หรือ “ข้อมูลไม่ครบ”

ในกรณีขอรับคืนภาษี กรมสรรพากรมีขั้นตอนที่ชัดเจนในการโอนเงินคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ ไม่มีนโยบายให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านลิงก์จาก SMS หรืออีเมล ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ผู้บริโภคควรตระหนัก

Cyber Risk ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือ “ทักษะการเงิน”

เคทีซีมองว่า ความเสี่ยงจากลิงก์ปลอมไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Literacy ในยุคดิจิทัล ที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีทักษะในการประเมินความเสี่ยงก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันตนเองได้ในเชิงปฏิบัติ เคทีซีแนะนำ “เช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก” ดังนี้

  1. เช็กผู้ส่ง: หากเป็นข้อความจากแหล่งที่ไม่คุ้นเคย หรือใช้ชื่อหน่วยงานแต่ส่งจากช่องทางผิดปกติ ควรตั้งข้อสงสัยทันที
  2. เช็กลิงก์: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความ โดยเฉพาะที่อ้างเรื่องเงินคืนภาษีหรือสิทธิ์ทางการเงิน
  3. เช็กข้อมูลที่ถูกขอ: หากมีการขอข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัตร หรือรหัสใด ๆ ให้หยุดและตรวจสอบก่อน
  4. เช็กกับช่องทางทางการ: เข้าตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงานโดยตรง หรือใช้ช่องทางติดต่อที่เป็นทางการเท่านั้น

 .

จาก “ป้องกันตัว” สู่ “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน”

ในภาพรวม การเพิ่มขึ้นของภัยไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงินสะท้อนว่า “ความปลอดภัย” กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ต่างจากความสะดวกและความรวดเร็ว เคทีซีเน้นย้ำว่า ผู้บริโภคควรจดจำหลักสำคัญว่า หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินจะไม่ส่งลิงก์เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่าน SMS และไม่ควรติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ เนื่องจากลิงก์ปลอมในหลายกรณีอาจนำไปสู่การติดตั้งโปรแกรมที่เปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล

ในยุคที่การเงินและดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก “การหยุดคิดก่อนคลิก” จึงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมด้านความปลอดภัย แต่คือ ทักษะพื้นฐานของการบริหารเงินในโลกยุคใหม่ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ “เงินที่ควรได้คืน” กลายเป็น “ความเสียหายที่ไม่คาดคิด”

ออกข่าวในนาม : ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

อ.อุ๋ย ตีแสกหน้า ‘สายอวยทุนพลังงาน’ ใช้อำนาจกฎหมายแก้ราคาน้ำมัน เปลี่ยนสูตรคำนวณใหม่ Singapore Minus ลดค่ากลั่นดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร รัฐยันต้นทุนจริงไม่ถึงขั้นขาดทุน

ตีแสกหน้า! นักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงาน! ค่าการกลั่นลดได้จริง!

สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนลดค่าการกลั่นน้ำมันไม่ได้ แต่ปัจจุบันทำได้ภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) เกิดจากการเปลี่ยนแนวทางจากการ "ขอความร่วมมือ" มาเป็นการใช้ "อำนาจทางกฎหมาย" และการรื้อสูตรคำนวณใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมีดังนี้:

การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.: รัฐมนตรีเลือกใช้อำนาจตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง แทนการรอการเจรจาเพียงอย่างเดียว

การปรับสูตรอ้างอิงใหม่ (Singapore Minus): เดิมทีไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% แต่รัฐมนตรีมองว่าในสภาวะวิกฤต กลไกนี้ทำให้โรงกลั่นมีกำไรสูงเกินจริง (Windfall Profit) จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Singapore Minus" หรือการนำราคาสิงคโปร์มาหักส่วนลดตามต้นทุนจริง เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ลดลง

การเปิดข้อมูลต้นทุนจริง: มีการเรียกโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อพิสูจน์ว่าค่าการกลั่นที่พุ่งสูงไปถึง 7-14 บาทต่อลิตรนั้นสูงกว่าปกติมาก การลดราคาหน้าโรงกลั่นจึงทำได้โดยที่โรงกลั่นยังไม่ถึงขั้นขาดทุน แต่เป็นการลดกำไรส่วนเกินลง

มาตรการล่าสุด (24 เม.ย. 2569): คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร (โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา) เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาลดราคาหน้าปั๊มและอีกส่วนช่วยพยุงฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบอยู่

สรุปคือ ที่ผ่านมามักเป็นการเจรจาขอให้โรงกลั่นบริจาคเงินเข้ากองทุนซึ่งทำได้ยากและไม่ยั่งยืน แต่ครั้งนี้เป็นการ ใช้อำนาจกฎหมายสั่งปรับโครงสร้างราคา โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติของตลาดโลก

อันนี้ต้องขอบคุณภาคประชาชน และรัฐมนตรีขิง และเป็นการตีแสกหน้าพวกนักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงานทั้งหลาย ที่พยามออกมาสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างราคานํ้ามันที่บิดเบือนและเอาเปรียบคนไทยมาตลอด 

https://www.facebook.com/share/p/1E5capD83F/?mibextid=wwXIfr

Krungsri Finnovate ลุยลงทุน!! ครบรอบ 9 ปี ขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทย ตั้งเป้ารุก Mega Trends AI และ FinTech ขยายการลงทุนผ่านกอง Finno Efra เร่ง Synergy กับธุรกิจกรุงศรีระดับภูมิภาค

"Krungsri Finnovate" ครบรอบ 9 ปี ประกาศทิศทางปี 2569 ภายใต้แนวคิด "Catalyzing Startup Growth for Thailand’s Future" เดินหน้าขยายการลงทุนผ่าน Finno Efra พร้อมเร่ง Synergy กับธุรกิจกรุงศรี

Krungsri Finnovate หน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) ภายใต้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประกาศทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ภายใต้แนวคิด "Catalyzing Startup Growth for Thailand’s Future" โดยมุ่งขยายบทบาทการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพผ่านความร่วมมือกับหน่วยธุรกิจของกรุงศรีและพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศไทยในระยะยาว
 
ขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ องค์กรจำเป็นต้องปรับตัวเร็วขึ้น เปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ และมองหาความร่วมมือรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยสามารถสร้างนวัตกรรมและโมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
 
"คุณปาลิดา อธิศพงศ์" Acting Managing Director ของ Krungsri Finnovate กล่าวว่า "Krungsri Finnovate ในฐานะ Corporate Venture Capital ของกรุงศรี มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ผ่านทั้งเงินลงทุน เครือข่ายธุรกิจ และโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้เร็วขึ้น และขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้"
 
9 ปี แห่งการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพและนวัตกรรมของประเทศไทย
ในปี 2569 นี้ ยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Krungsri Finnovate ในโอกาสครบรอบ 9 ปีของการดำเนินงาน ในฐานะ Corporate Venture Capital ของกรุงศรี ที่มุ่งขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพและนวัตกรรมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Krungsri Finnovate ได้มีบทบาทในการสนับสนุนสตาร์ทอัพทั้งด้านการลงทุน การสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการเชื่อมต่อกับองค์กรขนาดใหญ่ ผ่านการทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจของกรุงศรีและพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งสตาร์ทอัพและองค์กรในระบบนิเวศ
 
โอกาสครบรอบ 9 ปีในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Krungsri Finnovate ในการก้าวสู่บทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้น ในการเป็น "กลไกขับเคลื่อนการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับภูมิภาค" และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว
 
Catalyzing Startup Growth: 4 แนวทางการเสริมศักยภาพการเติบโตของสตาร์ทอัพ
Krungsri Finnovate กำหนดทิศทางปี 2569 ผ่าน 4 แนวทางการเสริมศักยภาพสำคัญ คือ
 
(1) การลงทุนในเทคโนโลยี Mega Trends ที่กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ
Krungsri Finnovate มุ่งเสริมการลงทุนในสตาร์ทอัพที่อยู่ใน Mega Trends ของโลกเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจและบริการทางการเงิน ได้แก่
- Artificial Intelligence (AI) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ การวิเคราะห์ข้อมูล และการให้บริการแบบอัตโนมัติ
- Software as a Service (SaaS) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงระบบซอฟต์แวร์ขั้นสูงได้โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอง
- FinTech และ Digital Infrastructure ที่ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินดิจิทัล
 
นอกจากนี้ Krungsri Finnovate ยังมีแผนขยายการลงทุนไปยังสตาร์ทอัพในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพื่อเสริมโอกาสให้พอร์ตการลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสร้างโอกาสในการเติบโตในระดับภูมิภาค
 
(2) การเติบโตผ่าน Corporate Synergy กับกรุงศรี
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ Krungsri Finnovate คือการเชื่อมต่อสตาร์ทอัพกับหน่วยธุรกิจของกรุงศรี เพื่อ เสริมการเติบโตผ่าน Corporate Synergy ที่ช่วยให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจ
 
สตาร์ทอัพสามารถเริ่มต้นจากการทดลองใช้เทคโนโลยีผ่าน Proof of Concept (POC) กับหน่วยธุรกิจของธนาคาร ก่อนขยายไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
(3) ความแข็งแกร่งของผู้ก่อตั้งและระบบนิเวศสตาร์ทอัพ
Krungsri Finnovate ยังเดินหน้า เสริมความแข็งแกร่งของผู้ก่อตั้งและระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Accelerator Programs, Startup Bootcamp, Founder Development Programs รวมถึงความร่วมมือกับ Venture Capital และพันธมิตรในอุตสาหกรรม ซึ่งโครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถพัฒนาธุรกิจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการขยายตลาดในระดับภูมิภาค
 
(4) ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Governance & Transparency)
Krungsri Finnovate ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) และความโปร่งใสในทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งสตาร์ทอัพ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ
 
ในด้านการลงทุน Krungsri Finnovate มีกระบวนการพิจารณาการลงทุน (Investment Process) ที่เป็นระบบและมีมาตรฐาน โดยครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกสตาร์ทอัพ การทำ Due Diligence อย่างรอบด้าน ไปจนถึงการพิจารณาโดยคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการลงทุน (Investment Committee) เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร
 
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการกำกับดูแลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถติดตามผลลัพธ์และสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
Krungsri Finnovate ยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพ โดยมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือก การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจของธนาคาร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน และลดความไม่แน่นอนในกระบวนการทำงานร่วมกัน
 
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Krungsri Finnovate ในการเป็น Corporate Venture Capital ที่ไม่เพียงสนับสนุนเงินทุน แต่ยังดำเนินงานด้วยความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยึดมั่นในมาตรฐานระดับสากล
 
กรุงศรีสนับสนุนโครงสร้างเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเติบโต
ด้าน "คุณรถพร เอกบุตร" Head of Digital and Innovation Group ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "กรุงศรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลของธนาคาร เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินของลูกค้า"
 
"สตาร์ทอัพจึงเป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านความร่วมมือกับ Krungsri Finnovate ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อสตาร์ทอัพกับหน่วยธุรกิจของธนาคาร เพื่อให้เกิดการทดลองและนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในองค์กร"
 
เดินหน้าลงทุนผ่านกอง Finno Efra Private Equity Trust
Krungsri Finnovate ยังเดินหน้าขยายการลงทุนผ่านกอง Finno Efra Private Equity Trust ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพในช่วงการเติบโตตอนต้น (Pre-Series A) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างธุรกิจที่สามารถขยายตัวในระดับภูมิภาคได้
 
สตาร์ทอัพที่ได้รับการพิจารณาการลงทุนผ่านกองดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ผ่านการพัฒนาและคัดเลือกจากโครงการ Finno Efra Accelerator และโปรแกรมพัฒนาสตาร์ทอัพของ Krungsri Finnovate ซึ่งช่วยให้ทีมผู้ก่อตั้งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกับองค์กรธุรกิจ และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการลงทุน
 
ในปี 2569 Krungsri Finnovate มีแผนลงทุนผ่านกองทุนดังกล่าวรวม 5 บริษัท โดยปัจจุบันมี 2 ดีลแรกที่อยู่ระหว่างกระบวนการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในระยะต่อไป พร้อมเดินหน้าสู่ทศวรรษถัดไปด้วยบทบาทของ "Ecosystem Builder" ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค
 
"Krungsri Finnovate ต้องการเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพ เร่งการเติบโต ให้สามารถขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้ เราเชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศไทยในอนาคตได้" คุณปาลิดา อธิศพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top