Thursday, 4 June 2026
เอเชียแปซิฟิก

‘Apple Store’ เตรียมเปิดสาขาใหม่ 15 แห่งในเอเชียแปซิฟิก ด้าน ‘เวียดนาม’ หลุดโผ ไม่มีรายชื่ออยู่ในโปรเจกต์ใหญ่ครั้งนี้

‘เวียดนาม’ ไม่ได้อยู่ในแผนของ Apple ในการเปิดตัวร้านค้าใหม่ 15 แห่ง ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตั้งแต่บัดนี้จนถึงปี 2027

เมื่อไม่นานนี้ สํานักข่าวบลูมเบิร์ก ของสหรัฐฯ รายงานว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ มีแผนที่จะสร้าง ปรับปรุง หรือย้ายที่ตั้งโรงงาน 15 แห่ง ในประเทศจีน, ญี่ปุ่น 5 แห่ง, อินเดีย 3 แห่ง, เกาหลีใต้ 2 แห่ง, มาเลเซีย และออสเตรเลียที่ละ 1 แห่ง

ซึ่งหมายความว่า มาเลเซียจะเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศต่อไป ที่จะได้รับ Apple Store รองจากสิงคโปร์และไทย

เมื่อเดือนที่แล้ว Apple ได้เปิดตัวร้านค้าออนไลน์สําหรับลูกค้าชาวเวียดนาม และนักวิเคราะห์คาดว่า สิ่งนี้จะนําไปสู่การเปิดร้านค้าอิฐและปูนในประเทศ

Apple ได้แสดงความสนใจเพิ่มขึ้นในตลาดเวียดนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อปีที่แล้วได้แต่งตั้งผู้จัดการประเทศเป็นครั้งแรกและตั้งช่อง YouTube อย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงเวียดนามว่า บรรลุการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในรายงานทางการเงิน ในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว มีร้าน Apple มากกว่า 520 แห่งใน 26 ประเทศ

เชียงใหม่-FIA ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขันนวัตกรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2025

สมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลกและสหพันธ์องค์กรด้านการสัญจรทั่วโลก ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะระดับภูมิภาค FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ของการแข่งขัน “FIA Innovation Challenge 2025” ระหว่างการประชุม FIA Asia-Pacific Congress ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและแสดงผลงานโครงการนวัตกรรมจากสโมสรสมาชิก FIA ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนของตน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสโมสรสมาชิกทั่วโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรและเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการช่วยเหลือบนท้องถนน การตรวจสอบยานพาหนะที่โปร่งใสมากขึ้น และการเพิ่มความปลอดภัยของยานพาหนะ

**ผู้ชนะ FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ได้แก่:**

• **RACQ (ออสเตรเลีย): Vehicle Security Standard**  
โครงการกำหนดมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของยานพาหนะ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาคุณสมบัติความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้รถยนต์ที่ปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ยากขึ้นและสามารถติดตามคืนได้ง่ายขึ้น

• **JAF (ญี่ปุ่น): Video Advisory Road Service**  
บริการช่วยเหลือบนท้องถนนแบบวิดีโอคอลสำหรับสมาชิก โดยให้คำปรึกษาและตรวจสอบปัญหายานพาหนะจากระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟน หากต้องการความช่วยเหลือในสถานที่จริง ระบบจะส่งข้อมูลรายละเอียดให้ทีมช่วยเหลือภาคสนามเพื่อลดระยะเวลารอคอย

• **WIAA (อินเดีย): Automated Testing Station**  
ศูนย์ตรวจสภาพรถยนต์ที่ทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการตรวจสอบยานพาหนะขนาดใหญ่ ส่งเสริมความปลอดภัยและความยั่งยืนในการขนส่ง

คุณ Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA กล่าวว่า “การแข่งขัน Innovation Challenge เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของสโมสรสมาชิก FIA ทั่วโลก ผลงานของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน และแสดงให้เห็นว่าเมื่อเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2025 และขอขอบคุณสโมสรสมาชิกทุกแห่งที่ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้”

คุณ Joe Ferreria ประธาน FIA Region II กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ FIA มีความโดดเด่นด้วยความหลากหลาย ความคิดริเริ่ม และพลังแห่งความสร้างสรรค์ ผลงานของผู้ชนะในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสโมสรสมาชิกสามารถพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเติบโต ความยั่งยืนทางการเงิน และผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกได้อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถต่อยอดและขยายผลไปทั่วภูมิภาคได้”

คุณ Willem Groenewald เลขาธิการใหญ่ฝ่ายการสัญจรและความยั่งยืนของ FIA กล่าวเสริมว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นวัตกรรมจากสโมสรสมาชิกกำลังทำให้การสัญจรมีความปลอดภัย เข้าถึงได้ และยั่งยืนมากขึ้นทุกวัน ผลงานที่ส่งเข้ามาในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นของสมาชิก FIA”

ผู้ชนะระดับโลกของการแข่งขัน FIA Innovation Challenge 2025 จะได้รับการประกาศในเดือนธันวาคมนี้ ระหว่างการประชุมใหญ่ FIA General Assemblies ที่เมืองทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน


 

แอร์บัส มองอุตสาหกรรมการบินเอเชีย–แปซิฟิก คาดต้องการเครื่องบินใหม่ 19,560 ลำใน 20 ปี คิดเป็น 46% ของความต้องการทั่วโลก ชี้ เครื่องบินลำตัวกว้าง–ทางเดินเดียว ยอดพุ่ง

(16 พ.ย. 68) นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ได้นำเสนอการคาดการณ์ล่าสุดในงานประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก (Association of Asia-Pacific Airlines: AAPA) ณ กรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงการเติบโตต่อเนื่องและความสำคัญของภูมิภาคในตลาดการบินโลก

การคาดการณ์สำหรับภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก รวมถึงจีนและอินเดีย สะท้อนให้เห็นการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่องของภูมิภาคนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น คาดว่าภูมิภาคจะเติบโตเฉลี่ย 4.4 %ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 3.6 %

ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้าง (Widebody) เช่น เครื่องบินเอ330นีโอ (A330neo) และเครื่องบินตระกูลเอ350 (A350 Family) โดยคาดว่าจะต้องการเครื่องบินประมาณ 3,500 ลำ โดยคิดเป็น 43 %ของความต้องการกลุ่มเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน คาดว่าภูมิภาคนี้จะต้องการเครื่องบินทางเดินเดียว (Single-aisle) ประมาณ 16,100 ลำ เช่น เครื่องบินเอ220 (A220) และเครื่องบินตระกูลเอ320นีโอ (A320neo Family) เพื่อรองรับเส้นทางบินระยะสั้นถึงกลาง

แอร์บัสประเมินว่าเกือบ 68 %ของการส่งมอบเครื่องบินใหม่จะเป็นการขยายฝูงบิน ส่วนอีก 32 %จะเป็นการทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า ซึ่งช่วยสนับสนุนความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่ของแอร์บัสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ทันทีถึง 25 % พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามไปด้วย

ในส่วนของการขนส่งสินค้าทางอากาศ คาดว่าภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกจะมีฝูงเครื่องบินขนส่งสินค้าประมาณ 850 ลำ คิดเป็นราวหนึ่งในสามของฝูงบินขนส่งสินค้าทั่วโลก โดยประมาณ 250 ลำจะเป็นเครื่องบินผลิตขึ้นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง สะท้อนถึงความต้องการขนส่งทางอากาศที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้นในภูมิภาค

เครื่องบินเอ350เอฟ (A350F) รุ่นใหม่ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างเครื่องบินเอ350 (A350) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว จะสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ด้วยประสิทธิภาพการบินที่สูง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ดีที่สุดในประเภทเดียวกัน นอกจากนี้ A350F ยังเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซล่าสุดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในตลาดเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

ในตลาดขนส่งผู้โดยสาร เครื่องบิน A350 ได้กลายเป็นผู้นำด้านการบินระยะไกลจากภูมิภาค โดยมีเครื่องบิน A350 ประมาณ 315 ลำให้บริการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เครื่องบินเหล่านี้ให้บริการในเส้นทางบินที่ยาวที่สุดในโลก รวมถึงการบินตรงจากสิงคโปร์ไปยังนิวยอร์ก

ในขณะเดียวกัน กระบวนการทดแทนเครื่องบินเอ330ซีโอ (A330ceo) กำลังดำเนินอยู่ โดยมีเครื่องบินเอ330ซีโอ ประมาณ 550 ลำให้บริการในภูมิภาค เครื่องบิน A330neo ถูกวางตำแหน่งเป็นตัวเลือกทดแทนโดยธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้สายการบินเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งมีความเหมือนกันทั้งในการฝึกอบรมนักบินและการดำเนินงานทางเทคนิคระหว่างสองรุ่น

นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของการเติบโต ขับเคลื่อนด้วยความต้องการเดินทางทางอากาศและโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง แอร์บัสมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรกับสายการบินในภูมิภาคนี้ เพื่อนำเสนอฝูงบินที่ทันสมัยและยั่งยืน”

ไทยกลับมาติดอันดับ!! ดัชนีความเชื่อมั่น FDI ปี 2569 เอเชียแปซิฟิกครอง 10 ประเทศ ไทยลุยมาตรการส่งเสริมใหม่ นักลงทุนเชื่อมั่นแรงงานและธุรกิจสะดวก

ไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกของดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569 ขณะที่เอเชียแปซิฟิกครองตลาดท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก

เอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนสูงสุดในดัชนีเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ โดยมี 10 ประเทศจากทั้งหมด 25 อันดับ

ไทยและมาเลเซียกลับเข้ามาติด 25 อันดับแรก ขณะที่ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอินเดียต่างมีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสนใจจากนักลงทุน ผ่านมาตรการส่งเสริมในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืนสาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า

นักลงทุนระบุว่าความสะดวกในการทำธุรกิจและทักษะความสามารถของแรงงานไทยเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการเข้ามาลงทุน

กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 — ประเทศไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกของดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ของ‎คาร์นีย์ (Kearney) ในปี 2569 (Kearney’s 2026 FDI Confidence Index®) หลังจากครั้งล่าสุดในปี 2566 โดยการสำรวจผู้บริหารธุรกิจระดับโลกประจำปีนี้ได้จัดอันดับตลาดที่มีแนวโน้มสูงสุดในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

การสำรวจที่ดำเนินการโดย Global Business Policy Council ของ Kearney ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีผู้บริหารระดับสูงกว่า 500 คนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้าร่วม แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ ยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนระหว่างประเทศแม้จะมีความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 88% ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในโอกาสระยะยาวของตลาดโลก

ไทย (อันดับ 20) และมาเลเซีย (อันดับ 21) กลับเข้ามาติด 25 อันดับแรกอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานถึง 3 ปีและ 12 ปีตามลำดับ ขณะที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงครองอันดับ 1 และ 2 ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 3 และจีน (รวมฮ่องกง) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 4 นอกจากนี้ สิงคโปร์ (อันดับ 8) เกาหลีใต้ (อันดับ 11) และอินเดีย (อันดับ 22) ต่างก็มีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ไทยมีอันดับที่สูงขึ้น โดยการประกาศใช้มาตรการหลายด้านในปี 2568 เพื่อขยายสิทธิประโยชน์การลงทุนในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืน สาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม เช่น การยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้า การอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดิน และการอำนวยความสะดวกด้านบุคลากรต่างชาติ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนโดยรวมของไทย

อัตราการว่างงานของไทยลดลงเหลือ 0.76% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2557 สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยทักษะและความสามารถของแรงงานไทย (29%) รวมถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ (31%) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย

เดวิด อูเลนบร็อค (David Uhlenbrock) พาร์ทเนอร์ของ Kearney ประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตรงเป้าหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่แข่งขันได้ และกลยุทธ์ China+1 ในภูมิภาค ส่งผลให้การลงทุนใหม่มุ่งเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น เช่น ศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภูมิทัศน์การลงทุนในประเทศไทย” 

ตลาดเกิดใหม่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง

ตลาดเกิดใหม่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนโลกมากขึ้น ทั้งไทยและมาเลเซียมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จากอันดับ 10 เป็น 6 และจากอันดับ 11 เป็น 7 ตามลำดับ) ในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสำหรับตลาดเกิดใหม่ของ Kearney ปี 2569 โดยเฉพาะไทยที่มีการปรับตัวขึ้นสูงสุดท่ามกลางการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จีนยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเกิดใหม่อันดับ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้าอยู่ในระดับสูง ติดอันดับ 5 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการจัดอันดับความมั่นใจสุทธิของตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อนักลงทุน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ยังคงช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุน

แม้ความตั้งใจในการลงทุนจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ผู้บริหารยังคงตื่นตัวต่อความเสี่ยงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีหน้า (36%) ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (30%)

ในขณะเดียวกัน นโยบายอุตสาหกรรมกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจลงทุน จากการสำรวจพบว่านักลงทุนทั่วโลก 84% ระบุว่านโยบายอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน และ 57% เชื่อว่านโยบายดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้นักลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนทางการเงินว่าเป็นเครื่องมือนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย 88% มองว่านโยบายที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยที่ดีและ 80% มีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการสนับสนุนทางการเงิน

สิทธารถ ปาทัก (Siddharth Pathak) พาร์ทเนอร์อาวุโสของ Kearney กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการแบ่งขั้วมากขึ้น เอเชียครองสัดส่วนสูงสุดของตลาดที่ติดอันดับในดัชนีปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่นที่มีความก้าวหน้าที่น่าสนใจที่สุดของภูมิภาค โดยกลับเข้ามาอยู่ในดัชนีระดับโลกอีกครั้ง และมีอันดับที่สูงขึ้นในดัชนีตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางการกระจายห่วงโซ่อุปทานแบบ China+1 ที่ยังคงดำเนินต่อไป และความน่าสนใจในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางที่เพิ่มสูงขึ้น ในภาพรวม นักลงทุนกำลังนำเงินทุนไปยังตลาดที่มีการผสมผสานระหว่างศักยภาพ ด้านนวัตกรรม โอกาสในการเติบโต และความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์”

เกี่ยวกับดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569

ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569 (2026 Kearney FDI Confidence Index®) จัดทำขึ้นจากข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสำรวจผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำทั่วโลกจำนวน 507 คน โดยดำเนินการสำรวจในเดือนมกราคม 2569 กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจประกอบด้วยผู้บริหารระดับ C-level ผู้นำระดับภูมิภาค และผู้นำหน่วยธุรกิจจากบริษัทที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 500 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป โดยบริษัทเหล่านี้มีสำนักงานใหญ่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก และครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ

การคำนวณค่าดัชนีใช้วิธีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากจำนวนคำตอบที่อยู่ในระดับสูง ปานกลาง และต่ำ ซึ่งเป็นคำตอบต่อคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงในตลาดที่เลือกไว้ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า โดยค่าดัชนีคำนวณจากคำตอบของบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ค่าดัชนีของสหรัฐอเมริกาจะไม่นับรวมคำตอบจากนักลงทุนที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ค่าดัชนีที่สูงขึ้นแสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นเป็นเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น

ข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่นำเสนอในรายงานนี้เป็นตัวเลขประมาณการและคาดการณ์ล่าสุดจาก Oxford Economics เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนแหล่งข้อมูลทุติยภูมิอื่น ๆ ได้แก่ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ธนาคารกลาง กระทรวงการคลังและการค้า แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง และแหล่งข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

 

เกี่ยวกับ Kearney

‎คาร์นีย์ (Kearney) เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการชั้นนำระดับโลกมากว่า 100 ปี และได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำใน Fortune Global 500 มากกว่าสามในสี่ และเป็นที่ปรึกษาให้กับภาครัฐทั่วโลก ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศ บุคลากรของเราคือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร Kearney ยึดหลักการทำงานที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกเป็นสำคัญ พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนด้วยแนวคิดที่สร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเพื่อสร้างคุณค่า ผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

 

ดูข้อมูล FDI Confidence Index ฉบับก่อนหน้านี้ได้ที่www.kearney.com/foreign-direct-investment-confidence-index.

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ Global Business Policy Council (อีเมล: [email protected])

สำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ  

TQPR Thailand ในนามของ Kearney อีเมล: [email protected]


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top