Thursday, 4 June 2026
โครงการพระราชดำริ

ชลบุรี - ประชุมใหญ่! เตรียมการน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้งฯ เสด็จตามพระราชกุศล โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปีที่ 26

ณ ห้องประชุมชั้น 3 กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกับสมาคมประมงในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน และองค์การสะพานปลา จัดประชุมเตรียมการน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน “จากทะเลสู่เด็กดอย” โดยเสด็จตามพระราชกุศล โครงการตามพระราชดำริให้แก่ นักเรียนในโครงการส่วนพระองค์ ในถิ่นทุรกันดารให้มีโอกาสได้รับประทานอาหารทะเล เพื่อต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน โดยก่อนการประชุมฯ พลเรือโท พิชัย ล้อชูสกุล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวให้การต้อนรับ และพูดคุยกับผู้แทนสมาคมประมง และหน่วยงานต่าง ๆ อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

หลังจากนั้น ได้มอบหมายให้ พลเรือตรี ขวัญชัย อินกว่าง รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานการประชุม เพื่อเตรียมการน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน โดยเสด็จตามพระราชกุศล สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีนประจำปี งบประมาณ 2565 โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 26 โดยมีสมาคมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม โดยได้เรียนเชิญผู้แทนสมาคมประมง ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน และองค์การสะพานปลา รวม 12 จังหวัด จำนวน 26 หน่วยงาน

ประกอบด้วย กลุ่มไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล เขตทัพเรือภาคที่ 1 สมาคมการประมงจังหวัดตราด สมาคมชาวประมงร่วมใจ อ.คลองใหญ่ สมาคมอวนครอบปลากะตัก(แห่งประเทศไทย) สมาคมการประมง อ.ท่าใหม่ จว.จันทบุรี สมาคมประมงระยอง สมาคมอวนล้อมปลากะตัก สมาคมประมงชลบุรี สมาคมการประมงแสมสาร กลุ่มเกษตรกรประมง ต.บางเสร่ สมาคมการประมงสมุทรปราการ สมาคมการประมงคลองด่าน สมาคมการประมงสมุทรสาคร ชมรมเรืออวนลากจังหวัดสมุทรสาคร สมาคมประมงสมุทรสงคราม สมาคมประมงเรืออวนลากคู่สมุทรสงคราม สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด สมาคมชาวประมง อ.บ้านแหลม สหกรณ์การประมงบ้านแหลม จำกัด สมาคมประมงประจวบคีรีขันธ์ สมาคมประมงปราณบุรี สมาคมประมงบางสะพาน สมาคมชาวประมงร่วมใจปากน้ำชุมพร สมาคมชาวประมงปากน้ำหลังสวน สมาคมชาวประมเรืออวนซั้งและเรือร่วมปากน้ำชุมพร และ องค์การสะพานปลา รวมถึงกลุ่มบริษัทภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนโครงการฯ ได้แก่ บริษัท โกลบอล พาวเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอลกรีนเคมีคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยแท้งค์ เทอร์มินัล จำกัด ร่วมหารือและเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

ปทุมธานี - ‘บิ๊กแจ๊ส’ เร่งดำเนินการขุดลอกปรับภูมิทัศน์ เทน้ำอีเอ็มปรับสภาพน้ำ ตามโครงการพระราชดำริ

ที่คลองเปรมประชากร บริเวณหน้าวัดเปรมประชา ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี  พร้อมด้วยนายสิระพงษ์ สิริโพธินันท์ รองนายก อบจ.ปทุมธานี , นางรุจศลักษณ์ ธูปกระจ่าง ตั้งวงษ์เลิศ เลขานุการนายก อบจ.ปทุมธานี , พล.ต.ท.อดุลย์ รัตนภิรมย์ ที่ปรึกษาพิเศษนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี , นายธนศักดิ์ แป้นมุข ที่ปรึกษานายก อบจ.ปทุมธานี และเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่าง อบจ.ปทุมธานีได้ตรวจสอบการดำเนินการโครงการกำจัดผักตบชวาวัชพืชสิ่งปฏิกูล และตกแต่งภูมิทัศน์ริมตลิ่ง 2 ฝั่งคลองเปรมประชากร ระยะทาง 15 กิโลเมตร และเทน้ำหมักชีวภาพช่วยบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินปทุมธานี  โดยมีเรือโป๊ะรถแบคโฮจำนวน 2 เครื่องกำลังดำเนินการขุดลอกคูคลองและตัดต้นไม้ปรับภูมิทัศน์พร้อมประชาสมพันธ์ชาวบ้านให้รับทราบโครงการร่วมถึงการการตัดแต่งต้นไม้ที่กีดขวางบริเวณหน้าบ้านที่อาจจะเกี่ยวสายไฟฟ้าจนเป็นอันตรายเมื่อมีลมพายุพัดมักเกิดไฟฟ้าดับ

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกอบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า เนื่องจากคลองเปรมประชากรมีประวัติศาสตร์และเป็นโครงการพระราชดำริฯ ต่อมาพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ เลขาธิการพระราชวัง ได้เรียกประชุมหลายภาคส่วน โดยตนเองได้ร่วมประชุมด้วย ซึ่งคลองแห่งนี้ มีมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้น ตั้งแต่ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านปทุมธานีไปถึงเขตดุสิตกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการย่นระยะทางเดินเรือในสมัยก่อนที่แม่น้ำเจ้าพระยามีสภาพคดเคี้ยว ซึ่งทางคุณขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เคยดำเนินการที่จะลอกคลองเปรมประชากร ให้สวยงามเป็นประวัติศาสตร์ หลังจากที่ได้รับนโยบายของท่านพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล มาแล้ว ทาง อบจ.ได้ลงพื้นที่มาสำรวจ พบว่าคลองเปรมประชากร แต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน จึงได้เริ่มดำเนินการที่ตำบลบางพูน ย้อนขึ้นไปจนสุดเขตจังหวัดปทุมธานี ถึงตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้คลองทั้งสองฝั่งสะอาดเรียบร้อย จากนั้นจะดำเนินการต่อจากตำบลหลักหกบริเวณหลังเมืองเอก ไปจนถึงหลักสี่ กรุงเทพมหานคร อุปสรรคที่พบในการดำเนินการคือมีสะพานกว่า 100 สะพาน ทำให้ต้องเคลื่อนย้ายเรือโป๊ะรถแบคโฮจำนวน 2 เครื่อง ในการดำเนินการรวมระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร หากไม่มีอุปสรรคเพิ่มเติมคาดว่า 15 วันก็จะแล้วเสร็จ

หลังจากนั้นจะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าเราต้องดำเนินการช่วยกันหลายหน่วยงาน ไม่ใช้ อบจ.จะดำเนินการหน่วยงานเดียว ทุกภาคส่วนจะมีการร่วมมือกัน ซึ่งทาง อบจ. ได้น้ำหมักชีวภาพช่วยบำบัดน้ำเสียและปรับสภาพน้ำในคลองเปรมประชากร เนื่องจากมีบางจุดมีกลิ่นเหม็น โดยเราได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ผมคาดว่าภายใน 7 วันนี้สภาพน้ำในคลองจะสะอาดขึ้น ต่อไปจะมีการรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้มีภูมิทัศน์สวยงาม โดยเราได้ดำเนินการทำไปเป็นช่วง ๆ เนื่องจากมีช่วงที่เรายังทำไม่ได้เพราะมีพี่น้องประชาชนบุกรุกเข้ามาอาศัยริมคลอง จึงต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมาช่วยกันให้เป็นรูปธรรม เพราะทาง อบจ.ปทุมธานีคงไปทำไม่ได้บางอย่างก็อยู่เหนือความรับผิดชอบของเรา เมื่อหลายฝ่ายช่วยกันแล้วผมเชื่อว่าภูมิทัศน์คลองของเราจะสวยงามกลับมา

ในส่วนของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขอให้อย่าพึ่งประมาท เนื่องจากทางศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ประการเพิ่มเติมว่ามีพื้นที่ 28 จังหวัดสีแดง มีจังหวัดปทุมธานีรวมอยู่ด้วย ซึ่งจังหวัดปทุมธานีเคยหลุดล้นจังหวัด 1 ใน 10 ที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดมานานกว่า 6-7 เดือนแล้ว จนมีเชื้อโอไมครอนเข้ามา อยากให้พิจารณาว่าจังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดปริมณฑลเหมือนกันจังหวัดนนทบุรีซึ่งมียอดผู้ติดเชื้อ 800 กว่าคน สมุทรปราการที่มียอดติดเชื้อ 900 กว่าคน กรุงเทพ 3,000-4,000 คน แต่ปทุมธานียังคงจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 300 – 400 คน ขอให้พิจารณาอย่าพึ่งถอดจังหวัดปทุมธานีออกจากจังหวัดสีฟ้า ผมเชื้อว่านโยบายที่เราทำมาจะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงให้ได้ จะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อต่ำกว่า 300 ให้ได้ ทาง อบจ.จะดำเนินการทำเต็มที่ ทั้งฉีดพ่นฆ่าเชื้อภายในภายนอกอาคาร การตรวจ ATK การฉีดวัคซีน ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าประมาท เมื่อเจอเบาะแสใครที่เป็นกลุ่มเสี่ยงรีบแจ้งมาเรามีชุดเคลื่อนที่เข้าไปแก้ปัญหาไปตรวจให้เอาสมุนไพรไปแจก

 

ผอ.ศปพร. เปิดกิจกรรม 'เยาวชนคลื่นลูกใหม่สืบสานโครงการพระราชดำริ' ในพื้นที่ จชต.ประจำปี 2566 ปลูกจิตสำนึก ร่วมสร้าง สันติสุข ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ แหล่งสมาคมนายทหารสัญญาบัตร กรมทหารราบที่ 151 ค่ายกัลยาณิวัฒนา ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดกิจกรรม 'คลื่นลูกใหม่สืบสานโครงการพระราชดำริ' ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2566 ปลูกจิตสำนึก ร่วมสร้าง สันติสุข ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม โดยมี นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 4-6  ของโรงเรียนนราสิกขาลัย  และโรงเรียนนราธิวาส เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 80 คน

ทั้งนี้ พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดกิจกรรมเยาวชนคลื่นลูกใหม่ สืบสานโครงการพระราชดำริ ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นเพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธาน และพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานแนวทาง  การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เสริมสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขยายผลการดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นไปอย่างกว้างขวาง สามารถปฏิบัติตามได้จริง และเห็นผลเป็นรูปธรรม การวางรากฐานการดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิต ภายใต้ปรัชญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงการรู้จักพึ่งพาตนเอง ความพอมี พอกิน พอประมาณ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ และยั่งยืน ต่อไป

ผอ.ศปพร. เปิดกิจกรรม 'เยาวชนคลื่นลูกใหม่สืบสานโครงการพระราชดำริ' ในพื้นที่ จชต.ประจำปี 2566 เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างสันติสุข ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนภาคใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ แหล่งสมาคมนายทหารสัญญาบัตรกรมสนับสนุน กองพลทหารราบที่15 ค่ายลพบุรีราเมศวร์ ตำบลเกาะสะบ้า อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เยาวชนคลื่นลูกใหม่สืบสานโครงการพระราชดำริ” ในพื้นที่ จชต.ประจำปี 2566 เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างสันติสุข ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมแดนชายแดนภาคใต้ โดยมีนักเรียนจากสถานศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 80 คน 

โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จำนวน 4 รุ่น ๆ ละ 80 คน รวมทั้งสิ้น 320 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมและศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ดำเนินการตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้การดำเนินงานของโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ในพื้นที่ พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมสันทนาการ เพื่อให้เยาวชนสร้างความคุ้นเคย และทำความรู้จักกันระหว่างเพื่อนต่างโรงเรียน ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอุดมการณ์ปฏิเสธความรุนแรง อีกด้วย

อลงกรณ์เผย 'ประเทศกานา' ชื่นชมโครงการพระราชดำริยกเป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ยืนยันกระทรวงเกษตรฯ.พร้อมขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับกานา

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ ดร.สิชา สิงห์สมบุญ กงสุลกิตติมศักดิ์ สาธารณรัฐกานาประจำประเทศไทย และคณะ โดยมี นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจิตติศักดิ์ ศรีปัญญา ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักการเกษตรต่างประเทศ ผู้แทนกรมการข้าว กรมชลประทาน กรมประมง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (112) สำหรับการประชุมหารือกันในวันนี้มีประเด็นหารือที่สำคัญ อาทิ เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model ที่เป็นแนวทางการการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ รวมถึงความร่วมมือในด้านอื่น ๆ

นายอลงกรณ์เปิดเผยภายหลังการหารือว่าประเทศกานามีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวและเพิ่มผลผลิตภายในประเทศมากขึ้น และมีความสนใจในแนวทางพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำการเกษตรแบบ BCG Model โดยเฉพาะข้าวรักษ์โลกที่ช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี และยังเป็นแนวทางใหม่ของการทำการเกษตรโลก เนื่องจากกานามีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการเกษตร และแรงงานไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านเกษตร เกษตรกรรมส่วนใหญ่เป็นแบบดั้งเดิม ยังไม่ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากนัก ทำให้คุณภาพและปริมาณผลผลิตต่ำ

ตร.จราจรโครงการพระราชดำริ พา ‘คุณหมอ’ ฝ่าสายฝนข้ามจังหวัด นำส่ง ‘หัวใจ’ ให้คนไข้ผ่าตัด ท่ามกลางการจราจรติดขัด-เวลาจำกัด

เมื่อไม่นานนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกการจราจรเร่งนำส่งอวัยวะหัวใจส่ง รพ.ศิริราช ได้ทันเวลา

โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 66 เวลาประมาณ 17.35 น. ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้รับการประสานงานจากศูนย์บริจาคอวัยวะ รพ.สมุทรสาคร ผ่านศูนย์วิทยุจราจรโครงการพระราชดำริ แจ้งว่าขอสนับสนุนนำอวัยวะหัวใจจาก รพ.สมุทรสาคร ส่งยัง รพ.ศิริราช หลังจากรับแจ้ง ตำรวจโครงการพระราชดำริได้นำกำลังตำรวจไปรอรับที่ รพ.สมุทรสาคร เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร เร่งนำส่งอวัยวะหัวใจไปยัง รพ.ศิริราช แต่การนำส่งหัวใจในครั้งนี้เหลือเวลาที่จำกัด และเป็นเวลาช่วงเย็นที่มีฝนตก สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่น คุณหมอจึงตัดสินใจนำอวัยวะหัวใจขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ

โดยมี ร.ต.ต.ศักดิ์ชาย กระแสร์ญาณ เป็นผู้ขับขี่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเป้าหมายทันที ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ทั้งหมอ และตำรวจทุกนายก็มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาหัวใจดวงนี้ไปยัง รพ.ที่หมาย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากตำรวจจราจร สน.ท้องที่ ในเส้นทางทุกพื้นที่ และผู้ใช้เส้นทางที่ช่วยเปิดทางให้จนภารกิจชีวิตในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

พล.ต.ท.นิธิธรกล่าวว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้เปิดเส้นทางนำส่งอวัยวะหัวใจ ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งปลูกถ่ายให้ผู้รับ มีเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น (อวัยวะหัวใจหากทำการผ่าตัดออกมาจากร่างกายของผู้บริจาคแล้วจะอยู่ได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง นับจากเวลาที่ปิดทางเดินเลือดในการผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งเปิดให้เลือดผ่านหัวใจใหม่ในร่างกายของผู้รับการปลูกถ่าย) จึงเป็นภารกิจที่ต้องแข่งกับเวลา

กรณีนำส่งอวัยวะหัวใจในครั้งนี้ นับเป็นรายที่ 73 แล้ว ที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำรินำส่งอวัยวะลุล่วงจนแพทย์สามารถปลูกถ่ายหัวใจ ต่อชีวิตใหม่ให้กับผู้รับบริจาคได้

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศจร.ตร. ได้ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีทักษะคล่องแคล่ว สามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตอาสาบริการ มีมาตรฐานสากล ตามแนวทางการสร้าง ‘สุภาพบุรุษจราจร’ ที่ ศจร.ตร.กำลังขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน สร้างความเชื่อถือศรัทธา และนำไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในที่สุด

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมีผู้รอรับการบริจาคอวัยวะอยู่มากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย เพราะการบริจาคอวัยวะแก่เพื่อนมนุษย์ คือที่สุดแห่งการให้ โดยตำรวจจราจรพร้อมสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และเติมเต็มความหวังของผู้รับบริจาค เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชีวิตใหม่ อำนวยความสะดวกนำทางส่งต่ออวัยวะสำคัญ

นราธิวาส-กิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ และทักษะการบริหารจัดการฟาร์มตัวอย่างตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ จชต. ประจำปี 2567

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พันเอก ณัฐพล ชัยสุภา เสนาธิการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ และทักษะการบริหารจัดการฟาร์มตัวอย่างตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ จชต. ประจำปี 2567 ตามโครงการพัฒนาความสามารถในการพึ่งพาตนเองของฟาร์มตัวอย่างตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ จชต. เพื่อเป็นแนวทางการจัดการองค์ความรู้ ในการนำไปปฏิบัติให้เกิดเสถียรภาพในการดำเนินงานฟาร์มตัวอย่างฯต่อไปในอนาคต โดยมีผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯผู้ช่วยผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯ และเจ้าหน้าที่บัญชีฟาร์มตัวอย่างฯ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เข้าร่วมทั้งหมด 16 แห่ง ฟาร์มตัวอย่างฯ ละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 48 คน 

ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจะนำความรู้ที่ได้มาพัฒนา ต่อยอด มาปรับใช้ภายในฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงให้ฟาร์มตัวอย่างฯ สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และสนับสนุนให้ผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯ , ผู้ช่วยผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่บัญชีฟาร์มตัวอย่างฯได้รับความรู้ทางด้านการบริหารจัดการองค์กร การเงินและบัญชี ได้รับแนวทางการพัฒนาฟาร์มตัวอย่างฯที่ถูกต้องตรงตามหลักเกณฑ์ นำมาประยุกต์ใช้กับฟาร์มตัวอย่างในแต่ละพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเพื่อพัฒนารูปแบบฟาร์มตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นไปศูนย์การเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนเพื่อขยายผลการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นไปอย่างกว้างขวาง สามารถปฏิบัติตามได้จริง และเห็นผลเป็นรูปธรรม สมาชิกฟาร์มสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมานุ จ.นราธิวาส

ด.ต.วัชรนนท์ ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ถูกแท็กซี่ชนกลางสี่แยก ยันไม่ติดใจเอาความเพราะ ‘ภารกิจส่งอวัยวะสำคัญกว่า’ เรื่องคดีความส่วนตัว

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถแท็กซี่ฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก ขณะ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผบ.หมู่ งาน 3 กก.6 บก.จร. กำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะจากโรงพยาบาลชลบุรีไปยังโรงพยาบาลศิริราช

ด.ต.วัชรนนท์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินและมีเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจรตลอดเส้นทาง แต่รถแท็กซี่ก็พุ่งเข้าชน โชคดีที่ตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลังเหตุการณ์ คนขับแท็กซี่ได้รีบลงมาแสดงความเสียใจและขอโทษ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อย โดย ด.ต.วัชรนนท์ ระบุว่าไม่อยากให้เรื่องบานปลาย แถมยังรู้สึกสงสารคู่กรณี เพราะภารกิจนำส่งอวัยวะสำคัญกว่าการเอาเรื่องคดีความส่วนตัว

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. และหน.คณะทำงานภาพลักษณ์งานจราจร ได้เดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจถึง กก.6 บก.จร. พร้อมมอบของที่ระลึกและเงินบำรุงขวัญแก่ ด.ต.วัชรนนท์ โดยย้ำชื่นชมความเสียสละของเจ้าหน้าที่จราจรโครงการพระราชดำริ ที่ทำงานเพื่อประชาชนตามพระราชปณิธาน และยืนยันจะพิจารณามาตรการป้องกันเหตุซ้ำในอนาคต

คำถามนี้มีคำตอบประจักษ์ชัด ด้วยโครงการพระราชดำริกว่า 4,600 โครงการ ตลอดรัชสมัย

ในวันที่เราทุกคนร่วมกันระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ผมมีบทความหนึ่งที่เคยเขียนลงในหน้าเพจ Facebook ส่วนตัวที่ชื่อ Kavil Navanugraha และพบว่ามีคนแชร์ออกไปพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านใดๆ Digestทุกท่าน เลยขออนุญาตนำมาแบ่งปันกันอ่านในที่นี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ในวันนี้ความเศร้าโศกเสียใจจากการพลัดพรากอันเป็นธรรมดาของโลกได้จางหายไปตามกาลเวลาแล้ว แต่ความระลึกถึงและความตระหนักรู้ในมรดกอันล่ำค่าที่พระองค์ท่านฝากไว้ให้กับพวกเราไม่เคยเลือนหายไปไหนเลยครับ ยังคงอยู่ในหัวใจเสมอ ความดีงามใดๆ ในบทความนี้หากมีอยู่ เป็นของพระองค์ท่านแต่เพียงพระองค์เดียวครับ

“พระราชาของยูเก่งแค่ไหน ยิ่งใหญ่เพียงใด ยูเล่าให้ไอฟังแบบไม่ใส่อารมณ์อ่อนไหว หรือเล่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติได้มั้ย ขอเป็นข้อเท็จจริงให้ไอเห็นภาพที” (How smart and great was your late King? Could you tell me with emotion-free, no supernatural and fact-based explanation?) 

ผมโดนลูกค้าฝรั่งท่านหนึ่ง ที่มีพื้นเพมาจากประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตยยุคใหม่ ทั้งชีวิตคุ้นเคยแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีและเปลี่ยนผู้นำทุกๆ 4ปีหรือ8ปี ยิงคำถามนี้ใส่แบบตรงๆ ในขณะที่เรากำลังนั่งทานข้าวเย็นด้วยกันเมื่อวาน หลังจากที่บทสนทนาบนโต๊ะอาหารประกอบไปด้วย สภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ การเมือง และแนวโน้มการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ลูกค้าท่านนี้ทำอยู่ แล้วจู่ๆ ลูกค้าที่น่ารักของผมก็ถามประโยคนี้ขึ้นมาดื้อๆ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวมาตอบคำถามที่ลึกซึ้งแต่ตรงเข้าแสกหน้าแบบนี้ แต่ก็รู้สึกว่าในฐานะประชาชนของพระองค์ท่าน ผมอยากที่จะตอบคำถามนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่จะทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจถึงพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาที่มีให้กับพวกเรามาตลอดรัชสมัยเพิ่มมากขึ้นอีกแค่คนเดียวก็ยังดี ผมนั่งนึกอยู่สักพักถึงเรื่องที่ได้เคยรับรู้ เคยศึกษามาเกี่ยวกับพระองค์ท่าน แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตัวเลขคำนวณง่ายๆ ให้ลูกค้าฝรั่งท่านนี้ดู 

คิดง่ายๆว่าพระราชาของผม ครองราชย์มา 70ปี x 365 = 25,550วัน 
โครงการพระราชดำริมีทั้งหมด (จากที่เคยศึกษามา 4,600 กว่าโครงการ คิดง่ายๆ ตัวเลขกลมๆ ที่ 4,600) 25,550 หาร 4,600 เท่ากับ 5.554 

นั่นแปลว่าทุกๆ 5วันครึ่ง พระราชาของผมต้องทำโครงการออกมา 1 โครงการ ตลอดรัชสมัยอันยาวนาน 70ปี ซึ่งนับได้เป็นชั่วชีวิตของคนหนึ่งคน แล้วแต่ละโครงการที่พระองค์ท่านทำออกมาล้วนแต่เป็นโครงการที่ต้องอาศัยความพยายาม ความอดทน และสติปัญญาอย่างสูงในการที่จะพัฒนาออกมาให้สำเร็จ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ทุกคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นฝนเทียม ปลานิล กังหันชัยพัฒนา การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ดินเพาะปลูก เขื่อนต่างๆ เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นทั้งภาคเหนือให้เป็นพืชเศรษฐกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ พระราชาของผมไม่ได้ให้แค่เงินหรือสิ่งของแล้วก็ไป แต่สิ่งที่ทรงให้ประชาชนมาคู่กับสิ่งของเงินทองก็คือองค์ความรู้ แนวคิด แนวทางปฏิบัติและการสนับสนุนทุกวิถีทางในการที่จะทำให้ประชาชนพึ่งตัวเองไปได้ตลอดชีวิต จากรุ่นสู่รุ่น และเหลือแบ่งปันต่อๆ กันไปได้อีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ที่สำคัญคืองานของพระราชาของผมนั้นไม่มีวันจบสิ้น ยิ่งทำยิ่งเพิ่ม ยิ่งพระราชาของผมอายุเพิ่มมากขึ้น งานและภาระของพระองค์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ และการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่พระราชาของผมก็ไม่เคยท้อถอย ไม่เคยล้มเลิก แม้จะเจ็บป่วยหนักหนาสาหัสเพียงไหน แม้จะโศกเศร้าเสียใจจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะโดนกดดันจากหลายทาง แม้จะโดนเข้าใจผิด โดนด่าว่าโดนใส่ร้ายอย่างไร พระราชาของผมก็ไม่เคยหยุดทำงานให้ประชาชน เรียกว่าทำงานอย่างหนักจนเลยวัยเกษียณไปไกลโข และคงไม่เกินเลยแต่อย่างใดเลยที่จะบอกว่าพระราชาของผมทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนที่พระองค์ท่านรักเหมือนลูกจนลมหายใจสุดท้าย ชีวิตของพระองค์ท่านทั้งชีวิต คือชีวิตที่ทุ่มเทและเสียสละ เพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง

นอกจากที่เล่ามานี้แล้ว พระราชาของผมยัง…………
…เก่งดนตรี เป็นนักดนตรีแจ๊สและนักแต่งเพลงที่เก่งมากๆ แต่งเพลงฮิตอมตะนิรันดร์กาลไว้มากถึง 48เพลง หนึ่งในนั้นถูกใช้เป็นเพลงประกอบละครบรอดเวย์มาอย่างยาวนาน
…เล่นกีฬาเก่ง เป็นนักกีฬาเรือใบระดับเหรียญทองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
…เป็นนักเขียน เป็นตากล้อง เป็นศิลปินวาดรูปที่มีผลงานมากมายในระดับมืออาชีพ เป็นที่ยอมรับอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศ
…เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักทดลอง นักประดิษฐ์ 
…เป็นนักปกครอง นักการทูต จอมทัพ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักการศึกษา และนักบริหารจัดการชั้นเซียน 
…เป็นครู ที่ให้ความรู้กับผู้คนต่างๆ มากมาย มาอย่างยาวนาน
…เป็นลูกกตัญญูที่ดูแลแม่ได้เป็นอย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจแม้ว่าจะมีพระราชภารกิจมากมายเพียงใดก็ตาม 
…เป็นคนมีอารมณ์ขันแบบลึกซึ้งและคมคาย
…เป็นคนมีมารยาทและเสียสละ คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ 
…รักเดียวใจเดียว ยึดมั่นกับรักแท้มาตลอดชีวิต เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการมีชีวิตคู่ และการมีครอบครัว
…มีวิถีการดำรงชีวิตที่งดงาม เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ง่ายแต่งาม น้อยแต่มาก 
…และอื่นๆ อีกมากมาย
…………………………………
หลังจากทานข้าวเสร็จ ผมขับรถไปส่งลูกค้าที่ที่พัก เราไม่ได้คุยอะไรกันอีกตั้งแต่ออกจากร้านอาหารจนมาติดไฟแดงอยู่ใกล้ๆ กับป้ายไว้อาลัยขององค์กรหนึ่งที่มีรูปขาวดำของพระราชาของผมอยู่บนนั้น ลูกค้าของผมก็มองไปที่ป้ายนั้นอย่างไม่ละสายตา จนกระทั่งไฟเขียว จังหวะที่ผมกำลังออกตัว อยู่ๆ ลูกค้าก็ถามขึ้นมาอีกว่า ……

“แล้วยูเคยคิดมั้ยว่าพระราชาของยูต้องการอะไรจากการทุ่มเททำงานหนักขนาดนี้ แล้วความสุขของพระองค์ท่านล่ะ คืออะไร?” (Have you ever thought of the reasons why he had to dedicate himself at this level for his works? What was his happiness, really?) 

ผมก็ตอบไปตรงๆ อย่างที่คิดว่า พระราชาของผมนั้นจะทรงคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาทรงงานอันยาวนานผมก็ไม่อาจรู้ได้ แต่สิ่งที่เป็นความจริง (fact) ที่คนไทยทุกคนรับรู้มาตลอดก็คือ พระราชาของผมใส่ใจเรื่องความสุขของพระองค์เองอยู่ในลำดับท้ายๆ เสมอ ความสุขเล็กๆ น้อยที่พระองค์ท่านพอจะมีก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างที่สุด เช่น การทรงดนตรีบ้าง การได้เล่นผ่อนคลายกับสุนัขทรงเลี้ยงบ้าง แต่ความสุขที่สุดของพระองค์ท่านก็น่าจะเป็นการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของพระองค์ ได้ทรงรับรู้ว่าพวกเรารักท่านเพียงไร ความต้องการของพระองค์ท่านก็น่าจะมีเพียงอย่างเดียว คือการทำให้ประชาชนที่รักของพระองค์ท่านมีความสุขเท่านั้น

หลังจากส่งลูกค้าถึงที่พักเรียบร้อย ก่อนจากกันคืนนั้น ผมก็ออกตัวกับลูกค้าว่าผมก็ไม่รู้ว่าผมตอบคำถามได้ดีแค่ไหน เพราะจริงๆ ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จำเป็นต้องตอบในเวลาจำกัด แต่ถ้าจะพอทำให้เข้าใจพระราชาของผมมากขึ้นได้แม้จะแค่เล็กน้อย ผมก็จะดีใจมาก ลูกค้าตอบมาแค่สั้นๆ ครับว่า “Thank you for your explanation. Now I know how great he was. I’ll surely be one of millions people somewhere on Rajadamnoen road on the big day to experience all the love you mentioned”

รักในดวงใจนิรันดร์
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่เคยลืมเลือน
กวิล นาวานุเคราะห์

เมื่อนักการเมืองยื่นปลา แต่พระราชายื่นเบ็ด มรดกคำสอนจาก ‘พ่อหลวง’ ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานแต่ไม่ตกยุค

เนื้อหาของบทความนี้ผมตั้งใจอยากจะเล่าเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งอีกนัยหนึ่งยังเป็น ‘วันพ่อ’ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพ่อของปวงชนชาวไทย ผมเลยขอนำเรื่องความประทับเรื่องหนึ่งมาเขียนเล่าในบทความนี้

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เคยเห็นภาพหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2518 จาก ‘สมุดภาพโครงการตามพระราชดำริ’ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2525 โดยเนื้อหาใต้ภาพระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การพัฒนาที่ดินตามโครงการที่ได้ทรงเริ่มมาตั้งเเต่พุทธศักราช 2507 ที่ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้ผลเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงต้องพระราชประสงค์ที่จะขยายงานด้านการช่วยเหลือเกษตรกรให้เเพร่หลายต่อไป ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่นาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมดรวม 51,967 ไร่ 95 ตารางวา สำหรับใช้ในการปฏิรูปที่ดินเป็นการประเดิมเริ่มเเรก โดยให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พุทธศักราช 2518”

สมุดภาพเล่มนี้รวบรวมโครงการพระราชดำริจนถึง พ.ศ. 2525 ไว้ทั้งหมด 654 โครงการ (ซึ่งปัจจุบันมี 4,000 กว่าโครงการ) จากภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์ที่ได้เห็นจากหนังสือ ผมก็เลยไปลองหาข้อมูลต่อ โดยเฉพาะความสนใจเรื่องของ ‘ที่ดินทำกิน’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุคแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนไทย ที่เกษตรกรรมคืออาชีพหลัก และเป็นเรื่องหลักที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานให้เป็นมรดกของปวงชนชาวไทย 

ปฐมบทของเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 2507 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จ.เพชรบุรี แล้วทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพจึงทรงรับกลุ่มเกษตรกรนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานเงินให้กู้ยืมไปลงทุน (ย้ำว่าให้กู้นะครับ) จำนวน 300,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับสมัยนั้น แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถนำเงินที่กู้ยืมไปมาคืนได้ (ทำไมล่ะ ?) เหล่าเกษตรกรไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่มูลเหตุที่เกษตรกรเหล่านี้ไม่มีเงินมาคืนก็เพราะพวกเขา ‘ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง’ ต้องเช่าที่ดินของกรมประชาสงเคราะห์ เฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน 2 ไร่ ทั้งอยู่ ทั้งเพาะปลูก ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ พอพระองค์ทรงทราบถึงมูลเหตุแห่งการนี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ อดีตองคมนตรี ไปจัดหาที่ดินในเขต จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อมาจัดสรรให้แก่เกษตรกร (คือวัดผลกันอีกครั้ง เงินที่ให้กู้ไป ก็ช่างมัน) 

เป็นความบังเอิญที่โชคดีอย่างยิ่ง!! เพราะในขณะนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ขอทราบหลักการของโครงการเรื่องของที่ดินเกษตรในครั้งนั้นและอาสาช่วยเหลือในด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการทำสัญญาร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอล โดยเริ่มโครงการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2509 ให้ชื่อว่า ‘โครงการไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุงกะพง)’ นั่นคือการต่อยอดจากพระราชดำริในการสร้างที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร 

พื้นที่โครงการเดิมเป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ มีราษฎรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่ทำกินไม่ค่อยได้ผล เพราะดินไม่ดีและขาดแคลนน้ำ การทำกินจึงเป็นไปในลักษณะไร่เลื่อนลอย ย้ายที่ทำกินทุก 3-4 ปี จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ออกจากพื้นที่ป่า โดยทรงจับจองที่ดินตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำมาจัดให้ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความขยันหมั่นเพียร แต่ขาดแคลนที่ทำกินได้เข้าไปอยู่อาศัยและทำประโยชน์ นั่นคือจุดเริ่มต้นจนเกิดเป็นข่าวนี้ในปี พ.ศ. 2518 

เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องที่ดิน ผมขอยกบทความของท่านอดีตประธานองคมนตรี ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เรื่อง ‘พระบารมีคุ้มเกล้าฯ’ ในหนังสือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับคณะองคมนตรี’ โดยมีใจความบางส่วนบางตอนที่เล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’ ความว่า...

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกิน เพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างเริ่มจาก ‘โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง’

“รัฐบาลแต่ละชุดหลังจากนั้น ก็ได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ (พระองค์ไม่ได้บังคับให้ทำตามนะครับ แต่ถ้ารัฐบาลไหนเห็นประโยชน์ตรงนี้ก็สนองพระราชดำริของพระองค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน)”

“ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตราพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณาฯ รับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิม โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น (ให้ทำกินได้ แต่ไม่ให้ขายเพราะจะหมดที่ทำกินหากขายไป)”

“ต่อมาในสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระราชดำริเรื่องการปฏิรูปที่ดิน โดยทรงขอให้รัฐบาลดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ช้านัก แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มีเวลาอยู่ในหน้าที่ไม่นาน (เป็นรัฐบาลผสมยิบย่อยมาก ๆ) จึงยังไม่มีโอกาสสนองพระราชดำริเต็มที่ การปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินั้น จึงเริ่มดำเนินการในสมัยรัฐบาลชุดของผม (รัฐบาลของ ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร) ตามที่ได้มีพระราชดำรัสแนะนำ คือ ให้มีการแจกเอกสารสิทธิแก่ราษฎรผู้ไร้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และจัดให้มีการบูรณาการต่อไปด้วยการสร้างถนน สะพาน ขุดคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงคุณภาพดิน แจกปุ๋ย ฝึกอบรมสาธิตการเพาะปลูกพืชต่างๆ ที่ดูแลง่าย โตเร็ว ให้ราคาสูง และจัดสรรเงินทุนของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรกู้ยืมเพื่อการเกษตรด้วย…”

ถึงตรงนี้จบเรื่องราวที่ดินในบทความเล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’

น่าสังเกตว่าโครงการหุบกะพงที่ทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างนั้น มีการทดลองปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ วางแผนผังการจัดที่ดิน บำรุงรักษาพัฒนาแหล่งน้ำรวมกลุ่มเกษตรจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร เพื่อการผลิต การจำหน่าย จัดหาสินเชื่อ มีการส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาอาชีพ ครบวงจร 

ที่น่าสนใจ คือ พระองค์พระราชทานที่ดินเพื่อใช้ประเดิมสำหรับการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินในท้องที่ภาคกลางด้วย โดยรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มทำการปฏิรูปที่ดินที่ได้รับพระราชทานมาทั้ง 50,000 ไร่เศษก่อน โดยมีที่ดิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถปฏิรูปได้ 43,902ไร่ จากนั้นก็บุกเบิกปฏิรูปที่ดินในท้องถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ตามพระราชดำริ รวมอีก 17 จังหวัด ปฏิรูปไปถึงท้องที่ ที่แห้งแล้งที่สุดในอีสาน คือ ทุ่งกุลาร้องไห้!! (วันนี้ไม่มีกุลามาร้องไห้ มีแต่ข้าวเจ้าที่อร่อยมาก ๆ) 

ต่อจากนั้น รัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินี้จวบจนถึงปัจจุบัน จนสามารถช่วยเกษตรกรไทยให้มีที่ดินทำกิน และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพิ่มเติม โดยทรงชี้แนะด้วยว่า การปฏิรูปที่ดินในแต่ละท้องที่ จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลโดยไม่ชักช้าส่วนเงินชดเชยค่าที่ดินที่ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ซึ่งรัฐบาลจะต้องทูลเกล้าฯ ถวายตามกฎหมายนั้น เพื่อพระราชทานให้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินงานของสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินเหล่านั้น (คือเงินพระองค์ที่ชาวบ้านมาใช้ที่ดินของพระองค์พระองค์ไม่รับ ที่จ่าย ๆ กันมาให้เอาไปหมุนเวียนในสหกรณ์) พูดง่าย ๆ ว่า ทรงให้ทั้งที่ดินทำกิน ให้ทั้งเงิน แล้วยังให้พัฒนาทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่น ๆ พร้อมด้วยความรู้ในการผลิตและการดำเนินการต่อไปด้วย

นอกจากเรื่องที่ดินทำกินแล้ว เมื่อพระองค์ทรงมีโครงการในพระราชดำริหลังจากที่ได้พระราชทานที่ดินไปหมดแล้ว แต่มีความจำเป็นจะต้องใช้ที่ดินดำเนินโครงการ เช่น ทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ ทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น ในหลายครั้ง หลายโครงการ แทนที่พระองค์จะเรียกคืนที่ดิน พระองค์กลับมีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนา (ไม่ขอฟรีนะครับ) หลังจากทดลองสำเร็จก็นำไปจัดสรรแบ่งแปลงแบ่งให้กับผู้ยากไร้ไว้ทำกินต่อไปอีก โดยทั้งหมดด้วยการใช้พระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

ส่วนเรื่องสหกรณ์การเกษตรกับฉางข้าวและพืชผล ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์เล่มที่ผมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่านั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ได้ทรงมีพระราชดำรัสแนะนำให้มีการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและร่วมกันยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาในการตั้งสหกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่งในปี 2520 จนทั่วประเทศในขณะนั้นมีสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 664 แห่ง สหกรณ์และรัฐบาลก็เร่งรัดจัดหาเงินให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกู้ยืม เพื่อไปลงทุนและปลดเปลื้องหนี้สิน นอกจากสหกรณ์ในหลวง ร.9 ยังทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่า ควรมีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที ทำให้สามารถเก็บไว้รอขายในยามที่เหมาะสมได้ โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นให้สมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันจัดสร้างเอง ครบวงจรการร่วมมือราษฎร์กับรัฐ ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้จริง 

ดังนั้น คำที่ว่า ‘นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงให้เบ็ด’ จึงเป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยังชวนบำรุงดิน ชวนปลูกพืช ชวนสร้างสหกรณ์ ชวนสร้างยุ้งฉาง ชวนขุดบ่อ เพาะพันธุ์ปลา อีกต่างหาก 

“นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงยื่นเบ็ด”

นี่คือพระราชปณิธานปฏิรูปที่ดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทำเพื่อประโยชน์แท้จริงแด่ปวงชนชาวไทยของท่าน


เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top