Tuesday, 11 August 2026
ไทยกับจีน

ไทยถ่วงดุลความสัมพันธ์!! มองบทบาทสหรัฐฯ กับจีน สหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรแนวหน้า จีนเข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ไทยรักษาผลประโยชน์และความมั่นคง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.4)

ระหว่างสงครามเย็น ประเทศไทยถือว่าเป็น “พันธมิตรแนวหน้า (Frontline Ally)” ของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

โดยปัจจัยในการผลักดันความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่:
- "นโยบายสกัดกั้น" หรือ "นโยบายควบคุมและจำกัดวง" (Containment Policy): อันเนื่องมาจากความตื่นกลัวคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ส่วนรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร) ซึ่งมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ

- ข้อตกลงและสนธิสัญญา: ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี ค.ศ. 1954 และมีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Rusk-Thanat Communiqué) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งย้ำความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไทยหากถูกโจมตี แม้สมาชิก SEATO อื่นจะไม่เห็นชอบก็ตาม

“พันธมิตรแนวหน้า” ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น: ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ไทยเลือกอยู่ใน ฟากฝั่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างชัดเจน โดยมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

1. ด้านการทหาร มีความใกล้ชิดมาก ไทยเข้าร่วม SEATO ในปี 1954 และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทย โดยเฉพาะช่วงสงครามเวียดนาม เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุดรธานี และนครพนม

2. ไทยสนับสนุนสงครามเวียตนาม ไทยส่งกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปปฏิบัติการในอินโดจีน

3. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง “สูง” สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ การฝึก ข่าวกรอง และงบประมาณจำนวนมากแก่ไทย เพื่อเสริมความสามารถในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะต่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

4. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางทหารในการเคลื่อนกำลังและควบคุมพื้นที่

แต่ไทยไม่ได้เป็น “ลูกน้องสหรัฐฯ” โดยสมบูรณ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะไทยมีนโยบาย รักษาผลประโยชน์และความเป็นอิสระของตนเอง ด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม และความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970 ไทยก็เริ่มปรับสมดุลทางการทูต เช่น สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป” โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป”

ระหว่างปี 1949–1971 สหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นรัฐบาลจีนในสหประชาชาติ ต่อมาในปี 1971 สหรัฐฯ ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแดง) ได้ที่นั่งรัฐบาลจีนในสหประชาชาติแทน ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ เริ่มต้นในปี 1971 ด้วย "การทูตปิงปอง" เบิกทางความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬา และ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้นเดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับๆ ปี 1972 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ และพบกับประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสงครามเย็น และในปี 1979 สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประกาศรับรองสถานะสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน

ความสัมพันธ์ ไทย–จีน เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน และมีลักษณะพิเศษคือ “ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ” รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ปี 1975) ด้วยเพราะบริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียดนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง โดนกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค เวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งการที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทยไปรบในเวียดนาม ซ้ำยังส่งกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลเวียตนามใต้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อไทย ไทยจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้ยืดหยุ่นขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top