Thursday, 4 June 2026
ไทยรบเขมร

วิเคราะห์ทางตันความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แนะรัฐบาลต้องกำหนดเป้าหมายชัด ทำลายขีดความสามารถศัตรู ก่อนขึ้นโต๊ะเจรจาพร้อมสร้างกำแพงถาวร

หลายคนบอกว่า รบแล้วก็จบที่โต๊ะเจรจาอยู่ดี

จริงครับ…

แต่ในมุมมองของผม ก็อยากจะบอกว่า ขึ้นโต๊ะเจรจากับกัมพูชาในระบอบฮุนเซน และกรอบการเจรจาปัจจุบัน ก็จบที่สนามรบอยู่ดี 

นี่คือข้อเท็จจริง หลักฐานเป็นที่ประจักษ์ คนไทยทุกคนรู้อยู่แล้ว

คำถามคือจะเลือกแบบไหน

“เจรจาไปเพื่อรบ” หรือ “รบไปเพื่อเจรจา”? 

1. เจรจาไปเพื่อรบ - ใช้ความคลุมเครือสร้างเงื่อนไขหลีกเลี่ยงความรุนแรง พึ่งพากลไกกรอบเจรจาที่มีอยู่ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริง แต่คงสภาพความสงบเอาไว้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะได้ข้อสรุปจริง ๆ เมื่อไร 

แต่สุดท้ายจะสงบจริงหรือไม่ ? จะต้องเสียอีกกี่ขา ? จะต้องอยู่แบบระแวงว่าจะโดนใช้ลูกไม้นอกเกมนอกกติกามาตอดเอาพื้นที่เหมือนที่เป็นอยู่เรื่อย ๆ แบบที่ผ่านมา ถ้าเช่นนั้น สุดท้ายก็จะจบที่กลับมาปะทะรอบ 3 - 4 - 5 - 6 หรืออีกกี่รอบ

อย่าลืมว่า “สันติภาพ” ที่เกิดขึ้นหลังการปะทะครั้งแรก ในดีลที่ทรัมป์-อันวาร์ ร่วมกันผลักดันนั้น คนไทยทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่ามันยังไม่จบ สุดท้ายก็จะมีปะทะรอบ 2 ตัวผม มันคือ “การเจรจาเพื่อรอวันรบ” ที่ชัดเจนมาก

ผมมีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่บางท่าน และคนวงในหลายคน ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ายังไงก็มีรอบ 2 แน่ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเลยครับ

ช่วงสงบก่อนหน้านี้มันก็แค่การพักรบช่วงหน้าฝนเท่านั้น (ฝนตกเยอะ ทำให้ปฏิบัติการทางยุทธวิธีลำบาก) ใช่หรือเปล่า ? 

2. รบไปเพื่อเจรจา - การสร้างความได้เปรียบ โชว์เขี้ยวเล็บของเรา และทำลายขีดความสามารถของศัตรู ทำให้ศัตรูยำเกรง เพื่อบีบให้ศัตรูเข้าสู่การเจรจาบนเงื่อนไขของเรา ในเกมของเรา บนโต๊ะเจรจาที่เรากำหนด ทำให้เราได้ประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันท่าทีของรัฐบาลและคนไทยส่วนใหญ่ดูจะเอาด้วยกับแนวทางนี้

ปัญหาคือ… รบกันในยุคนี้มันมีข้อจำกัดเยอะ ต้องมีความชอบธรรมในสายตาประชาคมโลก และต้องทำอย่างได้สัดส่วน จะจัดหนักกันให้ตายอย่างไร ก็ต้องจำกัดวง ทำให้ไปถล่มเขาอย่างเบ็ดเสร็จได้ยาก สุดท้ายถึงจุดหนึ่งก็ต้องยุติ และกลับมาบนโต๊ะเจรจาอยู่ดี

อีกข้อหนึ่งของการรบแบบยืดเยื้อ คือความเสี่ยงที่การรบจะถูกดึงให้เป็นเกม geopolitics ของมหาอำนาจ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ขยายวงกว้าง actors เยอะ ทำให้ควบคุมได้ยาก 

แล้ว “ทำให้มันจบ ๆ” คือให้มัน “จบ” แบบไหนกันแน่ ข้อนี้เป็นสิ่งที่ผมมองว่ารัฐบาลไทยยังไม่ได้อธิบายอย่างเป็นรูปธรรม และจำเป็นต้อง clarify กับประชาชนและประชาคมโลกให้ได้ ว่าเราต้องการ “ปิดจ๊อบ” แบบไหน

แน่นอนว่าทางการทหาร คือทำลายขีดความสามารถของกองทัพกัมพูชาให้สิ้นสภาพเป็นภัยคุกคาม (ซึ่งจริง ๆ อาจต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนมากกว่านี้ ว่าแค่ไหนถึงเรียกว่าสิ้นสภาพ เพื่อให้สิ้นข้อถกเถียง)

แต่ถ้าหากถามผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ติดตามสถานการณ์มาพอสมควร และเรียนเรื่องนโยบายสาธารณะมาบ้าง แม้อาจจะไม่ครบถ้วนในทุกมิติ เพราะมีรายละเอียดมากจริง ๆ ผมอยากให้จบแบบไหน ?

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของผมคือ #ให้มันจบที่กำแพง 

ก็คือ - รบไปเพื่อเจรจา - เจรจาไปเพื่อสร้างกำแพง - ให้กำแพงเป็นผู้ผดุงความสงบ ลดภาระของทหารในการลาดตระเวน และขวางกั้นไม่ให้กองกำลังก่อการร้ายข้ามเข้ามาวางระเบิดในประเทศไทย หยุดการวนลูป “การเจรจาเพื่อรอวันรบ” และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ชัดเจน เป็นรูปธรรมจับต้องได้

จะเป็นกำแพง รั้ว หรือรั้วไฟฟ้า มีกล้องวงจรปิด ทหารเฝ้ายาม หรือรูปแบบไหนอย่างไร ก็ต้องประเมินโดยดูจากงบประมาณ และขีดความสามารถในการบริหารจัดการของฝ่ายไทยอีกที

โดยก่อนสร้างกำแพง ก็ให้จัดหนักต่อไปอีกสักพัก ให้บรรลุเป้าหมายด้านการทหาร 2 ข้อ

1. ให้สิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามในระดับที่กองทัพแพลนไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าใกล้แล้ว

2. ยึดพื้นที่ของเรากลับคืนมาตามแนวเส้นปฏิบัติการ แต่ไม่ต้องถึงขั้นเล็งเป้าพนมเปญ หรือเดินทัพรุกเข้าไปในแดนของศัตรู

เมื่อบรรลุ 2 ข้อ ค่อยขึ้นโต๊ะเจรจา เป้าหมายของการเจรจาคือตกลงให้จัดทำหลักเขตแดนใหม่ ภายใต้กรอบการเจรจาที่เราไม่เสียเปรียบ และเริ่มการสร้างกำแพงภายในระยะเวลาที่เรากำหนด โดยไม่ปล่อยให้เขาเตะถ่วง โดยหลักการในการเจรจาของฝ่ายไทยให้ยึดตามเส้นปฏิบัติการที่เรายึดคืนมาได้จากการรบปกป้องอธิปไตยของชาติ ใจผมน่ะอยากให้ไม่ต้องอ้างอิงแผนที่ไหน หรือ MOU ใด ๆ ทั้งสิ้น หรือถ้าจะอ้างก็ต้องอ้างทุกฉบับมาประกอบกัน ส่วนเขาจะเสนออะไรมา ก็อาจประนีประนอมได้บ้าง ดูตามความเหมาะสม แต่ต้องระมัดระวังให้มาก 

หลังจากเริ่มแผนการสร้างกำแพงแล้ว ให้เดินหน้ายกเลิก MOU 44 ต่อ เป็นการส่งสัญญาณให้ชัดเจน ว่าโดยหลักการแล้วทรัพยากรใต้อ่าวไทยตามแนวเส้นไหล่ทวีป 2516 นั้นเป็นของไทย 100 % และจะไม่มีการแบ่งให้กับประเทศที่ลากเส้นไหล่ทวีปละเมิดอำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของเราเมื่อปี 2515 โดยไม่มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ โดยเฉพาะเมื่อประเทศนั้นเป็นประเทศที่เคยโจมตีเราก่อน จะให้เขาได้รับส่วนแบ่งทรัพยากรเหล่านี้กลับไปฟื้นฟูขีดความสามารถทางการทหารและกลับมาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อเราอีกไม่ได้

ปล. การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว ผมว่าอยากฟังนโยบายที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้จากพรรคการเมืองต่าง ๆ ขอแบบมีรายละเอียด อย่าเพียงอย่าแค่ใช้คำสวย ๆ และนามธรรมเกินไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top