Saturday, 18 July 2026
เรื่องเล่าจากเครมลิน

รัสเซีย–อาเซียน 2026!! เปิดเกมระเบียบโลกหลายขั้ว ‘ปูติน’ ชูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนที่คาซาน สะท้อนยุทธศาสตร์มอสโก “หันสู่เอเชีย”

ทิศทางความสัมพันธ์รัสเซีย–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระเบียบโลกใหม่หลัง
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน 2026

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ณ เมืองคาซาน ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียน การประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) เริ่มต้นขึ้นภายหลังพิธีถ่ายภาพร่วมของผู้นำและคณะผู้แทน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวต้อนรับผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่เดินทางมาร่วมประชุมในเมืองคาซาน พร้อมทั้งกล่าวย้อนถึงการประชุมรัสเซีย–อาเซียนครั้งก่อนเมื่อปี ค.ศ. 2021 ซึ่งในขณะนั้น ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน โดยประเทศดังกล่าวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2025

โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก พร้อมแสดงเจตนารมณ์ของรัสเซียในการยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในทุกมิติ ประธานาธิบดีรัสเซียยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนได้พัฒนาไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) และในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวมีบทบาทเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

ผู้นำรัสเซียระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีดิจิทัล การคมนาคม และการลงทุน นอกจากนี้ รัสเซียยังพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับประเทศในภูมิภาค ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังเน้นย้ำแนวคิด “ระเบียบโลกหลายขั้ว” (Multipolar World Order) โดยระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งครอบงำระบบระหว่างประเทศเพียงลำพัง พร้อมยกย่องบทบาทของอาเซียนในฐานะกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความสมดุลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียได้แสดงความพร้อมในการขยายเครือข่ายคมนาคมและการเชื่อมต่อทางอากาศกับประเทศอาเซียน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างรัสเซียกับภูมิภาค

หลังจากนั้น ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานร่วมของการประชุมในฐานะประเทศประธานอาเซียนประจำปี ค.ศ. 2026 ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า “เราเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีแห่งความเป็นหุ้นส่วนบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อร่วมกันว่าความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพ” มาร์กอสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อ 35 ปีก่อน การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุง Kuala Lumpur ของรัสเซีย ได้วางรากฐานให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนพัฒนาจนกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้เสนอ 3 ลำดับความสำคัญหลัก สำหรับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในอนาคต โดยประเด็นแรกคือ สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพ มาร์กอสกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งและไม่อาจประเมินคุณค่าได้ต่ำเกินไปผู้นำฟิลิปปินส์จึงเน้นย้ำว่า อาเซียนและรัสเซียควรขยายความร่วมมือในด้าน สันติภาพและความมั่นคง ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกันที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคและระดับโลก ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. กล่าวถึงลำดับความสำคัญประการที่สองว่า คือ การยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้มีความกระตือรือร้นและพลวัตมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่า อาเซียนและรัสเซียจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการไหลเวียนทางเศรษฐกิจ ขยายเครือข่ายภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน สำหรับลำดับความสำคัญประการที่สาม คือ ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมถึงทุนการศึกษา โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ

ตามข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย ณ วันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 สินค้าส่งออกหลักของรัสเซียไปยังประเทศอาเซียนยังคงเป็น ทรัพยากรแร่ พลังงาน และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ รัสเซียยังเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำมันพืช ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ในด้านการท่องเที่ยว ปี ค.ศ. 2025 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้น 37% รวม 1.8 ล้านคน ซึ่งกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่เดินทางเยือนรัสเซียเพิ่มขึ้น 34% เป็น 70,600 คน เพื่อส่งเสริมการเดินทางและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2025 รัสเซียได้ขยายระยะเวลาพำนักภายใต้ระบบ วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) จากเดิมเป็น 30 วัน

ในด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม รัสเซียได้จัดตั้ง ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO (มหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมอสโก) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา ได้มีการจัด การประชุมสุดยอดเยาวชนรัสเซีย–อาเซียน รวมถึง การประชุมและแลกเปลี่ยนนักการทูตรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง ประวัติการประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนจัดมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 การประชุมสุดยอด รัสเซีย–อาเซียน ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2005 ณ กรุง Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศในขณะนั้นและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเข้าร่วม ก่อนการประชุมทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความตกลงด้านความร่วมมือทางการเมืองและการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีอยู่ก่อนแล้ว การประชุมครั้งดังกล่าวจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างรัสเซียกับอาเซียน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการรัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2005–2015 ครอบคลุมความร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่

1) นโยบายต่างประเทศ
2) การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
3) การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ
4) การจัดการภัยพิบัติ
5) วัฒนธรรม
6) ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการแลกเปลี่ยนประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการจัด การประชุมภาคธุรกิจรัสเซีย–อาเซียน และ นิทรรศการเทคโนโลยีสมัยใหม่ของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนครั้งที่สอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ณ กรุง Hanoi ประเทศเวียดนาม ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่อาเซียนสนับสนุนความตั้งใจของรัสเซียในการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ซึ่งถือเป็นการยอมรับบทบาทของรัสเซียในฐานะหนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญต่อสถาปัตยกรรมความมั่นคงและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมได้ยืนยันจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระดับโลก โดยสนับสนุนสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START Treaty) และผลการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT Review Conference) รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เข้าร่วมพิธีสารของ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) โดยเร็ว ที่ประชุมยังแสดงความยินดีต่อการที่รัสเซียเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ เอเชีย–ยุโรป (ASEM) และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม Asia-Pacific Economic Cooperation ในปี ค.ศ. 2012 ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนงานความร่วมมือด้านพลังงาน ค.ศ. 2010–2015 ครอบคลุม พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ขยายความร่วมมือกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย ในด้านสังคมและวัฒนธรรม มีการลงนาม ความตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และเปิด ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO ณ กรุงมอสโก

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ณ Sochi ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นบนแผ่นดินรัสเซีย ผลสำคัญของการประชุมคือการลงนาม ปฏิญญา “สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” และการรับรอง แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ ค.ศ. 2016–2020 เอกสารดังกล่าวมุ่งส่งเสริม 1) การขยายความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ 2) การลงทุนด้านพลังงาน 3) ความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหาร 4) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและมนุษยธรรม ขณะเดียวกันรัสเซียได้เสนอแนวทางความร่วมมือระยะยาวด้านพลังงานแก่ประเทศอาเซียน ได้แก่ 1) การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระยะยาว 2) การส่งออกพลังงานไฟฟ้า 3) โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างการประชุมประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้จัดการหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศอย่างต่อเนื่อง ผลจากการหารือดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสำคัญหลายฉบับ ได้แก่ 1) กับ Indonesia มีการลงนามความตกลงด้านกลาโหม การประมง และวัฒนธรรม 2) กับ Thailand มีการลงนามความตกลงความร่วมมือทางทหาร 3) กับ Vietnam มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2020 ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนั้นคือแนวคิด “การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” (Integration of Integrations) โดยมีการหารือเกี่ยวกับ 1) การจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่าง Eurasian Economic Union กับอาเซียน 2) การประสานความร่วมมือกับ Shanghai Cooperation Organization และ 3) การเชื่อมโยงกับโครงการ Economic Belt of the Silk Road หรือเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งนี้ มี 6 ประเทศอาเซียนที่แสดงความพร้อมในการเข้าร่วมความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ณ ประเทศSingapore กิจกรรมสำคัญที่สุดคือการประชุมเต็มคณะที่มีประธานาธิบดีปูตินเข้าร่วม โดยเน้นประเด็น 1) การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน 2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรม และ3) การเชื่อมโยงกระบวนการบูรณาการของอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ผลการประชุมมีการรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และ 2) แถลงการณ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Security) นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Commission)

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน มีสถานที่หลักในการจัดงานคือศูนย์นิทรรศการและการประชุม Kazan Expo โดยการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 ตามคำกล่าวของนายยูริ อูชาคอฟ «Юрий Ушаков» ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านกิจการต่างประเทศและถือเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน การประชุมครั้งนี้มีแผนที่จะรับรองเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน (Kazan Declaration) 2) แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2026–2030 3) แถลงการณ์ร่วมด้านพลังงาน 4) แถลงการณ์ร่วมด้านวัฒนธรรม พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการสำหรับผู้นำและคณะผู้แทนจัดขึ้น ณ อาคารใหม่ของ Kamal Theatre โดยทางการตาตาร์สถานได้เตรียมโรงแรมรองรับแขกกว่า 30 แห่ง รวมถึงประดับเมืองด้วยดอกไม้กว่า 1.3 ล้านต้น และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมสำหรับคณะผู้แทนต่างประเทศ

ประเด็นวิเคราะห์ด้านความมั่นคง

1) รัสเซียให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์ สุนทรพจน์ของปูตินสะท้อนความพยายามของมอสโกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ในเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและรับมือกับแรงกดดันจากชาติตะวันตก

2) การผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศรัสเซีย รัสเซียพยายามดึงประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงสมาชิกอาเซียน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างดุลอำนาจกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

3) ความร่วมมือด้านพลังงานและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของรัสเซีย การเสนอความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน อาจเป็นช่องทางสำคัญที่รัสเซียใช้สร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศอาเซียนในระยะยาว

4) ไทยควรติดตามทิศทางความร่วมมือรัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจและโอกาสความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อสังเกต สาระสำคัญของสุนทรพจน์สะท้อนว่า รัสเซียมองอาเซียนเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของมอสโกเกี่ยวกับการสร้างระเบียบโลกหลายขั้ว ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ณ เมืองคาซานในปี ค.ศ. 2026 สะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” และแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้ว ขณะที่อาเซียนยังคงรักษาบทบาทความเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) และดำเนินนโยบายสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ความร่วมมือที่ได้รับการผลักดันในด้านพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รัสเซียเผชิญอยู่ รวมถึงพลวัตการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สำหรับประเทศไทย การติดตามพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิดจะมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ภายใต้บริบทของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘เซเลนสกี’ เชิดชู ‘อันดรีย์ เมลนิก’!! เซเลนสกีเดินเกมความทรงจำแห่งชาติ ปลุกศึกความทรงจำยูเครน ระหว่างวีรบุรุษเอกราชกับเงาประวัติศาสตร์นาซี สะท้อนศึกประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบในยุโรปตะวันออก

อันดรีย์ เมลนิกกับการสร้างอัตลักษณ์ชาติยูเครนในยุคประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีได้เข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ (reburial ceremony) ของนายอันดรีย์ เมลนิก  «Андрій Атанасович Мельник» และภรรยานางโซเฟีย เฟดัก-เมลนิก«Софія Федак-Мельник» ณ สุสานทหารแห่งชาติ (National Military Memorial Cemetery) ใกล้กรุงเคียฟ โดยมีบุคคลสำคัญของประเทศเข้าร่วมพิธี อาทินาย วิกตอร์ ยูชเชนโก อดีตประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสดังกล่าวประธานาธิบดีโวโลดีมีร์  เซเลนสกีได้กล่าวยกย่องเมลนิกว่าเป็น “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” และเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ควรได้รับการรำลึกและเชิดชูในฐานะผู้ต่อสู้เพื่อชาติยูเครน

เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนข้อถกเถียงทั้งภายในยูเครนและในระดับนานาชาติโดยเฉพาะจากโปแลนด์และอิสราเอลเนื่องจากเมลนิกเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists – OUN) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งในประเด็นความร่วมมือกับนาซีเยอรมนี การเมืองแบบชาตินิยมสุดโต่ง และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในยุโรปตะวันออก ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนกลับมองว่าเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนภายใต้บริบทของการเผชิญหน้ากับทั้งโปแลนด์และสหภาพโซเวียต ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 เซเลนสกีได้ประกาศเริ่มกระบวนการนำร่างของเมลนิกกลับจากประเทศลักเซมเบิร์กมายังยูเครนพร้อมกล่าวว่าเมลนิกเป็น "บุคคลสำคัญของยูเครนในศตวรรษที่ 20ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง" และระบุว่ายูเครนมี "หน้าที่ทางศีลธรรม" ในการนำบุคคลเหล่านี้กลับมาฝังในมาตุภูมิ ในพิธีวันที่ 25 พฤษภาคม เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า "พันเอกอันดรีย์ เมลนิก  ได้กลับคืนสู่ยูเครนที่เสรีและเข้มแข็งอย่างที่เขาใฝ่ฝัน"และเรียกเมลนิกว่าเป็นหนึ่งใน "บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน" พร้อมสนับสนุนแนวคิดการสร้างสุสานเกียรติยศแห่งชาติสำหรับบุคคลสำคัญของยูเครน หรือ "Pantheon of Outstanding Ukrainians"

อันดรีย์ เมลนิก เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1890 ในแคว้นกาลิเซีย (Galicia) ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ปัจจุบันอยู่ในดินแดนทางตะวันตกของยูเครน เขาเติบโตขึ้นในสังคมที่กระแสชาตินิยมยูเครนกำลังขยายตัวท่ามกลางการแข่งขันทางอัตลักษณ์ระหว่างชาวยูเครน โปแลนด์ และรัสเซีย เมลนิกได้รับการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยในเมืองลวีฟ ก่อนเข้าร่วมกองกำลังทหารยูเครนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และต่อมาเข้าร่วมกองทัพของสาธารณรัฐประชาชนยูเครน (Ukrainian People's Republic) ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชภายหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 แม้ความพยายามในการจัดตั้งรัฐยูเครนอิสระจะล้มเหลวและดินแดนยูเครนส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตและโปแลนด์แต่ประสบการณ์ดังกล่าวได้หล่อหลอมให้เมลนิกกลายเป็นนักชาตินิยมที่เชื่อมั่นว่าการมีรัฐยูเครนอิสระเป็นเป้าหมายสูงสุดของประชาชนยูเครน หลังสงคราม เมลนิกเข้าร่วมองค์การทหารยูเครน (Ukrainian Military Organization: UVO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายทหารยูเครนที่ไม่ยอมรับการปกครองของโปแลนด์และสหภาพโซเวียต องค์กรดังกล่าวดำเนินกิจกรรมใต้ดินและใช้วิธีการก่อวินาศกรรม ลอบสังหารและต่อต้านรัฐบาลโปแลนด์ในดินแดนกาลิเซีย ในช่วงเวลานี้เมลนิกทำงานใกล้ชิดกับเยฟเฮน โคโนวาเลตส์ «Євген Михайлович Коновалець» ผู้นำขบวนการชาตินิยมยูเครนและได้รับการยอมรับในฐานะบุคคลสำคัญของขบวนการ ในปี ค.ศ. 1929 กลุ่มชาตินิยมยูเครนหลายกลุ่มได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists - OUN)   โดยมีเป้าหมายสร้างรัฐยูเครนอิสระผ่านการต่อสู้ทางการเมืองและการปฏิวัติ หลังจากโคโนวาเลตส์ถูกลอบสังหารโดยหน่วยข่าวกรองโซเวียตในปี ค.ศ. 1938 เมลนิกได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของ OUN เนื่องจากได้รับความเคารพจากสมาชิกอาวุโสและอดีตนายทหารจำนวนมาก อย่างไรก็ตามแนวทางการนำของเมลนิกถูกวิจารณ์ว่าเป็นแบบอนุรักษนิยมและค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กร โดยสมาชิกสายหนุ่มที่นำโดยสเตปัน บันเดรา «Степан Андреевич Бандера» ต้องการใช้แนวทางที่แข็งกร้าวและปฏิวัติมากกว่า ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1940 OUN จึงแตกออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ OUN-M (Melnykites) ภายใต้การนำของเมลนิก และ OUN-B (Banderites) ภายใต้การนำของบันเดรา เมื่อเยอรมนีเปิดฉากบุกสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941 กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนมากมองว่านี่คือโอกาสในการฟื้นฟูรัฐยูเครนอิสระ ฝ่ายของเมลนิกพยายามสร้างความสัมพันธ์กับทางการเยอรมัน โดยหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐยูเครน อย่างไรก็ตามผู้นำนาซีไม่มีแผนที่จะให้เอกราชแก่ยูเครนและมองดินแดนยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายอำนาจของเยอรมนี

OUN มีส่วนอย่างยิ่งในการใช้ความรุนแรงต่อชาวยิวและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ โดยมีคำขวัญว่า “ชาวมอสโก (รัสเซีย) ชาวฮังการี และชาวยิว คือศัตรูของพวกท่าน จงกำจัดพวกเขาเสีย!” คำขวัญดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงถ้อยคำปลุกระดมแต่ได้ถูกนำไปใช้จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเมืองลวิฟ (Lviv) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ได้เกิดเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อชาวยิว (pogrom) ขึ้นในเมืองดังกล่าว โดย OUN มองว่าชาวยิวเป็น “ผู้สนับสนุนระบอบบอลเชวิคแห่งมอสโก” และยินดีต่อการกำจัดชาวยิวของพวกนาซีเยอรมนี สมาชิกบางส่วนของ OUN ได้เข้าร่วมเป็นกำลังตำรวจช่วยเหลือฝ่ายเยอรมัน (Auxiliary Police) และมีส่วนร่วมในกระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมชาวยิวเข้าสู่สลัมและค่ายกักกัน การคุ้มกันขบวนผู้ถูกส่งไปประหารที่ Babi Yar ใกล้กรุง Kyiv ในการกวาดล้างชาวยิวในพื้นที่ โดยเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวยิวในลวิฟปี 1941 (Lviv Pogroms)” อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของการกวาดล้างชาติพันธุ์ของ OUN คือชาวโปแลนด์ในกาลิเซียและโวลฮีเนีย กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนหนึ่งมองชาวโปแลนด์ว่าเป็น “ผู้ยึดครอง” ดินแดนยูเครนตะวันตก และเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ที่ควรถูกขับไล่หรือกำจัดออกจากพื้นที่ โดย OUN เรียกร้องไม่ให้มีชาวโปแลนด์หลงเหลืออยู่ในดินแดนที่พวกเขาถือว่าเป็นของยูเครน โดยมุ่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความบริสุทธิ์ทางชาติ” (national purity) เอกสารภายในบางฉบับของ OUN มีข้อความที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรู โดยระบุว่า “ไม่ควรมีวิธีการใดที่ถือว่ารุนแรงเกินไป... ชาวโปแลนด์ ชาวรัสเซีย และชาวยิว ต้องถูกกำจัด”ข้อถกเถียงที่รุนแรงที่สุดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในโวลฮีเนีย (Volhynian Massacres) และกาลิเซียตะวันออก ระหว่างปี ค.ศ. 1943–1944 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวโปแลนด์เสียชีวิตหลายหมื่นคน ปัจจุบันโปแลนด์ถือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)ขณะที่ในยูเครนยังคงมีการตีความที่แตกต่างกันเกี่ยวกับลักษณะและความรับผิดชอบของเหตุการณ์ดังกล่าว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมลนิกลี้ภัยไปยังยุโรปตะวันตกและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในกลุ่มผู้อพยพชาวยูเครน เขายังคงสนับสนุนแนวคิดเอกราชของยูเครนและต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก และถูกฝังที่นั่นเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลังการประกาศเอกราชของยูเครนในปี ค.ศ. 1991 ภาพลักษณ์ของเมลนิกได้รับการฟื้นฟูในฐานะนักต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ

การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เข้าร่วมพิธีเคลื่อนย้ายและฝังศพใหม่ของอันดรีย์ เมลนิก เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะ “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” สามารถอธิบายได้ในบริบทของการสร้างอัตลักษณ์และความทรงจำแห่งชาติของยูเครนมากกว่าการเห็นด้วยกับทุกแง่มุมของขบวนการชาตินิยมยูเครนในอดีต รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันพยายามเน้นย้ำประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจากรัสเซียและสหภาพโซเวียตในอดีตทำให้บุคคลอย่างเมลนิกซึ่งมีบทบาทในขบวนการชาตินิยมยูเครนและเรียกร้องเอกราชของประเทศถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างรัฐยูเครนอิสระ ภายใต้บริบทของสงครามรัสเซีย–ยูเครน รัฐบาลยูเครนได้พยายามเชื่อมโยงการต่อสู้ของประชาชนในปัจจุบันกับบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่เคยต่อต้านการครอบงำจากมอสโกในอดีต เพื่อสร้างความต่อเนื่องของเรื่องเล่าแห่งชาติและเสริมสร้างเอกภาพของสังคม การยกย่องเมลนิกจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การเมืองแห่งความทรงจำ” (Politics of Memory) ที่มุ่งสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติและลดอิทธิพลของการตีความประวัติศาสตร์แบบโซเวียตหรือรัสเซีย

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจอธิบายการยกย่องอันดรีย์ เมลนิกและบุคคลในขบวนการชาตินิยมยูเครนของรัฐบาลยูเครนคือความพยายามตอบโต้การเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์และการเมืองของรัสเซีย ภายหลังการผนวกคาบสมุทรไครเมียในปี ค.ศ. 2014 และโดยเฉพาะหลังการเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี ค.ศ. 2022 รัสเซียได้ใช้แนวคิดเรื่อง “การขจัดลัทธินาซี” (Denazification) เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญในการอธิบายความชอบธรรมของการดำเนินการทางทหาร โดยกล่าวหาว่ายูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งและมีการยกย่องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางกลับกันยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและพยายามนำเสนอการตีความประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งโดยมองว่าบุคคลอย่างอันดรีย์ เมลนิก, สเตฟาน บันเดรา และสมาชิกขบวนการชาตินิยมยูเครนจำนวนมากเป็นผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติภายใต้สถานการณ์ที่ยูเครนต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต การยกย่องบุคคลเหล่านี้จึงถูกนำเสนอในฐานะการเชิดชูผู้ที่อุทิศตนเพื่อการก่อตั้งรัฐยูเครนอิสระมากกว่าการสนับสนุนอุดมการณ์นาซีหรือแนวคิดสุดโต่งทางชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทดังกล่าว การฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับเมลนิกจึงไม่เพียงเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนผ่านการตีความอดีต การต่อสู้เพื่อความหมายของประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเผชิญหน้าในสนามรบจริง

อย่างไรก็ตามการยกย่องเมลนิกก่อให้เกิดข้อถกเถียงในระดับนานาชาติ เนื่องจากองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) ที่เขาเป็นผู้นำยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในโปแลนด์และอิสราเอลที่มองว่าบุคคลบางส่วนในขบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกับนาซีเยอรมนีและก่อความรุนแรงต่อชาวยิวและชาวโปแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความย้อนแย้งยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อพิจารณาว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเป็นผู้นำเชื้อสายยิวและครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีแต่กลับเลือกเชิดชูบุคคลจากขบวนการที่ยังเป็นข้อถกเถียงในประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะสงครามและการสร้างชาติร่วมสมัย ปัจจัยด้านความมั่นคงของรัฐ การสร้างเอกภาพภายในประเทศ และการกำหนดอัตลักษณ์แห่งชาติ อาจมีอิทธิพลเหนือความทรงจำทางประวัติศาสตร์และภูมิหลังส่วนบุคคลของผู้นำทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป อันดรีย์ เมลนิก เป็นบุคคลสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในศตวรรษที่ 20 ที่มีบทบาทในการผลักดันแนวคิดเอกราชของยูเครน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงจากความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) และความสัมพันธ์กับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ของเมลนิกในปี ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ สะท้อนถึงความพยายามของยูเครนในการสร้างอัตลักษณ์และเรื่องเล่าแห่งชาติท่ามกลางสงครามกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าการตีความประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวและเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยบุคคลคนเดียวกันอาจถูกมองว่าเป็นทั้งวีรบุรุษแห่งชาติและบุคคลที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นข้อถกเถียงขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จีนยังไม่ทุ่มสุดตัว!! Power of Siberia 2 กลับมาร้อนแรง หลังสงครามอิหร่านเขย่าความมั่นคงพลังงานโลก จีนมองท่อก๊าซรัสเซียเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ลดพึ่งพาเส้นทางทะเลเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลในปี ค.ศ.2026 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางเท่านั้นหากแต่ยังสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพลังงานโลกและสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับมหภาคโดยเฉพาะต่อจีนและรัสเซียซึ่งต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของระบบพลังงานระหว่างประเทศ วิกฤตดังกล่าวทำให้ประเด็น “ความมั่นคงด้านพลังงาน” กลับมาเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์รัฐมหาอำนาจอีกครั้งโดยเฉพาะเมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานทางทะเลในตะวันออกกลาง เช่น
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเผชิญหน้าและการปิดกั้นทางทหาร

ภายใต้บริบทดังกล่าวโครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” «Сила Сибири - 2» ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจี ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะ “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับจีนในการลดการพึ่งพาพลังงานจากเส้นทางเดินเรือ ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ต้องการใช้โครงการนี้เป็นกลไกชดเชยการสูญเสียตลาดพลังงานในยุโรปหลังสงครามยูเครนและเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว

อย่างไรก็ตามแม้สงครามอิหร่านจะสร้างแรงจูงใจให้จีนต้องทบทวนความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น แต่ปักกิ่งยังคงดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “กระจายความเสี่ยง” และระมัดระวังต่อการพึ่งพารัสเซียมากเกินไป ดังนั้น อนาคตของ Power of Siberia 2 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวหากแต่เกี่ยวพันกับการประเมินทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันอิทธิพลในยูเรเชีย และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบพลังงานโลกในยุคหลังสงครามตะวันออกกลางอีกด้วยก่อนหน้านี้

โครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจีนที่มีเป้าหมายเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติในเขตไซบีเรียตะวันตกของรัสเซียเข้าสู่ตลาดจีนผ่านประเทศมองโกเลียถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซียในการปรับทิศทางการส่งออกพลังงานจากยุโรปสู่เอเชียภายหลังความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยบริษัท Gazprom «Газпром» ร่วมกับ China National Petroleum Corporation (CNPC) และหน่วยงานด้านพลังงานของมองโกเลียโดยมีแผนส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซยามาล (Yamal Peninsula) และแหล่งก๊าซในไซบีเรียตะวันตกซึ่งเดิมเคยใช้ป้อนตลาดยุโรปผ่านท่อส่งเข้าสู่มองโกเลีย ก่อนเข้าสู่เขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีน เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ 2,600–2,700 กิโลเมตรและมีกำลังการส่งก๊าซสูงสุดประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซที่รัสเซียเคยส่งให้เยอรมนีผ่านท่อส่งก๊าซ Nord Stream ในอดีต โดยในปี ค.ศ.2025 รัสเซียได้ส่งก๊าซให้จีนผ่านท่อ Power of Siberia 1 แล้วเกือบ 40 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) และส่งออก LNG เพิ่มอีก 9.8 ล้านตัน หรือประมาณ 13.5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) หากโครงการ Power of Siberia 2 แล้วเสร็จจะทำให้ส่วนแบ่งก๊าซรัสเซียในตลาดจีนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็นเกือบ 20% ของการบริโภคก๊าซทั้งหมดของจีน

ในเชิงยุทธศาสตร์รัสเซียมองว่า Power of Siberia 2 เป็น “โครงการทดแทนยุโรป” เนื่องจากหลังปี ค.ศ. 2022 รัสเซียสูญเสียตลาดพลังงานยุโรปอย่างหนักจากสงครามยูเครน ปริมาณการส่งออกก๊าซของรัสเซียไปยังสหภาพยุโรปลดลงอย่างรุนแรง จากประมาณ 157 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ก่อนสงคราม เหลือเพียง 18 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ภาษีจากก๊าซของรัสเซียลดลงประมาณ 7% และทำให้รัสเซียต้องลดการผลิตก๊าซลงราว 3% ดังนั้น จีนจึงกลายเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดในการทดแทนยุโรปของรัสเซียในการรักษารายได้จากพลังงานและลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแกนเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียจากยุโรปสู่เอเชียมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่งจีนเองก็ได้รับประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากโครงการนี้เช่นกัน โดยการบริโภคก๊าซของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 5% ในช่วงสองปีที่ผ่านมาและแตะระดับประมาณ 456 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปี ค.ศ. 2025 ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าความต้องการอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 610 พันล้านลูกบาศก์เมตร(bcm) ภายในปี ค.ศ. 2040 ทำให้จีนจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีต้นทุนต่ำในระยะยาว นอกจากนี้ ก๊าซจากรัสเซียยังมีราคาถูกกว่าก๊าซจากเติร์กเมนิสถานประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตรและต่ำกว่าราคานำเข้า LNG ของจีนอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมารัสเซียขายก๊าซให้จีนเฉลี่ยประมาณ 249 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ LNG นำเข้าของจีนมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 400 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เหตุผลดังกล่าวทำให้โครงการนี้มีความสำคัญสำหรับจีนในมิติ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” เพราะช่วยเพิ่มการนำเข้าก๊าซทางบก ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อความขัดแย้งทางทหารและแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนมองว่าท่อส่งก๊าซจากรัสเซียมีความมั่นคงทางยุทธศาสตร์มากกว่าการนำเข้า LNG ทางทะเล โดยเฉพาะในบริบทความตึงเครียดในตะวันออกกลางและอินโด-แปซิฟิก อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนโครงการในระดับการเมืองแต่การเจรจายังเผชิญอุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” และเงื่อนไขทางการเงิน จีนต้องการซื้อก๊าซในราคาต่ำใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่รัสเซียต้องการราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ปักกิ่งยังคงระมัดระวังไม่ให้พึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจึงยังคงกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซจากเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และ LNG จากหลายประเทศควบคู่กันไป โดยในขณะที่นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเดินทางเยือนปักกิ่ง นายติง ซูเซียง รองนายกรัฐมนตรีจีนกลับนำคณะผู้แทนไปลงนามข้อตกลงขยายความร่วมมือด้านก๊าซกับเติร์กเมนิสถานซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซทางท่อรายใหญ่อันดับสองของจีน สะท้อนว่าปักกิ่งยังคงเปิดทางเลือกด้านพลังงานจากหลายแหล่งควบคู่กัน

แม้เช่นนั้นมอสโกยังคงผลักดัน Power of Siberia 2 อย่างแข็งขัน โดยมองว่าเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถลดความเสี่ยงจากเส้นทางพลังงานทางทะเล โดยเฉพาะภายหลังสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ของจีนในปี ค.ศ. 2025 ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้ท่อส่งก๊าซทางบกมีความสำคัญมากขึ้นในมุมมองด้านความมั่นคงพลังงานของจีน

แผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่ของจีนช่วงปีค.ศ. 2026–2030 ได้ระบุว่าจะ “เร่งการเตรียมงาน” สำหรับเส้นทางหลักของท่อส่งก๊าซจีน–รัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าอ้างถึงโครงการ Power of Siberia 2 อย่างไรก็ตามจีนยังไม่ได้อนุมัติโครงการขั้นสุดท้ายเนื่องจากการเจรจายังคงติดขัดเรื่องราคาและเงื่อนไขสัญญา โดยจีนต้องการราคาที่ใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่มอสโกต้องการเงื่อนไขคล้ายกับโครงการ Power of Siberia 1 นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางอาจช่วยเพิ่ม “แรงผลักดันทางการเมือง” ให้โครงการนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนดุลอำนาจการต่อรองระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนยังคงพยายามรักษาสมดุลด้านพลังงานและจำกัดการพึ่งพาก๊าซทางท่อจากรัสเซียไม่ให้เกินประมาณ 25% ของตลาดภายในประเทศ ในภาพรวม Power of Siberia 2 จึงไม่ใช่เพียงโครงการพลังงานทั่วไป แต่เป็น “โครงการภูมิรัฐศาสตร์” ที่สะท้อนการปรับสมดุลอำนาจในยูเรเชีย การแข่งขันด้านความมั่นคงพลังงาน และการก่อตัวของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับจีนในระเบียบโลกยุคใหม่

บทวิเคราะห์ สงครามอิหร่านในปี ค.ศ. 2026 ได้สะท้อนให้เห็นว่า “ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน” กำลังกลับมาเป็นปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นอีกครั้งภายใต้บริบทของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการมีทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ความสามารถในการควบคุมเส้นทางลำเลียงพลังงาน” และ “การลดความเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์” จากแรงกดดันภายนอกอีกด้วย สำหรับจีน วิกฤตในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปักกิ่งตระหนักมากขึ้นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาพลังงานทางทะเล แม้ว่าจีนจะยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายแหล่งพลังงาน แต่สงครามครั้งนี้ได้ผลักดันให้ “เส้นทางพลังงานภาคพื้นทวีป” มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในมุมมองของผู้นำจีน โดยเฉพาะท่อส่งก๊าซจากรัสเซียและเอเชียกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปิดล้อมทางทะเลน้อยกว่า การพัฒนา Power of Siberia 2 จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนในการสร้าง “Continental Energy Security” หรือความมั่นคงพลังงานภาคพื้นทวีปควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) อย่างไรก็ตาม จีนยังคงใช้แนวทาง “Strategic Hedging” หรือการถ่วงดุลเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือแม้จะเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซียแต่ก็จะไม่ยอมพึ่งพารัสเซียมากเกินไปเพราะปักกิ่งตระหนักดีว่าการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงฝ่ายเดียวอาจสร้างข้อจำกัดทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการที่จีนยังคงขยายความร่วมมือกับเติร์กเมนิสถานและรักษาการนำเข้า LNG จากหลายภูมิภาคควบคู่กัน ในมุมของรัสเซีย โครงการ Power of Siberia 2 มีความสำคัญมากกว่ามิติทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ “การหันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) หลังการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก รัสเซียจำเป็นต้องสร้างตลาดพลังงานใหม่เพื่อทดแทนยุโรป และลดการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจตะวันตก โครงการนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือทางเศรษฐกิจและเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการสร้างแกนความร่วมมือยูเรเชียร่วมกับจีน ขณะเดียวกัน วิกฤตอิหร่านยังสะท้อนว่า “พลังงาน” กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น เส้นทางเดินเรือ พื้นที่ทางทะเล ท่อส่งก๊าซ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ล้วนกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งทำให้ Power of Siberia 2 ไม่ใช่เพียงโครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปรับโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคยูเรเชียและระเบียบโลกใหม่

โดยสรุป สงครามอิหร่านได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้โครงการ Power of Siberia 2 กลับมาได้รับความสนใจในฐานะโครงการยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัสเซียและจีน วิกฤตในตะวันออกกลางได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของเส้นทางพลังงานทางทะเล และผลักดันให้จีนหันมาให้ความสำคัญกับเส้นทางพลังงานทางบกมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัสเซียก็มองโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทดแทนตลาดยุโรปและเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว อย่างไรก็ตามแม้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จะเอื้อให้โครงการมีโอกาสเดินหน้ามากขึ้น แต่จีนยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงและรักษาสมดุลทางพลังงานอย่างระมัดระวัง ทำให้การเจรจายังคงขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ราคา และการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย ท้ายที่สุด Power of Siberia 2 จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกยุคใหม่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจและความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย จีน และระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘ปูติน’ เยือนสถาบันขีปนาวุธ MITT MITT ไม่ใช่แค่สถาบันวิจัย แต่คือหัวใจอุตสาหกรรมขีปนาวุธ และนิวเคลียร์ไตรแอดรัสเซีย ตอกย้ำยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รับมือ NATO

การเยือนสถาบันสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโกของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน

กับภาพสะท้อนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รัสเซีย

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เดินทางเยือนสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก «Московский институт теплотехники (МИТ)» ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียโดยผลิตภัณฑ์หลักคือขีปนาวุธข้ามทวีปทั้งเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (Moscow Institute of Thermal Technology – MITT) เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1946 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การจัดตั้งของสหภาพโซเวียตมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีจรวดและอาวุธนำวิถี โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานวิจัยด้าน “จรวดเชื้อเพลิงแข็ง” และค่อย ๆ พัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านวิศวกรรมขีปนาวุธของประเทศในเวลาต่อมา

ในช่วงยุคสหภาพโซเวียตสถาบันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานอุตสาหกรรมขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปสู่ระบบอาวุธสำคัญหลายรุ่น และได้รับการยกระดับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ทั้งสำหรับภาคพื้นดิน กองทัพเรือ และระบบยุทธศาสตร์ระยะไกล

หลังการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียในยุคหลังโซเวียต สถาบัน MITT ยังคงมีบทบาทต่อเนื่องในฐานะผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เช่น ตระกูล Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” ของรัสเซียในปัจจุบัน

สถาบัน MITT ถือเป็น “แกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” โดยมีบทบาทใน 3 มิติหลัก ได้แก่

(1) แกนหลักของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (MITT) ถือเป็น “แกนหลักของเทคโนโลยี” ระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย เนื่องจากมีบทบาทโดยตรงในการออกแบบและพัฒนาระบบขีปนาวุธพิสัยไกลที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” (land-based, sea-based, air-based deterrence) ซึ่งเป็นหัวใจของอำนาจยับยั้งทางทหารของรัฐ

ในเชิงเทคโนโลยี MITT มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง (solid-fuel ballistic missiles) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงยุทธศาสตร์ เพราะสามารถเก็บรักษาและตอบสนองการยิงได้รวดเร็ว ลดข้อจำกัดด้านเวลาเตรียมการเมื่อเทียบกับระบบเชื้อเพลิงเหลว นอกจากนี้ยังครอบคลุมการออกแบบระบบนำวิถี โครงสร้างหัวรบ และระบบควบคุมการบินของขีปนาวุธพิสัยไกล ผลงานสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ MITT ได้แก่ระบบขีปนาวุธ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซีย โดยระบบเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติด้าน “ความอยู่รอดเชิงยุทธศาสตร์” (strategic survivability) เช่น การเคลื่อนที่ได้ (mobile launch systems), การหลบหลีกการตรวจจับ และความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม

ในมิติของความมั่นคง MITT จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาบันวิจัย แต่เป็น “ศูนย์กลางการผลิตอำนาจยับยั้งนิวเคลียร์” ของรัฐรัสเซีย กล่าวคือ เป็นจุดที่เชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทำให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการยับยั้ง (deterrence capability) ต่อมหาอำนาจอื่นได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป MITT ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของอำนาจนิวเคลียร์รัสเซีย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างอาวุธแต่รวมถึงการรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ของโลกผ่านศักยภาพในการตอบโต้และยับยั้งภัยคุกคามในระดับสูงสุดของรัฐชาติ

(2)  ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย (Technological Sovereignty)

 บทบาทของสถาบัน MITT ในฐานะ “ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย” หมายถึงการเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถทางวิศวกรรมในระดับยุทธศาสตร์ที่รัสเซียสามารถพัฒนา ควบคุมและต่อยอดได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ แนวคิดนี้มีรากฐานจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของรัสเซียตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียตที่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใต้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น ส่งผลให้เกิด “ระบบความรู้แบบปิดและครบวงจร” (closed-loop technological system) ซึ่ง MITT เป็นหนึ่งในแกนหลักของระบบดังกล่าว โดยทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การออกแบบวิศวกรรม ไปจนถึงการผลิตและส่งมอบระบบอาวุธยุทธศาสตร์ในเชิงโครงสร้าง MITT มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “โรงเรียนวิศวกรรมจรวดของรัสเซีย” ที่สืบทอดองค์ความรู้ข้ามรุ่น ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางเทคโนโลยี แม้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสหภาพโซเวียตสู่สหพันธรัฐรัสเซีย ความสามารถนี้ทำให้รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธได้โดยไม่เกิด “ช่องว่างทางเทคโนโลยี” เมื่อเทียบกับมหาอำนาจตะวันตก นอกจากนี้ MITT ยังทำหน้าที่ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ระบบนำวิถี วัสดุขั้นสูง และระบบขับเคลื่อนขีปนาวุธ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแห่งรัฐ การรักษาความสามารถภายในประเทศในมิติเหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจของ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของรัสเซีย ในบริบทปัจจุบันภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก แนวคิด technologic sovereignty ของ MITT ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเพราะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความภาคภูมิใจทางวิทยาศาสตร์แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาความสามารถทางทหารและความมั่นคงของรัฐในระยะยาว

(3) ฐานอุตสาหกรรมแบบ Dual-use (การใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน)

หมายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภารกิจทางทหารและภาคเศรษฐกิจพลเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของรัสเซียในการรักษาความต่อเนื่องทางอุตสาหกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของรัฐ ในมิติทางทหาร MITT มีบทบาทหลักในการออกแบบและผลิตระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น วัสดุทนความร้อน ระบบขับเคลื่อนแรงสูง ระบบควบคุมการบิน และระบบนำวิถีความแม่นยำสูง เทคโนโลยีเหล่านี้เป็น “แกนกลางทางวิศวกรรม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ภาคพลเรือนได้ ในมิติพลเรือน ความรู้และเทคโนโลยีจาก MITT ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ระบบพลังงาน การขนส่ง และวิศวกรรมเครื่องจักรกลหนัก โดยเฉพาะเทคโนโลยีวัสดุทนสภาพแวดล้อมรุนแรงและระบบเครื่องกลความแม่นยำสูง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากการวิจัยเพื่อการทหาร แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคพลเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวทาง dual-use นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของรัสเซียยุคปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้รัฐสามารถ “กระจายความคุ้มค่าทางเทคโนโลยี” (technology spillover) จากงบประมาณด้านกลาโหมไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ ลดความสูญเปล่าของทรัพยากร และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ dual-use ยังทำหน้าที่เป็น “กลไกความยืดหยุ่นของรัฐ” (state resilience mechanism) เพราะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้ทั้งในภาวะสงครามและภาวะเศรษฐกิจปกติ โดยไม่แยกขาดระหว่างภาคทหารและพลเรือนอย่างสิ้นเชิง

นอกจากภารกิจด้านความมั่นคงแล้ว MITT ยังมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ dual-use หรือเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน เช่น การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน น้ำมัน การขนส่ง และโครงการอวกาศ ซึ่งสะท้อนแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยสรุป MITT เป็น “สถาบันแกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” ที่เชื่อมโยงทั้งมรดกทางเทคโนโลยียุคโซเวียต การพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์สมัยใหม่ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐรัสเซียในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ

ระหว่างการเยือนประธานาธิบดีปูตินกล่าวยกย่องบทบาทของ MITT ว่าเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่สร้างรากฐานด้านวิทยาการขีปนาวุธและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยชี้ว่าความทุ่มเทและการทำงานอย่างเสียสละของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และบุคลากรหลายรุ่น ได้ทำให้รัสเซียมี “สำนักวิชาระบบขีปนาวุธที่มีอธิปไตยของตนเอง” และวางรากฐานทางเทคโนโลยีที่ประเทศยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจรวดที่พัฒนาขึ้นในยุคโซเวียตยังคงมีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นพื้นฐานของระบบขีปนาวุธยุทธศาสตร์สมัยใหม่ของรัสเซีย รวมถึงระบบ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ปูตินยืนยันว่า ชรัสเซียจะเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนากองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสามารถในการยับยั้งทางทหารของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีอานุภาพสูงขึ้น และสามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธเคลื่อนที่แบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยสถาบันดังกล่าวว่า ได้ถูกนำไปใช้จริงในปฏิบัติการทางทหาร และพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพการรบแล้ว ในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผู้นำรัสเซียชื่นชมการที่สถาบันสามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางทหารไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับภาคพลเรือน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมัน การขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของรัสเซียในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางทหารกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงท้ายปูตินกล่าวขอบคุณบุคลากรของสถาบันที่มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงของรัสเซีย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมขีปนาวุธและเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่อไปในระยะยาวการที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเดินทางเยือน สถาบัน MITT ในช่วงเวลานี้และกล่าวสุนทรพจน์ยกย่องสถาบัน MIIT มีนัยสำคัญทั้งด้านยุทธศาสตร์ การเมืองภายใน และการส่งสัญญาณระหว่างประเทศ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ ดังนี้

(1) ส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อ NATO และสหรัฐฯ

ช่วงปี ค.ศ. 2025–2026 ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกยังคงอยู่ในระดับสูงจากสงครามยูเครน การที่ปูตินเลือกเยือนสถาบันซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธนิวเคลียร์หลักของรัสเซีย เช่น Topol-M, Yars และ Bulava มีนัยเป็นการส่งสัญญาณเชิงยับยั้งต่อ NATO ว่า รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธและนิวเคลียร์ไว้ได้อย่างมั่นคง การกล่าวถึง “ขีปนาวุธที่สามารถเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธในอนาคตได้” ยังสะท้อนการแข่งขันโดยตรงกับระบบ Missile Defense ของสหรัฐฯ และ NATO ทั้งในยุโรปและเอเชีย

(2) สร้างภาพลักษณ์ “รัฐมหาอำนาจทางเทคโนโลยี”

MITT ไม่ใช่เพียงโรงงานอาวุธ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมยุคโซเวียต การเยือนครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีทางทหาร แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก การกล่าวย้ำว่า “รัสเซียยังใช้สิ่งที่พัฒนามาจากยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน” เป็นการเชื่อมโยงความชอบธรรมของรัฐรัสเซียปัจจุบันเข้ากับความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นแนวทางที่ปูตินใช้มาอย่างต่อเนื่องในการสร้างอัตลักษณ์รัฐและความภาคภูมิใจของสังคมรัสเซีย

(3) สนับสนุนขวัญกำลังใจของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สงครามยูเครนทำให้อุตสาหกรรมทหารของรัสเซียกลายเป็นกลไกหลักของรัฐ การเยือนและการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์แก่บุคลากรของ MITT เป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และยืนยันว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญสูงสุดกับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ผลิตอาวุธยุทธศาสตร์นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า รัฐรัสเซียกำลังให้ความสำคัญกับการระดมศักยภาพทางเทคโนโลยีหรือ “technological mobilization” เพื่อรองรับการแข่งขันระยะยาวกับตะวันตก

(4) เชื่อมโยงสงครามยูเครนกับความสำเร็จทางเทคโนโลยี

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธแบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ใน “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ซึ่งมีนัยว่า รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นว่าอาวุธที่พัฒนาโดย MITT ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเชิงทฤษฎี แต่ถูกพิสูจน์แล้วในสนามรบจริง นี่เป็นทั้งการโฆษณาศักยภาพทางทหาร การเสริมความเชื่อมั่นภายในประเทศและอาจมีมิติด้านตลาดอาวุธระหว่างประเทศด้วย เพราะรัสเซียมักใช้การได้รับการทดสอบและพิสูจน์แล้วในการรบจริง หรือ “combat-proven” เป็นจุดขายสำคัญในการส่งออกอาวุธ

(5) สะท้อนแนวคิด “พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี”

การกล่าวถึงผลิตภัณฑ์พลเรือนของ MITT สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและการขนส่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการใช้เทคโนโลยีทางทหารต่อยอดสู่ภาคเศรษฐกิจพลเรือน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก

บทสรุป การเยือนสถาบัน MITT ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาและพัฒนาศักยภาพด้านขีปนาวุธและกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจยับยั้งและสถานะมหาอำนาจของรัฐรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ ภายใต้บริบทของสงครามยูเครน การแข่งขันทางเทคโนโลยีกับชาติตะวันตก และแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียได้พยายามย้ำถึงแนวคิด “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ผ่านการสนับสนุนสถาบันวิจัยและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ได้ด้วยตนเอง MITT จึงมิได้เป็นเพียงสถาบันวิจัยด้านขีปนาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องระหว่างมรดกทางวิทยาศาสตร์ยุคสหภาพโซเวียตกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัสเซียยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันการเน้นเทคโนโลยีแบบ dual-use ยังสะท้อนความพยายามของรัฐในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทหารเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาว สำหรับประเทศไทยเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสริมสร้าง “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” และการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกในโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

รัสเซียทดสอบ “Sarmat” สำเร็จ ยกระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี สะเทือนสมดุลยุทธศาสตร์โลก เจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ–NATO RS-28 Sarmat ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่คือสัญญาณการกลับมาของการแข่งขันนิวเคลียร์มหาอำนาจ

รัสเซียกับการเสริมศักยภาพนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Sarmat

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมค.ศ. 2026 เวลา 11 นาฬิกา 15 นาที กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ «Ракетными войсками стратегического назначения (РВСН)» สหพันธรัฐรัสเซีย ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่น RS-28 “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธยุคสหภาพโซเวียตรุ่น R-36M “Voyevoda” (NATO: SS-18 “Satan”) โดยพลเอกเซอร์เกย์ คาราคาเยฟ «Сергей Каракаев» ผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ได้รายงานต่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินว่า “วันนี้ เวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Sarmat’ การปล่อยประสบความสำเร็จและภารกิจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VKS) ระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2022 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศการทดสอบยิงครั้งแรกของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบประจำฐานยิงแบบประจำที่ (silo-based) จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ «Плесецк» แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk Oblast) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในขณะนั้นกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าภารกิจการทดสอบดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ตามแผน พร้อมยืนยันว่าคุณลักษณะเชิงคำนวณของขีปนาวุธได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนในทุกช่วงการบิน ขณะที่หัวรบจำลองสำหรับการฝึกได้เดินทางถึงพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด ณ ฐานยิงขีปนาวุธคูรา «Ракетный полигон Кура́» บนคาบสมุทรคัมชัตกาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า "ขีปนาวุธซาร์แมทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ ซาร์แมทเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดและมีระยะยิงไกลที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ"

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 หัวหน้าผู้ออกแบบของบริษัทวิจัยแห่งรัฐมาเคเยฟ (ผู้พัฒนาขีปนาวุธซาร์แมท) นายวลาดิมีร์ เดกเตียร์ «Владимир Дегтярь» กล่าวว่า ขีปนาวุธซาร์แมทจะเป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับรัสเซียไปอีกหลายทศวรรษ ขีปนาวุธ Sarmat ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” (Nuclear Triad) ของรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมกำลังรบนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

ทั้งนี้แผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ของรัสเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างและรักษาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของประเทศ ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอำนาจทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง โดย “นิวเคลียร์ไตรภาคี” หมายถึงโครงสร้างกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ กำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน กำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเล และกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้นิวเคลียร์ได้แม้ในกรณีถูกโจมตีก่อน อันเป็นหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ในส่วนของกำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน รัสเซียมุ่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย เช่น RS-28 Sarmat, RS-24 Yars รวมถึง ระบบ Avangard Hypersonic Glide Vehicle โดยโครงการ RS-28 Sarmat ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าว ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ Multiple independently targetable reentry vehicle (MIRV) และรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัสเซียยังเดินหน้าปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเลผ่านการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ Borei-class submarine ซึ่งมีความสามารถในการซ่อนตัวและปฏิบัติการในมหาสมุทรเป็นระยะเวลานาน อันช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบตอบโต้นิวเคลียร์ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงขีปนาวุธ Bulava submarine-launched ballistic missile (SLBM) ส่วนกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ รัสเซียยังคงพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น Tupolev Tu-160, Tupolev Tu-95 เครื่องบินเหล่านี้สามารถยิงขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกล และมีความยืดหยุ่นในการแสดงกำลังหรือยกระดับการตอบโต้ทางทหาร โดยแผนการปรับปรุง Nuclear Triad ของรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีเป้าหมายหลัก คือ 1) ทดแทนระบบขีปนาวุธในยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย 2) เพิ่มความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO 3) พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapons) 4) เสริมศักยภาพการโจมตีโต้กลับ (“Second Strike Capability”) หรือความสามารถในการตอบโต้แม้ถูกโจมตีก่อน และ5) รักษาสถานะ “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ  โดยระบบ RS-28 Sarmat ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ MIRV รวมถึงรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle: HGV) รุ่น Avangard ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น

สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ มิได้มีเพียงมิติด้านเทคโนโลยีทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคงไว้ซึ่ง “ศักยภาพการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Deterrence) ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ภายหลังความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกเสื่อมถอยจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน และกลไกควบคุมอาวุธระหว่างประเทศหลายฉบับเผชิญภาวะหยุดชะงัก แม้ว่าระบบ Sarmat จะเผชิญความล่าช้าและรายงานความล้มเหลวในการทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่การประกาศความสำเร็จครั้งล่าสุดสะท้อนว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ และมีแนวโน้มเดินหน้าการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธยุทธศาสตร์ต่อเนื่องในระยะยาว ในมิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอาวุธ Hypersonic ของสหรัฐฯ NATO และจีน รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลกในอนาคต อันอาจนำไปสู่สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS-28 “Sarmat” ของรัสเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของมอสโกในการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนการพัฒนา “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ซึ่งถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การยับยั้งทางนิวเคลียร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง

แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายว่าการพัฒนาระบบ Sarmat มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามจากภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงของมหาอำนาจต่าง ๆ อาจนำไปสู่การขยายตัวของการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบป้องกันขีปนาวุธ อวกาศ และสงครามไซเบอร์

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพัฒนา RS-28 Sarmat จึงมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบอาวุธของรัสเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เปิดประวัติ “ซูโรวิคิน” นายพลอาร์มาเกดดอน ผู้บัญชาการรัสเซียในสมรภูมิยูเครน แม่ทัพสายแข็งของปูติน หลังรัสเซียยกระดับโจมตียูเครน ผู้ถูกจับตาหลังเกมล้างแค้นสะพานไครเมีย

การโจมตีที่หนักหน่วงครั้งนี้ถือเป็น "การล้างแค้น" ที่ชัดเจนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่เตือนถึงการตอบโต้อย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุวินาศกรรมบนสะพานไครเมียหรือสะพานเคียร์ช (Kerch) ที่เป็นเส้นทางส่งเสบียงทางทหารและเชื่อมระหว่างรัสเซียกับไครเมีย และผลการของชำระแค้นครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 คน บาดเจ็บ 105 คน ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้ว เมืองใหญ่และเมืองเล็กมากกว่า 300 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้

พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน" ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการคนแรกในสมรภูมิทั้งประเทศของยูเครน ในวันเดียวกับที่สะพานเคียร์ชถูกวินาศกรรม เพื่อ"หยุด" การโจมตีโต้กลับจากยูเครน ที่สร้างความระส่ำระสายให้กองทัพรัสเซียก่อนหน้านี้

นายพลกองทัพบก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรัสเซียในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหาร специальной военной операции (СВО) ในยูเครน นายพลมีประสบการณ์มากมาย

- ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 เขาเป็นหัวหน้ากองกำลังอวกาศของรัสเซีย Воздушно-космические силы (ВКС)

- ในปี 2019 เขาสั่งกองทหารรัสเซียในซีเรีย

-เมื่อไม่นานมานี้ในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหารทางใต้ แสดงความแข็งแกร่งและแหวกแนว

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 หรือที่รู้จักในชื่อรัฐประหารเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกรัฐบาลของสหภาพโซเวียตกลุ่มหนึ่ง ที่คัดค้านโครงการปฏิรูปของประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก่อนจะเกิดการปะทะกันและมีพลเรือนเสียชีวิต 3 คน และผู้นำที่กองปืนไรเฟิลเข้าปะทะก็คือ ซูโรวิคิน ที่ตอนนั้นมียศแค่ร้อยเอก

คนที่รู้จักเขาดีบอกว่า 'ซูโรวิคิน' เป็นผู้บัญชาการที่มีความสามารถมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย เขาได้ชื่อว่าเป็น "บุคคลในตำนาน" ที่เกิดมาเพื่อรับใช้แผ่นดินเกิดอย่างซื่อสัตย์ เช่นตอนที่ได้รับคำสั่งเมื่อปี  2534 ซูโรวิคินคือคนที่เข้าไปในรถถังโดยไม่ลังเล และทำหน้าที่เพื่อประเทศของเขา

Sergey Surovikin เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2509 ที่เมืองโนโวซีบีร์สค์ในครอบครัวพนักงาน ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจาก Omsk Higher Combined Arms Command School (ต่อมาในปี 1995 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากแผนกบัญชาการของ Frunze Military Academy และในปี 2002 ด้วยเกียรตินิยมอีกครั้งจาก Military Academy of เจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองทัพ RF) ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 Surovikin เปลี่ยนจากผู้บังคับหมวดปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์มาเป็นผู้บัญชาการกองร้อยและรองผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ ในปีพ.ศ. 2532 ระหว่างการฝึกซ้อม เขาได้นำรถรบทหารราบดับเพลิงพร้อมกระสุนจากที่ตั้งของบุคลากร ซึ่งเขาได้รับเหรียญรางวัล ตามรายงานบางฉบับ เขารับใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังจำกัดโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชีวประวัติอย่างเป็นทางการของ Surovikin บนเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมก็ตาม ในปีพ.ศ. 2534 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการและรักษาการผู้บัญชาการกองพันของกองพลปืนไรเฟิลทามันที่ 2 Guards Motor ในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรักษ ภาวะฉุกเฉินในเมืองหลวง ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมการสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งรัฐ ในคืนวันที่ 21 สิงหาคม กองพันทหารราบที่ใช้เครื่องยนต์บนยานรบทหารราบภายใต้คำสั่งของ Surovikin พยายามเจาะทะลุเครื่องกีดขวางที่สี่แยก Garden Ring และ Novy Arbat

อันเป็นผลมาจากการปะทะกันทำให้มีผู้เสียชีวิตสามคน - Dmitry Komar (ถูกหนอนผีเสื้อทับขณะเคลื่อนยานรบทหารราบ), Ilya Krichevsky และ Vladimir Usov (ถูกยิงตาย) ผู้โจมตีได้เผา BMP หนึ่งตัว อีกตัวเสียหาย และทหารหกนายได้รับบาดเจ็บ ถูกไฟไหม้ และบาดเจ็บ หลังจากนั้นกัปตัน Surovikin ใช้เวลาหลายเดือนในศูนย์กักกันก่อนการพิจารณาคดี Matrosskaya Tishina แต่ในเดือนธันวาคม 2534 สำนักงานอัยการมอสโกได้ปิดคดีอาญากับเขาและทหารคนอื่น ๆ "เนื่องจากไม่มีสัญญาณของการกระทำที่มีโทษทางอาญา"

บนรถถังกับองค์ประกอบ

ตั้งแต่ปี 1995 Sergei Surovikin รับใช้ในกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ Gatchina 201st Gatchina ซึ่งประจำการในทาจิกิสถาน (ปัจจุบันเป็นฐานทัพทหารที่ 201 สำนักงานใหญ่ในดูชานเบ) ซึ่งครอบคลุมพรมแดนระหว่างทาจิกิสถานและอัฟกานิสถานซึ่งสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในเวลาเดียวกัน กองพลที่ 201 ร่วมกับ Surovikin ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านแก๊งติดอาวุธ แต่ยังช่วยพลเรือนของทาจิกิสถานด้วย

ในปี พ.ศ. 2541 ปริมาณหยาดน้ำฟ้าลดลงเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาค Vose ของสาธารณรัฐในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการตกตะกอนของโคลน ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พวกเขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

Surovikin เสร็จสิ้นการบริการของเขาในทาจิกิสถานในฐานะเสนาธิการและหลังจากสำเร็จการศึกษาจาก Academy of the General Staff ยังคงให้บริการในเขตทหาร Volga-Urals ซึ่งตั้งแต่ปี 2002 เขาได้สั่ง Simferopol ลำดับที่ 34 ของ Suvorov Red Banner Motorized Rifle Division ชื่อ หลัง Sergo Ordzhonikidze (เยคาเตรินเบิร์ก)

ในเวลานั้น ผู้ที่ได้รับแจ้งในสำนักงานใหญ่ของเขตได้กล่าวถึงพล.ต.สุโรวิกิน วัย 36 ปีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่จริงจังและมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งในเวลาอันสั้น ได้นำกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ของเขาจากการล้าหลังไปสู่สภาพความพร้อมรบที่คงอยู่ อย่างไรก็ตาม Surovikin กลายเป็นหนึ่งในนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพรัสเซีย

ในเดือนมิถุนายน 2547 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลยานยนต์ Evpatoria Red Banner Guards ที่ 42 ซึ่งประจำการในเชชเนีย การก่อตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดกลุ่มของกระทรวงกลาโหมในเขตปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย (CTO) ในนอร์ทคอเคซัสและมีส่วนร่วมในการปะทะกับนักสู้ชาวเชเชนหลายครั้ง ซูโรวิกินได้รับชื่อเสียงในฐานะผู้นำทางทหารที่ดุดันและมีความต้องการสูง

สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน – นี่คือบัญชีพิเศษของเรา

อย่างที่สื่อเขียน ในขณะนั้นสถานการณ์ในคอเคซัสเหนือบางครั้งเปลี่ยนแปลงไปทุกนาที และมีเวลาศึกษาและตัดสินใจอย่างร้ายแรงน้อยมาก ดังนั้น Surovikin จึงมีประโยชน์มากสำหรับประสบการณ์การต่อสู้ที่หลากหลายในทาจิกิสถาน อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่นายพลเอกต้องแก้ตัวสำหรับการกระทำของกองทัพ หนึ่งในกรณีที่รู้จักกันดีคือการชำระล้างหมู่บ้าน Borozdinovskaya เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนซึ่งดำเนินการโดยนักสู้ของกองพัน Vostok

ตามคำกล่าวของชาวบ้านในหมู่บ้าน ทหารติดอาวุธมากถึง 400 คนมาถึงโบรอซดินอฟสกายา เผาบ้านสี่หลังและนำชาย 11 คนไปด้วย ชาวบ้านอ้างว่าพบศพ 2 คนในบ้านที่ถูกไฟไหม้ หลังจากการชำระล้าง ประมาณหนึ่งพันคน - ชาติพันธุ์อาวาร์ - หนีไปดาเกสถาน ตั้งค่ายใกล้ Kizlyar

จากสำนักงานใหญ่สู่ผู้บริหาร

ในเดือนพฤศจิกายน 2551 Sergei Surovikin กลายเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลัก (GOU) ของเจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองกำลัง RF ซึ่งรับผิดชอบในการวางแผนการป้องกันสหพันธรัฐรัสเซียและการบังคับบัญชาและการควบคุม เขารับตำแหน่งนี้ในบริบทของการปฏิรูปกองทัพรัสเซียในวงกว้าง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจาก "ปฏิบัติการบังคับจอร์เจียสู่สันติภาพ" Surovikin ทำงานภายใต้การนำของ Anatoly Serdyukov (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555) และ Nikolai Makarov (หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทั่วไปในปี 2551-2555)

ตั้งแต่มกราคม 2010 Surovikin เป็นเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของเขตทหาร Volga-Urals (PurVO สำนักงานใหญ่ - Yekaterinburg) ในเดือนกันยายน 2010 PurVO ร่วมกับส่วนตะวันตกของเขตทหารไซบีเรีย กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตการทหารกลางที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (TsVO) ในเดือนธันวาคม 2010 Sergei Surovikin เข้ารับตำแหน่งเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของ Central Military District

“ขุนศึกคนใหม่”

ในเดือนตุลาคม 2556 Sergei Surovikin กลายเป็นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันทางอากาศ ในโพสต์นี้ เขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในหมู่เกาะคูริลและในอาร์กติก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017 Surovikin ได้เป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังรัสเซียในดินแดนของสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย ในช่วงเวลานี้ กองทัพซีเรียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรัสเซีย สามารถปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ได้หลายอย่าง เข้าควบคุมอาณาเขตส่วนใหญ่ของประเทศ การสื่อสารหลักในการคมนาคมขนส่ง แหล่งน้ำมัน และวัตถุอื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังการบินและอวกาศของประเทศ (VKS) Воздушно-космическими силами (ВКС) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชายผู้ไม่มีประสบการณ์ในการบินหรือทำงานด้านการบินมายืนอยู่ที่หัวหน้ากองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่า Surovikin ไม่ใช่ทหารธรรมดาที่มีความสามารถหลากหลายได้รับการกล่าวโดยคนที่รู้จักเขามากกว่าหนึ่งครั้ง หนึ่งในนั้นคืออดีตผู้บัญชาการกลุ่มทหารใน North Caucasus พันเอก - นายพล Vyacheslav Dadonov Вячеслав Дадонов

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2017 Surovikin ได้รับตำแหน่งฮีโร่แห่งรัสเซีย "สำหรับความกล้าหาญและความกล้าหาญที่แสดงในการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารในสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยคำสั่งของประธานาธิบดี เขาได้รับยศนายพลแห่งกองทัพบก Surovikin ยังได้รับรางวัล Order of Courage, Orders of the Red Star และ "For Military Merit", เหรียญรางวัล Order of Merit for the Fatherland, I และ II องศา, เหรียญ "For Courage", "For Military Merit" และอื่น ๆ

«За военные заслуги», медалями ордена «За заслуги перед Отечеством» I и II степеней, медалями «За отвагу», «За боевые заслуги» и другими.

ตั้งแต่ปี 2022 Surovikin รับผิดชอบกองกำลังภาคใต้ในเขต NVO ในยูเครนซึ่งครอบครองจุด Gorskoye และ Zolote (20 กิโลเมตรทางใต้ของ Lisichansk) และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu ได้แต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการแบบรวมกลุ่มคนแรกของกลุ่มกองกำลังรัสเซียทั้งหมดในเขต NVO ผู้เชี่ยวชาญประเมินการนัดหมายนี้ในเชิงบวก

ตามที่นักวิจัย IMEMO RAS และผู้เชี่ยวชาญของ Russian International Affairs Council (RIAC) Ilya Kramnik ИМЭМО РАН и эксперта Российского совета по международным делам (РСМД) Ильи Крамника ารมีอยู่ของการบัญชาการแบบรวมเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมกองกำลังได้ดีขึ้นและเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ Surovikin ได้รับการประเมินว่าเป็นผู้บัญชาการที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีโดยมีความเข้าใจในสงครามสมัยใหม่และการมีอยู่ของคุณสมบัติทางศีลธรรมและความตั้งใจที่เหมาะสม

หัวหน้าสาธารณรัฐเชเชน Ramzan Kadyrov ยังชื่นชมการแต่งตั้ง Sergei Surovikin ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนใหม่ของกลุ่มกองกำลังสหรัฐในภูมิภาค NVO Kadyrov กล่าวว่าเขาคุ้นเคยกับ Surovikin เป็นการส่วนตัวและยังเรียกเขาว่าผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์และเป็นนักรบที่แท้จริง

โดยส่วนตัวฉันรู้จักและรู้จัก Sergei Vladimirovich เป็นอย่างดีมาเกือบ 15 ปีแล้ว ฉันสามารถพูดเกี่ยวกับเขาได้อย่างแน่นอนว่าเขาเป็นแม่ทัพที่แท้จริงและเป็นนักรบ ผู้บังคับบัญชาที่มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่น และมองการณ์ไกล ซึ่งแนวคิดเช่นความรักชาติ เกียรติยศ และศักดิ์ศรียืนหยัดเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ ฉันยินดีต้อนรับและยินดีกับการนัดหมายนี้

Рамзан Кадыров

Kadyrov ยังแสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์ในเขต NMD จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยสังเกตว่าตอนนี้กลุ่มกองกำลังที่รวมกันอยู่ในมือที่ดีแล้ว ในทางกลับกัน Yevgeny Prigozhin ผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท Concord และผู้ก่อตั้งบริษัททหารเอกชน (PMC) Wagner กล่าวว่า Sergei Surovikin เป็น "ผู้บัญชาการที่มีอำนาจมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย" частной военной компании (ЧВК) «Вагнер» Евгений Пригожин

 นายพลอาร์มาเก็ดดอน

Sergey Surovikin คือใคร?

“สำหรับคนตายทุกคน เราจะทำลายสามคน”

หลังจากการพิจารณาคดีพ้นผิด Surovikin ได้รับยศพันตรีและถูกส่งไปยัง Frunze Military Academy ซึ่งเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมเช่นเดียวกับโรงเรียน จากนั้นเขาก็ทำหน้าที่ในแผนกที่ 201 ที่มีชื่อเสียงและมีส่วนร่วมในสงครามในทาจิกิสถาน - อีกเสียงสะท้อนของการล่มสลายของอดีตจักรวรรดิโซเวียต

อาชีพทหารกำลังเพิ่มขึ้น ในปี 2545 Sergei Surovikin สำเร็จการศึกษาอีกครั้งด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทั่วไป ตั้งแต่ปี 2547 เขาเป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ที่ 42 ต่อสู้ในเชชเนีย ที่นี่กวีทหาร Vladimir Slepak อุทิศเพลง "Comdivid" ให้กับ Surovikin

ในปี 2548 อันเป็นผลมาจากการจู่โจม ทหารเก้านายของกลุ่มลาดตระเวนของกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 ซึ่งนำโดยนายพล ถูกสังหาร Surovikin พูดกับกล้องของช่อง Ren-TV โดยตรง: “นี่เป็นการโจมตีที่กล้าหาญ สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน นี่เป็นบัญชีพิเศษของเรา” และเขาก็รักษาคำพูดของเขา เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการตอบโต้ ผู้ก่อการร้าย 24 คนถูกทำลาย อีก 8 คนถูกควบคุมตัวและย้ายไป FSB

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2017 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรียและดำเนินการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุม Sukhna และ Deir ez-Zor การสู้รบเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2011 เมืองต่างๆ ได้เปลี่ยนมือแล้ว แต่พวกเขาสามารถรับมือได้หลังจากที่นายพลใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 ซึ่งสนับสนุนการโจมตีสำเร็จเท่านั้น Surovikin ได้รับฉายาว่า "นายพล Armageddon" และ VKS กลายเป็นเฮดช็อตสำหรับศัตรูซึ่งช่วยให้คุณพัฒนาแนวรุกได้สำเร็จ และถ้าคุณจำการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเมืองยูเครนเมื่อวานและวันนี้ได้ ซึ่งรวมถึงการใช้การบินเชิงกลยุทธ์แบบเดียวกัน คุณจะพบความคล้ายคลึงกันบางอย่าง

ในวันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซีย คือ День России  หรือ “วันรัสเซีย” ในปี ค.ศ. 2022 ตรงกับวันอาทิตย์ ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ออกมาเฉลิมฉลองกันในวันนี้ ก่อนหน้านี้ชาวรัสเซียเรียกวันหยุดนี้ว่า "วันประกาศอิสรภาพ "พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน"  « Суровикин, Сергей Владимирович (General Armageddon) เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1966 ที่เมือง Новосибирск ประเทศรัสเซีย ผู้นำกองทัพรัสเซีย ผู้บัญชาการกองกำลังการบินและอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2017 วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (2017) นายพลกองทัพบก 2021

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นที่ทราบกันดีว่านายพล Surovikin เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรัสเซียทางใต้ระหว่างการรุกรานยูเครนของรัสเซีย[2] ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังสหพันธรัฐรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกรัสเซียของยูเครน)

ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจากโรงเรียน Omsk Higher All-Arms Command School ซึ่งตั้งชื่อตาม M.V. Frunze Омское высшее общевойсковое командное училище имени М. В. Фрунзе.» หลังจบจากสถานศึกษา เขารับราชการในทาจิกิสถานในฐานะผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ จากนั้นเป็นเสนาธิการของกรมทหารไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 92 เสนาธิการและผู้บัญชาการกองทหารปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 149 องครักษ์ เสนาธิการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 201 Gatchina

ในปี 2002 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทหารของสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2547 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 34 (เยคาเตรินเบิร์ก) จากปี 2547 ถึง 2548 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 (เชชเนีย); ในปี 2548-2551 - เสนาธิการ - รองผู้บัญชาการคนแรกของกองทัพรวมอาวุธยามที่ 20 (Voronezh); ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2551 - ผู้บัญชาการกองทัพรวมทหารองครักษ์ที่ 20

ตั้งแต่พฤศจิกายน 2551 ถึงมกราคม 2553 - หัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลักของเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมถึง 10 ธันวาคม 2010 - เสนาธิการของเขตทหาร Volga-Urals (Yekaterinburg); ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ถึงเมษายน 2555 - เสนาธิการ - รองแม่ทัพภาคกลาง ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 เขาได้รับยศทหารยศนายพล

ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2017 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย[17][18]. รายงานของ Human Rights Watch ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2020 ระบุว่า Surovikin เป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจมีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งการอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการโจมตีบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาดสาธารณะ ดำเนินการโดยกองทหารรัสเซียในระหว่างการรุกรานใน Idlib 2019-2020

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย พันเอก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังอวกาศ

เขาเป็นนายพลอาวุธรวมกลุ่มแรกที่นำกองกำลังประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศ กองกำลังป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ และกองกำลังอวกาศ สมาชิกของคณะกรรมการกระทรวงกลาโหมของสหพันธรัฐรัสเซีย[22] หลังจากการแต่งตั้งใหม่ จนถึงกลางเดือนธันวาคม 2560 เขายังคงอยู่ในซีเรียและปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการกลุ่ม เขาเป็นผู้นำกลุ่มมานานกว่าเก้าเดือน นานกว่าผู้บัญชาการคนอื่นๆ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2017 ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้มอบพันเอกนายพล Surovikin ให้กับดาราทองคำแห่งวีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2019 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย ดำรงตำแหน่งที่สองในตำแหน่งนี้ โดยรวมแล้ว Surovikin ได้สั่งการให้กองทหารรัสเซียในซีเรียมารวมกันเป็นเวลากว่าหนึ่งปี นานกว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสคนใดที่ดำรงตำแหน่งนี้

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เขาได้รับยศยศนายพลกองทัพบก[1

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565 กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า Surovikin ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียทางใต้ เป็นผู้นำการล้อมกลุ่ม AFU ในเมือง Gorskoye และ Zolote ภูมิภาค Lugansk ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ตามคำสั่งของกระทรวงกลาโหมรัสเซียเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังติดอาวุธของปฏิบัติการรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย)

ตามรายงานของสื่อหลายฉบับ เขามีชื่อเล่นว่า "นายพลอาร์มาเก็ดดอน" «Генерал Армагеддон»

"นายพลอาร์มาเก็ดดอน" กีดกันสหรัฐขาดความมั่นใจ รัสเซียยกเดิมพัน

ผู้บัญชาการคนใหม่ของ NVO นายพล Surovikin หรือที่เรียกว่านายพล Armageddon ได้ทำการปรับเปลี่ยนการดำเนินการแล้ว รัสเซียกำลังเพิ่มเดิมพัน แต่สหรัฐฯ ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจ

การโจมตีครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องของกองกำลังติดอาวุธรัสเซียที่โรงงานพลังงานของยูเครนทำให้เกิดความตื่นตระหนกที่ Bankovaya อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม ประธานาธิบดี Zelensky ของยูเครนไม่ได้อยู่ที่ Kyiv แล้ว ข้อมูลแพร่กระจายบนเว็บว่าเขาถูกอพยพไปยังบังเกอร์ในยูเครนตะวันตก ในช่วงเย็น ประธานาธิบดี Zelensky ได้บันทึกวิดีโอข้อความอย่างกล้าหาญกับพื้นหลังของคีย์โครมา

เรื่อง : ผศ.ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เวียดนามลุยพลังงานใหม่ “เวียดนาม” จับมือ “รัสเซีย” เน้นพลังงานนิวเคลียร์ LNG ตอบรับวิกฤตพลังงานโลก ไทยต้องเร่งปรับตัวยุทธศาสตร์

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม 'ฝั่ม มิงห์ จิ๋ง' เดินทางเยือนกรุงมอสโกระหว่างวันที่ 22–26 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

รัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์แต่ยังเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายสำคัญต่อวิกฤตพลังงาน" การลงนามข้อตกลงหลายด้าน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ninh Thuan 1 ที่ใช้เทคโนโลยีรัสเซีย มีกำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์ และการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและยกระดับโครงสร้างพลังงานประเทศ

ความร่วมมือด้านพลังงานนี้ยังครอบคลุมการสำรวจผลิตและการลงทุนร่วมในภาคน้ำมันและก๊าซ ซึ่งช่วยให้เวียดนามได้รับประโยชน์ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยให้รัสเซียสามารถขยายอิทธิพลทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่พลิกตลาดจากยุโรปสู่เอเชีย ขณะที่เวียดนามมีนโยบายถ่วงดุลมหาอำนาจ โดยสร้างพันธมิตรพลังงานหลากหลายเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ในขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความท้าทายในการวางยุทธศาสตร์พลังงาน เนื่องจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดความชัดเจน ทำให้ยังเป็นฝ่าย "ตั้งรับ" มากกว่าที่จะเป็น "ผู้เล่นเชิงรุก"

ไทยจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานและพันธมิตร ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น ศูนย์กลาง LNG และระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับดำเนินนโยบายทูตพลังงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและวางตำแหน่งในเวทีโลกอย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องของ "วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์" ที่ช่วยให้รัฐสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรองในสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อาจนำสู่หยุดยิงชั่วคราว แต่ยังไม่ตอบโจทย์สันติภาพยั่งยืน แม้ สหรัฐฯ ผลักดันให้เจรจาหยุดยิง  แต่ยูเครน-รัสเซียยังขัดแย้งอธิปไตยและดินแดน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารและการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปและระเบียบโลกแม้ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและยุโรปในการป้องกันการรุกราน แต่สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพทางทหาร เศรษฐกิจ และแรงสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจต่อแนวทางการยุติสงครามเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2025 สื่อชั้นนำหลายแห่งเช่น Axios, Al Jazeera, Sky News, และ The Guardian รายงานว่ามีเอกสาร “แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ” ซึ่งฝ่ายสหรัฐจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มการหยุดยิงและสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงทางการ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแนวทางการจัดการความขัดแย้งมากกว่าการทำสงครามยืดเยื้อ โดยแผน 28 ข้อนี้ถูกร่างขึ้นโดยตัวแทนของสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ตัวแทนอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมกับตัวแทนจากรัสเซีย คือ คิริล ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) หัวกองทุนความมั่งคั่งของรัฐรัสเซียและผู้ที่ได้รับมอบหมายในทางการทูต) หลังการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่อะแลสกาในช่วงกลางปี 2025 เบื้องต้นรัฐบาลยูเครนยอมรับว่าได้เห็นเอกสารฉบับนี้แล้วแต่มีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเสนอให้ปรับแก้หลายข้อ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียตอบสนองเชิงบวกว่า “สามารถนำไปพิจารณาได้” แต่ไม่ผูกพันกับข้อเสนอใด ๆ 

อย่างไรก็ตาม แผน 28 ข้อถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในเรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อเสนอหลายข้อขัดแย้งกับผลประโยชน์หลักของทั้งยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท การจัดทำประชามติในพื้นที่ยึดครอง การจำกัดอาวุธโจมตี และรูปแบบหลักประกันความมั่นคงที่อาจไม่เทียบเท่าการเข้าเป็นสมาชิก NATO ทำให้แผนดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการเจรจา” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของสันติภาพ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และประเมินความเป็นไปได้ของแผนสันติภาพนี้ โดยพิจารณาทั้งมุมมองของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทูตในอนาคตของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร และมีศักยภาพเพียงใดในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ตามข้อมูลที่เปิดเผยในสื่อแผนสันติภาพยูเครนจำนวน 28 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) “อธิปไตยของยูเครน” จะต้องได้รับการค้ำประกันอย่างเป็นทางการ

2) จะมีการลงนามข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-ยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือทั้งหมดตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

3) รัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้านและนาโตจะหยุดการขยายสมาชิก 

4) สหรัฐฯจะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัสเซีย - นาโต เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

5) ยูเครนได้รับ “หลักประกันความมั่นคง” จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

6) จำกัดให้กองทัพยูเครนมีขนาดไม่เกิน 600,000 นาย

7) ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ “ไม่เข้าร่วม นาโต” และ นาโต ต้องแก้ข้อบังคับไม่รับยูเครนในอนาคต

8) นาโตห้ามตั้งฐานทหารหรือส่งกำลังทหารไปประจำในยูเครน

9) มีการนำเครื่องบินรบยุโรปไปประจำที่โปแลนด์ (เพื่อช่วยป้องกันในภูมิภาค)

10) สหรัฐฯ ให้ “การประกัน” (guarantee) ด้านความมั่นคงแก่ยูเครนตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น สหรัฐฯจะได้ค่าตอบแทนสำหรับหลักประกัน หากยูเครนรุกรานรัสเซียก่อนการประกันข้างต้นจะถูกยกเลิก หากรัสเซียรุกรานยูเครนจะมีการตอบโต้ทางทหารร่วมกันและกลับมาคว่ำบาตรรัสเซีย หากยูเครนยิงขีปนาวุธใส่มอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยไร้เหตุผลการรับประกันจะถูกยกเลิกทันที

11) ยูเครนยังมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในช่วงรอพิจารณา

12) มีแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยูเครน เช่น ตั้ง “กองทุนพัฒนา (Ukraine Development Fund)” เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเติบโต เช่น เทคโนโลยี, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน, สาธารณูปโภค, แหล่งพลังงาน ฯลฯ

13) รัสเซียจะได้รับการ “กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” โดยยกเลิกคว่ำบาตร บางจำกัด และอาจกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) รวมถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ทรัพยากรธรณี เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กับสหรัฐฯ/พันธมิตร

14) ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดจะถูกนำมาใช้ โดย US-led โครงการลงทุน/ฟื้นฟูยูเครนโดยยุโรปเพิ่มเงินในส่วนนี้เพื่อการฟื้นฟูยูเครน  บางส่วนอาจถูกใช้ในโครงการร่วม US-Russiaโดยผลกำไรบางส่วนจะตกเป็นของสหรัฐตามเงื่อนไข “ค่าตอบแทน/ผลประโยชน์” สำหรับการให้ความคุ้มครองความมั่นคง

15) ตั้งกลุ่มทำงานร่วมสหรัฐ-รัสเซีย เพื่อดูแลให้ทุกข้อผูกพันในข้อตกลงถูกปฏิบัติจริง

16) รัสเซียจะตรากฎหมายยืนยันนโยบาย “ไม่รุกราน” ต่อยุโรปและยูเครน

17) สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงขยายความคุ้มครองสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ / ไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสนธิสัญญา START

18) ยูเครนยอมรับสถานะ “ไม่เป็นรัฐนิวเคลียร์” (non-nuclear state) ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

19) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia Nuclear Power Plant จะกลับมาเดินเครื่องภายใต้การควบคุมของ IAEA และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกแบ่งระหว่างรัสเซียและยูเครน 50:50

20) ทั้งสองประเทศจะต้องมีโครงการส่งเสริม “ความเข้าใจและความอดทนทางวัฒนธรรม” ระหว่างกัน กำจัดการเลือกปฏิบัติ, รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย, ประกันเสรีภาพสื่อและการศึกษา; ยุติการกีดกันทางภาษา หรือศาสนา รวมถึงยอมรับภาษา/ศาสนาในรูปแบบที่หลากหลาย

21) ข้อตกลงเรื่องดินแดน

-Crimea, Donetsk Oblast และ Luhansk Oblast จะได้รับการรับรองว่าเป็นของรัสเซีย (de facto Russian territory) โดยสหรัฐฯให้การรับรอง 

-ส่วน Kherson Oblast และ Zaporizhzhia Oblast จะอยู่ใน สถานการณ์ถูก “แช่แข็ง” (frozen along current lines of contact) (freeze current frontlines) โดยยอมรับเส้นเขตการควบคุมปัจจุบันเป็นเส้นอาณาเขตชั่วคราว/ถาวรตามข้อตกลง 

-กองทัพยูเครนจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ของ Donetsk ที่ยังควบคุมอยู่ และพื้นที่นั้นจะกลายเป็น “demilitarized neutral buffer zone” โดยถือเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และกองทัพรัสเซียไม่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่นี้ 

22) ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องยอมรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนโดยใช้กำลังในอนาคต

23) รัสเซียต้องไม่ขัดขวางสิทธิของยูเครนในการใช้แม่น้ำ Dnipro River เพื่อกิจกรรมทางพาณิชย์ และต้องยอมให้การขนส่งผลผลิต (เช่น ธัญพืช) ผ่านทะเลดำ (Black Sea) เป็นไปอย่างเสรี

24) ตั้ง “คณะกรรมการด้านมนุษยธรรม (Humanitarian committee)” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชลย สลับตัว, คืนศพ, รวมครอบครัว, ส่งคืนผู้ถูกจับ, รวมถึงดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสงคราม (พลเรือน, เด็ก, ครอบครัว), การฟื้นฟูด้านมนุษยธรรมทั้งในพื้นที่การสู้รบและพื้นที่พักพิงและลี้ภัย

25) ยูเครนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 100 วัน หลังการลงนามข้อตกลง

26) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะได้รับ “นิรโทษกรรมเต็มรูปแบบ”สำหรับการกระทำในช่วงสงคราม และทุกฝ่ายยอมสละสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

27) ข้อตกลงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย และจะมีสภาสันติภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้กำกับ พร้อมบทลงโทษถ้าฝ่ายใดละเมิดสัญญา

28) เมื่อทุกฝ่ายลงนาม การ“หยุดยิง (ceasefire)” จะเริ่มทันที หลังทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปยังจุดที่ตกลงไว้ เพื่อเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนบทบาทอิทธิพลรัสเซียลดลงในตะวันออกกลาง

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ (Russia-Arab Summit) ที่มีกำหนดจัดขึ้นในกรุงมอสโก ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2025 ที่จะถึงเป็นสัญญาณชัดเจนของการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง การประชุมดังกล่าวถูกวางแผนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับประเทศอาหรับหลายชาติ แต่กลับถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน เนื่องจากผู้นำประเทศสำคัญหลายประเทศไม่สามารถเข้าร่วมได้ โดยมีเหตุผลหลักจากความร่วมมือของพวกเขาในการเจรจาสันติภาพฉนวนกาซา ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง การล้มเหลวของการประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความจำกัดของรัสเซียในการดึงดูดและกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ตลอดจนความสามารถในการเป็นผู้เล่นหลักทางการเมืองและความมั่นคงในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันบทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับกลับเพิ่มขึ้น ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาอิทธิพลและความน่าเชื่อถือในภูมิภาคนี้

การประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 เป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัสเซียในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศอาหรับหลายชาติ โดยมีแผนจัดขึ้นที่กรุงมอสโก เป็นครั้งแรกที่รัสเซียพยายามรวบรวมผู้นำประเทศอาหรับในการประชุมระดับสูง จุดประสงค์หลักของการประชุมคือการสร้างเวทีเจรจาและความร่วมมือในประเด็นความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุน รวมถึงการแสดงบทบาทของรัสเซียในตะวันออกกลางและฐานะเป็นผู้มีอิทธิพลในภูมิภาค รัสเซียได้เชิญผู้นำจากประเทศสมาชิกสันนิบาตอาหรับเข้าร่วม ซึ่งรวมถึงประเทศสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์และซีเรีย รัสเซียคาดหวังว่าจะสามารถใช้เวทีนี้เสริมบทบาทในการกำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

รัสเซียพยายามเสริมบทบาทในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) การสร้างสมดุลอำนาจและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังสงครามเย็น สหรัฐอเมริกามีบทบาทโดดเด่นในตะวันออกกลาง รัสเซียจึงมองว่าการเข้าไปมีบทบาทในภูมิภาคนี้เป็นวิธีหนึ่งในการสร้าง สมดุลอำนาจ ลดการพึ่งพาและอิทธิพลของสหรัฐฯ รวมทั้งแสดงศักยภาพของตนในเวทีระหว่างประเทศ

2) รักษาฐานทัพและความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับรัสเซีย ฐานทัพเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนช่วยให้รัสเซียควบคุมเส้นทางการค้าและการเคลื่อนย้ายทางทหาร อีกทั้งยังใช้เป็นฐานสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค

3) ผลประโยชน์ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรพลังงานสำคัญ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัสเซียต้องการสร้าง พันธมิตรทางเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อรักษาตลาดส่งออกและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก รวมถึงลดความเสี่ยงจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
4) เสริมภาพลักษณ์และอิทธิพลทางการเมือง การเข้าไปมีบทบาทนำในตะวันออกกลางช่วยให้รัสเซียสร้าง ภาพลักษณ์ของผู้เล่นสำคัญ ที่สามารถเป็นตัวกลางแก้ไขความขัดแย้ง เช่น การสนับสนุนซีเรียและการเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพบางโครงการ การแสดงบทบาทนี้ทำให้รัสเซียสามารถเจรจาในเวทีระหว่างประเทศได้มากขึ้น

5) การป้องกันการสูญเสียอิทธิพลต่อภูมิภาคใกล้บ้าน รัสเซียมองว่าการละทิ้งตะวันออกกลางอาจทำให้สหรัฐฯ หรือชาติตะวันตกอื่น ๆ กำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์และสร้างพันธมิตรที่เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น เอเชียกลางและคอเคซัส

อย่างไรก็ตาม การประชุมต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ ผู้นำหลายประเทศอาหรับไม่สามารถเข้าร่วมเนื่องจากมีพันธกิจอื่น โดยเฉพาะการเข้าร่วมเจรจาสันติภาพฉนวนกาซาที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากสงครามยูเครนทำให้รัสเซียมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและอิทธิพล ทำให้ความสำเร็จของการประชุมตกอยู่ในความเสี่ยงสูง และท้ายที่สุดการประชุมต้องถูกยกเลิก ซึ่งสะท้อนถึงการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนถึงข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสื่อมถอยของอิทธิพลรัสเซียในภูมิภาค เหตุผลสำคัญสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรียเมื่อปลายปี 2024 หลังจากสงครามกลางเมืองยืดเยื้อกว่า 14 ปี ฝ่ายกบฏสามารถยึดกรุงดามัสกัสได้โดยแทบไม่พบการต่อต้าน ประธานาธิบดีอัสซาดหลบหนีออกจากประเทศ และรัฐบาลของเขาล่มสลาย มีผลกระทบโดยตรงต่อ อิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง รัสเซียเคยพึ่งพารัฐบาลอัสซาดในซีเรียเป็นฐานในการแสดงอิทธิพลในตะวันออกกลาง ทั้งทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาดทำให้รัสเซีย สูญเสียพันธมิตรสำคัญและฐานยุทธศาสตร์ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  

ก่อนหน้านี้ รัสเซียสามารถใช้ซีเรียเป็นจุดค้ำยันในการมีบทบาทในภูมิภาค เช่น การเจรจาสันติภาพ การจัดซัมมิตรัสเซีย-อาหรับ หรือการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรอาหรับ การพ่ายแพ้ของอัสซาดทำให้ ความสามารถในการกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้การที่พันธมิตรสำคัญล่มสลายสะท้อนถึงความอ่อนแอของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนเพราะรัสเซียสูญเสียความน่าเชื่อถือและความสามารถในการสร้างแรงจูงใจทางการเมือง ทำให้ประเทศอาหรับอื่น ๆ ไม่มั่นใจในการพึ่งพารัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนหรือร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ แทน สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ กลายเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในตะวันออกกลางแทนรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์

2) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมรัสเซียถือเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคผ่านการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ เช่น กรณีซีเรีย และการมีฐานทัพทหารสำคัญเช่นที่ท่าเรือตาร์ตูสและฐานทัพอากาศคูเมอิมิม โปรแกรมการทหารและการทูตของรัสเซียในภูมิภาคได้รับความสำเร็จในอดีต แต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างหนักและการสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก ส่งผลให้ความสามารถในการรักษาอิทธิพลของตนในภูมิภาคเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว​ 

นอกจากนี้ ความล้มเหลวในการให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญในการสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยิ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายและการมีอำนาจต่อรองของมอสโกในภูมิภาค​ ในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง รัสเซียยังคงพยายามขยายบทบาทผ่านความร่วมมือด้านการค้าและพลังงานกับประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่สมดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอิหร่านและกลุ่มประเทศในกลุ่มความร่วมมืออ่าว (GCC) เป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น ทำให้รัสเซียถูกจำกัดบทบาทและสถานะทางการทูตในภูมิภาค​สงครามยูเครนจึงเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้อำนาจและอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการทูต รัสเซียต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาผลประโยชน์ในภูมิภาคที่ซับซ้อนและแข่งขันสูงนี้ แต่ความสามารถในการทำเช่นนั้นถูกจำกัดอย่างมากจากภาระในสงครามยูเครนและความสัมพันธ์กับตะวันตก

3) ความล้มเหลวของรัสเซียในการให้การสนับสนุนทางทหารต่ออิหร่านในความขัดแย้งกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงต่อ การเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ทำให้รัสเซียไม่สามารถให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญต่ออิหร่านได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาภายในประเทศ ทั้งสงครามยูเครน การคว่ำบาตร และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ การดำเนินยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอ่อนแอ เมื่อรัสเซียไม่สามารถสนับสนุนอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค 

รวมถึงประเทศอาหรับหลายประเทศ จึงสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ หรือพันธมิตรอื่น ๆ แทน ทำให้รัสเซียไม่สามารถกำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้ ความล้มเหลวนี้ทำลาย ภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนพันธมิตรสำคัญ ส่งผลให้ประเทศในตะวันออกกลางเห็นว่ารัสเซียไม่สามารถให้ความช่วยเหลือหรือปกป้องพันธมิตรได้อย่างแท้จริง การเสื่อมความน่าเชื่อถือและข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์นี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ผู้นำอาหรับหลายประเทศไม่เข้าร่วมซัมมิต 2025 การประชุมจึงถูกยกเลิก และกลายเป็นสัญญาณชัดเจนของการลดบทบาทและอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาค

4) บทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับ ประเทศอาหรับหลายประเทศมีพันธกิจสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ ไม่สามารถให้ความสำคัญกับเวทีรัสเซีย ได้ การมีบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอิทธิพลรัสเซีย

5) การตอบรับจากประเทศอาหรับไม่เพียงพอ เป็นความล้มเหลวของการทูตในเชิงปฏิบัติ เริ่มจากผู้นำหลายประเทศอาหรับสำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ไม่สามารถเข้าร่วมซัมมิตได้ การไม่เข้าร่วมนี้สะท้อนถึงความไม่มั่นใจหรือความไม่เต็มใจที่จะยอมรับรัสเซียเป็นผู้กำหนดวาระ และทำให้การประชุมไม่สามารถเกิดผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางการเมืองหรือความร่วมมือได้

6) ความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและมีหลายฝ่ายที่มีอิทธิพล เช่น สหรัฐฯ อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มพันธมิตรอื่น ๆ รัสเซีย ไม่สามารถเป็นตัวกำหนดวาระหรือบังคับทิศทางความร่วมมือ ได้เต็มที่ ทำให้ความพยายามของรัสเซียต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ​ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เสนอให้เลื่อนการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 ออกไปโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากไม่ต้องการขัดขวางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยกล่าวว่า "หากทรัมป์ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้... มันจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์" อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการประชุมแสดงถึงความยากลำบากของรัสเซียในการดึงดูดความสนใจจากผู้นำอาหรับหลายประเทศที่มีความสนใจในความริเริ่มของสหรัฐฯ มากกว่า การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ ครั้งนี้ และการที่รัสเซียไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพในอียิปต์ที่นำโดยทรัมป์ สะท้อนถึงการเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ความสนใจของประเทศอาหรับที่หันไปสนับสนุนความริเริ่มของสหรัฐฯ มากขึ้น และการที่รัสเซียมีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยูเครนที่ทำให้ทรัพยากรและความสนใจของรัสเซียถูกจำกัด

​บทสรุป ความเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ การสูญเสียพันธมิตรสำคัญ ความล้มเหลวในการสนับสนุนพันธมิตร การแข่งขันจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ รวมถึงความจำกัดทางทรัพยากรและยุทธศาสตร์ภายในประเทศ ผลลัพธ์คือรัสเซียไม่สามารถเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้อีกต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับกลายเป็นผู้กำหนดสมดุลอำนาจและบทบาทหลักในตะวันออกกลางแทน

‘จอร์เจีย’ เผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองขั้วอุดมการณ์ยุโรปกับรัสเซีย

(7 ต.ค. 68) เหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงทบิลิซีช่วงกลางปี ค.ศ. 2025 ซึ่งนำไปสู่การบุกวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองและอัตลักษณ์ที่ลึกซึ้งในสังคมจอร์เจีย การลุกฮือครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการต่อต้านรัฐบาลของพรรค Georgian Dream เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างสองเส้นทางของประเทศ ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระหว่าง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “การเมืองอำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์” 

จุดเริ่มต้นของการประท้วงเกิดจากการที่รัฐบาลผลักดัน “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” (Foreign Agents Law) ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับกฎหมายในรัสเซียที่ใช้ควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กลุ่มหรือองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเกิน 20% ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ตัวแทนของต่างชาติ” ซึ่งในทางปฏิบัติถูกมองว่าเป็นการตีตราผู้เห็นต่างและปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง นักวิชาการจอร์เจียจำนวนมากชี้ว่าการผ่านกฎหมายลักษณะนี้เป็นการ “เบี่ยงทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ” ออกจากเส้นทางการบูรณาการกับสหภาพยุโรป เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปเพิ่งอนุมัติสถานะ “ประเทศผู้สมัครสมาชิก (candidate status)” ให้กับจอร์เจีย เหตุการณ์นี้จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในเมืองทบิลิซีออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลถอนกฎหมายดังกล่าว พร้อมตะโกนสโลแกน “จอร์เจียคือยุโรป” (Georgia is Europe) กลางจัตุรัสเสรีภาพ การชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะเป็น “การลุกฮือของคนรุ่นใหม่” อย่างชัดเจน กลุ่มนักศึกษา นักข่าว และภาคประชาสังคมเป็นแกนหลักในการจัดการโดยใช้สัญลักษณ์ธงสหภาพยุโรปเคียงคู่กับธงชาติจอร์เจีย พร้อมข้อความ “Georgia is not Russia” ซึ่งกลายเป็นวลีสำคัญของการเคลื่อนไหว รัฐบาลตอบโต้ด้วยการระดมกำลังตำรวจและหน่วยพิเศษเข้าควบคุมพื้นที่โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกันการ “บ่อนทำลายรัฐ” เมื่อขบวนผู้ประท้วงพยายามฝ่ากำแพงกั้นเพื่อเข้าไปยังบริเวณวังประธานาธิบดี การเผชิญหน้าก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างหินและจุดไฟเผารถยนต์ของเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์ลุกลามจนมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมจอร์เจียอย่างลึกซึ้งและทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำลงในสายตานานาชาติ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบ ในขณะที่รัสเซียออกแถลงการณ์ในทิศตรงกันข้ามโดยระบุว่าความไม่สงบในจอร์เจียเป็นผลจาก “การยุยงของตะวันตก” ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ทางวาทกรรมระหว่างสองขั้วอำนาจในภูมิรัฐศาสตร์ยูเรเซีย

ในทางการเมืองภายใน เหตุการณ์ 4 ตุลาคมได้เปลี่ยนการประท้วงจาก “การต่อต้านกฎหมาย” ให้กลายเป็น “การต่อต้านรัฐบาล” อย่างเต็มรูปแบบ แกนนำฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอิราคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) และคณะรัฐมนตรีลาออกทันที พร้อมจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็น “ปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนววาทกรรมของรัสเซียในช่วงวิกฤตยูโรไมดานอย่างชัดเจน ในทางกลับกันรัฐบาลพรรค Georgian Dream แสดงท่าทีแข็งกร้าวโดยอ้างว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องอธิปไตยของจอร์เจียจากการแทรกแซงภายนอก” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิดแบบรัสเซีย การปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง รวมถึงการบุกจับแกนนำภาคประชาสังคมทำให้สถานการณ์ลุกลามและกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาล

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ยูโรไมดาน (Euromaidan) ในยูเครนปี ค.ศ. 2013 – 2014 ซึ่งเริ่มจากการต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลนายวิคเตอร์ ยานูโควิชที่ปฏิเสธข้อตกลงกับสหภาพยุโรปและหันไปใกล้ชิดรัสเซีย ความคล้ายคลึงระหว่างทั้งสองกรณีอยู่ที่การปะทะกันของ “สองแนวคิดทางการเมือง” ได้แก่แนวคิดยุโรปเสรีนิยมกับแนวคิดรัสเซียอนุรักษนิยมซึ่งต่างแย่งชิงอิทธิพลในรัฐหลังโซเวียต อย่างไรก็ตามบริบทของจอร์เจียมีความซับซ้อนกว่านั้นเพราะแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนเส้นทางสู่ยุโรปแต่รัฐบาลกลับถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและข้าราชการที่มีสายสัมพันธ์ลึกกับรัสเซีย จึงทำให้ “ทางแยก” ของจอร์เจียมิได้เป็นเพียงเรื่องนโยบายระหว่างประเทศเท่านั้นแต่ยังเป็นการชี้ชะตาทิศทางของรัฐในเชิงอัตลักษณ์ว่าจอร์เจียจะยังคงยืนหยัดในฐานะส่วนหนึ่งของยุโรปประชาธิปไตยหรือจะถอยกลับเข้าสู่วงโคจรแห่งอิทธิพลของรัสเซียอีกครั้ง

เมื่อพิจารณาภูมิหลังและโครงสร้างการเมืองภายในจอร์เจียพบว่าจอร์เจียเป็นรัฐยุคหลังโซเวียตที่มีลักษณะทางการเมืองผันผวนที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันออกและคอเคซัส หลังจากได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1991 จอร์เจียต้องเผชิญทั้งสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งดินแดนในแคว้นอับคาเซียและแคว้นเซาท์ออสซีเชีย รวมถึงการแทรกแซงจากรัสเซียซึ่งมองจอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของ “พื้นที่อิทธิพลตามธรรมชาติ” (sphere of influence) ในภูมิภาคคอเคซัส ระบอบการปกครองของจอร์เจียถูกกำหนดให้เป็นสาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี (semi-presidential republic) ซึ่งอำนาจบริหารถูกแบ่งระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามลักษณะของอำนาจดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งมุ่งใกล้ชิดยุโรปและนาโตในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยึดโยงกับรัสเซียในฐานะมหาอำนาจดั้งเดิมในภูมิภาค 

การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีในปี ค.ศ. 2004 ภายหลัง “การปฏิวัติกุหลาบ” (Rose Revolution) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองจอร์เจียยุคใหม่ การปฏิวัติดังกล่าวเป็นผลจากการลุกฮือของประชาชนที่ไม่ยอมรับการทุจริตและระบบอุปถัมภ์ของรัฐบาลนายเอดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ (Eduard Shevardnadze) ที่ตกค้างจากยุค
โซเวียต นายมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งได้รับการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและมีแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยได้เข้ามาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจะ “ตัดขาด” จอร์เจียออกจากอิทธิพลของรัสเซียและฟื้นฟูรัฐให้ทันสมัยตามแบบยุโรป ในเชิงโครงสร้างการบริหารประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีได้ดำเนินการปฏิรูประบบราชการและต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น มีการปลดเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ปรับโครงสร้างตำรวจให้มีความโปร่งใสและสร้างภาพลักษณ์ของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้จอร์เจียกลายเป็น “ตัวอย่างของการปฏิรูปในโลกหลังโซเวียต” (Post-Soviet Reform Model) ในสายตาตะวันตก ด้านนโยบายต่างประเทศรัฐบาลของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีประกาศชัดเจนว่าจอร์เจียจะมุ่งสู่สหภาพยุโรป (EU) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) พร้อมกับพยายามลดการพึ่งพารัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและพลังงาน การเลือกข้างนี้ทำให้ความสัมพันธ์กับมอสโกตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดแตกหักในปี ค.ศ. 2008 เมื่อรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในสงครามจอร์เจีย–ออสซีเชียใต้ (Russo-Georgian War) ซึ่งส่งผลให้จอร์เจียสูญเสียดินแดนบางส่วน และทำให้ประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีถูกโจมตีจากฝ่ายค้านว่า “ยั่วยุรัสเซีย” จนนำประเทศเข้าสู่สงคราม แม้การบริหารของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจะถูกยกย่องจากโลกตะวันตกในฐานะ “ผู้นำประชาธิปไตยเชิงปฏิรูป” แต่ภายในประเทศกลับเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรวมศูนย์อำนาจและการจำกัดเสรีภาพสื่อ โดยเฉพาะในช่วงปลายรัฐบาล ซึ่งฝ่ายต่อต้านมองว่าเขาใช้กลไกรัฐในการกดดันคู่แข่งทางการเมือง การประท้วงในปี ค.ศ. 2007 – 2011 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนถึงการเสื่อมศรัทธาของประชาชนบางส่วน หลังจากพรรคของเขา United National Movement (UNM) พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2012 ให้กับพรรค Georgian Dream ของนายบิดซินา อิวานิชวิลี (Bidzina Ivanishvili) อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐีที่มีสายสัมพันธ์กับรัสเซีย อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจึงสิ้นสุดลงและเขาถูกดำเนินคดีหลายข้อหาหลังออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตามมรดกทางการเมืองของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลียังคงส่งอิทธิพลต่อสังคมจอร์เจียจนถึงปัจจุบันเขาได้สร้างรากฐานของรัฐที่มุ่งหน้า “สู่ยุโรป” อย่างเปิดเผย และได้ปลุกเร้าความรู้สึกประชาชาติในฐานะ “รัฐอิสระที่ต่อต้านการครอบงำของรัสเซีย” ซึ่งกลายเป็นแก่นสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองจอร์เจียยุคใหม่

เมื่อพรรคการเมือง Georgian Dream ขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา พรรคก็ถูกวิจารณ์ว่าเริ่มเบี่ยงเบนจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมและมีท่าทีประนีประนอมกับรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลในยุคของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งผลักดันการปฏิรูปประเทศและการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเข้มข้น ความแตกต่างระหว่าง “ฝ่ายโปรยุโรป” และ “ฝ่ายใกล้รัสเซีย” จึงได้กลายเป็นเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้โครงสร้างการเมืองของจอร์เจียยังมีลักษณะรวมศูนย์สูง มีการใช้กลไกรัฐและสื่อมวลชนเพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของประชาธิปไตยแบบเปลี่ยนผ่าน (transitional democracy) ภายในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายที่ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพ โดยเฉพาะ “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” ที่มีลักษณะคล้ายกับกฎหมายของรัสเซียได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชนจนเกิดการชุมนุมขนาดใหญ่และการบุกวังประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2025 

บทสรุป จอร์เจียกำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในที่หยั่งรากลึก ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” ซ้อนทับกับการต่อสู้เพื่ออำนาจภายในรัฐอย่างเข้มข้น จนกลายเป็นฉากหลังสำคัญของการปะทุทางการเมืองครั้งล่าสุด เหตุการณ์ปะทะหน้าวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2025 จึงมิใช่เพียงความรุนแรงทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นจุดตัดทางอัตลักษณ์ของรัฐจอร์เจียที่กำลังถูกฉีกออกเป็นสองเส้นทางระหว่างการยืนหยัดในระเบียบเสรีนิยมแบบยุโรปกับการถอยกลับสู่โครงสร้างอำนาจนิยมที่รัสเซียยังคงเป็นแม่แบบและสะท้อนคำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบว่า “จอร์เจียจะเดินไปทางไหน” ในศตวรรษที่ 21


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top