Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ชัยภูมิ – เลขาฯ นายก อบจ.ชัยภูมิ พร้อมชุดเฉพาะกิจนายก อบจ.ชัยภูมิ ลงพื้นที่ติดตามการขุดลอกสระสาธารณะกำจัดวัชพืช กักเก็บน้ำสำหรับใช้ทำน้ำประปา และเพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ในการทำการเกษตร

6 กรกฏาคม 2564 นายอร่าม โล่ห์วีระ นายก อบจ.ชัยภูมิ มอบหมายให้นายพงค์ศักดิ์ มังสังข์ เลขานุการนายก อบจ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยชุดเฉพาะกิจ นายก อบจ.ชัยภูมิ ลงพื้นที่ติดตามการขุดลอกสระสาธารณะเพื่อกำจัดวัชพืชลำน้ำก่ำ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ณ บริเวณศาลเจ้าพ่อหมื่นแสน ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับใช้ทำน้ำประปาและเพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ในการทำการเกษตรต่อไป


ภาพ/ข่าว  อรรถดิษฐ์ จันตะเสน จ.ชัยภูมิ

สุโขทัย – ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสุโขทัย

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2564) เวลา 10.30 น. ที่อาคารชวนชม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วยนายสุชาติ ทีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ดร.นพ.ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย นพ.มาโนช อู่วุฒิพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุโขทัย บุคลากรทางการแพทย์และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานที่โรงพยาบาลสนามของจังหวัดสุโขทัย ที่อาคารชวนชม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย ซึ่งเป็นตึก 4 ชั้น และสามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 สีเขียว ได้สูงสุด 120 ราย โดยเบื้องต้นขณะนี้อาคารชวนชมมีผู้ป่วยโควิด-19 เข้ารับการรักษาอยู่จำนวน 2 รายด้วยกัน

นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยกล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัยได้โทรประสานขอกลับมารักษาตัวที่จังหวัดสุโขทัย ทั้งนี้อยากขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนที่ประสงค์จะขอกลับเข้ามารักษา ให้โทรประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ก่อนที่จะเดินมาเข้ามาในพื้นที่ของจังหวัดสุโขทัยด้วย


ภาพ/ข่าว  สุริยา ด้วงมา จ.สุโขทัย

จันทบุรี - สาธิต ปิตุเตชะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในจังหวัดจันทบุรี และให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์

ที่ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยมี นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายแพทย์ธนิศ เสริมแก้ว สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 6 นายแพทย์อภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี นายแพทย์ธีรพงศ์ ตุนาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ดร.มัณฑนา เหมชะญาติ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลพระปกเกล้า หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนให้การต้อนรับ ในครั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนในจังหวัดจันทบุรี

หลังจากนั้น ที่ ลานประชาธิปไตย อาคารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนาม พร้อมทั้งให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในการนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย มอบรถพยาบาลฉุกเฉิน ฟอร์ด เรนเจอร์ จำนวน 1 คัน ให้กับโรงพยาบาลพระปกเกล้า ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 ในจังหวัดจันทบุรีในวันนี้ มีจำนวนผู้ติดเชื้อ 11 ราย ยอดสะสมรวม 1,382 รายและจำนวนเตียงว่าง 133 เตียง


ภาพ/ข่าว  ชลาธร รัตตพลสกุล / จันทบุรี

พิจิตร – ผู้ว่าฯ เผย แรงงานติดเชื้อโควิดขอกลับบ้านเพียบ ล่าสุดวันนี้พบผู้ป่วย 11ราย รอลุ้นผลตรวจ 213 ราย

วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร นายรังสรรค์ ตันเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้เป็นประธานในพิธีรับมอบรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย  Biosafety Mobile Unit ที่ พ.ต.อ. กฤษฎา ภัทรประสิทธิ์ นายก อบจ.พิจิตร ได้ดำเนินการใช้งบประมาณ 3.8 ล้านบาท จัดซื้อรถตรวจหาเชื้อโควิดเคลื่อนที่จำนวน 2 คัน ที่ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยเพื่อมอบให้ นพ.กมล กัญญาประสิทธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร นำไปบริหารจัดการปฏิบัติการเชิงรุกในการตรวจหาเชื้อโควิด ซึ่งรถทั้งสองคันดังกล่าวนับเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการ Swab ให้กับกลุ่มเสี่ยงและเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จะให้บริการประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดที่เกิดขึ้น

ซึ่งภายหลังจากรับมอบรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยแล้ว นายรังสรรค์ ตันเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้มีชาวพิจิตรที่ไปทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลต่างติดต่อขอกลับบ้านกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสงสัยตัวเองว่าจะติดเชื้อโควิดซึ่งตอนนี้หาที่ตรวจก็ไม่ได้ หาที่รักษาหรือหาเตียงเพื่อนอนรักษาก็ไม่มีที่ใดว่างดังนั้นจึงประสานขอกลับมาในแต่ละวันก็มีประมาณ 10-20 ราย ซึ่งจังหวัดพิจิตรก็ต้องอ้าแขนรับเนื่องจากเป็นคนพิจิตรกลับมาก็ต้องดูแลกัน ล่าสุดได้มีการประชุมวางแผนให้เพิ่มเตียงใน รพ.สนาม-รพ.พิจิตร-รพ.ชุมชนต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ยังมีเตียงว่างประมาณ 100 เตียง รวมถึงได้ขอให้ อบจ.พิจิตร เพิ่มเตียงในโรงพยาบาลสนามเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ที่ส่อเค้าว่าจะหยุดไม่อยู่แต่มั่นใจว่าช่วงนี้ยังคงรับมือได้

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร ตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. 64 จนถึงวันนี้พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดเดินทางมาจากพื้นที่สีแดงมีกว่า 50 คนแล้ว ทำให้ล่าสุดวันนี้ จงพิจิตรมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 11 ราย ผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 80 ราย และต้องรอลุ้นผลตรวจกลุ่มเสี่ยง 213 ราย ทำให้ขณะนี้พิจิตรมีผู้ป่วยสะสมแล้ว 233 ราย รักษาหาย 141 ราย อีกด้วย


ภาพ/ข่าว  สิทธิพจน์  พิจิตร

ตราด - ทัพเรือภาคที่ 1 เปิดหลักสูตรทบทวนการประมงกับความมั่นคงของชาติ และไทยอาสาป้องกันชาติทางทะเล

ทัพเรือภาคที่ 1 ยังคงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง จัดหลักสูตรทบทวน การประมงกับความมั่นคงของชาติและไทยอาสาป้องกันชาติทางทะเลระหว่างวันที่ 4 - 6 ธันวาคม 2564 ณ วัดตะกาดร่วมสุข ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จว.ตราด

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2564 พลเรือโท โกวิท อินทร์พรหม ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลเขต ทัพเรือภาคที่ 1 มอบหมายให้ นาวาเอก กรัณย์ กลิ่นบัวแก้ว รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการฝึกอบรมไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลเขต ทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรความมั่นคงของชาติ และไทยอาสาป้องกันชาติทางทะเล ณ วัดตะกาดร่วมสุข ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จว.ตราด ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ มีสมาชิกอาชีพประมง และอาชีพต่อเนื่องจากประมง สมัครเข้ารับการอบรมรวมทั้งสิ้น 65 คน การอบรมในหลักสูตรดังกล่าว ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย และระเบียบปฏิบัติของกรมเจ้าท่า การติดต่อสื่อสารกับกองทัพเรือ ความสำคัญของ ทสปช.ในทะเล การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล กฎหมายการทำประมงและการติดต่อสื่อสารกับวิทยุชายฝั่งของกรมประมง การอนุรักษ์ทรัพยากรกับสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง อีกทั้งกล่าวคำปฏิญาณตามครูฝึก ทำให้ผู้ที่ผ่านการอบรมทุกคน ไม่เพียงแต่ได้รับความรู้จากการอบรมเพียงเท่านั้น แต่ยังได้มิตรภาพที่ดีจากครูฝึกและเพื่อนร่วมรุ่น อีกด้วย

พลเรือโท โกวิท อินทร์พรหม บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลเขต ทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวให้โอวาทผ่านระบบวิดีทัศน์ว่า การดำเนินการ อบรม การประมงกับความมั่นคงของชาติและไทยอาสาป้องกันชาติทางทะเลในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายให้ชาวประมงและผู้มีอาชีพทำการประมง ในท้องถิ่น ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลต่าง ๆ จว.ตราด ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน มีความรู้ทางวิชาการที่ได้รับจากการอบรมไปประกอบอาชีพให้เกิดผลดีต่อตนเองต่อเศรษฐกิจของชาติ สามารถเป็นเครือข่ายเป็นหูเป็นตาในการให้ข่าวสารกับทางราชการ ร่วมมือในกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รู้จักบทบาทหน้าที่ของการเป็นสมาชิกศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีความเสียสละ และเป็นพลเมืองที่ดีของชาติบ้านเมืองต่อไป


ภาพ/ข่าว  กองกิจการพลเรือนทัพเรือภาคที่ 1 / นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน !! กรณีการประกาศชักชวนบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยให้ผู้อื่นร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการประกาศชักชวนบนสื่อสังคมออนไลน์ให้ประชาชนและร้านอาหารออกมาร่วมกันเปิดร้านซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่า

จากกรณีที่มีแกนนำกลุ่ม “ราษฎร” ได้ประกาศบนสื่อสังคมออนไลน์ ชักชวนให้พี่น้องประชาชนออกมาร่วมกิจกรรมการเปิดร้านอาหาร หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 6 ก.ค. 64 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป หลังจากที่มีการโพสต์เรื่องราวดังกล่าว ก็มีพี่น้องประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นและสนใจ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอเตือนไปยังผู้ที่ประกาศชักชวน รวมถึงผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมว่า หากมีการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จำเป็นต้องดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างถึงที่สุด

ดังเช่นในกรณีที่มีการจัดกิจกรรมชุมนุมรวมถึงกิจกรรมลักษณะเดียวกับกิจกรรมข้างต้น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงวันที่ 2-4 ก.ค. 64 ที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนก็ได้รวบรวมพยานหลักฐานและ มีบุคคลที่ต้องถูกดำเนินคดีกว่า 70 ราย และจะยังมีเพิ่มเติมอีกในภายหลัง

การกระทำในส่วนของผู้ที่ประกาศชักชวนนั้น เข้าข่ายความผิดฐานทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เข้าข่ายเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14(3), ความผิดฐานโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด มีโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85 ส่วนผู้ที่ออกมาร่วมกิจกรรม เข้าข่ายความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในกรณีดังกล่าว ซึ่งการออกมาทำกิจกรรมหรือการชุมนุมในห้วงนี้นั้นเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลโดยเคร่งครัด เพื่อเป็นการลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และขอขอบคุณพี่น้องประชาชน รวมถึงร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐบาล ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า การชักชวนให้ผู้อื่นออกมากระทำสิ่งผิดกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด และขอให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทุกคนใช้วิจารณญาณในการเลือกรับข้อมูลข่าวสาร หลีกเลี่ยงการถูกชักชวนให้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้หากพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สืบ สตม.เปิดยุทธการ “ทะยานฟ้าล่าข้ามเกาะ” บุกจับกุม หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดชาวเยอรมัน หนีมากบดานที่ไทย

บก.สส.สตม.เปิดยุทธการ ทะยานฟ้าล่าข้ามเกาะ ( Operation 2 Island ) นำหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนและหมายค้น เข้าจับกุม 2 ผู้ต้องหาชาวเยอรมัน คดีค้ายาเสพติดที่ทางการเยอรมันต้องการตัวเนื่องจากเป็นหัวหน้าขบวนการผลิตและค้ายาเสพติด(สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท) ให้กลุ่มแก๊งกระจายออกขายทั่วยุโรป ผู้เสพบางรายเสพแล้วถึงกับเสียชีวิต หลังก่อคดีหนีกบดานที่ประเทศไทยนายหลายปี ทางการเยอรมันประสานทางการไทยให้จับกุมและส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมทีมสืบสวน พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย,พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ปฎิญญา จีรชนาสิน ผกก.๒ บก.สส.สตม. ติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดชาวเยอรมัน ตามที่สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทยขอให้ส่งตัว นาย Alex KARTUN สัญชาติเยอรมันและรัสเซีย และนาย Alexander WOLFIEN สัญชาติเยอรมัน เป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีความผิดฐานค้ายาเสพติด (ในรูปแบบของกลุ่มผู้กระทำความผิด) จำนวน 14 คดี  ความผิดฐานค้าสารที่ออกฤทธิ์ทางประสาทชนิดใหม่ (ในรูปแบบของกลุ่มผู้กระทำความผิด) จำนวน 2 คดี 

ทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ข้อมูลว่า ได้ทำการจับกุมกลุ่มขบวนการผลิตยาเสพติด จำนวนประมาณ 20 คน ซึ่งทำการผสมสารเคมีกับสารสมุนไพร ให้ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเหมือนกัญชา และกระจายขายทั่วยุโรป ผู้เสพบางรายถึงแก่ความตาย แต่ปรากฏว่า นาย Alex KURTEN ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการดังกล่าว ได้หลบหนีออกจากเยอรมัน พร้อมกับลูกน้อง นาย Alexander WOLFIEN จึงได้มีการออกหมายจับ และหมายแดง Interpol ในเวลาต่อมา

จากนั้น ทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ส่งคำร้องขอต่อรัฐบาลไทยให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจาก มีข้อมูลว่าบุคคลทั้งสองราย ได้เข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย ศาลอาญาจึงออกหมายจับ นายอเล็กซ์ คาร์ตูน (Mr.Alex KARTUN) และ นายอเล็กซานเดอร์ โวลเฟียน (Mr.Alexander WOLFIEN) (หมายจับศาลอาญาที่ 150/2564 และ 151/2564  ลง 20 เม.ย.64) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ค้ายาเสพติด” (ผู้ร้ายข้ามแดน)  

หลังจากได้รับคำสั่ง พ.ต.ท.ทวีป ช่างต่อ รอง ผกก.2 บก.สส.สตม. พ.ต.ท.พิเชษฐ์ แสงบัณฑิตย์ สว.กก.2 บก.สส.สตม. พร้อมเจ้าหน้าที่สืบสวน กก.2 บก.สส.สตม. จึงได้แบ่งกำลังออกสืบสวนติดตาม และเฝ้าสังเกตการณ์ จากการสืบสวนทราบว่านายอเล็กซ์ คาร์ตูน (Mr.Alex KARTUN) กบดานอยู่ที่วิลล่าหรูบนเกาะพะงัน จว.สุราษฎร์ธานี ส่วนนายอเล็กซานเดอร์ โวลเฟียน (Mr.Alexander WOLFIEN) กบดานอยู่ที่บริเวณใกล้กับหาดราไวย์ เกาะภูเก็ต โดยทั้งสองคนอยู่กับกลุ่มเพื่อนชาวรัสเซียที่คอยให้ความช่วยเหลือและเป็นหูเป็นตาให้หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการติดตามสืบสวน เมื่อเป็นที่แน่ใจแล้ว วันที่ 6 ก.ค. 2564 จึงได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดภูเก็ต และศาลจังหวัดสมุย แบ่งกำลังตำรวจเข้าตรวจค้นทั้งสองแห่ง และจับกุมตัวตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อประสานส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป 

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามขบวนการผลิตและค้ายาเสพติดรายใหญ่ในประเทศเยอรมัน ซึ่งผู้ต้องหาหลบหนีมายังประเทศไทย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดของชาวต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสมายัง สตม. Call center 1178 หรือ www.immigration.go.th

ยะลา - ศปก เบตง เปิดพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน หลังครบ 14 วัน ในการสอบสวนโรคไร้ผู้ป่วยเพิ่มตั้งเป้าเปิดเมือง

ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเบตง เปิดพื้นที่หมู่บ้านและชุมชนที่ปิดตามคำสั่ง ศบค.ยะลา เพื่อผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมภายหลังถูกปิดพื้นที่เสี่ยงเพื่อทำการสอบสวนโรคครบ 14 วัน ไร้ผู้ป่วยเพิ่ม นายอำเภอเบตงกำชับอย่าประมาทให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายภายในเดือนตุลาคมนี้ ประชาชนในพื้นที่ต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 70% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เมืองเบตงในการเตรียเปิดเมืองเพื่อรองรับการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.64 ที่จุดปิดพื้นที่เสี่ยงชุมชนกุนุงจานอง ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตงและผอ.ศปก.อ.เบตง เป็นประธานเปิดหมู่บ้านพื้นที่เสี่ยงหลังปิดครบ 14 วัน เพื่อทำการสอบสวนโรค โดยมี นายสกุล เล็งลัคน์กุล นายกเทศมนตรีเมืองเบตง พร้อม สมาชิกสภาเทศบาล คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา สาขาเบตง ผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอเบตง (ศปก.อ.เบตง) ร่วมทำพิธีละหมาดฮายัต เพื่อขอให้ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เกิดความสงบสุขและผ่านพ้นภัยจากโรคไวรัสโควิด-19 โดยเร็ว

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง กล่าวว่าสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ ข้อมูล ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยยืนยันสะสม 244 ราย แยกเป็นผู้ป่วยในอำเภอเบตง 242 ราย พบใน state Quarantine 2 ราย กำลังรักษา 108 ราย รักษาหายแล้ว 131 ราย ส่งต่อ 1 ราย และเสียชีวิตสะสม 4 ราย พร้อมทั้งแผนการฉีดวัคซีนทุกกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่อำเภอเบตง เดือนกรกฎาคม 2564 ให้ได้จำนวน 6,582 คน ซึ่งขณะนี้ฉีดวัคซีนไปแล้ว 6,427 คน คิดเป็น 17% จากเป้าหมาย 37,087 คน และตั้งเป้าหมายภายในเดือนตุลาคมนี้ ต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 70% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เมืองเบตงในการเตรียมพร้อมเปิดเมืองรองรับการท่องเที่ยว

ส่วนมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ได้มีการคัดกรองเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่มาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดและพื้นที่อื่น ๆ ณ ด่านตรวจคัดกรอง กม.23 การตรวจคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงระหว่างวันที่ 5-11 กรกฎาคม 2564 ในชุมชนและหมู่บ้านพื้นที่เสี่ยง มาตรการควบคุมดูแลการขนส่งสินค้าเข้า-ออกระหว่างประเทศและการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านด่านพรมแดนเบตง พร้อมกำชับแคมป์ก่อสร้าง โรงงานงดการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวในพื้นที่

นอกจากนี้ในวันนี้ได้ทำการเปิดพื้นที่เสี่ยง จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.บ้าน กม.32 ม.2 ต.อัยเยอร์เวง 2.บ้านธารมะลิ ม.4 ต.อัยเยอร์เวง 3.บ้านบาแตตูแง ม.2 ต.ธารน้ำทิพย์ 4.ชุมชนบูเก็ตตักโกร ต.เบตง 5.ชุมชนกือติง ต.เบตง และ 6.ชุมชนกุนุงจนอง ต.เบตง เนื่องจากไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มหลังจากปิดพื้นที่มาแล้วกว่า 14 วัน

สำหรับมาตรการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมตามคำสั่ง ศบค.ยะลา ที่ 132/2564 ขณะนี้มีร้านค้าและสถานประกอบการในพื้นที่ที่ได้ยื่นคำร้องและผ่านการประเมินแล้วจำนวน 8 ราย หากร้านค้าหรือสถานประกอบการใดที่จะขออนุญาตเปิดกิจการสามารถยื่นคำร้องต่อ ศปก.อำเภอได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รวมทั้งมาตรการรับซื้อส่งออกผลไม้จังหวัดยะลาตามคำสั่ง ศบค.ยะลา ที่ 108/2564 ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนสถานประกอบการต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลาและปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เบตงรวมพลัง DMHTTA (อยู่ห่างไว้ ใส่แมสก์กัน หมั่นล้างมือ ตรวจวัดอุณหภูมิ ตรวจหาเชื้อโควิด ใช้แอพลิเคชั่นไทยชนะและหมอชนะ) และการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ 100%


ภาพ/ข่าว  ธานินทร์  โพธิทัพพะ / ปื๊ด เบตง

ขอนแก่น - ชาวขอนแกนยืนรอต่อคิวลุ้นรับทองคำ จากการฉีดวัคซีนแน่นห้องประชุม ขณะที่เจ้าหน้าที่จัดเก้าอี้ให้นั่งอยู่กับที่ ลดการสัมผัสและเว้นระยะห่าง พร้อมส่งทีมแพทย์-พยาบาล ตรวจคัดกรองและให้บริการวัคซีนในทุกขั้นตอน

ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอพล จ.ขอนแก่น ตลอดทั้งวันมีประชาชนที่ได้รับการยืนยันการฉีดวัคซีนจาก รพ.พล ทยอยเดินทางมายืนยันตัวตนและเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตามแผนการฉีดวัคซีนของ รพ.พล ที่ดำเนินการตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 20 ก.ค.ตามแผนการบริหารจัดการวัคซีนจากสำนักงานสาธาณสุขจังหวัดและคณะกรรมการควบคุมโรค จ.ขอนแก่นได้กำหนดไว้ โดยในวันนี้ไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค. เป็นรอบคิวการฉีดวัคซีนของคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล ทำให้มีประชาชนที่ได้รับการยืนยันสิทธิ์ทยอยกันเดินทางมาฉีดวัคซีนกันอย่างต่อเนื่อง โดยมี นพ.ประวีร์  คำศรีสุข ผอ.รพ. และ นายกิตติโชติ  เตรียมวุฒิไกร นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพล คอยกำกับควบคุมการฉีดวัคซีนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด

ซึ่งในการจัดจุดฉีดวัคซีนของศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยหน่วยฉีดวัคซีนเครือข่ายบริการสุขภาพ อ.พล ซึ่งนอกจากการลงทะเบียนและการตรวจวัดความดัน และการตรวจคัดกรองตามระบบที่กำหนดแล้ว ภายหลังจากการพบแพทย์ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการฉีด ซึ่งพบว่า ที่หน่วยฉีดแห่งนี้ ได้จัดให้ผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน ได้นั่งประจำที่ ตามแถวที่กำหนด แถวละ 11 คน โดยเมื่อครบจำนวนคนแล้ว ทีมแพทย์และพยาบาล จะทำการยืนยันตัวบุคคลในขั้นตอนสุดท้ายแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการฉีดแบบล้อลาก คือให้ผู้ที่รับการฉีดวัคซีนนั้นได้นั่งอยู่กับที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการยืนยันรายชื่อ การฉีดวัคซีน การให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีน รวมไปถึงพักรอ 30 นาที และ ออกเอกสารนัดหมายการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ที่ทุกคนจะนั่งอยู๋กับที่โดยไม่ต้องขยับตัวไปไหน โดยมีทีมแพทย์ และพยาบาล คอยสังเกตอาการและอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และเมื่อครบกำหนดพักรอ 30 นาที ทุกคนจะเดินผ่านจุดบริการของเทศบาลเมืองเมืองพล ในการร่วมลุ้นรับรางวัลทองคำหนัก 1 สลึง 3 เส้น ที่ผู้มีจิตศรัทธาและเทศบาลเมืองเมืองพล ได้จัดเตรียมไว้ สำหรับการร่วมรับโชคให้กับผู้ที่มารับการฉีดวัคซีนตามที่รัฐบาลได้รณรงค์ให้คนไทยทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

นายกิตติโชติ  เตรียมเวชวุฒิไกร นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพล กล่าวว่า ในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล มีประชากรกว่า 8,000 คน ซึ่งเป้าหมายของการฉีดวัคซีนตามที่รัฐบาล และ ทางจังหวัดกำหนดนั้นคือให้ได้ร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่าคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 คนและในจำนวนนี้แยกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคประมาณ 3,000 คน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้กำหนดให้ อปท.และทุกพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้ลงพื้นที่เชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่ได้มารับการฉีดวัคซีนกันให้มากที่สุด เทศบาลฯจึงร่วมกับผู้ใจบุญ แจกโชคให้กับผู้ที่มาฉีดวัคซีนด้วยการจับสลากทองคำ น้ำหนัก  1 สลึง  3 เส้นให้กับผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค.

“ผู้ที่จะมาสิทธิ์ได้ลุ้นรับโชคนั้นจะต้องเป็นคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล และมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตเทศบาลฯเท่านั้น โดยจำกัดให้เฉพาะกับผู้สูงอายุ คือเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนนั้นได้มารับวัคซีนตามที่รัฐบาลได้จัดสรรให้ ดังนั้นวันนี้วันแรกของการฉีดวัคซีน รอบคิวของเทศบาลและพื้นที่ตำบลข้างเคียงทำให้มีประชาชนมายืนรอต่อคิวแบบ New Normal รับการฉีดวัคซีนกันตั้งแต่ช่วงเช้า”

นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพล กล่าวต่ออีกว่า เมื่อผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วและเป็นคนในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล และมีทะเบียนบ้านในเขตเทศบาลฯเจ้าหน้าที่จะให้บัตรชิงโชค โดยที่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้รับบัตรที่มีต้นขั้วและเรียงลำดับหมายเลข จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อให้ส่งเอกสารชิงรางวัล ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับคูปองส่วนลดร้านอาหารในเขตเทศบาลฯที่มีเข้าร่วมกว่า 50 ร้าน ที่ทั้งลดแลกแจกแถมให้กับผู้ที่มาฉีดวัคซีนที่ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ครั้งสำคัญของคน อ.พล อย่างไรก็ตามเมื่อครบกำหนดการฉีดวัคซีนในวันที่ 9 ก.ค.แล้ว เจ้าหน้าที่จะรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบรายชื่อ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนและเป็นคนในเขตเทศบาลฯได้ลุ้นรับทองคำที่เป็นรางวัลใหญ่ 3 รางวัล รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่ผู้มีจิตศรัทธาได้มาร่วมบริจาค โดยจะทำการจับรางวัลในวันที่ 16 ก.ค.ที่จะถึงนี้

เตือนประชาชน !! ระวังตกเป็นเหยื่อ วายร้ายในคราบนักบุญ แอบอ้างขอรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้โรงงานที่ จว.สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์  ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้ว จว.สมุทรปราการ จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย ที่เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุจนเสียชีวิตนั้น ปรากฎว่าในสื่อสังคมออนไลน์ มีมิจฉาชีพแอบอ้างขอรับการบริจาคเงินจากประชาชนผู้มีจิตศรัทธา

ขอความช่วยเหลือให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นภัยสังคม เป็นการฉวยโอกาสก่อเหตุโดยอาศัยความเดือดร้อนของผู้อื่น และจะได้ดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน โปรดอย่าหลงเชื่อบุคคลแอบอ้างดังกล่าว หากประสงค์จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าวในทุกกรณี ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะข้อมูลการขอรับการบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพราะอาจมีการแอบอ้างโดยมิจฉาชีพได้ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หรือจากแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ

สำหรับผู้ที่กระทำความผิดในการแอบอ้างขอรับบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จะมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ฯ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชนฯ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว กรุณาแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top