Thursday, 4 June 2026
โรงเรียนใกล้บ้าน

‘รมว.ศธ. เพิ่มพูน’ มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้น้องนักเรียนไทย!! ผู้ชนะโอลิมปิควิชาการ

(16 ก.พ. 68) พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่นักเรียนผู้แทนประเทศไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ ASMOPSS Thailand เพื่อไปแข่งขันต่อระดับนานาชาติใน โครงการ Asian Science & Mathematics Olympiad for Primary and Secondary School (ASMOPSS) รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอน ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า “นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรียนดี มีความสุข มีเป้าหมายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การส่งเสริมให้นักเรียนมีความเป็นเลิศด้านวิชาการ มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จนสามารถร่วมการแข่งขันและได้รับการรางวัลการันตีในระดับนานาชาตินั้น แสดงว่านักเรียนแต่ละคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจพยายามฝึกฝนเรียนรู้และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และยังได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากผู้ปกครอง ครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน สิ่งที่อยากฝากให้ทุกคนนำไปปรับใช้นั่นคือ ความฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ”

นางสาวพรพัชร แผลงเดช ประธานโครงการ ASMOPSS THAILAND กล่าวว่า “ถือเป็นปีที่เราประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะนักเรียนผู้แทนที่เข้าแข่งขันได้รับรางวัลกลับมาให้คนไทยชื่นชมทุกคน รู้สึกภูมิใจมากเพราะเราคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้นักเรียนที่มีความสามารถมากที่สุดมาเป็นตัวแทนประเทศไทย และนอกจากนี้ทาง บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป ได้รับสิทธิ์และความไว้วางใจในการจัดสอบแข่งขันระดับนานาชาติในปีนี้หลายรายการอีกด้วย

นายธนากร แผลงเดช นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ กล่าวถึงการสนับสนุนและผลักดันโรงเรียนเอกชนนอกระบบว่า “เราพร้อมที่จะสนับสนุน ผลักดันทั้งโรงเรียนกวดวิชา สอนภาษา ดนตรี กีฬา เสริมทักษะชีวิต บริบาล และโรงเรียนสอนอาชีพ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ศธ. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเยาวชนของชาติให้มีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทุกช่วงวัยและพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นพลังที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคมต่อไป”

สำหรับโครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ และ บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์ให้จัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักเรียน ผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

และยังเป็นการสนับสนุนเวทีให้เด็กไทยแสดงความสามารถด้านวิชาการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนความสำเร็จของเด็กไทยใน Gen นี้ เน้นทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐาน โดยมีประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ทาจิกิสถาน กัมพูชา ปากีสถานชาอุดิอาระเบีย และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ มีนักเรียนผู้แทนจากประเทศไทยได้รับรางวัลทั้งหมด 36 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทบุคคล 28 รางวัล (10 เหรียญทอง, 12 เหรียญเงิน, 6 เหรียญทองแดง) และ รางวัลประเภททีม 8 รางวัล (รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1รางวัล , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 4 รางวัล , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 3 รางวัล) โดยมีนักเรียนจากทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ASMOPSS THAILAND เข้าร่วมแข่งขัน ASMOPSS 14 จำนวน 28 คน จากผู้เข้าแข่งขันประเภทบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนจากประเทศอื่นทั้งหมด 136 คน และประเภท ทีมทั้งหมด 37 ทีม จาก 10 ประเทศ

นอกจากนี้ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ เปิดบูธให้ความรู้และแนะนำหลักสูตรต่างๆเพื่อเป็นทางเลือกในการศึกษาเพิ่มเติม และสร้างพลังสนับสนุนเยาวชนไทยใส่ใจการศึกษา อาทิ บูธ Coaching English การใช้ Smart Learning App สอนภาษาอังกฤษ, บูธ Talent Detective โปรแกรมค้นหาตัวตนจากลายนิ้วมือด้วยเทคโนโลยีสุดทันสมัย, บูธ JCS แนะนำการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น และบูธสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกขนนอกระบบ (APANE) เป็นต้นการแข่งขันวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ASMOPSS (แอสมอพส์) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยโครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นผู้จัดสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียน จัดสอบรอบแรก (รอบประเทศ) ในเดือนสิงหาคม ส่วนรอบสอง (รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศ) ช่วงต้นเดือนตุลาคม จะคัดเลือกนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบตามเกณฑ์มาตรฐานระดับนานาชาติของ ASMOPSS เท่านั้น เพื่อคัดเลือกเป็นผู้แทนของประเทศไทย

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย!! ลูกคนโตเรียนไทย ลูกคนเล็กเรียนอินเตอร์ ปลายทางไม่ต่างกัน ลั่น!! อย่ามายาคติ ต้องเรียนแต่นานาชาติเท่านั้น

(13 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

เห็นโพสต์นี้เป็นกระแสมาสักพัก คิดได้ว่าตัวผมเองมีลูกสองคนที่คนหนึ่งเรียนมาในระบบไทย 100% และอีกคนที่เป็นระบบต่างชาติ 100% จนใกล้จะเรียนจบกันแล้วปลายทางแตกต่างกันแค่ไหน 

ลูกคนโตของผมเรียนโรงเรียนไทยล้วน ๆ เป็นโรงเรียนสาธิตซึ่งระบบแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปเพราะเป็นสนามทดลองของมหาวิทยาลัย เขาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก จุดที่เขารู้ตัวว่าตัวเองอ่อนคือ “ภาษาอังกฤษ” เขาจึงสมัครโครงการแลกเปลี่ยนทุกครั้งที่มีโอกาส

จนถึงระดับมหาวิทยาลัย แม้สอบเข้าได้หลักสูตรปกติภาษาไทย แต่เขาก็เลือกเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษพร้อมเด็กอินเตอร์ พร้อมทั้งทำงานอาสากับองค์กรนานาชาติ ได้เดินทางไปทำกิจกรรมในหลายประเทศ ตอนนี้ก็ใกล้เรียนจบแล้วในปีหน้า

ลูกคนเล็ก ไปเรียนมัธยมปลายในสหรัฐฯ โรงเรียนคาธอลิกที่เขาเข้าไปเรียนนั้นไม่มีนักเรียนไทยเลยแม้แต่คนเดียว บรรยากาศจึงเป็นนานาชาติเต็มตัว เด็กทุกคนต้องปรับตัวอย่างจริงจัง เขาได้เรียนรู้การจัดการชีวิตด้วยตนเอง ฝึกภาษาในชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุดก็มีโอกาสได้ฝึกงานกับองค์กรระดับโลกตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่า

เมื่อมองทั้งสองเส้นทาง ผมพบว่าปลายทางไม่ได้ต่างกันนัก ลูกคนโตเริ่มจากโรงเรียนไทย แต่ก็สร้างทักษะภาษาและโลกทัศน์กว้างได้จากความพยายามของตัวเอง ในขณะที่ลูกคนเล็กเริ่มจากต่างประเทศ ได้ภาษากับวุฒิภาวะจากสภาพแวดล้อมโดยตรง

สิ่งที่อยากฝากคือ… อย่าไปยึดติดกับมายาคติที่ว่า “ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีคนไทยเท่านั้นถึงจะเจริญ” เพราะความจริงแล้วความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับว่าใครอยู่รอบตัว แต่ขึ้นอยู่กับ ตัวเด็กเองว่าขวนขวายแค่ไหน และครอบครัวสนับสนุนอย่างไรครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top