Monday, 14 September 2026
เศรษฐกิจเอเชีย

”อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์“ เชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีนเป็นเสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“     ชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

(18 ส.ค. 68) สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ร่วมกับพิพิธภัณฑ์หงหู สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน “นิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีน ครั้งที่ 2” อย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์ กรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันลึกซึ้งในวัฒนธรรมและศิลปะระหว่างสองประเทศ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้างเวทีให้ศิลปินมีโอกาสถ่ายทอดผลงานอันทรงคุณค่าต่อสาธารณชน ตอกย้ำมิตรภาพที่มั่นคงระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ, นางสาวประจงจิต พลายเวช รองประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ และ นางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ผู้จัดงานในครั้งนี้

ความพิเศษของนิทรรศการครั้งนี้ คือการนำเสนอผลงานภาพวาดพู่กันจีนจากศิลปินชั้นนำกว่า 20 คน ซึ่งเดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายเฟิง กุ้ยฉวน ประธานพิพิธภัณฑ์หงหู และหัวหน้าคณะศิลปินจากประเทศจีน นำทีมมาร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจีน อาทิ ภาพเขียนเทพเจ้ากวนอู ภาพเขียนภูเขา ภาพทิวทัศน์ ภาพหมีแพนด้า ภาพสัตว์มงคล และภาพดอกไม้ ถ่ายทอดผ่านฝีแปรงพู่กันจีนอย่างประณีตและทรงคุณค่า

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวว่า
การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศในด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และเศรษฐกิจถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวจีน พร้อมกระตุ้นความสนใจในศิลปวัฒนธรรมจีนในหมู่ประชาชนไทยได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศิลปิน กระชับมิตรภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและขอเชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีน เสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“อย่างยั่งยืนยาวนานและชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

ทั้งนี้ภาพวาดพู่กันจีนถือเป็นศิลปะที่สะท้อนอารมณ์ ปรัชญา และวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญในหลายด้าน 
1. สะท้อนปรัชญาและความเชื่อ
ภาพวาดจีนมักแฝงแนวคิดเต๋าและขงจื๊อ เช่น ความสมดุลของหยิน-หยาง (ภูเขาเป็นหยิน น้ำเป็นหยาง) 
ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ (ความยืดหยุ่น), ปลาคาร์ฟ (ความสำเร็จ), เสือ (อำนาจ) เพื่อสื่อความหมายเชิงปรัชญา 
2. เป็นเครื่องมือฝึกจิตใจ
การวาดพู่กันจีนต้องใช้สมาธิสูง ช่วยขัดเกลาจิตใจและสร้างสมดุลทางอารมณ์ 
3. มรดกทางวัฒนธรรม
มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง 
ภาพวาดโบราณเช่น "คนขี่มังกร" (สมัยจั้นกั๋ว) ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
4. เทคนิคและสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัว
ใช้ "รัตนะทั้งสี่" ได้แก่ พู่กันจีน หมึก กระดาษเซวียนจื่อ และแท่นฝนหมึก 
มีหลักการสำคัญ 6 ประการ โดยเฉพาะ "จิตวิญญาณแห่งจังหวะ"ซึ่งเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัว 
เน้นพื้นที่ว่างและความเรียบง่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการ 
 5. บทบาทในสังคมจีน
ในอดีตใช้คัดเลือกขุนนาง โดยวัดจากลายมือและความประณีต 
ปัจจุบันยังเป็นศิลปะที่มีชีวิต ใช้ตกแต่งบ้านเพื่อเสริมฮวงจุ้ย 
ศิลปินมักรวมบทกวี ตราประทับ และภาพวาดไว้ด้วยกัน เรียกว่า "สี่ล้ำเลิศ" 
ภาพวาดพู่กันจีนจึงไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่เป็น "หน้าต่าง" ที่เปิดสู่โลกทัศน์ วิถีคิด และจิตวิญญาณของอารยธรรมจีนมาหลายพันปี.

เวียดนาม รื้อกติกาที่ดิน!! เซ็ตเป้าหมาย GDP โต 10% ลดขั้นตอนเวนคืนที่ดินทันใจ ปลดล็อกโรงงาน ถนน ดึงทุนลงทุน เปิดเกมแข่งไทยในอาเซียนธุรกิจ

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดิน

เพื่อนบ้านเดิมพัน GDP 10% ปลดล็อกที่ดิน เร่งโรงงาน–ถนน–เงินลงทุนเดินหน้า

ขณะที่หลายประเทศในเอเชียกำลังถามว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้โตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เวียดนามกลับกำลังตั้งเป้าที่แรงกว่านั้น เศรษฐกิจต้องโตระดับ 10% และสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามเลือกทำ ไม่ได้มีแค่แจกเงิน ลดภาษี หรือออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแต่กำลังหันไปรื้อ “คอขวดของระบบ” ที่ทำให้โครงการลงทุนเดินช้า หนึ่งในนั้นคือ กติกาเรื่องที่ดิน

เวียดนามกำลังเดินหน้าปรับกฎหมายและกลไกด้านที่ดินครั้งใหญ่ เพื่อเร่งการจัดหาที่ดิน ลดขั้นตอนเวนคืน แก้ปัญหาการชดเชย และปลดล็อกโครงการที่ติดค้างอยู่ในระบบ

เป้าหมายสำคัญคือ

ทำให้ที่ดินพร้อมใช้เร็วขึ้น ทำให้โรงงานเริ่มสร้างเร็วขึ้น ทำให้ถนนและโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าเร็วขึ้น

และทำให้เงินลงทุนเปลี่ยนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่าเดิม

สิ่งที่เวียดนามกำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการ “แก้กฎหมายที่ดิน” แต่กำลังพยายามแก้คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าทำอย่างไรให้ประเทศเดินได้เร็วขึ้น ปัญหาของเวียดนาม ไม่ใช่ไม่มีนักลงทุน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจสูงที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติในเอเชีย โรงงานใหม่เข้ามา, นิคมอุตสาหกรรมขยายตัว, ธุรกิจเทคโนโลยีตั้งฐาน, เมืองขนาดใหญ่เติบโต รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่การมี “เงินลงทุน” ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะเดินหน้าได้ทันที เพราะหนึ่งในปัญหาที่เวียดนามเผชิญมานานคือ การได้มาซึ่งที่ดิน หลายโครงการต้องติดอยู่กับขั้นตอนการเวนคืน การเจรจาค่าชดเชย การจัดหาพื้นที่ทดแทน

การตั้งถิ่นฐานใหม่ และกระบวนการราชการที่กินเวลายาวนาน

บางโครงการมีเงินพร้อม ผู้ลงทุนพร้อม แบบพร้อมแต่สร้างไม่ได้เพราะ “ที่ดินยังไม่พร้อม” นี่คือจุดที่เวียดนามกำลังพยายามรื้อใหม่ เวียดนามกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง ‘ที่ดิน’ แนวคิดสำคัญของรัฐบาลเวียดนามคือ ไม่มองที่ดินเพียงในฐานะทรัพย์สินที่รัฐต้องควบคุมหรือบริหาร แต่ต้องมองว่า ที่ดินคือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะที่ดินเชื่อมโยงโดยตรงกับ โรงงาน, นิคมอุตสาหกรรม, บ้าน, เมือง, ถนน, รถไฟ, สนามบิน, ท่าเรือ, Data Center, คลังสินค้า, พลังงาน และอุตสาหกรรมใหม่หากขั้นตอนเกี่ยวกับที่ดินใช้เวลานานเกินไป สิ่งที่เสียไปจึงไม่ใช่แค่เวลาของเจ้าของโครงการ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศนี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเวียดนามกำลังพยายามทำให้กลไกการจัดหาที่ดินและการดำเนินโครงการมีความคล่องตัวมากขึ้น

เป้าหมาย GDP 10% ทำให้ ‘ความเร็ว’ กลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเวียดนามตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเพียง 5-6% การปล่อยให้โครงการหนึ่งล่าช้าอาจยังพอยอมรับได้

แต่เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับขึ้นไปถึง 10% ต่อปี ทุกคอขวดจะกลายเป็นปัญหาทันที เพราะเศรษฐกิจจะโตระดับนั้นไม่ได้ หากโรงงานใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มสร้าง ถนนสร้างไม่ได้เพราะเวนคืนไม่เสร็จ

นิคมอุตสาหกรรมมีนักลงทุนรอ แต่ไม่มีพื้นที่พร้อมหรือโครงการเมืองใหม่ติดอยู่กับข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐบาลเวียดนามจึงกำลังเชื่อมเรื่อง “ที่ดิน” เข้ากับเรื่อง “GDP” โดยตรง พูดง่าย ๆ คือ

ถ้าที่ดินเดินช้า เศรษฐกิจก็เดินช้า เร็วขึ้น แต่ต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดินเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของเวียดนามมานานเพราะทุกครั้งที่มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น ย่อมมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมดังนั้นโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ได้มีแค่

“ทำอย่างไรให้เวนคืนเร็ว” แต่ต้องตอบอีกคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนที่เสียที่ดิน ยังสามารถมีชีวิตที่ดีหลังการพัฒนา” แนวทางใหม่จึงให้ความสำคัญกับการชดเชยที่เหมาะสม พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่อยู่อาศัยทดแทนและการลดความแตกต่างของค่าชดเชยในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงกัน

นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะหากรัฐเร่งโครงการอย่างเดียว แต่ไม่สามารถจัดการผลกระทบต่อประชาชนได้ดี

ความเร็วที่ได้มา อาจแลกด้วยความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอีกเกมหนึ่งคือ ‘ข้อมูลที่ดิน’

เวียดนามไม่ได้แก้เฉพาะตัวกฎหมายแต่ยังเดินหน้าสร้างระบบข้อมูลที่ดินระดับประเทศเป้าหมายคือทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการใช้ที่ดิน ราคา, ผังเมือง, การใช้ประโยชน์ เขตพัฒนาและพื้นที่ลงทุน เชื่อมโยงกันมากขึ้นในระบบดิจิทัลหากทำได้จริง ประโยชน์จะมีมากกว่าแค่ลดเอกสารราชการ เพราะจะช่วยให้ นักลงทุนตัดสินใจเร็วขึ้น รัฐวางผังได้แม่นขึ้น ประเมินราคาได้โปร่งใสขึ้น ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และลดพื้นที่ของการใช้ดุลพินิจในโลกที่นักลงทุนเปรียบเทียบประเทศแบบวันต่อวัน ข้อมูลที่ช้า ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือการต้องวิ่งหลายหน่วยงาน อาจกลายเป็นเหตุผลให้เงินลงทุนเลือกไปที่อื่นได้ทันที

เวียดนามไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของที่ดิน แต่เปลี่ยนวิธีใช้ที่ดินแม้จะเดินหน้าปฏิรูปครั้งใหญ่ เวียดนามยังคงหลักการพื้นฐานเดิมไว้ที่ดินยังเป็นทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม โดยรัฐเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเปิดเสรีกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบเต็มรูปแบบแต่คือการพยายามทำให้

ทรัพยากรที่ดินถูกนำไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเปลี่ยนจาก“มีที่ดินแต่ใช้ไม่ได้” ไปสู่ “มีที่ดินและพร้อมนำไปใช้สร้างเศรษฐกิจ”

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับไทย ไม่ใช่ว่าเราต้องทำเหมือนเวียดนามประเทศไทยกับเวียดนามกำลังแข่งขันกันมากขึ้นในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการดึงโรงงานจากจีน EV, อิเล็กทรอนิกส์, Data Center, โลจิสติกส์, พลังงาน, อุตสาหกรรมอาหาร และฐานการผลิตเพื่อส่งออก การแข่งขันเหล่านี้ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ใครให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าแต่กำลังวัดกันด้วยว่าใครทำให้โครงการเริ่มได้เร็วกว่า หากประเทศหนึ่งลดภาษีให้นักลงทุน 5% แต่อีกประเทศทำให้โรงงานเริ่มก่อสร้างได้เร็วกว่า 2 ปี นักลงทุนอาจเลือกประเทศที่สองเพราะสำหรับธุรกิจระดับโลกเวลา คือ ต้นทุน

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดินพาดหัวนี้อาจฟังดูแรงแต่สารสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กล้วย” และไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ควรทำภาคเกษตร สิ่งที่ควรถามคือ

ในวันที่เราออกโครงการใหม่ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ

เราได้ใช้พลังมากพอหรือยังกับการแก้ระบบเดิมที่ทำให้โครงการเหล่านั้นเดินไม่ได้?

เพราะสิ่งที่เวียดนามกำลังทำคือแทนที่จะถามเพียงว่า “ปีนี้จะมีโครงการอะไรเพิ่ม?” เขากำลังย้อนกลับไปถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้โครงการเดิมเดินช้า?” และเมื่อพบว่าหนึ่งในคำตอบคือ “ที่ดิน” รัฐบาลก็เลือกแตะปัญหานั้นโดยตรง ถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้เดินช้า นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากเวียดนาม

การเติบโตระดับสูงไม่ได้เกิดจากการมีโครงการจำนวนมากเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ เงิน, คน, ที่ดิน, กฎหมาย, โครงสร้างพื้นฐานและระบบราชการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เวียดนามกำลังเดิมพันว่าถ้าปลดล็อกที่ดินได้โรงงานจะมาเร็วขึ้น การลงทุนจะเกิดเร็วขึ้นโครงสร้างพื้นฐานจะเดินเร็วขึ้นและ GDP จะโตเร็วขึ้นตามไปด้วยผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ยังต้องพิสูจน์

เพราะการปฏิรูปที่ดินเป็นเรื่องซับซ้อน และมีความเสี่ยงทั้งด้านสิทธิประชาชน ราคาที่ดิน การเก็งกำไร และความโปร่งใส

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเวียดนามไม่ได้กำลังรอให้เศรษฐกิจโตเองเขากำลังพยายามรื้อสิ่งที่เชื่อว่า “ขวางไม่ให้ประเทศโต” และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยน่าจับตามอง เพราะในสมรภูมิใหม่ของอาเซียน การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครมีโครงการมากกว่า แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถเปลี่ยนโครงการให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วกว่า

THE STATES TIMES

หมายเหตุ: แนวทางแก้ไขกฎหมายและกลไกด้านที่ดินของเวียดนามบางส่วนยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและจัดทำรายละเอียด จึงต้องติดตามตัวบทสุดท้ายและการบังคับใช้ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top