(27 ก.ค. 68) ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งเฮฟวี่เมทัลในฐานะศิลปินเดี่ยวและสร้างคุณูปการให้กับวงการอย่างมากมาย
จากการที่มีชารอน คอยอยู่เคียงข้าง ทำให้ออซซีตัดสินใจฮึดสู้อีกครั้ง เขากลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว อัลบั้มเปิดตัวของออซซีมีเพลงฮิตหลายเพลง อาทิ Mr. Crowley, Flying High Again, Suicide Solution และเพลงดังอมตะตลอดกาล อย่าง ‘Crazy Train’ ที่ต่อมาในภายหลังเพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นบทเพลงอมตะขึ้นหิ้งของวงการร็อกและเฮฟวี่เมทัลมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้อัลบั้มนี้ติดท็อป 10 บนชาร์ตบิลบอร์ดในอังกฤษและอันดับที่ 21 ในอเมริกา ชื่อเสียงของออซซีกลับมาโด่งดังอย่างฉุดไม่อยู่อีกครั้ง และเลื่อนขั้นเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ผู้เป็นเสาหลักของวงการนับแต่นั้น หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกลับมาผงาดอีกครั้งของออซซีก็คือ มือกีต้าร์หนุ่มอัจฉริยะที่เปรียบเสมือนมือกีต้าร์คู่บุญที่เกิดมาเพื่อส่งให้ออซซีขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่าง ‘แรนดี โรดส์’ (Randy Rhoads) ณ เวลานั้น แรนดีเป็นมือกีตาร์ไฟแรงในวัย 20 ต้น ๆ อดีตสมาชิกของวง ‘Quiet Riot’ ซึ่งโดดเด่นด้วยสไตล์การเล่นที่นำดนตรีคลาสสิกมาผสมกับดนตรีเฮฟวี่เมทัลในแบบของออซซี จนผลงานในชุดแรกของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ปล่อยออกมาในปี 1980 อย่าง ‘Blizzard of Ozz’ สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับวงการดนตรีอีกครั้ง แต่แล้วออซซีก็ต้องพบกับอุปสรรคและความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อในปี 1982 ที่ออซซีและกำลังอยู่ในช่วงทัวร์คอนเสิร์ต ‘Diary of a Madman’ ก็ต้องสูญเสียมือกีตาร์คนสำคัญอย่างแรนดีไป จากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขาและสมาชิกคนอื่นๆในวง โศกนาฏกรรมดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจให้กับสมาชิกวงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะออซซีที่เพิ่งจะกลับมายืนในวงการได้ไม่นาน แต่ด้วยการดูแลจากชารอน และยังได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนนักดนตรีคนอื่น ๆ ทำให้ออซซีสามารถกลับมายืนอยู่บนเวทีได้อีกครั้ง
ออซซียังคงออกผลงานและทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง จนในปี 1994 สามารถคว้ารางวัลแกรมมี่แรกมาครองได้ อย่างเพลง ‘I Don’t Want to Change The World’ จากอัลบั้มบันทึกการแสดงสด ‘Live & Loud’ และสิ่งหนึ่งที่นับเป็นหนึ่งในคุณูปการอันยิ่งใหญ่ตลอดในเส้นทางสายดนตรีของออซซีก็คือ ภายหลังการเสียชีวิตของมือกีต้าร์คู่บุญอย่างแรนดีแล้ว เขายังได้สร้างมือกีตาร์ระดับโลกมากมายขึ้นมาประดับวงการผ่านการมาร่วมวงของเขา อาทิเช่น ‘เจค อี. ลี’ (Jake E. Lee), ‘แซค ไวล์ด’ (Zakk Wylde), ‘โจ โฮล์มส์’ (Joe Holmes) และ ‘กัส จี’ (Gus G) เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่ออซซีให้ความสำคัญและทำอย่างต่อเนื่องก็คือการให้โอกาสและสนับสนุนผลักดันคนรุ่นหลังให้มีโอกาสแจ้งเกิดและรับไม้ต่อจากเขาเสมอ หมุดหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ออซซีได้สร้างขึ้นและมอบไว้ให้กับคนรุ่นหลังก็คือ ในปี 1996 ออซซีและชารอนได้สร้างเทศกาลร็อกสุดยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่าง ‘Ozzfest’ เป็นเทศกาลที่ช่วยสนับสนุนศิลปินและวงการดนตรีเฮฟวี่เมทัล มีวงดนตรีร็อกระดับตำนานมากมายที่ออซซีผลักดันขึ้นโชว์ อย่าง ‘Slayer’, ‘Motorhead’ และ ‘Linkin Park’ รวมถึงวง ‘Slipknot’ ก็แจ้งเกิดครั้งแรกบนเวทีนี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ออซซียังได้ออก studio album ร่วมกับศิลปินระดับไอคอนของวงการมากมาย นับตั้งแต่รุ่นใหญ่อย่าง ‘เอริค แคลปตัน’ (Eric Clapton), ‘เอลตัน จอห์น’ (Elton John) หรือ ‘เจฟฟ์ เบ็ค’ (Jeff Beck) ไล่มาถึงรุ่นกลางอย่าง ‘แสลช’ (Slash) จนมาถึงรุ่นหลานอย่าง ‘โพสต์ มาโลน’ (Post Malone) ในปี 2023 ออซซีได้คว้ารางวัลแกรมมี่ สาขาอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม จากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 13 ‘Patient Number 9’ และรับรางวัล ‘Best Metal Performance’ จากเพลง ‘Degradation Rules’ รางวัลเหล่านี้ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของออซซีในฐานะตำนานวงการดนตรีที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และออซซียังถูกเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ ‘Rock And Roll Hall of Fame’ ในปี 2024 อีกด้วย
ในส่วนของวง Black Sabbath นั้น เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปหลายปี ความบาดหมางระหว่างออซซีและเพื่อนสมาชิกคนอื่นก็ทุเลาลง จนในปี 1985 พวกเขาได้กลับมารวมตัวเฉพาะกิจ และขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ‘Live Aid Philadelphia’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือวิกฤตความอดอยากในเอธิโอเปีย และในปี 1997 สมาชิก Black Sabbath ยุคก่อตั้งทั้งสี่ก็ได้กลับมารวมตัวและออกทัวร์กันอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยอัลบั้มลำดับที่ 19 ออกมาในชื่อว่า ‘13’ ก่อนที่จะประกาศยุติวงอย่างเป็นทางการในปี 2017
ความทรุดโทรมของสังขารสู่การบอกลาตลอดกาลอย่างยิ่งใหญ่ และสง่างาม
ตลอดช่วงท้ายชีวิต ออซซีเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังประสบอุบัติเหตุจากรถควอดไบค์ในปี 2003 และการพลัดตกในบ้านเมื่อปี 2019 ซึ่งกระทบต่อกระดูกสันหลัง จนเขาต้องประกาศยุติการทัวร์ในปี 2023 นอกจากนี้ออซซียังต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็นโรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากการดื่มหนักและใช้ยาเสพติดอย่างหนักหน่วงในวัยหนุ่ม จนทำให้เขาไม่สามารถออกทัวร์ได้ในระยะหลังเป็นเวลาหลายปี แต่ในที่สุด ในเดือนมกราคม 2568 ชารอนก็ได้ออกมาประกาศว่า ออซซีในวัย 75 ปี เตรียมจะเล่นคอนเสิร์ตอำลาเหล่าแฟนเพลง หลังจากที่ต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพต่าง ๆมานาน โดยชารอนได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เขาคงจะกลับมาทัวร์ไม่ได้แล้วละ แต่เรากำลังวางแผนที่จะโชว์อีกสักสองโชว์เพื่อกล่าวอำลาแฟน ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งสามีของฉันบอกว่า ‘ผมยังไม่ได้บอกลาเหล่าแฟน ๆ ของผมเลย ผมอยากจะอำลาพวกเขาให้มันเหมาะสมกว่านี้’” ซึ่งคอนเสิร์ตอำลาดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า “Back To The Beginning” ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาที่สนามกีฬา Villa Park ที่ตั้งอยู่ในบ้านเกิดของออซซี บริเวณย่านแอสตันเมืองเบอร์มิงแฮม คอนเสิร์ตครั้งนี้เต็มไปด้วยแฟนๆ ชาวร็อกจำนวนกว่า 40,000 คน แม้ออซซีจะไม่สามารถลุกขึ้นยืนแสดงเหมือนเมื่อครั้งอดีต แต่เขาก็สามารถสร้างความประทับใจด้วยการนั่งขับร้องเพลงอย่างสุดความสามารถบนบัลลังก์สีดำทะมึน และยังแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อกับคนดูอย่างสนุกสนานเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด และเมื่อถึงท่อนร้องก็จะเห็นได้ว่าออซซีเค้นพลังทุกหยาดหยดออกมา ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในมาตรฐานของศิลปินระดับโลกที่ไม่เคยจางหายถูกถ่ายทอดให้แฟนๆ ได้รับฟังและชมอย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ทุกคนทราบกันดีว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นเขาขึ้นแสดง และหลายคนยังคิดในใจว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นออซซีในบทบาทที่ดีที่สุด และทรงพลังที่สุด ก่อนที่โลกนี้จะพรากเขาไป นั่นทำให้แฟนจำนวนไม่น้อยถึงกับหลั่งน้ำตาในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต และในตอนท้ายของคอนเสิร์ต ออซซีก็ได้มีโอกาสกล่าวคำขอบคุณและอำลาแฟนเพลงของเขาอย่างยิ่งใหญ่และซาบซึ้งใจ ไม่เพียงเท่านั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพวกเขาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลเด็กและสถานรักษาอาการพาร์กินสันอีกด้วย และไม่นานหลังจากคอนเสิร์ตจบลงได้เพียง 17วัน แฟนๆ ต้องเผชิญกับความจริงเมื่อออซซีเสียชีวิตลงอย่างสงบ ปิดฉากตำนานศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกลงอย่างสมบูรณ์และสง่างามโดยไม่มีอะไรติดค้าง และแฟนๆทั่วโลกต่างร่วมกันไว้อาลัยอย่างเศร้าสลด
มรดกที่แท้จริงของ Ozzy Osbourne อาจวัดได้จากเสียงสะท้อนของศิลปินรุ่นหลังและเพื่อนร่วมวงการ วงร็อกระดับตำนานหลายวงยกย่องเขาว่าเป็น "พี่ชายใหญ่แห่งวงการร็อก" ผู้ซึ่ง "เปลี่ยนโฉมหน้าดนตรีไปตลอดกาล"
ตัวอย่างหนึ่งในคำสรรเสริญที่ทรงพลังที่สุดจากวง Metallica วงที่เรียกอาจนับเป็นลูกหลานสายตรงของ Black Sabbath และเป็นหนึ่งในวงหลักที่ขึ้นเล่นเป็นวงเปิดให้กับออซซีและ Black Sabbath ในคอนเสิร์ตสุดท้ายที่ผ่านมาได้กล่าวไว้ว่า Ozzy คือ "วีรบุรุษ, ไอคอน, ผู้บุกเบิก, แรงบันดาลใจ, ครู และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อน"
Ozzy Osbourne ไม่ได้เป็นเพียงนักดนตรี เขาคือสถาปนิกผู้ร่วมก่อร่างสร้างแนวเพลงเฮฟวีเมทัล เป็นศิลปินเดี่ยวที่พิสูจน์ตัวเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และคือไอคอนทางวัฒนธรรมผู้ทลายกำแพงระหว่างดนตรีร็อกกับกระแสหลักได้อย่างน่าทึ่ง มรดกของเขาจะยังคงดังก้องกังวานอยู่ในทุกริฟฟ์กีตาร์ที่หนักหน่วงและเสียงร้องของศิลปินร็อกรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไปอีกนานแสนนาน
สิ่งที่ออซซีทำให้เราเห็นตลอดช่วงชีวิตอันมีสีสันและยืนยาวของเขาก็คือการยอมรับความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ออซซีไม่เคยพยายามขัดเกลาตัวเองให้ดูดี เขายอมรับว่าเคยเป็นคนเลวอย่างจริงใจและซื่อสัตย์ แต่เขาก็ไม่เคยหยุดพยายามทำให้ดีขึ้น โดยมีความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองและมีความรักในเสียงดนตรีนำทาง โอบกอดด้วยความรักจากครอบครัวและมิตรสหายคอยประคับประคอง ในวันที่เขาจากไป เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในหัวใจของคนทั่วโลก เพราะบางครั้งการดำรงอยู่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่คือการทิ้งบางสิ่งที่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกเป็นมรดกตกทอดให้กับคนรุ่นหลังรวมทั้งแผ้วถางเส้นทางไว้ให้ด้วยความมุมานะพยายาม ความเชื่อมั่น ความรักและน้ำใจอันใสสะอาดที่จริงแท้ ออซซีทำมันได้สำเร็จอย่างงดงามและสง่างามอย่างที่สุด
ด้วยจิตคารวะ
Rest In Fxxxin’ Peace.