Saturday, 19 September 2026
ไบโอเทค

‘ดร.อนันต์’ เผยวัคซีนฝีดาษใช้ป้องกันฝีดาษลิงได้ดี เผยในไทยมีวัคซีนแช่แข็งเก็บไว้ตั้งแต่ 40 ปีก่อน

นักไวรัสวิทยา เผยประสิทธิภาพวัคซีนฝีดาษ ให้สัญญาณที่ดีในการป้องกันฝีดาษลิง ขณะที่ประเทศไทยเก็บวัคซีนฝีดาษแช่แข็งไว้ตั้งแต่ 40 ปีก่อน

(2 ส.ค. 2565) ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ว่าข้อมูลนี้จาก Montreal ของแคนาดาน่าจะชัดที่สุดตอนนี้เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนฝีดาษในการป้องกันการติดเชื้อฝีดาษลิง จากการใช้วัคซีนเข็มแรกในประชากร 15,303 คน พบผลข้างเคียงน้อย และในจำนวนผู้ได้รับวัคซีน มี 39 คน ที่ได้รับวัคซีนติดเชื้อฝีดาษลิงได้โดย 20 คน มีข้อมูลว่าได้รับวัคซีนมานานกว่า 14 วันก่อนติดเชื้อ ในสไลด์ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลว่า แต่ละคนไปรับเชื้อมาตอนไหน

เนื่องจากวัคซีนต้องใช้ 2 เข็มภูมิคุ้มกันถึงจะขึ้นเต็มที่ แต่ผลจากเข็มแรกดูเหมือนจะให้สัญญาณที่ดีในการนำวัคซีนมาใช้แก้ไขปัญหาโรคระบาดนี้ครับ โดยเฉพาะผู้เสี่ยงสูงต่อการสัมผัสเชื้อ อย่างบุคลากรทางการแพทย์ควรมีภูมินี้เป็นประการสำคัญไว้ครับ

ก่อนหน้านี้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วัคซีนฝีดาษที่สามารถป้องกันฝีดาษลิงได้นั้น ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีการเก็บแช่แข็งไว้กว่า 40 ปี เมื่อส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์นำไปเพาะเชื้อแล้วพบว่าสามารถเพาะเชื้อได้ แปลว่าวัคซีนน่าจะยังมีประสิทธิภาพ

‘ไบโอเทค-บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร’ จัดอบรม ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’ ‘เสริมความรู้-สร้างทักษะวิจัย’ ให้แก่เยาวชนชั้น ม.ปลาย จากผู้เชี่ยวชาญ

(27 ธ.ค.66) ในช่วงใกล้ส่งท้ายปี เมื่อเร็ว ๆ นี้ (ระหว่างวันที่ 12-14 ธ.ค.66) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมจัดกิจกรรมฝึกอบรมเฉพาะทาง ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’ โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมปลายสายวิทย์จากทั่วประเทศกว่า 20 คนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับจุลินทรีย์ โรคพืช และชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืช รวมถึงได้รับประสบการณ์ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ ลงมือปฏิบัติงานด้วยตัวเองในห้องแล็บ ทดลองทำวิจัยจริง เห็นผลจริง รับถ่ายทอดความรู้จากพี่ ๆ นักวิจัยโดยตรง หวังช่วยจุดประกายพร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ เยาวชนสามารถนำไปต่อยอดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือเป็นแนวทางศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนประกอบอาชีพในอนาคตได้

ดร.จันทิรา ปัญญา นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. ได้ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละปีพืชเศรษฐกิจของไทยเกิดความเสียหายจากโรคพืชเป็นมูลค่ามหาศาล และเกษตรกรส่วนใหญ่แก้ไขปัญหานี้โดยการใช้สารเคมีซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นพิษสารตกค้างทั้งในตัวผลผลิตและในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อทั้งผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง การใช้ชีวภัณฑ์ (Biocontrol) จากจุลินทรีย์ เช่น รา แบคทีเรีย และไวรัส ในการควบคุมหรือกำจัดโรคพืช จึงเป็นปัจจัยทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดหรือทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เพื่อเป็นการถ่ายทอดความรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านจุลชีววิทยาการเกษตรเกี่ยวกับโรคพืชและการควบคุมโรคพืชด้วยจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ ให้กับเยาวชนที่สนใจ สวทช. โดยฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงร่วมกับทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค ออกแบบหลักสูตรเสริมการเรียนรู้ทางด้านการใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมเชื้อก่อโรคในพืช ภายใต้หัวข้อ ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’

หนึ่งในทีมวิทยากร นางสาวรัศมี หวะสุวรรณ ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมอบรมครั้งนี้เน้นในเรื่องจุลินทรีย์มหัศจรรย์ที่ใช้ในการควบคุมโรคพืช จุลินทรีย์หลัก ๆ คือ Trichoderma (ไตรโคเดอร์มา) ตัวแบคทีเรียที่เป็น Streptomyces (สเตรปโตมัยซีส) และแบคทีเรีย Bacillus (บาซิลลัส) ซึ่งทั้ง 3 ตัวเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ในการควบคุมโรคพืช ที่ทางทีมวิจัยได้คัดเลือกมาแล้ว และมีประสิทธิภาพนำมาสอนน้อง ๆ เยาวชน รวมถึงยังมีจุลินทรีย์ในการควบคุมศัตรูพืชอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ตัวไส้เดือนฝอย และวัชพืช โดยมุ่งหวังให้เยาวชนที่เข้าอบรมได้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้สารชีวภัณฑ์ที่เป็นจุลินทรีย์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้รวมถึงผู้บริโภค เป็นทางเลือกให้นำไปเผยแพร่ เพราะการใช้ชีวภัณฑ์นั้นมีประโยชน์และเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารเคมีได้ นอกจากนี้ ยังหวังให้มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ เยาวชนเกิดความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์มากขึ้นด้วย

ด้านตัวแทนเยาวชนที่ร่วมกิจกรรม นางสาวธนภร สร้อยทอง นักเรียนชั้นมัธยมปลายสายวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เล่าว่า กิจกรรมอบรมเฉพาะทางครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้ ไอเดีย และแรงบันดาลใจจากพี่ ๆ ทีมวิจัย ได้เรียนรู้เทคนิคเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจุลินทรีย์ ซึ่งการมีทีมวิจัยที่มีประสบการณ์จริง การทดลองจริง เป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่นอกเหนือจากหลักสูตรในห้องเรียน สามารถนำความรู้ส่วนนี้ไปปรับใช้เป็นทักษะต่อยอดทำโครงงานวิจัยได้เป็นอย่างมาก

กิจกรรมฝึกอบรมเฉพาะทาง ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’ น้อง ๆ เยาวชนชั้น ม.ปลาย ได้มีโอกาสเรียนรู้ เข้าใจแบบเจาะลึก และลงมือทำ ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงเชื้อ การนับจำนวนเชื้อ ไปจนถึงการสังเกตเชื้อโรคพืชด้วยตัวเอง ร่วมกับพี่ ๆ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค เนื้อหาการอบรมระดับพื้นฐาน มีทั้งการเสริมความรู้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ ความรู้ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ และวิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยา รวมไปถึงเทคนิคเบื้องต้นทางจุลชีววิทยา อาทิ เทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic Techniques) และการนับสปอร์เชื้อรา, การนับจำนวนแบคทีเรีย ความรู้ในเรื่องโรคพืช และเชื้อก่อโรคในพืช, ความรู้ในเรื่องสารชีวภัณฑ์ความคุมเชื้อก่อโรคพืช (Plant biocontrol) เป็นต้น โดยรูปแบบของกิจกรรมจะเป็นการบรรยายสลับกับการลงมือทำในห้องปฏิบัติการจริง เช่น การเลี้ยงเชื้อในอาหารวุ้น การทดสอบการยับยั้งเชื้อก่อโรคพืชด้วยราไตรโคเดอร์มาบนต้นอ่อนพริก การทดสอบการยับยั้งเชื้อก่อโรคพืชด้วยเชื้อแบคทีเรีย Streptomyces ด้วยวิธี Dual culture บนจานอาหารวุ้น เทคนิคการถ่ายเชื้อรูปแบบต่าง ๆ streak plate, spread plate / การทดลองสังเกตเชื้อก่อโรคในพืชภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมเชื้อก่อโรคในพืช มีทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค ที่ทำการวิจัยและพัฒนาในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย www.facebook.com/BIOTEC.Biocontrol รวมถึงบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร มีค่ายวิทยาศาสตร์และกิจกรรมฝึกอบรมความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เด็กและเยาวชนอีกเป็นจำนวนมาก ติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่ และ www.nstda.or.th/ssh  และ www.facebook.com/SSH.NSTDA   

ไบโอเทค ยกระดับตรวจโรค!! นครหลวงเวียงจันทน์จัดอบรม เทคโนโลยีตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ถ่ายทอดนวัตกรรมต้นพันธุ์สะอาด เสริมเกษตรกรรับมือระบาดโรคได้ทันที

ไบโอเทค สวทช. - NAFRI ลาว ยกระดับการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง
ถ่ายทอดนวัตกรรมชุดตรวจและระบบผลิตต้นพันธุ์สะอาดในลุ่มน้ำโขง

ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (NAFRI) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด” (Training Workshop on Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production System) ระหว่างวันที่ 1, 2 และ 4 กันยายน 2569 ภายใต้ “โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีนายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI และ ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตของ สปป.ลาว ได้แก่ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI), National University of Laos (NUOL), Biotechnology and Ecology Institute (BEI) และ Plant Protection Center (PPC)

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงกว่า 90% ของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ในภูมิภาคเมื่อปี 2559 โรคดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต แหล่งท่อนพันธุ์สะอาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว การลดความเสี่ยงจึงต้องอาศัยการดำเนินงานหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ท่อนพันธุ์สะอาด การเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรภาครัฐ นักวิจัย และเกษตรกรของ สปป.ลาว ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ทั้งระบบการผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้นวัตกรรมตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการเฝ้าระวังโรคในแปลงปลูก ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากทีมวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ สปป.ลาว สามารถรับมือกับโรคใบด่างได้อย่างตรงจุด ช่วยปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคร่วมกัน

ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการวิจัย ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อจัดการแมลงพาหะและศัตรูพืช โดยมีวิทยากรจาก ไบโอเทค สวทช. NAFRI และ CIAT ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและประสบการณ์ดำเนินงานในภูมิภาค การอบรมยังมุ่งเสริมทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการฝึกปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ด้วยเทคนิค DAS-ELISA ควบคู่กับการใช้ WellScan เครื่องอ่านผล ELISA ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อรองรับการตรวจตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ

สำหรับการฝึกอบรมในภาคสนาม ทีมงานได้ร่วมกับหน่วยงานกสิกรรมและป่าไม้ในพื้นที่ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต นำเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ลงฝึกปฏิบัติในแปลงปลูก ตั้งแต่การสังเกตและประเมินอาการโรค ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Strip Test) ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ซึ่งใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจ ATK รู้ผลภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจยืนยันต้นที่มีอาการต้องสงสัยในแปลง และตัดสินใจถอนต้นติดเชื้อออกจากแปลง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทีมงานยังให้คำแนะนำด้านการจัดการแปลง ตลอดจนมอบชุดตรวจเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังโรคต่อไป

ด้าน นายดวงตา เสริมไชยปัญญา หัวหน้าเกษตรและป่าไม้ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแปลงมันสำปะหลังในพื้นที่กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างอย่างหนัก การลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ของทีมวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการโรคอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสียหายและสกัดกั้นการแพร่ระบาดในฤดูกาลถัดไป

ขณะที่ นางคำพร สีสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมืองไซบุรี กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ของทีมวิจัยช่วยให้เกษตรกรได้รับการแนะนำวิธีตรวจโรคใบด่าง พร้อมแนวทางการป้องกันและกำจัดเชื้ออย่างใกล้ชิดถึงแปลงปลูก ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการรับมือกับปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งให้เกิดการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีส่วนสนับสนุนการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืนมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top