Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

แม่ฮ่องสอน - เกษตรกรบ้านหนองผักหนาม ร้องศูนย์ดำรงธรรมแม่สะเรียง สร้างพนังกั้นริมตลิ่งน้ำยวมเปลี่ยนทางส่งผลกระทบที่ทำกิน เร่งให้หน่วยงานรับผิดชอบแก้ไข ได้รับความเดือดร้อนนับสิบราย

บริเวณสะพานบ้านไร่ - บ้านคะปวง มีกลุ่มเกษตรกรจากบ้านหนองผักหนาม และพี่น้องเกษตรกรที่อาศัยทำกินริมฝั่งลำน้ำยวมบ้านนาคาว  บ้านทุ่งพร้าว บ้านไร่ ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กว่า 50 คน มาร่วมตัวกัน เพื่อเรียกร้องให้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการแก้ไขผลกระทบจากการก่อสร้างพนังกั้นริมตลิ่งน้ำแม่ยวม บริเวณฝั่งบ้านคะปวง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทางกัดเซาะพื้นที่ทำกินของเกษตรกรบ้านหนองผักหนามกว่า 10 ราย โดยมี นายวีกิจ เจ้าดูรี ปลัดอำเภอแม่สะเรียง เดินทางมารับเรื่องร้องเรียน จากกลุ่มเกษตรกรที่เดือดร้อน สำหรับการก่อสร้างพนังกั้นริมตลิ่งในเขต ต.แม่ยวม ระหว่าง บ้านคะปวง – บ้านทุ่งแพม เป็นของหน่วยงานกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร

ทั้งนี้ นายนิพนธ์ โอภาสงวน เกษตรกรบ้านหนองผักหนาม เป็นตัวแทนในการยืนหนังสือร้องผ่านศูนย์ดำรงธรรมแม่สะเรียง ถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า กรณีการขุดลอกลำน้ำยวมเพื่อจัดทำพนังกั้นตลิ่งริมน้ำ ส่งผลทำให้เกิดการเบี่ยงทางน้ำหรือน้ำเปลี่ยนทางเข้าพื้นที่ทำกินที่นา ที่มีโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ของชาวบ้านนับสิบราย ประกอบกับเข้าสู่ฤดูฝนหากเกิดปัญหาน้ำไหลหลากก็จะทวีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางราษฏรบ้านหนองผักหนามที่มีที่ทำกินติดริมน้ำบริเวณฝั่งตรงข้าม ไม่รู้เรื่องการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบทำการประชาคมกับราษฏรฝั่งเขตตำบลแม่ยวมเท่านั้น ไม่ได้มีการทำประชาคมหรือประชามติรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงหรือผู้เสียหายจากโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด จึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ไขการเปลี่ยนทางน้ำ หรือ ดำเนินการทำพนังกั้นลำน้ำทั้งสองฝั่ง

ด้าน นายวีกิจ เจ้าดูรี ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบศูนย์ดำรงธรรมอำเภอแม่สะเรียง กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากทางศูนย์ดำรงธรรมแม่สะเรียงได้รับหนังสือร้องเรียน ก็จะดำเนินการทำหนังสือด่วนที่สุดถึงศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะมีการนัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นอีกรอบเพื่อร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน


ภาพ/ข่าว  สุกัลยา / ถาวร อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

‘คณะนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นที่ 21,23’ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ ‘มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา’ ร่วมกันบริจาคเงิน อุปกรณ์ สิ่งของและอาหาร ให้กับผู้พิการและด้อยโอกาส

เมื่อวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2564 ณ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาคาร 60 ปี ถ.ราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ "นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ" อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เกียรติรับมอบเงิน / อาหาร / สิ่งของ / อุปกรณ์ต่าง ๆ จาก "คณะนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นที่ 21,23" วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ "มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา" รวมพลังสายบุญ พลังจิตศรัทธา ของการทำคุณงามความดี ตอบแทนแผ่นดิน เพื่อช่วยเหลือคนพิการ / คนยากไร้ /  คนด้อยโอกาส 

โดยกิจกรรมในวันนี้เล็งเห็นความสำคัญของการร่วมมือร่วมใจกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน และจิตอาสาทุกท่านเพื่อแก้ไขวิกฤติเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอยู่หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยกันอย่างเต็มที่ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนคนไทย ที่จะคอยเป็นขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติภารกิจ หน้าที่ของบุคลากรทุกท่าน เพื่อให้การช่วยเหลือมนุษยชาติ และประชาชนคนไทยอยู่รอดปลอดภัย และผ่านพ้นวิกฤตการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้ด้วยดี พร้อมกัน

ในการนี้ "นายชัยพร ภูผารัตน์" ผอ.สำนักงานสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ "นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย ได้เป็นเกียรติเข้าร่วมกิจกรรมที่ดีงาม นี้ด้วย

"เฮียเอี๋ยว" ประธาน กต.ตร. มอบเงิน 300,000 บาท สนับสนุนโครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0 สภ.เมืองสมุทรปราการ

ที่บริเวณด้านหน้าอาคารสถานีตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ คณะกรรมการ กต.ตร.สภ.เมืองฯ สมุทรปราการ นำโดย ‘นายสุดใจ จิรยาภากร’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคมอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด และประธาน กต.ตร.สภ.เมืองสมุทรปราการ  พร้อมด้วย ‘พลเอกบุญเกิด วาดวารี’ ประธานชมรมชาวสมุทรปราการ ตลอดจน ‘นายเชาวลิต สามห้วย’  เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ‘นายสุรศักดิ์ บูรณะบุญวงศ์’ และคณะ กต.ตร.สภ.เมืองสมุทรปราการ 

ร่วมกันมอบอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อร่วมสนับสนุนภาระกิจตำรวจของทางสถานีตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ในโครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0 สภ.เมืองสมุทรปราการ โดยทางบริษัท สแตนดาร์ด แมนูเฟคเจอริ่ง จำกัด ได้ร่วมกับ บริษัท โคมอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยการประสานความร่วมมือระหว่าง นายจิรโรจน์ สัญฉนะวณิชน์ และนายสุดใจ จิรยาภากร ร่วมกันบริจาคแอลกอฮอล์ทำความสะอาดและมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค โดยจะมอบให้กับทางสถานีตำรวจภูธร ต่าง ๆ ในสังกัดของสถานีตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ

โดยมี พล.ต.ต. ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปกปภพ บดีพิทักษ์ พ.ต.อ.ภูมิพัฒน์  ภัทรศรีวงศ์ชัย พ.ต.อ.ภูมินทร์  สิงหสุต พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล พ.ต.อ.อนันต์  ชัยชาญ รอง.ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.เติมรัศมิ์ จินดาวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ ตลอดจนข้าราชการตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ร่วมให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ นายสุดใจ จิรยาภากร ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองสมุทรปราการ ยังได้มอบเงินเพื่อร่วมสนับสนุนภาระกิจตำรวจ  เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท โดยมี พ.ต.ท.สุวิชา ชั้นงาม รอง.ผกก.จร.สภ.เมืองสมุทรปราการ เป็นตัวแทน พล.ต.ต. ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เพื่อส่งเสริมการปฎิบัติหน้าที่และการดำเนินงานของศูนย์วัตกรรมใหม่ของความปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะสุดล้ำ และการร่วมมือจากภาคประชาชน เชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัย ในชุมชน

โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนารูปแบบวิธีการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก เพื่อยกระดับการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่สาธารณะ ตามแนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ และเป็นการยกระดับระบบราชการเป็น 4.0 เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล พร้อมทั้ง บูรณาการร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และสํานักงานตำรวจแห่งชาติในด้านการป้องกัน อาชญากรรม ให้ครอบคลุมทุกชุมชน


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ลำปาง - ผู้ว่าหมูป่า นำทีมตรวจสถานประกอบการโรงงาน ย้ำมาตรการเข้มป้องกันโรค COVID-19

จังหวัดลำปาง บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกตรวจสถานประกอบการโรงงานที่มีการว่าจ้างกลุ่มแรงงาน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ เน้นย้ำมาตรการปฏิบัติเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 "COVID-19" เนื่องด้วยในสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 "COVID-19" ซึ่งปรากฏพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเขตพื้นที่จังหวัดลำปางก็ได้มีการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เป็นจำนวนมาก มีทั้งผู้ป่วยที่ตรวจพบการติดเชื้อภายในเขตพื้นที่จังหวัด และผู้ป่วยติดเชื้อที่ได้รับตัวมารักษาตามโครงการ "รับคนลำปางกลับบ้าน" เพื่อจะลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อรวมถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรคในกลุ่มพี่น้องประชาชน  ที่มีความเสี่ยงอาจเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้ในลักษณะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่

ล่าสุด นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง รวมถึงทีมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากสำนักงานอุสาหกรรมจังหวัด จัดหางานจังหวัด แรงงานจังหวัด ประกันสังคม และหน่วยงานท้องถิ่นอำเภอ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ทำการตรวจเยี่ยมสถานประกอบการโรงงานภาคเอกชน ในเขตพื้นที่อำเภอห้างฉัตร โดยได้เข้าทำการตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตอาหารกระป๋องของ บริษัท มาเจสติคอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ในเขตท้องที่ตำบลหนองหล่ม ซึ่งเป็นสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่ได้มีการว่าจ้างแรงงานไว้ ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติรวมจำนวนทั้งหมดกว่า 660 คน

โดยจากการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ บริษัท มาเจสติคอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ได้ร่วมกันให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรค COVID-19 ภายในสถานที่โรงงาน ซึ่งได้มีการวางมาตรการไว้อย่างรัดกุม และได้กำหนดเป็นข้อบังคับให้พนักงานแรงงานทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมใส่หน้ากากอนามัย 100%, มีการจัดตั้งจุดตรวจตามประตูโรงงานทุกโรง เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทำการคัดกรองบุคคลก่อนเข้าพื้นที่ ตลอดจนให้มีการตรวจคัดกรองซ้ำกับพนักงานแรงงานทุกคนก่อนการเข้าปฏิบัติงาน รวมถึงให้มีการติดตั้งเจลล้างมือแอลกอฮอล์ไว้ตามจุดสำคัญ ๆ ให้ครอบคลุมทั่วบริเวณพื้นที่โรงงาน

นอกจากนี้ได้มีการนำมาตรการ Bubble and Seal และมาตรการรักษาระยะห่างมาใช้ มีการแบ่งกลุ่มพนักงานเพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าทำงาน มีการจำกัดการเคลื่อนย้ายของแรงงานโดยให้แรงงานบางส่วนที่สามารถพักแรมได้ พักค้างอยู่ที่โรงงาน ส่วนแรงงานที่เดินทางไปกลับ ให้มีการควบคุมการเดินทางไปมาระหว่างโรงงานกับสถานที่พัก รวมถึงให้มีการจดบันทึกติดตามการเดินทางด้วยแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟน เพื่อจะได้เป็นประวัติยืนยันสถานที่ที่ไปถึง ตลอดจนทางบริษัท มาเจสติคฯ ยังได้มีการจัดเตรียมมาตรการเสริมจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุด PPE, Face Shield, ถุงมือแพทย์, แว่นตา, หมวกคลุมตัวหนอน, ถุงพลาสติกหุ้มรองเท้า, หน้ากากอนามัย N95, ยาฟ้าทะลายโจร และชุดตรวจ Antigen Rapid test เพื่อเตรียมไว้สำหรับรองรับเหตุกรณีฉุกเฉินพบแรงงานติดเชื้อ COVID-19 ภายในโรงงาน ซึ่งในส่วนนี้ทาง บริษัทฯ ก็ได้มีการจัดเตรียมสถานที่ไว้ ทำเป็นโรงพยาบาลสนาม และพื้นที่พักคอยสำหรับรองรับผู้ป่วยอีกด้วย


ภาพ/ข่าว  ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

จันทบุรี - ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี มอบยาฟ้าทะลายโจร แก่จังหวัดจันทบุรี เพื่อนำไปบรรเทา ยับยั้ง รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัด

วันนี้ ( 16 ส.ค.64 ) ที่ห้องรับรองชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายฤหัส ไชยศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีนำรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดจันทบุรีรับมอบสิ่งของบริจาค จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ที่ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้วิจัย และผลิตเพื่อเป็นสมุนไพรทางเลือกในการป้องกัน รักษาผู้ป่วยผู้ติดเชื้อโควิด -19 ที่รักษาตัวในจังหวัดจันทบุรี โดยครั้งนี้เป็นการส่งมอบ ยาสมุนไพรฟ้าทลายโจรจำนวน 1,780 แคปซูล มี ดร.จตุพร อรุณกมลศรี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี นำคณะ  


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี

พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

‘รมว.เฮ้ง’ ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนโควิด-19 ผู้ประกันตน ม.33 เข็มสอง ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนเซ็นทรัลพระราม 9 พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ประกันตนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนห้างเซ็นทรัล พระราม 9 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยมี นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน คุณรนิดา รตนชัยโชติ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทรัลพลาซ่า แกรนด์พระราม 9 พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย

โดย นายสุชาติ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ ท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทั่วไปจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และกำหนดให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาตินั้น และกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยกรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงการคลัง โดยธนาคารกรุงไทย และสถานพยาบาลเครือข่ายประกันสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับผู้ประกันตน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้กระจายออกสู่วงกว้างทั้งในโรงงาน และสถานประกอบการ 

“ในวันนี้ ผมและคณะลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนห้างเซ็นทรัล พระราม 9 ซึ่งศูนย์แห่งนี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 3 มีศักยภาพการฉีด 1,500 คนต่อวัน มีทีมแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรจากโรงพยาบาลเปาโลโชคชัย 4 เป็นผู้ดำเนินการฉีดในเข็มที่ 2 สำหรับการฉีดวัคซีนแก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกรุงเทพมหานครมีจำนวน 26 จุด ตั้งแต่วันที่ 16 - 27 สิงหาคม 2564 เป็นวัคซีนยี่ห้อ AstraZeneca ทั้งหมด โดยภาพรวมเข็มแรกได้ฉีดให้แก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ไปแล้วกว่า 1.3 ล้านราย ทั้งนี้ การให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19  เป็นหนึ่งในมาตรการที่กระทรวงแรงงาน ให้การป้องกันรักษาโดยเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในกลุ่มแรงงาน เพื่อให้กิจการเดินหน้าต่อไปได้” นายสุชาติ กล่าวในท้ายสุด

สพช. เร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ MSME 2 ประเทศ สปป.ลาว และประเทศไทย ในบริบทพื้นที่ชายแดน

วันที่ 16 สิงหาคม 2564 สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการของ 2 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศไทย โดยบูรณาการการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านกระบวนการฝึกอบรมทางไกล (online) โดยโปรแกรม Zoom ร่วมกับเครือข่ายธุรกิจ MOC บิสคลับ ประเทศไทย วิทยาลัย ศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสภาการค้าและอุตสาหกรรม สปป.ลาว ดำเนินการเปิดอบรม หลักสูตร การพัฒนาผู้ประกอบการ MSME ด้านการบริหารและการจัดการธุรกิจยุคใหม่ในบริบทพื้นที่ชายแดน (Professional MSME Entrepreneurship Development in Admiration and Modern Business Management in Border Areas)

นางสาวสุขศรี ไล่กสิกรรม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของเทคโนโลยีส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรม ทุกพื้นที่ ทุกประเทศ ผนวกกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งเร่งรัดให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเปิดฝึกอบรม หลักสูตร การพัฒนาผู้ประกอบการ MSME ด้านการบริหารและการจัดการธุรกิจยุคใหม่ในบริบทพื้นที่ชายแดน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถปรับตัวและรับมือกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตลอดจนเข้าถึงเทคโนโลยี ก้าวทันยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศได้ การดำเนินการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านกระบวนการฝึกอบรม ระหว่างสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ /เครือข่ายธุรกิจ MOC บิสคลับ ประเทศไทย วิทยาลัย ศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสภาการค้าและอุตสาหกรรม สปป.ลาว

ผอ.สุขศรีฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกอบรมในครั้งนี้ เป็นการฝึกอบรมทางไกล (online) โดยโปรแกรม Zoom ดำเนินการในระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2564 เป็นการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรภาครัฐและเอกชน จำนวน 80 คน ซึ่งเป็นหัวหน้า เจ้าหน้าที่ด้านการค้า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย จังหวัดชายแดนของ 2 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 12 แขวง

1. บ่อแก้ว   

2. หลวงน้ำทา

3. อุดมไซ

4. ไชยบุรี

5. หลวงพระบาง

6. นครหลวงเวียงจันทน์

7. สะหวันนะเขต

8. บอลิคำไซ  

9. หัวพัน

10. อัดทะปือ

11. เชียงขวาง และ

12. พงสาลี

และประเทศไทย 11 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย

1. เชียงราย 

2. เชียงใหม่

3. อุตรดิตถ์

4. กำแพงเพชร

5. กรุงเทพฯ

6. มุกดาหาร

7. ฉะเชิงเทรา

8. สมุทรปราการ

9. ชลบุรี

10. ลพบุรี และ

11. ชุมพร

หากมีผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 222 หมู่ที่ 2 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หมายเลขโทรศัพท์ 0 5377 7471 หรือติดตามข่าวสารการรับสมัครฝึกอบรมได้ที่ Facebook สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ

จันทบุรีก็มี! กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง ประกาศรวมตัวสนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชย ปราศรัยขับไล่นายกรัฐมนตรี 'พลเอกประยุทธ' โดยมี อดีต สส.พรรคเพื่อไทยแบบบัญชีรายชื่อร่วมด้วย

กลุ่มผู้ชุมชมเคลื่อนไหวทางการเมือง จำนวนกว่า 200 คน รวมตัวกัน ที่สนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชย อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ด้วยระบบ carmob โดยใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหะนะในการรวมกลุ่ม ซึ่งมีรถยนต์กว่า 60 คัน และรถจักรยานยนต์ เกือบ 100 คัน  ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ เข้าร่วมกว่า 200 คน 

นำโดยนายธีรภัทร์ วงษ์ศรีวรโชติหรือนายสำเริง / นายเสริม ศรีสวัส  ป๋าแก่) / นายชินวัฒน์  หาบุญพาด อดีตสมาชิกวุฒิสภาแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนายปกร ฐานเดช (ป๋าเสริม) ซึ่งการชุมนุม ได้เริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น. ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอดเวลา แต่กลุ่มผู้ชุมชุน ไม่ยอมแพ้  มีการ ขึ้นปราศรัย เป็นช่วง ๆ โดยใช้รถบรรทุก 6 ล้อเป็นเวที พร้อมติดป้าย ตามรถต่าง ๆ ด้วยคำพูดโจมตี พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี  

จากนั้นได้มีการเคลื่อนขบวนไปยังตัวเมืองจันทบุรี ขณะเดียว ใช้รถประกาศขับไล่ซึ่งระหว่างการชุมนุมนั้นได้มีการพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาโดยมีการขับไล่ด้วยคำพูด ”คนจันทบุรีไม่ทนคนจังไรประยุทธ์ออกไป” และมีการพูดถึงประเด็นการนำวัคซีนการบริหารจัดการสถานการณ์ โควิด-19 ที่ล้มเหลวรวมทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ ตลอดระยะเวลา  2 ชั่วโมง โดยแกนนำจะสลับสับเปลี่ยนกันพูด หลังจากนั้นได้กลับมารวมตัวกัน ที่สนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชยตามเดิม เพื่อทำการเคารพธงชาติ ในเวลา 18.00 น.


ภาพ/ข่าว  ผู้สื่อข่าวจันทบุรี

กลุ่มเชียงราย No เผด็จการ ร่วมกับคนเสื้อแดงเชียงราย จัดคาร์ม็อบรอบเมือง ยื่นหนังสือ 2 สภ. เรียกร้อง ทำงานเพื่อประชาชน อย่าทำงานเพื่อนักการเมือง!! ขอไม่ใช้ความรุนแรงกับม็อบหากส่งกำลังควบคุมฝูงชุนไปร่วมที่กรุงเทพฯ

เวลา 16.30 น.วันที่ 15 ส.ค.64 ที่หน้า สภ.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย นายสราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ แกนนำกลุ่มเชียงราย No เผด็จการ ร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงราย จัดคาร์ม็อบครั้งที่ 3 โดยมีรถยนต์เข้าร่วมขบวนกว่า 50 คัน รถจักรยานยนต์ประมาณ 100 คัน มีผู้เข้าร่วมประมาณ 300 คน โดยได้รวมตัวกันที่หน้า สภ.บ้านดู่ เพื่อยื่นหนังสือให้กับ ผกก.สภ.บ้านดู่ มีเนื้อหาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน โดยไม่เข้าข้างนักการเมือง หลังจากอ่านแถลงการแล้วได้มอบหนังสือให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดู่เพื่อส่งมอบให้กับ ผกก.บ้านดู่

จากขบวนรถคาร์ม็อบได้เคลื่อนขบวนจาก หน้า สภ.บ้านดู่ ไปยัง สภ.เมืองเชียงราย โดยใช้เส้นทาง มุ่งหน้าแยกไฟแดงวัดห้วยปลากั้ง เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปแยกบ้านใหม่ เลี้ยวขวาตรงไป สภ.เมืองเชียงราย โดยที่ สภ.เมืองเชียงราย ได้ยื่นหนังสือให้กับ พ.ต.อ.โสภน ม่วงเฟื่อง ผกก.สภ.เมืองเชียงราย โดยมีเนื้อหา ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงราย ที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่กรุงเทพฯ ไม่ใช้ความรุนแรง กับผู้ชุมนุม อย่างที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยหลังจากที่อ่านแถลงการณ์แล้ว ก็ได้มอบหนังสือให้กับ ผกก.สภ.เมืองเชียงราย เพื่อส่งให้กับ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย

โดยระหว่างทางได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้ผู้ที่ขับจักรยานยนต์ที่นำขบวนคาร์มอบเปียกฝนแต่ขบวนก็ไม่ได้หยุด และยังเคลื่อนต่อไปโดยใช้เส้นทางผ่านหน้า สภ.เมืองเชียงราย มุ่งหน้าแยกแม่กร เลี้ยวซ้าย เพื่อมุ่งหน้าไปยังห้าแยกมังราย  ระหว่างทางก็ได้มีการบีบแตรรถ แสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว โดยรถแต่ละคันได้ติดป้ายต่อว่าการทำงานของรัฐบาล ป้ายเสียดสีการเมือง เรียกร้องวัคซีน  ก่อนจะรวมตัวกันทำพิธีสาปแช่งนากรัฐมนตรี และแยกย้ายกัน

ฟังเสียงประชาชน! ลำปางจัดขบวน #Carmobsลำปาง ขับไล่พลเอกประยุทธ์ ครั้งที่ 2 มีรถเข้าร่วมกว่า 1,000 คัน

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 15 ส.ค. 2564 ที่ จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ บริเวณสวนสาธารณะเขลางค์นคร อ.เมืองลำปาง กลุ่มพิราบขาวเพื่อมวลชน มธ.ศูนย์ลำปางได้มีการจัดขบวน #carmobsลำปาง โดยเคลื่อนขบวนเวลา 16.00 น.จุดเริ่มต้น สวนสาธารณะเขลางค์ฯ - สามแยกโรงน้ำแข็ง - สวนอากง- วงเวียนหน้าสถานีรถไฟ- แยกดอนปาน - โรงเรียนมัธยมวิทยา - โรงเรียนประชาวิทย์ - ห้าแยกหอนาฬิกา-กาดออมสิน - มิวเซียมลำปาง - หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง -แล้ววกกลับมาที่ ถนนหน้าที่ทำการไปรษณีย์ไทย- ถนนทิพย์ช้าง -กลับไปยังจุดเริ่มขบวนสวนสาธารณะเขลางค์ฯ โดยมีรถนำขบวนรถแห่คันที่ 1 รถจักรยานยนต์มวลชน รถน้ำ รถยนต์มวลชน รถแห่คันที่ 2 รถยนต์มวลชนและ รถปิดท้าย กล่าวถึงการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 โดยมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เข้าร่วมขบวนกว่า 1,000 คัน เคลื่อนขบวนไปตามเส้นทางดังกล่าวพร้อมกับบีบแตร ชู 3 นิ้วรอบเมือง แสดงพลังขับไล่นายกฯ ก่อนขบวนจะหยุดอ่านแถลงการณ์หน้าจวนผู้ว่าฯ โดยมี ตร.จราจร สภ.เมืองลำปางดูคอยดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจรด้วย

ทั้งนี้ #carmobs ลำปางที่จัดขึ้น มีผู้ร่วมอุดมการณ์แสดงเจตนารมย์ในการขับไล่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อขบวนไปถึงหน้าจวนผู้ว่าฯแกนนำได้กล่าวแถลงการณ์ถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล เกี่ยวกับการแก้ปัญหาโควิด การจัดหาวัคซีน การรักษาทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เพื่อไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจ และให้พลเอกประยุทธ์และ ครม.ลาออก ก่อนเคลื่อขบวนกลับที่จุดเดิมและประกาศสิ้นสุดกิจกรรมก่อนแยกย้ายกันกลับในเวลา 18.00 น. โดยได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ สังเกตุการณ์และรักษาความสะดวกเรียบร้อยจำนวนมาก

"โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมาเพื่อร้องให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชน ประชาชนจับมือและร่วมใจกันลงถนน เพื่อเรียกร้องการมีชีวิตรอดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส แต่รัฐบาลไม่สนใจ นอกจากนี้ยังตอบแทนความหวังดีด้วยการใช้ความรุนแรง การออกมาขับไล่รัฐบาลทรราชย์ จึงเป็นหน้าที่ของประชาชน “ แกนนำกลุ่มฯกล่าว


ภาพ/ข่าว  วินัย / ลำปาง รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top