Tuesday, 11 August 2026
แจ็ค

บทเรียนเขากระโดง!! เมื่อที่ดินหลวงถูกกลืนกิน ถึงวันที่ต้องคายกรรมคืนแผ่นดิน บทเรียนเขากระโดงสะท้อนราคาที่ผู้ทุจริตต้องจ่าย เตือนใจคนคิดโกงแผ่นดินหลวง

เมื่อกล้า “กลืนกินเขากระโดง” ก็อย่ากลัวถ้าต้อง “อ้าปากคายกรรม”
บทเรียนของคน “ทุจริต” แผ่นดิน

อดีตถึงปัจจุบัน ผู้มีอิทธิพลที่ปล้นที่ดินของหลวงมาเป็นของตนเองมีนับไม่ถ้วน เรื่องความผิดทาง “กฎหมาย” ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีผู้คนพูดให้รายละเอียดกันมามากมายแล้ว แต่ความผิดในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" เพื่อจะเตือนสติคนที่คิดจะกระทำผิด เชื่อว่ายังมีอยู่น้อยนิดเดียว

บรรทัดต่อจากนี้คือ “สัจธรรมแห่งวิบากกรรม” ที่ผู้ทุจริตคิดไม่ซื่อต่อ “แผ่นดินหลวง” จะต้องเผชิญ
“เขากระโดง” ผืนดินที่เริ่มต้นด้วยพระราชปณิธานอันบริสุทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงวางรากฐานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และกิจการรถไฟหลวง กลับต้องกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความโลภ ทว่าในสัจธรรมของโลก ไม่มีใครสามารถโกงแผ่นดินแล้วอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ เพราะ "กรรม" ไม่เคยทำงานผิดพลาด และนี่คือ “วิบากกรรม” ที่ “คนคดโกง” รวมถึง “ผู้สนับสนุนโจรปล้นแผ่นดิน” ต้องชดใช้อย่างสาสม

ผู้ที่ร่วมกระบวนการทุจริต ไม่ว่าจะด้วยการใช้อำนาจมิชอบ การเบียดบัง หรือการเพิกเฉยเพื่อเอื้อประโยชน์ มักต้องเผชิญกับจุดจบที่คล้ายคลึงกันในชาติชีวิตนี้ นั่นคือ เกียรติยศที่ล่มสลาย ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่อุตสาหะสร้างมาจะถูกจารึกไว้ในฐานะ "ผู้ทรยศแผ่นดิน" จะถูกตราหน้าว่าคือ “คนชั่ว” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เงินทองที่ได้มาจากการโกงแผ่นดินหลวง จะละลายหายไปกับคดีความ หรือเหตุเภทภัยที่ไม่คาดฝัน สมบัติที่ช่วงชิงมาอย่างทุจริต สุดท้ายจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างภาคภูมิ
การโกงของหลวงที่มี “เจตนาบริสุทธิ์ของบูรพกษัตริย์” เกื้อหนุนอยู่ จิตใจของผู้โกงจะสะสม “อกุศลกรรม” หนาแน่น เมื่อถึงเวลาใกล้ดับจิต ภาพความทุจริตจะตามมาหลอกหลอน นำพาจิตดำดิ่งลงสู่ “ทุคติภูมิ” ไม่อาจหนีพ้น สำหรับข้าราชการ ผู้มีอำนาจที่ยอมเป็นหูเป็นตา ยอมเป็นมือเป็นไม้คอยค้ำจุนการโกง หรือแม้แต่ประชาชนที่สนับสนุนคน “ทุจริตที่ดิน” เหล่านี้ วิบากกรรมที่ได้รับก็จะไม่น้อยไปกว่ากัน

“เขากระโดง” อาจถูกเปลี่ยนมือใน “โฉนดกระดาษ” ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ใน "โฉนดแห่งกรรม" ไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือติดสินบนนายทะเบียนที่ชื่อว่า “ความจริง” ได้ วันนี้อาจดูมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ “กรรมพิพากษา” ต่อให้มีทรัพย์สินหมื่นล้านก็ซื้อลมหายใจที่สงบสุขคืนกลับมาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

แจ็ค รัสเซล

“ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” คือเพชรไทยที่ต้องเจียระไนตัวเอง ไม่ได้เกิดจาก Soft Power ของรัฐ แต่เกิดจากพรสวรรค์ไทยที่ต้องดิ้นรนจนโลกหันมามอง ย้ำเด็กไทยดังไกลระดับโลกด้วยตัวเอง

ความโด่งดังในระดับ “ปรากฏการณ์โลก" เหนือกว่า “Soft Power” ธรรมดา ของ “ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่โตบนเวทีโลก..ด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเด็กไทยบนเวทีโลกไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่เคยได้รับการโอบอุ้มจากโครงสร้างภาครัฐตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ "ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ใช้ทุนรอนของตัวเองไปเขย่า “อุตสาหกรรมเพลงระดับโลก” ในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกวง “ BLACKPINK” ได้สำเร็จ จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุดของ "เนเน่ รอยัล" หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งระเบิดพลังร็อก กวาด 4 ผ่าน (YES) จากคณะกรรมการในรายการ “America’s Got Talent” ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

หากลองพิจารณาเส้นทางของทั้งคู่ เราจะพบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำว่า "อยากเป็นเพชรก็ต้องฝึกเจียระไนด้วยน้ำมือของตนเอง"

หลายปีก่อน “ลิซ่า” ต้องหอบความฝัน กอดความเพียรพยายาม ไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในต่างแดน ภายใต้ “ระบบนิเวศบันเทิงของเกาหลีใต้” ที่เพียบพร้อม และเข้มงวด มาปีนี้ “เนเน่ รอยัล” เติบโตมาจาก “ดนตรีเปิดหมวก” ตามตลาดในจังหวัด ภูเก็ต ฝึกฝนกีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันหลักเพียงหนึ่งเดียว

ทั้งสองคนคือตัวแทนของความสามารถอันเหนือชั้นที่พิสูจน์ให้เห็นกระจ่างชัดว่า เด็กไทยเก่งและมีศักยภาพในระดับโลก แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือ “บทบาทของรัฐบาลไทย” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "Soft Power" เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รัฐมักจะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ตามเทรนด์" มากกว่า "ผู้สร้างโอกาส" ใช่หรือไม่?

มาดูกัน เช่น กรณีของ “ลิซ่า” เมื่อใดที่เธอหยิบจับอะไร ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงไทย ลูกชิ้นยืนกิน ภาครัฐจึงจะตื่นตัว รีบโผเข้ามา "เคลมความดีความชอบ" หรือจัดกิจกรรมเกาะกระแส เช่นเดียวกับกรณีของ “เนเน่” ทันทีที่คลิปเพลง “Zombie” กลายเป็นไวรัลทั่วโลก เราถึงจะเริ่มเห็นหน่วยงานรัฐเดินอุ้ยอ้ายออกมาชื่นชม และประกาศความภาคภูมิใจ

อดนึกเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า “รัฐบาลไทย” มักจะมองเห็นสิ่งดี ๆ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับเสียงปรบมือจากชาวต่างชาติแล้วเท่านั้น แต่ในระหว่างทางที่ “เด็กสาวสองคน” ต้องซ้อมเต้นจนเข่าช้ำ และหอบกีตาร์ไปเล่นเปิดหมวก รัฐสวัสดิการไม่รู้ไปมุดอยู่มุมไหนของประเทศไทย

ถ้ายังช้าเป็นเต่าล้านปีอยู่เช่นนี้ อนาคตก็จะเกิด “สมองไหลทางวัฒนธรรม” ศิลปินที่มีพรสวรรค์จะเลือกไปเติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มหรือค่ายเพลงต่างประเทศ ก็จะเกิดการสูญเสีย “โอกาสทางเศรษฐกิจ” แทนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรสร้างสรรค์ เรากลับเป็นได้เพียง "ผู้ส่งออกวัตถุดิบ" ที่ให้ต่างชาติเอาไปเจียระไนแล้วขายกลับมาให้เราดู

สิ่งเดียวที่ “อัจฉริยะของชาติ” ขาดมาตลอด คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และกล้าลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้าง "ซูเปอร์สตาร์โลก" คนต่อไป เพียงเพราะความล่าช้า และสายตาโง่ ๆ ที่เอาไว้จ้องมองแต่ “งบประมาณแผ่นดิน” เท่านั้น

ฝ่ายค้านพรรคประชาชนถูกตั้งคำถาม? ดันอภิปรายเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจเส้นทางเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน ยังขาดแรงปะทะในสภา พฤติกรรมย้อนแย้งทำฝ่ายค้านอ่อนแรง

พรรคประชาชนคนสามกีบ จัดเป็นฝ่ายค้านอาชีพหรือแค่อยู่กินเงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ

หากจะวิเคราะห์บทบาทของ “พรรคประชาชนคนสามกีบ” ในฐานะฝ่ายค้าน ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญต่อการเมืองไทยปัจจุบัน การจะประเมินว่าพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้มีน้ำยา มีความจริงใจ หรือเป็นเพียงการ “ทำมาหารับประทาน” เงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ จำเป็นต้องก้าวข้าม “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว” ทางสังคม รวมถึง “พฤติกรรมเลว ๆ ของพรรคนี้ในอดีต” แล้วตั้งใจวิเคราะห์ เราจะเห็น “มิติเชิงประสิทธิภาพ” และ “มิติเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ยากเย็น

หากเปรียบเทียบฝ่ายค้านในอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่ “พรรคส้ม” สร้างความแตกต่างอย่างเด่นชัดก็คือสไตล์การอภิปราย และการเจาะลึกข้อมูล "พรรคสามกีบ” เปลี่ยนจากการใช้ “วาทกรรมทางการเมือง” ที่เน้นให้เกิด “ดราม่า” มาเป็นการทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน, งบประมาณ และเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เช่น การเจาะลึกคดีการฮั้วประมูล หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทุกประเด็นมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

แต่ที่ยังถูกมองว่า "ขาดน้ำยา" และ "เช้าชามเย็นชาม" นั่นเพราะขาด "แรงปะทะทางการเมือง" การเน้นตัวเลข โครงสร้าง และข้อกฎหมาย ทำให้ในบางช่วงเวลาการตรวจสอบดูเหมือน "งานวิจัยในสภา" มากกว่าการจะ “น็อกรัฐบาลกลางสภา” ได้ ทำให้ “ด้อมสายฮาร์ดคอร์” ที่ยังพอมีสติปัญญาบางกลุ่ม รู้สึกว่าฝ่ายค้านขาด "ความดุดัน" หรือไม่มีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมในทาง “นิติสงคราม”
ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถ “ล้มรัฐบาลในสภา” ได้จริง

จึงกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า การทำงานในสภาเป็นเพียงการทำหน้าที่ตามระเบียบเพื่อรับเงินเดือนภาษี หรือสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายนอกสภาได้จริงเพียงใด?
โดยส่วนตัวผมคิดว่า “พรรคส้มสามกีบ” ในปัจจุบันไม่ได้ขาดข้อมูลในการตรวจสอบ แต่สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าคือ "ความแข็งแกร่งของอำนาจ” บวกกับกลิ่นเหม็นของพรรคตัวเองที่ไม่เคยจางหายไป เช่น ข่าวทำร้ายร่างกาย, เมาแล้วขับ, พัวพันเว็บพนันออนไลน์, ยาเสพติด, ฟอกเงิน, ข่มขืน และหนีเกณฑ์ทหาร เห็นชัดว่าความเสื่อมถอยของพรรคส้มไม่ได้เกิดจากการถูกฝ่ายตรงข้ามขย้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความย้อนแย้ง ผสมพฤติกรรมโง่ ๆ เลว ๆ ของตัวเอง

เมื่อพฤติกรรมของคนในพรรค ขัดแย้งกับมาตรฐานที่ตัวเองเคยตั้งไว้สูงลิบลิ่ว ยิ่งตั้งมาตรฐานไว้สูงเพียงใด ยามส้มเน่าคาต้น อ่อนแรงจนร่วงหล่นลงสู่พื้น ความรู้สึกผิดหวังและเกลียดชังของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top