Friday, 5 June 2026
แก้หนี้นอนแบงก์

‘ธีระชัย’ ค้านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ตั้ง AMC แก้หนี้นอนแบงก์ ชี้ อาจฝ่าฝืนกฎหมาย-รอนสิทธิแบงก์พาณิชย์ - เพิ่มภาระคลัง

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนะกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมาย

(15 ต.ค. 68) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมายตามที่รัฐบาลมีนโยบายจะแก้ปัญหาลูกหนี้รายย่อยด้อยคุณภาพที่ไม่เกิน 1 แสนบาทโดยจะจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้มาบริหารจัดการในเชิงผ่อนปรน โดยในข่าวที่อ้างถึง โครงการจะซื้อหนี้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 1.6 หมื่นล้านบาท จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท โดยเงินทุนที่จะใช้จัดตั้งบรรษัทฯ (AMC) และที่จะใช้ซื้อหนี้ จะมาจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้เงินจากวงเงินดังกล่าวจำนวน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเพื่อรับซื้อลูกหนี้ 7 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการบรรษัทฯ (AMC) รวมทั้งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจหรือประกอบอาชีพ นั้น

จึงเห็นว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเข้าข่ายรัฐไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 จึงขอให้สิทธิตาม 50 (2) ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยมีข้อมูล ดังนี้

1. การโอนภาระสะสางหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ
สืบเนื่องจากเกิดวิกฤตระบบสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นต้องรับภาระในการช่วยเหลือมิให้ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินที่ปิดตัวลงต้องสูญเสียเงินฝาก เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท อันเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยทุกปี

ต่อมาเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี 2554 พบว่าถึงแม้เวลาผ่านไปถึง 14 ปี ได้มีการชำระคืนเงินต้นหนี้ดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ยอดหนี้ยังค้างอยู่มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นภาระต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยแต่ละปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงบประมาณด้านอื่นเพื่อบริหารประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาหนี้ 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว จึงได้เสนอให้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อโอนหนี้ 1.1 ล้านล้านบาท ดังกล่าวไปที่กองทุนฟื้นฟูฯ โดยกำหนดให้เป็นภาระที่กองทุนฟื้นฟูฯ จะเรียกเงินนำส่งจากบรรดาสถาบันการเงินเพื่อนำมาทยอยชำระคืนหนี้เงินต้นและชำระดอกเบี้ยในแต่ละปี ในหลักการว่า ยามวิกฤตรัฐช่วยสถาบันการเงิน ยามปกติสถาบันการเงินต้องกลับมาช่วยรัฐ จนกระทั่งในปี 2567 ยอดหนี้ดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 5 แสนล้านบาท และปลดภาระประจำปีของกระทรวงการคลังในการจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยไปอย่างสิ้นเชิง

2. การปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินอาจส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากการบริหารประเทศที่ผ่านมาสิบปี หลายรัฐบาลใช้นโยบายที่มีการกระจายรายได้น้อยเกินไป จึงก่อให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยที่ด้อยคุณภาพจำนวนมาก ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปี 2567 ตนจึงได้เสนอแนวคิดแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพต่อสาธารณะ โดยเสนอให้รัฐบาลยินยอมปรับลดอัตรานำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ของสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สถาบันการเงินประหยัดเงินเก็บไว้ในมือได้จำนวนหนึ่งสำหรับเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ 

ทั้งนี้ การลดอัตราดังกล่าว กรณีที่หนึ่ง ถ้าหากกระทรวงการคลังมิได้ยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ย่อมไม่มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะสถาบันการเงินยังมีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แต่กรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่ลดอัตรานำส่งชั่วคราว ย่อมมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะโดยตรง เพราะสถาบันการเงินจะไม่มีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นสำหรับเงินจำนวนนี้

ต่อมาในปี 2568 กระทรวงการคลังได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ แต่เมื่อสืบค้นไม่พบข้อมูลสาธารณะว่า กระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งหรือกรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สอง ก็มีหน้าที่จะต้องนำเสนอรัฐสภาตามขั้นตอนในกฎหมาย เพราะกำหนดการชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่เดิมเป็นภาระที่มอบไปให้สถาบันการเงินจะเป็นผู้ชำระคืนนั้น บางส่วนจะกลับเป็นภาระที่กระทรวงการคลังจะต้องชำระคืนเอง หนี้สาธารณะจะมิได้ลดลงตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดฯ

3. การนำเงินที่ประหยัดไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เป็นการรอนสิทธิ เนื่องจากหนี้ที่จะนำมาเข้าโครงการส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท และจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น กรณีที่รัฐบาลจะนำเอาเงินที่สถาบันการเงินประหยัดจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 ไปช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้จากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) นั้น จะมีปัญหาเป็นการรอนสิทธิ

ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของสถาบันการเงินไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องได้รับคำยินยอมจากสถาบันการเงินเสียก่อน ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สองข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของกระทรวงการคลังเองไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) กระทรวงการคลังจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ

นอกจากนี้ สำหรับการที่กระทรวงการคลังจะใช้โครงการนี้แก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น ก็อาจเป็นการกวาดฝุ่นลงใต้พรม (white wash) วิธีถูกต้องคือจะต้องสอบสวนเสียก่อนว่ามีการละเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือการฉ้อฉลอันทำให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือไม่ อย่างไร เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงและลงโทษตัดคะแนนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่กรณีสมมุติถ้าหากปัญหาเกิดขึ้นในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เคยดำรงตำแหน่ง อีกทั้งการชดเชยเงินเพื่อแก้ปัญหาในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังจากกระทำการสอบสวนจนครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังควรจัดงบประมาณเพิ่มทุนในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดังกล่าวโดยตรงโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้รับรู้และช่วยกันเสนอแนะวิธีป้องกันปัญหาในอนาคต จึงขอให้พิจารณาเพื่อแจ้งให้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลต่อไป

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ หากเป็นหนี้ในรูปของ ธนาคารกับธนาคารจะไม่เป็นปัญหา แต่หากเป็นธนาคารกับหน่วยงานอื่นจะพบปัญหาตามประเด็นข้างต้น ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การพิจารณาของสภาต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top