Monday, 7 September 2026
เศรษฐกิจสหรัฐ

รัฐบาลทรัมป์ ไล่ออก!! พนักงาน หลายพันคน พิษการเมือง!! ทำราชการ อัมพาตทั่วประเทศ

(12 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปลดพนักงานรัฐบาลกลางหลายพันรายทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะ “ชัตดาวน์” ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 พร้อมโยนความรับผิดชอบให้พรรคเดโมแครตเป็นต้นเหตุ หลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณและมาตรการขยายสิทธิประกันสุขภาพ

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่าการปลดครั้งนี้เริ่มมีผลในหลายหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) โดยเฉพาะในแผนกความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยที่ทรัมป์ไม่พอใจอย่างหนัก หลังอดีตผู้อำนวยการออกมาชี้ว่า “ไม่มีหลักฐานโกงเลือกตั้ง” ในปี 2020

ตามเอกสารของกระทรวงยุติธรรม มีพนักงานกว่า 4,200 คน ได้รับหนังสือแจ้งเลิกจ้างจากอย่างน้อย 7 หน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,400 ตำแหน่ง และกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 1,100 ตำแหน่งทั้งนี้สหภาพแรงงานได้ยื่นฟ้องต่อศาลกลางเพื่อระงับคำสั่งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการเลิกจ้างระหว่างช่วง “ชัตดาวน์” อาจขัดต่อกฎหมายแรงงานกลาง ศาลมีกำหนดไต่สวนคดีในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

ทรัมป์ระบุระหว่างแถลงในทำเนียบขาวว่า “พวกเขา (เดโมแครต) เป็นคนเริ่มเรื่องนี้เอง” พร้อมอ้างว่าการปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ลดขนาดภาครัฐ” ที่เขาผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกว่า 300,000 คน เตรียมออกจากตำแหน่งอยู่แล้วตามแผนปรับโครงสร้างของฝ่ายบริหาร

ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงยืนยันไม่ยอมถอย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งเป็นสิทธิสำคัญของประชาชนกว่า 24 ล้านคน ที่พึ่งพาระบบประกันสุขภาพภาครัฐ โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า

“ตราบใดที่รีพับลิกันยังไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อทุกชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของตัวเอง ทั้งงานที่หายไป ครอบครัวที่ลำบาก และบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบ”

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อมีรายงานว่าทรัมป์ได้สั่ง “อายัดงบโครงสร้างพื้นฐาน” กว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการในรัฐนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์ ซึ่งล้วนเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตและพื้นที่ที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่งบประมาณประจำทำเนียบขาวเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า “RIFs had begun” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการ “ลดกำลังคน (Reduction in Force)” อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการปลดครั้งนี้จะเป็น “ขนาดใหญ่” แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขทั้งหมด

ในกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สื่อสารยืนยันว่ามีพนักงานราว 41% ถูกสั่งพักงานและเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งกระทบต่อการติดตามโรคระบาด การวิจัยทางการแพทย์ และโครงการสาธารณสุขหลายด้าน ส่วนกระทรวงการคลังเองก็เริ่มปลดพนักงานในหน่วยจัดเก็บภาษี (IRS) ที่ถูกระบุว่าอาจถูกตัดตำแหน่งกว่า 1,300 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการปลดยังลามไปถึงกระทรวงที่ทรัมป์เคยประกาศจะ “ปิดให้หมด” อย่างกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจสำคัญด้านข้อมูลเศรษฐกิจ การพยากรณ์อากาศ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายในพรรครีพับลิกันจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดย ซูซาน คอลลินส์ ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภา ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยว่า

“ไม่ว่าจะทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือถูกพักงาน พนักงานรัฐบาลเหล่านี้ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน พวกเขาไม่ควรถูกลงโทษเพราะความขัดแย้งทางการเมือง”

ความตึงเครียดทางการเมืองในสหรัฐฯ ครั้งนี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบราชการและเศรษฐกิจอย่างหนัก พนักงานหลายแสนคนทั่วประเทศต้องรอรับเงินเดือนที่ลดลง หรือไม่ได้รับค่าจ้างเลย ขณะที่กองทัพกว่า 2 ล้านนายอาจไม่ได้รับเงินเดือนวันที่ 15 ตุลาคม หากรัฐบาลยังไม่สามารถกลับมาเปิดทำการได้ทันเวลา

หนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ พุ่งไม่หยุด!! 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ประชากรเฉลี่ยหนี้สูงถึง 1.16 แสนดอลลาร์ ดอกเบี้ยพุ่งวันละเกิน 3 พันล้าน ภาระหนี้ทำรัฐบาลกู้เพิ่มต่อเนื่อง

หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดอกเบี้ยพุ่งกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน

หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,280 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังรัฐบาลกลางมีหนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 80 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ 2026 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Budget Office: CBO) รายงานว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 เพียงอย่างเดียว รัฐบาลสหรัฐฯ กู้เงินไปประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 57.6 ล้านล้านบาท)

หากนำยอดหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์มาเทียบกับจำนวนประชากรสหรัฐฯ ตามประมาณการของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ในปี 2026 ที่ประมาณ 342.7 ล้านคน จะเท่ากับว่ามีหนี้รัฐบาลกลางเฉลี่ยประมาณ 116,700 ดอลลาร์ต่อประชากรหนึ่งคน (ประมาณ 3.73 ล้านบาทต่อคน)

ขณะเดียวกัน ภาระในการจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้ก้อนมหาศาลนี้ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดย CBO ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ จ่าย ดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 963,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30.8 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย มากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน (มากกว่า 96,000 ล้านบาทต่อวัน)

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1378382704450086/?rdid=5vvUypdFCpQa16uT#

ทรัมป์คะแนนนิยมทรุดหนัก!! คะแนนนิยมเหลือ 33% ต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจ ประชาชนกังวลเศรษฐกิจและค่าครองชีพ 57% ชี้สถานะการเงินแย่ลงภายใต้รัฐบาล แม้รีพับลิกันก็ติดลบหนักในเดือนเดียว

คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของโพล Financial Times เหลือเพียง 33% ขณะที่ชาวอเมริกันเกือบ 60% ระบุว่า สถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจทั่วประเทศล่าสุดของ Financial Times ร่วมกับ Focaldata พบว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 33% ที่พอใจกับการทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงอีก 3 จุดจากเดือนก่อน และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ FT เริ่มสำรวจคำถามนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ปัญหาหลักมาจาก เศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยเกือบสองในสามมองว่าเศรษฐกิจกำลังเดินไปผิดทิศทาง ขณะที่ 57% ระบุว่าสถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เพิ่มจาก 53% ในเดือนก่อน แม้แต่ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งพรรครีพับลิกัน คะแนนเห็นชอบต่อการบริหารเรื่องงานและเศรษฐกิจของทรัมป์ก็เหลือเพียง 53% ลดลงเกือบ 8 จุดในเดือนเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393347396286950/?rdid=RmnCA0ezl8esjiZ5#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top