Thursday, 4 June 2026
LITE TEAM

22 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ‘เขาทราย แกเล็คซี่’ แชมป์โลกขวัญใจชาวไทยสร้างสถิติหน้าใหม่แห่งวงการมวย

เมื่อคืนรายการ 10 Fight 10 เพิ่งปิดเวทีไป กับชัยชนะของ ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ คู่มวยสุดท้ายของซีซั่นนี้ เช้าวันนี้เลยขอโหนกระแสเรื่องหมัดๆ มวยๆ กันสักหน่อย พาคุณไปทวนความทรงจำกับนักกีฬาของคนไทย ยังจำกันได้ไหมครับ นักมวยสุดยอดขวัญใจชาวไทยคนนี้ ‘เขาทราย แกแล็คซี่’

ชื่อนี้ใน พ.ศ. นี้ หลายคนอาจคุ้นๆ ว่า เขาเป็นนักแสดงแนวตลกทางทีวีใช่ไหม อันนี้ก็ไม่ผิดอะไร แต่เรื่องจริงยิ่งกว่าจริงนั้น ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 30 กว่าปีก่อน เขาทราย แกแล็คซี่ คือแชมป์มวยโลกที่มีฉายาพ่วงท้ายว่า ‘ซ้ายทะลวงไส้’ มากไปกว่านั้น เขาคือนักมวยแชม์โลกในรุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวทของสมาคมมวยโลก ที่สามารถป้องกันแชมป์ได้มากที่สุดถึง 19 ครั้งด้วยกัน

และวันนี้เมื่อราว 29 ปีก่อน หรือ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เป็นวันที่เขาทรายสามารถสร้างสถิติป้องกันแชมป์โลกได้มากที่สุดในเอเชีย โดยเอาชนะคะแนน อาร์มันโด คาสโตร ไปได้ที่เวทีมวย ณ สนามเทพหัสดิน โดยเป็นการป้องตำแหน่งครั้งที่ 19 จากผลงานการน็อคคู่ต่อสู้ไปได้ถึง 16 ครั้ง ที่เหลือเป็นการชนะคะแนนอีก 3 ครั้ง หลังจากนั้นเขาทรายก็ประกาศแขวนนวม พร้อมกับทิ้งสถิติแชมป์โลกผู้ไม่เคยแพ้ใคร ตลอดระยะเวลาในครองตำแหน่ง 2,628 วัน หรือ 7 ปี 2 เดือน 30 วัน

บันทึกประวัติศาสตร์นี้ผ่านกาลเวลามายาวนานจนผู้คนอาจหลงลืมกันไปบ้าง แต่เรื่องจริงที่ยังไม่เคยถูกลบเลือนไปได้ คือสถิติอันยอดเยี่ยม ที่ถึงวันนี้ ยังไม่เคยมีนักมวยไทยคนไหนทำได้เทียบเคียงเท่าซ้ายทะลวงไส้คนนี้ได้เลย...

 

 

 

 

Zeed EP 1 : คู่ปะทะ สุด Zeed! แห่งปี

Zeedddddddddd!!!

เข้าสู่ช่วงสิ้นปี และเริ่มต้นนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่กันอีกครั้ง ปีหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วเหลือเกิน โดยเฉพาะปี 2020 นี้ หลายคนบอกผ่านไปไว ส่วนบางคนบอก ผ่านไปไวไวน่ะดีแล้ว เหนื่อยหนักซะเหลือเกิน และเพื่อเป็นการส่งท้ายปี 2020 

ทีมงานกองบรรณาธิการ The States Times เลยหยิบเรื่องราว ‘สุดซี้ดดด!’ ในรอบปีที่ผ่านมา มาทบทวนกันอีกสักที เริ่มต้นด้วย ‘คู่ปะทะสุด Zeed! แห่งปี’ ใครปะทะใครกันบ้าง? ไปดู!

 

เปิดตัวล่ะจ้า! สำหรับร้านกาแฟเกร๋ๆ ของซูเปอร์สตาร์ฟุตบอลเมืองไทย ‘เมสซี่เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์’ งานนี้ร่วมหุ้นกับโค้ชศิษย์พี่ที่รัก ‘โค้ชอ้น-รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค’ เฮดโค้ชทีมโปลิศ-เทโร ในปัจจุบัน

เปิดตัวล่ะจ้า! สำหรับร้านกาแฟเกร๋ ๆ ของซูเปอร์สตาร์ฟุตบอลเมืองไทย ‘เมสซี่เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์’ งานนี้ร่วมหุ้นกับโค้ชศิษย์พี่ที่รัก ‘โค้ชอ้น - รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค’ เฮดโค้ชทีมโปลิศ - เทโร ในปัจจุบัน ซึ่งวันนี้ทั้งสองคนถือฤกษ์งามยามดี Grand Opening อย่างเป็นทางการแล้ว

สำหรับที่มาของการเปิดร้านกาแฟครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง เจ และ โค้ชอ้น ชื่นชอบการดื่มกาแฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งถ้าใครได้ติดตามอินสตราแกรมของเมสซี่เจ จะเห็นว่า ช่งที่อยู่ที่ญี่ปุ่น จะมีภาพเจสิงสถิตอยู่ตามร้านกาแฟที่ญี่ปุ่นเป็นประจำ แถมทั้งสองคนยังมีความสนิทสนมกันมานาน จึงตัดสินใจลงขันเปิดร้านกาแฟร่วมกัน

ส่วนแบรนด์ร้านกาแฟ Mikka นี้ก็ไม่ธรรมดา เป็นร้านกาแฟที่มีแฟรนไชส์กว่า 40 สาขาทั่วประเทศ รูปแบบการตกแต่งร้านครั้งนีก็มีความเป็นเจแปนนีสสไตล์ ให้เข้ากับสไตล์นักเตะเจลีกของเจนั่นเอง

งาน Grand Opening เมื่อเช้านี้ มีเพื่อนๆ นักฟุตบอลคนดังไปร่วมงานกันมากมาย ส่วนคอกาแฟคนไหนสนใจไปชิมกาแฟอร่อยๆ สามารถไปเจอได้ที่ร้าน Mikka ชั้น 1 ตึก HUG ถนนราชดำริ ด้านหลังสวนลุมพินี พร้อมเสิร์ฟ!

21 ธันวาคม ‘วันเหมายัน’ วันที่มีกลางคืนยาวนานที่สุดของปี

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญทางดาราศาสตร์ เรียกว่า ‘วันเหมายัน’ (อ่านว่า เห-มา-ยัน) ที่มาของวันนี้ เกิดขึ้นจากโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์มาจนถึงช่วงฤดูหนาว โดยซีกโลกเหนือเอียงห่างจากดวงอาทิตย์ ทำให้ได้รับแสงอาทิตย์น้อย อากาศจะเย็น ขณะที่ซีกโลกใต้ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้ได้รับแสงมาก อากาศจะร้อน

 

ทั้งนี้บริเวณแถบซีกโลกเหนือ เรียกว่าเป็น Winter Solstice หรือ เหมายัน จะมีกลางคืนยาวนานที่สุด และกลางวันสั้นที่สุด ซึ่งถ้าอยู่บริเวณละติจูด 66.5 องศาเหนือขึ้นไป หรือบริเวณขั้วโลกเหนือ จะอยู่ในความมืดตลอด 24 ชั่วโมง

 

ขณะที่บริเวณ 66.5 องศาใต้ลงไป หรือบริเวณขั้วโลกใต้ จะได้รับแสงอาทิตย์ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่า ‘พระอาทิตย์เที่ยงคืน’ โดยทางซีกโลกใต้ จะเรียกว่า Summer Solstice หรือ ครีษมายัน กลางวันจะยาวนานที่สุด และกลางคืนสั้นที่สุด

 

ประเทศไทยอยู่ในแถบซีกโลกเหนือจึงเรียกว่า winter solstice หรือ เหมายัน ซึ่งมาจากคำว่า เหมันต์ ที่แปลว่า ฤดูหนาว สนธิกับคำว่า อายัน ที่แปลว่าการมาถึง เมื่อรวมกันแล้ว อาจมองได้หลายความหมาย เช่น กลางคืนยาวที่สุด หรือเป็นวันแรกของฤดูหนาว หรืออาจเป็นช่วงกลางวันของฤดูหนาว คนไทยบางกลุ่มเรียกวันนี้ว่า ‘ตะวันอ้อมข้าว’ คือมีช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด เพียง 11 ชั่วโมง19 นาทีเท่านั้น

 

กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งอุณหภูมิลดลง 2-3 องศาเซลเซียส

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 โดยพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศไทยตอนบนแล้ว ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิลดลงอีก 2-3 องศาเซลเซียส และมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรงส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลงด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ที่มา: https://www.tmd.go.th/daily_forecast.php

20 ธันวาคม ค.ศ. 1998 วันเกิด ‘คิลียัน เอมบัปเป้’ นักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก อายุครบ 22 ปี

ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ มีรายชื่อนักเตะที่ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบความเป็นซูเปอร์สตาร์อยู่มากมาย แต่หนึ่งในคนที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ เขาถูกจับตามาตั้งแต่วัยเยาว์ว่า จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นยอดนักฟุตบอลของโลกอย่างแน่นอน ซึ่งผลจากการทำนายของหลายสำนัก มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

 

เรากำลังพูดถึง ‘คิลียัน เอมบัปเป้’ ซูเปอร์สตาร์ชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรปารีส แซงต์.-แชร์กแมง ในลีกประเทศฝรั่งเศส แต่ก่อนหน้านี้ 2 ปี เขาคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 มาครองได้สำเร็จ

 

ด้วยพรสวรรค์ที่หาตัวจับยาก มีทักษะการเล่นที่ดี แถมยังมีความเร็วและแข็งแกร่ง ทำให้เอมบัปเป้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ต้นๆ ของโลกอยู่ในเวลานี้ และที่สำคัญ เขาคือนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ด้วยค่าตัวราวๆ 252 ล้านยูโร หรือประมาณ 8,820 ล้านบาท แม้ในวันนี้เขาจะยังไม่ได้ย้ายสโมสรไปไหน แต่หากเมื่อไรที่เจ้าตัวมีการย้ายทีมขึ้นมา รับประกันได้ว่า โลกฟุตบอลคงได้มีการจดบันทึกสถิติค่าตัวสูงสุดใหม่อย่างแน่นอน

 

วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของซูเปอร์สตาร์คนนี้ เขาเพิ่งมีอายุครบ 22 ปี หนทางในการเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 ของโลกลูกหนังนั้นยังอีกยาวไกล...

 

‘เอฟเวอร์ตัน vs อาร์เซน่อล’ เมื่อทีมฟอร์มแรงกับทีมฟอร์มหล่นมาพบกัน!

พรีเมียร์ลีกค่ำคืนวันเสาร์นี้ คงต้องโฟกัสไปที่คู่ ‘เอฟเวอร์ตัน’ เปิดบ้านพบ ‘อาร์เซน่อล’ ทั้งสองทีมนี้โคจรมาเจอกันในช่วงเวลาที่น่าสนใจ คือก่อนคริสต์มาส เอ้ย! ใช่ที่ไหนเล่า! โคจรมาเจอกันในช่วงเวลาที่ ‘สวนทาง’ กันต่างหาก

 

เอฟเวอร์ตัน เปิดตัวต้นฤดูกาลมาได้สวยๆ ชนะรวดจนเคยขึ้นไปรั้งจ่าฝูงมาแล้ว แต่มาออกอาการเป๋ๆ ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดเริ่มกลับมาตั้งลำใหม่ เก็บชัยชนะได้อีกครั้ง ซึ่งสวนทางกับอาร์เซน่อล ที่ทรงๆ ทรุดๆ และล่าสุด รั้งอันดับที่ 15 ของตาราง มีคะแนนห่างจากโซนตกชั้นอยู่แค่ 5 คะแนนเท่านั้น

 

นัดนี้อาร์เซน่อลจะต้องยกพลมาเยือนถิ่นกูดิสัน พาร์ค ของเอฟเวอร์ตัน ซึ่งหากว่ากันในภาพรวม ทรงการเล่นของทั้งสองทีมนี้คล้ายๆ กัน คือเล่นบอลกับพื้น ต่อบอลหาพื้นที่ และใช้กราบสองข้างในการเข้าทำ เอฟเวอร์ตันยุคหลังๆ พอได้เฮดโค้ชอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ มาคุมทีม สไตล์เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ เป็นบอลที่กลางแน่น เล่นกันเข้มข้น ตัดเกมได้เมื่อไรก็ขึ้นบอลจากกราบสองข้าง ซึ่งมีทีเด็ดเพียบ ทั้งฮาเมส โรดิเกวซ ลูก้าส์ ดีญ และ อเล็กซ์ อิโวบี้ ที่ฟอร์มกำลังเข้าฝัก ส่วนกองหน้าปีนี้เขาก็มาจริงๆ นั่นคือ โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน ร้อนแรงเกินห้ามใจ

 

 

หันมาดูขุนพลอาร์เซน่อลกันบ้าง หมดสิทธิ์ใช้งาน กาเบรียล มากัลเญส ที่ติดโทษแบน ส่วนโธมัส ปาร์เตย์ กองกลางความหวังใหม่ก็บาดเจ็บซะอีก แผงกลางยังมี โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ และ ดานี่ เซบายอส จับคู่กัน เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ขี้เหร่นัก กองหน้าก็มีครบทั้ง ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง บูคาโย่ ซาก้า และ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ปัญหาที่ต้องเร่งจัดการก็คือ ผู้จัดการทีมอย่าง มิเกล อาร์เตต้า จะปลุกขวัญลูกทีมจากสภาพจิตตก ฟอร์มหล่นได้อย่างไร เพราะถ้าทำไม่ได้ ก็คงเป็นอาร์เตต้านั่นแหละ ที่อาจจะต้องบ๊ายบายยยย

 

 

สถิติของทั้งสองทีมที่เคยพบกันมากว่า 202 ครั้ง เป็นอาร์เซน่อลที่ชนะไปแค่ 57 ครั้ง เอฟเวอร์ตันเอาชนะไป 102 ครั้ง เสมอกันไป 47 ครั้ง ที่สำคัญ เอฟเวอร์ตันสามารถเอาชนะในบ้านตัวเองไปได้ถึง 70 ครั้งด้วยกัน

 

 

ฟอร์มในลีก 5 นัดหลังสุด อย่างที่บอกว่า เอฟเวอร์ตันเริ่มกลับมาสู่เส้นทางที่ดีขึ้นอีกครั้ง ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 รั้งอันดับที่ 5 ในเวลานี้ ส่วนอาร์เซน่อล แพ้ 3 เสมอ 2 อยู่อันดับที่ 15 แต่หากดูจากเฮดทูเฮดหรือผลงานที่เจอกัน 6 นัดหลังสุด อาร์เซน่อลกลับทำผลงานได้ดีกว่า เอาชนะไปได้ถึง 4 นัด เอฟเวอร์ตันชนะได้แค่ครั้งเดียว ส่วนอีกนัดเสมอกันไป

 

 

ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็น เอฟเวอร์ตันน่าจะปิดจ็อบในบ้านตัวเองได้ เพราะสภาพอาร์เซน่อลในเวลานี้ น่าเหนื่อยใจแทน แถมยังเป็นช่วงเวลาที่ขุนพลทอฟฟี่กำลังทำผลงานได้ดี กำลังใจนักเตะก็ดีกว่า ทีนี้ก็อยู่ที่ขุนพลเดอะกันเนอร์แล้วล่ะ ว่าจะ #เซฟอาร์เตต้า กันหรือไม่ ถ้าฮึดกันจริงๆ จังๆ ก็มีโอกาสคว้าคะแนนออกไปจากรังของทอฟฟี่สีน้ำเงินได้นะ คุณภาพบอลไม่ได้ห่างอะไรกันมากมาย ที่เหลือก็อยู่ที่ระบบระเบียบในการเล่น และสภาพจิตใจของนักเตะทั้งหมดนี่เอง #รักอาร์เตต้าแค่ไหนถามใจพวกเธอดูวว์ และแฟนๆ ก็เตรียมรอดูกันได้ คืนนี้ 00.30 น. หรือเที่ยงคืนครึ่ง ตามเวลาในบ้านเรา แล้วเจอกันนะ ปู๊นๆ

 

 

งานดีๆ ที่ไม่ควรพลาด ‘The Cat Society รวมพลคนรักแมว’ @มิวเซียมสยาม

จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สำหรับเทศกาลท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน Night at The Museum ที่ทางมิวเซียมสยามเป็นเจ้าภาพ โดยหนล่าสุดนี้เป็นครั้งที่ 10 แถมยังมีความพิเศษเข้าไปอีก เพราะงานนี้มีชื่อตอนว่า The Cat Society “รวมพลคนหลงแมว”

ซึ่งที่มาของคอนเซ็ปนี้ เพราะน้องเหมียวเป็นสัตว์ยอดนิยมในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มายาวนาน ทางผู้จัดงานจึงนำแนวคิดนี้มาต่อยอด จัดเป็นกิจกรรมเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนแรกแมวและบุคคลทั่วไปมารวมตัวกันทำกิจกรรมดีๆ รวมทั้งปลุกกระแสการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

แน่นอนว่า ภายในงานจะได้พบกับน้องแมวหลากสายพันธุ์ ที่มาโชว์ความน่ารักมากมาย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการออกร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และฐานกิจกรรมต่างๆ อาทิ Cat Playground เปิดพื้นที่ให้เหล่าบรรดาน้องเหมียวได้มาสนุกกัน Catory Displays เรื่องเล่า แมว แมว แบบที่เราจะได้เรียนรู้ รู้จักเจ้าเหมียวมากขึ้น Catbrary ห้องคลังความรู้ที่จะมาเล่าเรื่องสนุกเกี่ยวกับแมว มุม Cat Charity บูทย้อมแมวขาย by Muse Shop ที่ขนของที่ระลึกแบบชิคๆ มาให้จับจ่าย พร้อม Workshop ระบายสีเสื้อ สร้างน้องแมวในแบบของตัวเอง และกาชาปองจากญี่ปุ่นกว่า 20 คอลเลกชัน

โดยรายได้ส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลังจากหักค่าใช้จ่ายมิวเซียมสยามจะมอบให้แก่มูลนิธิรักษ์แมว ปันใจให้แมวจร มูลนิธิรักษ์ และเพจแมวต่างๆ

งานจัดตั้งแต่วันที่ 18 – 20 ธันวาคมนี้ อากาศดีๆ ควรไปอย่างมาก หรือสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของงานได้เพิ่มเติมที่ www.facebook.com/museumsiamfan และเว็บไซต์ www.museumsiam.org

19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 วันคล้ายวันประสูติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

วันนี้เป็นสำคัญของกองทัพเรือไทย เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันประสูติของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ ‘เสด็จเตี่ย’ ผู้ที่ได้รับกล่าวขานว่าเป็น ‘พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย’

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอลำดับที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาคือ เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2423

ที่มาของการได้รับการถวายสมัญญาจากกองทัพเรือว่าเป็น ‘พระบิดาของกองทัพเรือไทย’ และต่อมาได้แก้ไขเป็น ‘องค์บิดาของทหารเรือไทย’ เนื่องจากพระกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานและพัฒนาปรับปรุงทหารเรือสยามให้เจริญก้าวหน้าตามแบบประเทศตะวันตก

ส่วนสาเหตุที่นักเรียนนายเรือเรียกพระองค์ว่า ‘เสด็จเตี่ย’ สันนิษฐานว่ามาจากการที่พระองค์ทรงขัดดาดฟ้าให้นักเรียนนายเรือใหม่ๆ ที่ฝึกภาคทางทะเลบนเรือหลวงพาลีรั้งทวีปดูเป็นแบบอย่าง ในปี พ.ศ. 2462 หลังจากที่ทอดพระเนตรเห็นนักเรียนเหล่านั้นทำงานนี้ด้วยท่าทางเงอะงะเก้งก้าง โดยตรัสกับพวกนักเรียนเหล่านั้นว่า “อ้ายลูกชาย มานี่เตี่ยจะสอนให้”

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  ทรงถือเป็นแบบอย่างของนายทหารเรือที่มีความวิริยะ อุตสาหะ จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนพระยศมากขึ้นเป็นลำดับ โดยพระยศสุดท้าย โปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ อันเป็นตำแหน่งสูงสุดในราชการทหารเรือ

 

อ้างอิง: https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_4922

 

“ซิโก้” อดีตนักฟุตบอล และหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย เดินทางไปคุมสโมสรดังในเวียดนามแล้ว

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ได้ออกเดินทางสู่ประเทศเวียดนาม โดยได้โพสต์เฟซบุ๊กอำลาครอบครัว ทั้งนี้ถือเป็นการกลับไปที่สโมสรฮองอันห์ยาลายแห่งนี้อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้เคยไปทำหน้าที่ทั้งนักฟุตบอล และเป็นโค้ชให้กับยอดทีมแห่งวีลีกมาแล้ว

โดย "ซิโก้" กล่าวถึงการไปคุมทัพฮองอันห์ยาลายครั้งนี้ ว่า "ส่วนตัวนั้นก็หวังพาทีมไปเล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ให้ได้ เพราะว่าสมัยที่มาค้าแข้งที่นี่เคยไปลุยบอลเอเชียมาแล้ว 2 ครั้ง"

"การมาเป็นโค้ชก็อยากพาทีมกลับไปเล่นเอเอฟซี แชมป์เปี้ยนส์ลีก ให้ได้เหมือนกัน"


ขอบคุณภาพเฟซบุ๊ก Kiatisuk Senamuang


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top