Sunday, 19 July 2026
โรงกลั่นน้ำมัน

ถึงเวลายืนบนขาตัวเอง บางส่วนก็ยังดี

คอลัมน์ "เบิ่งข้ามโขง"

.

สิ้นเดือนนี้ (วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2563) ทางประเทศลาวได้มีการทดลองเดินเครื่องกลั่นน้ำมัน LAOPEC บริษัทปิโตรเคมี ลาว - จีน โรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของลาว เพื่อนำใช้ภายในประเทศ ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศลดลง นอกจากนี้ ยังสร้างงานให้แก่ประชาชนกว่า 200 ตำแหน่ง

ซึ่งโรงกลั่นบริษัทปิโตรเคมี ลาว- จีน จำกัด จะใช้วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อน้ำมันดิบผ่านกระบวนการกลั่นสำเร็จจะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ประกอบด้วย

- น้ำมันเบนซินประมาณ 2.38 แสนตัน หรือ 300 ล้านลิตร

- น้ำมันดีเซลประมาณ 3.8 แสนตัน หรือ 450 ล้านลิตร

- แก๊สหุงต้มประมาณ 15,200 ตัน

- สารเบนซินประมาณ 10,600 ตัน

ซึ่ง สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป หลายล้านตันต่อปี ในราคาที่สูงเกินไป ดังนั้น โรงกลั่นปิโตรเคมีนี้ จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและลดราคาลงไป นาย ปานี พวงเพด รองผู้อำนวยการ บริษัท ปิโตรเคมี ลาว-จีน ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ...

"บริษัท ปิโตรเคมีลาวออยล์ จำกัด โรงกลั่นน้ำมัน ตั้งอยู่ในเขตพัฒนา กวมลวมไชเชดถา นครหลวงเวียงจันทน์ นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 280,000 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน 179 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้บริษัท ปิโตรเคมีลาว - ​​จีนในมณฑลยูนนาน และ กลุ่มก่อสร้างและการลงทุนยูนนาน ถือหุ้น 75% บริษัท รัฐวิสาหกิจน้ำมันเชื้อไฟลาว 20% และ บริษัทร่วมทุนลาว - ​​จีนถือหุ้น 5% 

โรงงานแห่งนี้ ยังคงมีความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการตลาด เพราะเมื่อผลิตออกมาแล้ว แต่ยังไม่มีที่ขาย เนื่องจากทุกบริษัท ต่างแข่งขันกันในการจัดซื้อและนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง สิ่งนี้จะทำให้เรามีความท้าทายมากเพราะเป็นงานที่ยาก ดังนั้น เราต้องศึกษาตลาดอย่างรอบคอบเพื่อดูว่าอุปสงค์ในประเทศของเรามีมากน้อยเพียงใด เพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตของเราเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ปัญหาด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากเนื่องจากโรงงานของเราตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมือง ซึ่งเราได้เอาใจใส่ดูแลในการดำเนินการและการจัดการเป็นอย่างดี โดยไม่ปล่อยควัน ออกมาในปริมาณมาก และใช้ระบบบำบัดที่มีความทันสมัย  เพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศ ไม่ส่งผลเสียต่อประชาชนโดยรอบพื้นที่”


ที่มา  ປະເທດລາວ Pathedlao

หนุ่มโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน

กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ชี้แจงข้อเท็จจริง หลัง 'กรณ์' เปิดประเด็น “คนไทยโดนปล้น ค่ากลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 10 เท่า”

กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็นคุณกรณ์ จาติกวณิช “คนไทยโดนปล้น ค่ากลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 10 เท่า”



ตามที่ คุณกรณ์ จาติกวณิช ได้นำเสนอประเด็น “คนไทยโดนปล้น ค่ากลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 10 เท่า” ผ่านสื่อมวลชนหลายแห่ง มาตั้งแต่วันที่ (12 มิ.ย.65) โดยมีประเด็นหลักคือ ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น 10 เท่า จาก 0.87-0.88 บาท/ลิตร ในเดือนมิถุนายนปี 2563 และ ปี 2564 เพิ่มเป็น 8.56 บาท/ลิตร ในเดือนมิถุนายน ปี 2565 พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน 3 แนวทาง
1. กำหนดเพดานการกลั่น 
2. เก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) 
3. จริงจังกับมาตรการประหยัดการใช้พลังงาน



ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ 

ประเด็นที่ 1 ข้อมูลที่คุณกรณ์นำเสนอเป็นการเลือกข้อมูลบางส่วนขึ้นมา เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด โดยค่าการกลั่นที่คุณกรณ์ยกมานั้น ไม่ใช่ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับ (Market GRM) และยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกจากนี้ ข้อมูลที่เลือกมาเป็นฐานในการเปรียบเทียบ เป็นข้อมูลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 (2563-2564) ซึ่งค่าการกลั่นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติมาก ๆ  เมื่อนำมาเปรียบเทียบ จะทำให้เข้าใจผิดว่าค่าการกลั่นในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นมากผิดปกติ หากนำข้อมูลค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับจริง ในช่วงสถานการณ์ก่อนโควิด-19 ในปี 2561-2562 มาเปรียบเทียบ พบว่า ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 สูงขึ้นเพียงประมาณ 0.47 บาทต่อลิตร จากช่วงสถานการณ์ปกติเท่านั้น ซึ่งไม่ได้สูงถึง 10 เท่าและสูงถึง 8 บาทต่อลิตร อย่างที่กล่าวอ้าง (ตามตารางด้านล่าง)

'กรณ์' ชี้!! ราคาน้ำมันลด เพราะกลไกตลาดโลก ยัน!! โรงกลั่นยังฟันกำไร ไม่ช่วยประชาชน

'กรณ์' ส่งจดหมาย และสติกเกอร์รณรงค์ ลดค่าการกลั่น = ลดราคาน้ำมัน ถึง นายก – รมว.พาณิชย์ - รมว.พลังงาน ชี้ลดราคาน้ำมันได้อีกมาก พร้อมระบุ  2-3 วันนี้ น้ำมันลดมาจากกลไกตลาดโลก ไม่เกี่ยวบริหารจัดการ ชี้โรงกลั่นยังฟันกำไร ไม่ช่วยประชาชน 

(8 ก.ค.65) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า เดินทางไปยังศูนย์พัสดุสินค้า Flash Express พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคกล้า ภูเก็ต นายเทมส์ ไกรทัศน์ เพื่อส่งสติกเกอร์รณรงค์ “ลดค่าการกลั่นน้ำมัน = ลดราคาน้ำมัน” ให้กับ 3 ผู้มีอำนาจในการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี, รมว.พาณิชย์, รมว.พลังงาน 

หัวหน้าพรรคกล้า ไลฟ์สดโดยระบุว่า วันนี้ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊ซโซฮอลล์ลดลงสูงสุด 3 บาท แต่ความจริงสามารถลดได้มากกว่านี้ ซึ่งถ้าเทียบกับเมื่อเดือนมิถุนายนที่พรรคกล้าออกมาเรียกร้องให้ลดค่าการกลั่นจนถึงวันนี้ ค่าการกลั่นลดลงไปถึง 5 บาทต่อลิตรแล้ว แต่ราคาหน้าปั๊มยังไม่ลดลง 

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงอยากจะช่วยนำเสนอวิธีการที่จะให้พวกเรามีส่วนร่วมที่จะส่งสัญญาณต่อผู้อำนาจในเรื่องนี้ คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และในส่วนของรัฐบาลเองว่า ราคาน้ำมันลดลงมา 3 บาทนั้น ประชาชนยังเดือดร้อน ข้าวของยังแพงอยู่มาก และราคาที่ลดก็เพราะราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลด ยังไม่ได้ลดในส่วนของกำไรจากค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่สูงเกินไปจากผู้ประกอบการแต่อย่างใด  

ประชาชนสอบถามมายังเพจส่วนตัวของผม และเพจของพรรคกล้าเป็นจำนวนมาก ว่าจะทำอย่างไร ที่จะส่งเสียงไปยังรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รู้ว่าเขาเดือดร้อนกันมากจากปัญหาราคาน้ำมัน เราก็เลยเสนอง่ายๆ โดยการผลิตสติกเกอร์ ลดค่าการกลั่น=ลดค่าน้ำมัน ขึ้นมา ซี่งถ้าแฟนเพจท่านใดต้องการให้เราส่งให้ก็ขอให้ส่งชื่อที่อยู่เบอร์โทร.เข้ามาเราจะจัดส่งให้” หัวหน้าพรรคกล้า กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรณ์ ได้ส่งสติกเกอร์และข้อความรณรงค์ ใส่ซอง และจ่าหน้าซองถึง 3 ผู้มีอำนาจโดยตรง ได้แก่ นายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยส่งไปที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้นำไปติดรถและกระตุ้นให้ใช้อำนาจที่กระทรวงพาณิชย์มี ด้วยกฎหมายที่มีในมือคือ พรบ.ราคาสินค้าและบริการบวกกับตำแหน่งของที่มีอยู่ในคณะกรรมการกำกับนโยบายพลังงานเพื่อช่วยขับเคลื่อนการปรับลดค่าการกลั่นในเรื่องของค่าการตลาดเพื่อนำไปลดราคาน้ำมันแบ่งเบาภาระภาระของประชาชน คนที่สองคือ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยส่งไปที่กระทรวงพลังงาน เนื่องจากมีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการบริหารจัดการค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยนายกรณ์ระบุว่า ความจริงกระทรวงพลังงานก็อยู่ในบริเวณเดียวกันกับ ปตท. ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เพียงแค่ข้ามถนนผ่านร้านกาแฟอะเมซอนก็ถึงแล้ว ก็ขอฝากท่านรมว.พลังงาน ช่วยส่งถึง ปตท.ด้วย 

และสุดท้ายคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยส่งไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายกรณ์ได้แสดงความเห็นใจต่อภารกิจอันมากมายที่ท่านมี แต่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องข้าวของที่แพงขึ้นมาก ก็เป็นเรื่องที่ตนและนายกรัฐมนตรีคิดตรงกัน  และโดยส่วนตัวตนก็ถือเป็นหน้าที่ของนักการเมืองคนหนึ่งที่จะเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้ท่านประกอบใช้ในการตัดสินใจ วันนี้ท่านอาจจะรู้สึกคลายความกดดันเพราะราคาน้ำมันลดลงมา แต่มันสามารถลดได้มากกว่านี้ เพราะราคาที่ลดลงมันเป็นเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก ไม่ใช่เกิดจากการบริหารจัดการ

บิ๊ก 4 โรงกลั่นน้ำมัน ฟันกำไรพุ่งสูงสุด 1,000% !!

'กรณ์' เปิดข้อมูลบิ๊ก 4 โรงกลั่นน้ำมัน กำไรพุ่งสูงสุดถึง 1,000% จี้ลดค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ต้นตอน้ำมันแพง ทำเงินเฟ้อกระทบประชาชน-ผู้ประกอบการ ทวงถาม รมว.พลังงาน มาตรการที่เคยประกาศ หายไปไหนหมด

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยผลประกอบการ 4 โรงกลั่นน้ำมัน ฟันกำไรสูงสุดกว่า 1,000% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว ประกอบด้วย 1.ไทยออยล์ในไตรมาส 2 กำไรเพิ่มขึ้น +1088.9% , 2. ESSO +867.1% , 3. SPRC +825.3% , 4. BCP +199.0% และเมื่อกลับไปดูผลประกอบการไตรมาส 2 ย้อนไปสี่ปีจนถึงปี 2561 เอากำไรมารวมกัน ยังไม่ถึงครึ่งของปีนี้

จำได้ไหมครับว่า สองเดือนที่ผ่านมาโรงกลั่นรวมตัวกันพยายามบอกเราว่า #ค่าการกลั่น ไม่ได้หมายถึงกำไร? ผมว่าตัวเลขมันฟ้องชัดเจนมาก !

และที่หลายคนไม่รู้ นี่คือ กำไรหลังจากที่โรงกลั่นในเครือปตท.คาดการณ์ผิด ไปขายนํ้ามันในตลาดล่วงหน้าที่ต่างประเทศไว้ถึงเกือบ 50% ของกำลังผลิตทั้งหมด ทำให้กำไรหายไปรายละเป็นหมื่นล้านบาท (แต่ประชาชนในประเทศก็ยังต้องจ่ายค่าน้ำมันราคาเต็ม!)

ปกติแล้วผู้ประกอบการมีกำไรเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่การมีกำไรที่เพิ่มขึ้นแบบผิดปกติมากถึงขนาดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากความทุกข์ร้อนของประชาชน และความเดือดร้อนของภาคธุรกิจอื่นๆ ทุกสาขา

‘ค่าการกลั่น’ เป็นสาเหตุสำคัญที่ราคาหน้าปั๊มเราสูงกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุสำคัญที่เรายังต้องใช้ #หนี้กองทุนน้ำมัน ทุกครั้งที่เราเข้าปั้ม และจะต้องใช้หนี้นี้กันไปอีกหลายปี แต่ปัญหาไม่ได้มีแค่นี้ครับ 

ตัวเลขข้างบนคือกำไรโรงกลั่น เรามาดูผลประกอบการของบริษัทค้านํ้ามันกันบ้าง
1. PTTOR +103.7%
2. PTG +20.7% (+275.3% เทียบกับไตรมาส 1 ปีนี้)

รายได้ส่วนใหญ่ของทั้งสองบริษัทมาจากการขายนํ้ามันให้พวกเรา ซึ่งก็เป็นประเด็นกังขามาตลอดว่า ‘เวลาราคาน้ำมันจากโรงกลั่นลดลง ทำไมราคาหน้าปั๊มไม่ลดตาม?’

คำตอบอยู่ที่ #ค่าการตลาด ครับ และที่ผ่านมาหลายเดือนปัญหาอยู่ที่ค่าการตลาดกรณีน้ำมันเบนซิน ไม่ว่าจะเป็น Gasohol 95 หรือ 91 วันนี้ค่าการตลาดอยู่ที่ 3บาทต่อลิตร สูงเกินเกณฑ์ปกติอย่างมาก แต่ก็ไม่เห็นว่ากระทรวงพลังงานเดือดร้อนแทนประชาชนเลย!

เดือดปมโรงกลั่นกำไรอื้อ!! “พิพัฒน์” ถูกจี้เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน ย้อนแนวคิดโรงกลั่นเพื่อประชาชน หลังไทยออยล์กำไรหนัก รัฐบาลยังเกรงใจทุนพลังงาน

“พิพัฒน์”ออกอาการเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นมากกว่าประชาชน ทั้งๆที่ 3 เดือนแรก ฟันกำไรไปเกือบ 20,000 ล้าน

น่าสนใจผลประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน หลังพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นน้ำมัน

“ต้องให้ขอความยุติธรรมให้กับโรงกลั่นน้ำมันด้วย“ เป็นการสะท้อนมุมคิดของพิพัฒน์ชัดเจนว่า ยืนอยู่ข้างนายทุนมากกว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

แต่เมื่อพลิกดูผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมัน พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ไตรมาสแรก (4 เดือน) ของปี 2569 มีกำไรเกือบ 20,000 ล้าน และบริษัทแจกแจงว่า เป็นกำไรมาจากสต๊อกน้ำมัน แปลความง่ายๆว่า เอาน้ำมันเก่าในสต๊อกออกมาขายในช่วงน้ำมันแพง

ลองมาดูรายละเอียดกันนิดครับ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 มีกำไร 

เพียง 90 วันแรกของปี  2569 กำไร 19,500,000,000 บาท

มากกว่ากำไรทั้งปีของทุกปีที่ผ่านมา 

ถามว่า เรามีโรงกลั่นเพื่ออะไร โรงกลั่นไทยเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากภาษีของคนไทยทั้งสิ้น ทั้งจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงกลาโหมในอดีต วัตถุประสงค์ คือเพื่อความมั่นคงของชาติและประชาชน โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีแนวทางว่า วิสาหกิจพลังงานของชาติไม่ควรมีกำไรมากเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ให้พอเลี้ยงตัวเองอยู่ได้

แต่ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา รัฐบาลหลายชุดก็มีนโยบายขายหุ้นโรงกลั่นลงจนพ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยอ้างว่ารัฐวิสาหกิจกำไรน้อยเพราะไม่มีประสิทธิภาพ จึงขายหุ้นออกไปในราคาถูก ลืมสิ่งที่พลเอกเปรมท่านทำไว้จนหมดสิ้น

มาในวันนี้โรงกลั่นเหล่านั้นทำกำไรบนวิกฤติของชาติและประชาชนกันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องพูดถึงความปราณีเพราะไม่มีอยู่ในตำราการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่หนักไปกว่านั้นก็คือบางโรงกลั่นข่มขู่ว่า หากจะมีมาตรการมาลดกำไรโรงกลั่น จะฟ้อง หรือจะไม่กลั่นน้ำมันขายคนไทย

แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เวลาเจ้าหน้าที่รัฐบางคนกล่าวถึงโรงกลั่น จะออกอาการเกรงอกเกรงใจเห็นใจมากกว่าเห็นหัวประชาชน ใช่หรือไม่? 

ความเจ็บปวดครั้งนี้พวกเราจะต้องไม่ลืมง่ายๆและสักวันหนึ่งเราจะต้องแก้ไขให้มันถูกต้อง ความอยุติธรรมนี้ต้องให้มันจบที่รุ่นเราครับ

“โรงกลั่นไทย” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ!! จัดหาน้ำมันดิบได้ต่อเนื่อง ลดพึ่งพาตะวันออกกลางเหลือ 30% เพิ่มสต็อกน้ำมันเกินปกติ 10 วัน เตรียมพร้อมรองรับความผันผวนโลก

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและส่อแววยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพลังงานที่สำคัญของโลก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันบทบาทของโรงกลั่นในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยยังคงสามารถจัดหาน้ำมันดิบและรักษาการผลิตได้ตามแผน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประเทศได้อย่างเพียงพอ

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการจัดหา เส้นทางการขนส่ง และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการจัดหาน้ำมัน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ค้าและผู้ผลิตน้ำมันในตลาดโลก เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคและปรับแผนจัดหาได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าว เป็นผลจากการลงทุนพัฒนาและปรับปรุงโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหา โดยตั้งแต่เกิดภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้เพิ่มการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ส่งผลให้สัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 60% ในภาวะปกติ เหลือประมาณ 30% ซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่ยังสามารถรับมอบจากท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการอุปทานเพิ่มเติม อาทิ เร่งการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับการผลิต, การเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันดิบบนเรือ (Floating Storage) รวมถึงการจัดหาถังน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมชั่วคราวจากทั้งภายในและภายนอกโรงกลั่น ส่งผลให้ในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำมันในระบบสูงกว่าระดับปกติก่อนเกิดสงครามประมาณ 10 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีพลังงานเพียงพอรองรับความต้องการใช้งานและรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

นางรุ่งนภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจะยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างเต็มศักยภาพต่อไป พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

กลุ่มโรงกลั่นฯ แจง “ค่าการกลั่น”!! ราคาพลังงานโลกผันผวน โรงกลั่นไทยย้ำต้องรักษากำลังผลิตในประเทศ ลดเสี่ยงนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ย้ำร่วมภาครัฐดูแลประชาชน

กลุ่มโรงกลั่นฯ ย้ำบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ร่วมภาครัฐ ดูแลผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างมาก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เดินเครื่องโรงกลั่นอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และสนับสนุนภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อประชาชน

อุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ มีบทบาทในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาศักยภาพการผลิตภายในประเทศไว้ได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานและความผันผวนของราคาในช่วงวิกฤต

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงอ้างอิงราคาตลาดโลกตามกลไกการค้าเสรีเช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ ราคาพลังงานจึงเปลี่ยนแปลงตามภาวะอุปสงค์และอุปทาน สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ตลอดจนเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

การกำหนดราคาน้ำมันที่แตกต่างจากตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด การลักลอบนำเข้าหรือส่งออกน้ำมัน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนต้นทุนการดำเนินงานหรือรับประกันผลกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นแต่อย่างใด

Gross Refinery Margin (GRM)
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นความสำคัญของการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือความหมายของคำว่า GRM หรือ Gross Refinery Margin ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น”

ที่ผ่านมา ในภาษาไทยมักเรียก GRM ว่า “ค่าการกลั่น” อย่างไรก็ดี คำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะคำว่า “ค่า” อาจถูกตีความว่าเป็นค่าบริการ หรือเป็นรายได้ที่โรงกลั่นได้รับโดยตรง

เพื่อให้การสื่อสารมีความชัดเจนมากขึ้น จึงควรใช้คำว่า GRM หรือ “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น” เป็นคำหลัก แทนการใช้คำว่า “ค่าการกลั่น” เพียงลำพัง

GRM คือ ส่วนต่างเบื้องต้นระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายของผลประกอบการ เพราะยังมีต้นทุนอื่นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ตัวอย่างสำคัญในช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางคือ War Risk Premium หรือพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นในการจัดหาน้ำมันดิบ ทั้งจากความเสี่ยงด้านแหล่งผลิต เส้นทางขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และความไม่แน่นอนของอุปทาน

ดังนั้น การดูเฉพาะ GRM ดิบ อาจทำให้เห็นตัวเลขส่วนต่างสูงกว่าภาพต้นทุนจริงที่โรงกลั่นต้องรับ

จากตัวเลขล่าสุด ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 หากหัก War Risk Premium แล้ว ตัวเลข Adjusted GRM จะปรับลดลง ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: ค่าการกลั่นที่ประกาศโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
หน่วย: บาทต่อลิตร ม.ค. 69 ก.พ. 69 มี.ค. 69 เม.ย. 69 พ.ค. 69
ค่าการกลั่น (GRM) 2.18 2.08 7.23 11.81 6.13
Adjusted GRM
(ค่าการกลั่นหลังหัก - - 4.11 4.27 1.41
War Risk Premium)

ที่มา: สนพ.
กล่าวได้ว่า War Risk Premium ที่สะท้อนผ่านการปรับตัวเลขมีขนาดประมาณ 3.12 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม 7.54 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน และ 4.72 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม 2569

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า ในภาวะวิกฤติพลังงาน GRM ที่ดูสูงขึ้นไม่ได้สะท้อนเฉพาะส่วนต่างของโรงกลั่นเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนความเสี่ยงจากสงครามที่เกิดขึ้นจริงและต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย

ดังนั้น Adjusted GRM หรือ “GRM ที่ปรับหักต้นทุนความเสี่ยงแล้ว” จึงช่วยให้การอ่านสถานการณ์ใกล้เคียงต้นทุนจริงมากกว่า GRM ดิบ แม้ยังไม่ใช่ผลประกอบการสุทธิของโรงกลั่นก็ตาม

โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงเต็มรูปแบบจากความผันผวนด้านราคา
ภายใต้ระบบการค้าเสรี โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ราคาผลิตภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางการเงิน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ด้วยตนเอง

เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โรงกลั่นอาจได้รับผลเชิงบวกในบางช่วงเวลา แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โรงกลั่นก็อาจเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมากเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งแม้โรงกลั่นจะได้รับผลเชิงบวกในช่วงแรกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง หลายโรงกลั่นกลับเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและผลประกอบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูงและต้องเผชิญความเสี่ยงจากตลาดโลกตลอดเวลา มิใช่ธุรกิจที่ได้รับการรับประกันผลตอบแทนจากภาครัฐ

ความมั่นคงทางพลังงานต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมโรงกลั่นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของระบบการผลิต การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

หากการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นลดลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ประเทศอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤต และมีต้นทุนพลังงานที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ดังนั้น การพิจารณานโยบายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงกลั่น ควรพิจารณาจากผลประกอบการสุทธิ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และภาระการลงทุนที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่พิจารณาจากค่าการกลั่นเพียงตัวเลขเดียว

พร้อมร่วมมือภาครัฐดูแลประชาชนและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
นางรุ่งนภา กล่าวว่า "กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วน เพื่อพิจารณาแนวทางหรือมาตรการที่เหมาะสมในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงสถานการณ์ผิดปกติ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการส่งเสริมการลงทุนที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว"

"กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เชื่อมั่นว่า การดำเนินนโยบายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กลไกตลาดที่เป็นธรรม และการรักษาสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับภาคการลงทุน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน" นางรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top