Thursday, 4 June 2026
เถ้าแก่น้อย

ปทุมธานี-เถ้าแก่น้อย ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี ปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน

ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเถ้าแก่น้อย ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี ปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงวัคชีน ประเดิมลงพื้นที่ภายในธันวาคมนี้แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะทยอยได้รับวัคซีนโควิด-19 กันไปเป็นจำนวนมากแล้ว

หลังจากที่หลากหลายหน่วยงานได้เร่งระดมฉีดวัคซีน ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายลง แต่ยังคงมีบางกลุ่มบุคคลที่ไม่อาจเข้าถึงการฉีดวัคชีนครั้งนี้อีกไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ เถ้าแก่น้อย เล็งเห็นความสำคัญ และตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ จึงริเริ่มโครงการ "เถ้าแก่น้อย ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี มอบวัคซีน Sinopharm จำนวน 1,090 โดส" ขึ้นมา เพื่อลงพื้นที่ฉีดวัคซีน Sinopharm รวมมูลค่าราว 1 ล้านบาท ให้แก่ประชาชนในจังหวัดปทุมธานี เพื่อฉีดให้กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มด้อยโอกาสในชุมชนต่างๆ ผ่านการจัดสรรการฉีดวัคซีนตามนโยบายของจังหวัดตามความเหมาะสม พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ภายในเดือนธันวาคมนี้

นายณรงศักดิ์ โอสถธนากรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า "สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นในจังหวัดปทุมธานีพบผู้ป่วยยืนยันมีแนวโน้มคงที่อย่างต่อเนื่องทุกอำเภอ ส่วนการเข้ามาของสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาเราได้หารือกับฝ่ายสาธารณสุขว่าทำ

MAJOR เก็บหุ้น ‘TKN’ เพิ่มอีก 2% รวมถือ 7% แต่กลุ่ม ‘พีระเดชาพันธ์’ ยังถือเกิน 50%  

บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN ตอกย้ำศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังกลุ่ม MAJOR เข้าลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มอีก 27.6 ล้านหุ้น คิดเป็น 2% เตรียมหารือทำ Synergy นำความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท หนุนสร้างการเติบโตในอนาคต 

นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสาหร่ายทะเลแปรรูปทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า “เถ้าแก่น้อย” รวมถึงขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในปีนี้ของ TKN มั่นใจว่าจะผลักดันการเติบโตที่ดี โดยจะคงมุ่งรักษาความเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลแปรรูปภายใต้แบรนด์ ‘เถ้าแก่น้อย’ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับความสามารถด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ทำให้ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (MAJOR) ได้เพิ่มการลงทุนเข้าซื้อหุ้น TKN เพิ่มอีกจำนวน 27.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 2% ซึ่งรวมกับหุ้นเดิมส่งผลทำให้ MAJOR เข้าถือหุ้นในบริษัทฯ 7% 

บทเรียน Insider Trading จาก ‘เถ้าแก่น้อย’ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งองค์กร สะเทือนไกลถึงระบบตลาดทุนไทย ชี้ ควรแก้วิกฤติทันทีกู้ความเชื่อมั่นระยะยาว

บทนำ
ข่าวคดีใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่โยงถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน สะเทือนมากกว่าราคาหุ้นวันสองวัน มันกระแทก “ทุนทางความเชื่อมั่น” ของทั้งองค์กร—ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ไปจนถึงพนักงาน และโยงไปไกลถึงระบบตลาดทุนไทยโดยรวม บทความนี้เจาะให้ผู้บริหารและคนทำธุรกิจเห็นว่า การพลาดของผู้นำหนึ่งคน สามารถทำให้ทั้งตลาดสั่นได้อย่างไร และควรทำอะไรทันทีเพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างยั่งยืน

1) เคสเถ้าแก่น้อย: ข้อเท็จจริงแบบย่อ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เกิดกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องหลายรายในคดีซื้อขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) และการสื่อสารกับนักลงทุน

2) ไม่ใช่เคสเดียว: ปรากฏการณ์ที่ไทยเคยเจอ
• Thai Union (TU): กรณีผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากคดี insider trading และมีการเปลี่ยนแปลงระดับบอร์ด
• CP ALL: เกิดคดี insider trading ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ จนต้องออกมาชี้แจง–ขอโทษต่อสาธารณะ
สองตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ‘ชื่อชั้นแบรนด์’ หรือ ‘ขนาดธุรกิจ’ ไม่ได้กันความเสี่ยงด้าน CG หากวินัยและระบบกำกับดูแลไม่เข้มพอ
.
3) ทำไมเรื่องนี้ “แพง” สำหรับผู้บริหาร
1) Cost of Capital สูงขึ้น – ความไม่ไว้วางใจทำให้ผู้ให้ทุนเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
2) Reputation Risk ติดตัว – ลูกค้า–คู่ค้า–พาร์ทเนอร์บางรายจะชะลอหรือทบทวนการร่วมมือ
3) Talent Risk – คนเก่งลังเลจะอยู่ต่อ หากรู้สึกว่าผู้นำไม่ยืนข้างกติกา
4) Regulatory Overhang – ความเสี่ยงทางกำกับดูแลยืดเยื้อ กินสมาธิผู้บริหาร และทำให้แผนกลยุทธ์สะดุด

4) 10 Checkpoints ที่ผู้บริหารต้องทำ “ทันที”
1) Freeze Window & Pre‑clearance: กำหนดช่วง Blackout และระบบอนุมัติล่วงหน้าสำหรับผู้บริหารทุกระดับ
2) Insider List & Logging: ทำรายชื่อผู้รับรู้ข้อมูลสำคัญและล็อกการเข้าถึงแบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3) Board Oversight ที่เป็นอิสระ: เสริมอำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระให้พิจารณาดีลที่เสี่ยงขัดผลประโยชน์
4) Whistleblower ที่ใช้ได้จริง: ช่องร้องเรียนเป็นความลับ พร้อม SLA ในการสอบสวน
5) Conduct Training รายไตรมาส: เทรนนิ่งภาคบังคับ พร้อมแบบทดสอบผ่านเกณฑ์
6) IR Protocol: คู่มือสื่อสารวิกฤต—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไร, รูปแบบเอกสาร–FAQ
7) Event Timeline Disclosure: เปิดเผยเส้นเวลา “รู้–พิจารณา–ตัดสินใจ–ลงมือ” ให้ตรวจสอบได้
8) Third‑party Review: ใช้ที่ปรึกษาอิสระทำ Forensic Review/Compliance Gap Assessment
9) KPI & Pay Link: ผูกคะแนน CG/ESG เข้ากับโบนัสและ Long‑term Incentive ของผู้บริหาร
10) Board Refresh: ทบทวนโครงสร้างบอร์ด–ทักษะ–วาระ เพื่อยกระดับวัฒนธรรมรับผิดชอบ

5) Crisis Playbook 48 ชั่วโมงแรก (ย่อ)
0–6 ชม.: ตั้ง War‑room, เคลียร์ Facts, แตะเบรกทุกการสื่อสารที่ไม่ผ่าน IR/Legal
6–24 ชม.: แถลงสั้น–จริง–ตรวจสอบได้, อธิบายขั้นตอนสอบสวนและมาตรการป้องกันซ้ำ, สื่อสารภายในกับพนักงาน
24–48 ชม.: เผยไทม์ไลน์, FAQ สำหรับนักลงทุน/สื่อ, นัดอัปเดตครั้งถัดไป, เปิดช่อง Q&A อย่างมีกรอบ
Do: โปร่งใส, รักษาความเท่าเทียมข้อมูล, วัดอารมณ์ผู้มีส่วนได้เสีย
Don’t: โยนความผิด, ชี้นำราคา, ให้สัญญาเกินศักยภาพ
.
6) Governance‑by‑Design: ทำให้ “การยึดกติกา” เป็นดีฟอลต์
• ออกแบบกระบวนการที่ทำผิดได้ยาก (Hard to do wrong): ระบบอนุมัติ, สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, และเตือนอัตโนมัติ
• ใช้ Data & Audit Trail: บันทึกทุก access/approval เพื่อลดช่องโหว่และเร่งการสอบสวนเมื่อเกิดเหตุ
• Integrate กับยุทธศาสตร์ธุรกิจ: CG ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอาวุธสร้างความได้เปรียบในการดึงทุนและพาร์ทเนอร์คุณภาพ

บทสรุป
Insider trading ไม่ใช่แค่ความผิดตามกฎหมาย แต่มันคือ “สัญญาณของวัฒนธรรม” ว่าองค์กรยอมให้กติกาถูกบิดเพื่อประโยชน์บางคน ผู้บริหารที่เข้มแข็งต้องรีบยกระดับระบบ—ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล—เพื่อกู้ทุนความไว้วางใจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว คำถามที่ท้าทายผู้บริหารทุกคนคือ: ในวันที่องค์กรถูกจับจ้อง คุณจะเลือกปกป้องราคาในวันพรุ่งนี้ หรือปกป้องความน่าเชื่อถือในอีก 10 ปีข้างหน้า?

ถอดรหัสกลยุทธ์เลือกตัวแทนแบรนด์ของ “เถ้าแก่น้อย” จาก Idol Marketing สู่ Brand Content Creator ใช้เป็นสะพานเชื่อมครอบครัว-Gen Z-ตลาดต่างประเทศ บทเรียนที่ SME ต้องคิดให้จบ ก่อนจ่ายเงินจ้างดารา

เวลาเห็นแบรนด์เถ้าแก่น้อยประกาศพรีเซ็นเตอร์ใหม่ทีไร มักไม่ใช่แค่ “จ้างดาราดัง” แต่คือการขยับหมากธุรกิจครั้งใหญ่เสมอ

จากยุคที่พาไอดอลระดับเอเชียอย่าง F4, BNK48, Sehun EXO มาช่วยเขย่าตลาดสาหร่ายมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทในไทย มาจนถึงยุคดึง “แม่ชม-น้องแอบิเกล” เจาะครอบครัว และ “Chen Zheyuan” นักแสดงจีนขวัญใจ Gen Z ทั่วเอเชีย มาเป็นตัวแทน New Asian Wave ให้แบรนด์ไทยตัวเล็กเดินเกมระดับภูมิภาคได้แบบไม่เขิน ๆ

ถ้ามองผิวเผิน เราอาจเห็นแค่รูปสวย ๆ คลิปโฆษณาปัง ๆ แต่ถ้ามองแบบคนทำธุรกิจ “ทุกหน้าที่ขึ้นบิลเป็นสิบ ๆ ล้านบาท” มีตรรกะและ Framework อยู่ข้างหลัง

บทความนี้เลยชวนถอดรหัสว่า เถ้าแก่น้อย “เลือกพรีเซ็นเตอร์อย่างไร” มั่นใจได้ยังไงว่า “เงินที่จ่ายคุ้ม” และผู้ประกอบการ-เจ้าของแบรนด์ จะหยิบอะไรไปใช้ได้บ้าง

1. จาก Idol Marketing สู่ Portfolio Presenter
ถ้ามองเป็นเส้นเวลา เถ้าแก่น้อยแทบจะเป็นเคสคลาสสิกของ “Idol Marketing ในไทย”

ยุค Idol Marketing เต็มตัว
- ดึง F4, BNK48, Sehun EXO มาต่อคิวเป็นพรีเซ็นเตอร์
- แคมเปญ #TaokaenoiXSehun ขึ้นเทรนด์ Twitter ไทยอันดับ 1 และ Worldwide อันดับ 2 ภายในเวลาไม่นาน พร้อมติดเทรนด์ในหลายประเทศอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และถูกพูดถึงใน Weibo จีนด้วย
- เป้าหมายชัดมาก: “ครองใจวัยรุ่น-แฟนคลับ” ให้หยิบสาหร่ายเป็น first pick เวลาซื้อขนม

คิดแบบ “พอร์ตพรีเซ็นเตอร์” ไม่ใช่แค่คนเดียวจบ
- ใช้ไอดอลหลายกลุ่ม หลายประเทศ เพื่อให้หนึ่งแบรนด์จับหลายตลาดพร้อมกัน (ไทย-จีน-อาเซียน)
- ทำให้พรีเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่หน้าโฆษณา แต่เป็น “สินทรัพย์ในพอร์ต” ที่ช่วยลดความเสี่ยง และเปิดโอกาสตลาดใหม่ไปพร้อมกัน

จากมุมมองธุรกิจ นี่คือการใช้ “ความดังของพรีเซ็นเตอร์” เป็น “ตัวเร่งการเจาะตลาด” (Market Penetration) ไม่ใช่แค่เพิ่มยอดแบบระยะสั้น

2. ขยับเกมสู่ “Brand Content Creator” และโลกของ Gen Z
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคขยับจากดูทีวี → ดูมือถือ → อยู่ในเกม เถ้าแก่น้อยก็ขยับจาก “จ้างคนดังขึ้นบิลบอร์ด” มาสู่ “จ้างคนทำคอนเทนต์เป็นอาชีพ”

ดึง zbing z: จากพรีเซ็นเตอร์สู่เครื่องจักรผลิตคอนเทนต์
ปี 2024-2025 แบรนด์ประกาศกลยุทธ์ Brand Content Creator ดึง “แป้ง zbing z” ยูทูบเบอร์สายเกมที่มีผู้ติดตามใน YouTube กว่า 18 ล้านซับฯ มาร่วมทำคอนเทนต์ทั้งปี เป็นตัวเปิดเกมเจาะกลุ่มเกมเมอร์-นิวเจน

และไม่ได้จบแค่คลิปโฆษณา YouTube แต่ต่อยอดไปถึง…
- แคมเปญ Tao Kae Noi World x 7-Eleven บน Roblox ให้คนเข้าไปเล่นเกม ฟาร์มสาหร่าย-เข้าโรงงาน-จัดร้าน 7-Eleven แล้วเอาโค้ดในเกมมาแลกของจริงหน้าร้านได้ และเอาโค้ดจากซองจริงไปแลกไอเท็มในเกมได้อีก (O2O เต็มรูปแบบ)

แปลภาษาแบบคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
จาก “คนดูโฆษณา” → กลายเป็น “คนเล่นกับแบรนด์”
จาก “ผู้ชม” → กลายเป็น “ผู้เล่น & ลูกค้า”

พรีเซ็นเตอร์ยุคนี้เลยต้องตอบคำถามว่า…
- คนนี้พาเราเข้าแพลตฟอร์มไหนได้บ้าง? (YouTube, TikTok, Roblox, IG ฯลฯ)
- แฟนเขาอยู่ในวัย-ไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการหรือเปล่า?
- เขาสามารถสร้าง “เนื้อเรื่องของแบรนด์” ให้คนอยากพูดต่อได้ไหม?

นี่คือการ shift จาก Image Fit ไปสู่ Content Fit อย่างชัดเจน

3. เจาะครอบครัวด้วย “คู่แม่-ลูก”: แม่ชม & น้องแอบิเกล
อีกหมากที่น่าสนใจมากคือการดึง “แม่ชมพู่-น้องแอบิเกล” เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แม่ลูก เพื่อเจาะตลาด Family แบบตั้งใจสุด ๆ

ในงานเปิดตัว “เถ้าแก่น้อย x เถ้าแก่เกล Snack Party” บริษัทพูดชัดว่า ปีนี้วางกลยุทธ์เจาะตลาดกลุ่มครอบครัว และต้องการสร้างภาพว่า “สาหร่ายไม่ใช่ขนมวัยรุ่นอย่างเดียว แต่เป็นขนมที่ ‘ลูกกินได้ แม่กินด้วย’ จริง ๆ”

จุดที่น่าโฟกัสในมุมธุรกิจคือ
- แบรนด์ลงทุนงบการตลาดแคมเปญนี้กว่า 40-50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารยาวไปถึงต้นปีหน้า
- ใช้กรอบกลยุทธ์ 3 GO
  - GO FIRM - เสริมธุรกิจหลัก (สาหร่ายทอด/อบ/ย่าง) ให้แข็ง
  - GO BROAD - ขยายพอร์ตไปสาหร่ายอบ-ย่าง-โรยข้าว
  - GO GLOBAL - ใช้พรีเซ็นเตอร์และ Idol Marketing ดันภาพระดับโลก

แปลว่า “การเลือกแม่ชม-น้องเกล” ไม่ใช่แค่เพราะดัง-น่ารัก แต่เพราะตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน: สินค้า / กลุ่มเป้าหมาย / วิสัยทัศน์แบรนด์

4. ระดับภูมิภาค: ใช้ Chen Zheyuan เป็นสะพานไป Gen Z เอเชีย
อีกหมากล่าสุดคือการเปิดตัว Chen Zheyuan นักแสดง-นักร้องจีนที่กำลังดังมากในเอเชีย มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ระดับอินเตอร์ พร้อมคำโปรยว่าเป็นตัวแทน “New Asian Wave” และสะท้อน “ความสดใหม่ด้วยเสน่ห์อบอุ่น” ของแบรนด์

ถ้ามองเชิงกลยุทธ์ นี่คือการใช้พรีเซ็นเตอร์เพื่อ…
- เสริมภาพ “แบรนด์ไทยที่เล่นในเวทีเอเชีย” ไม่ได้อยู่แค่ในไทย
- เจาะ Gen Z ในจีน-อาเซียนที่เสพซีรีส์-คอนเทนต์เอเชียร่วมกัน
- ดันเถ้าแก่น้อยให้กลายเป็น “ของกินในวัฒนธรรมป๊อปเอเชีย” มากกว่าขนมบนชั้นในเซเว่น

สำหรับ SME นี่เป็นตัวอย่างชัด ๆ ว่า ถ้าจะออกไปต่างประเทศ การเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ “เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้น” จะช่วยลดเวลาเรียนรู้ตลาด และย่นระยะจาก “ไม่รู้จักเลย” → “คุ้นหน้า-คุ้นแบรนด์” ได้เร็วมาก

5. แล้วเขารู้ได้ไงว่า “คุ้ม”
เงินจ้างพรีเซ็นเตอร์ระดับนี้ ไม่ใช่หลักแสน แต่มักเริ่มต้นที่หลักหลายล้านไปจนถึงสิบ ๆ ล้าน คำถามสำคัญคือ “เขารู้ได้ยังไงว่าไม่แพงเกินไป”

ก่อนจ่าย - เขามี “เลขในหัว” เสมอ
ก่อนตัดสินใจ แบรนด์ต้องตอบให้ได้ว่า
- งบพรีเซ็นเตอร์ + โปรดักชัน + สื่อทั้งหมด = กี่ล้าน
- ต้องการยอดขายเพิ่มเท่าไหร่ / ในช่วงเวลากี่เดือน
- จะใช้แคมเปญนี้ดันอะไรเป็นหลัก
  - ยอดขายทันที?
  - เปิดตลาดใหม่?
  - เปลี่ยนภาพลักษณ์ในหัวคน?

กรณีแคมเปญแม่ชม-น้องเกล บริษัทสื่อสารชัดว่า ลงงบการตลาดกว่า 40-50 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง เพื่อเร่งสร้าง Brand Awareness และดันการเติบโตในกลุ่มสาหร่ายอบ-ย่าง-โรยข้าว ที่เติบโตเฉลี่ย 40-100% อยู่แล้ว

ตีความในมุมธุรกิจได้ว่า เงินที่ลงไป ไม่ได้หวังแค่ยอดเดือนเดียว แต่หวัง “ต่อยอดจากฐานที่กำลังโตอยู่แล้ว” ให้ไปไกลกว่าเดิม

ระหว่างแคมเปญ-ดูทั้งยอดขายและ “เสียงในตลาด”
ตัวชี้วัดสำคัญ เช่น
- ยอดขายในช่องทางเป้าหมาย (เซเว่น, Modern Trade, Online)
- การติดเทรนด์-ยอดเอ็นเกจบนโซเชียล (เคส Sehun คือ textbook ของการสร้างกระแสระดับภูมิภาคใน 1 ชั่วโมง)
- ปริมาณคอนเทนต์ที่คนทำต่อ (UGC) - รีวิว, TikTok, คลิปเล่นมุกกับพรีเซ็นเตอร์ ฯลฯ

หลังจบ - วัด “สินทรัพย์ในใจคน”
สิ่งที่ต้องดูหลังแคมเปญจบ คือ
- คนจำแบรนด์ในบริบทใหม่ไหม?
  - เช่น “สาหร่าย = ขนมของทุกคนในบ้าน” ไม่ใช่แค่วัยรุ่น
  - หรือ “เถ้าแก่น้อย = ขนมของเด็กเกมเมอร์” ฯลฯ
- ช่องทาง-ประเทศใหม่ที่พรีเซ็นเตอร์พาแบรนด์เข้าไป
- ดราม่าจบลงอย่างไร ถ้ามีวิกฤตเกิดขึ้น

อย่างกรณีดราม่า F4 Fanmeet กลายเป็นหนึ่งเคส Crisis ที่ถูกหยิบมาพูดถึงเรื่อง การออกแบบกติกาแคมเปญ-การบริหารแฟนคลับ แต่สุดท้ายเถ้าแก่น้อยก็ยังเดินหน้ากลยุทธ์ Idol/Creator Marketing ต่อ เพียงแต่ต้องจัดการความแฟร์-ความรู้สึกของแฟนให้ดีกว่าเดิม

นี่คืออีกด้านของคำว่า “คุ้ม” ที่ไม่ได้วัดแค่ยอดขาย แต่รวมถึง “ความเชื่อใจต่อแบรนด์” ด้วย

6. Framework 5 ข้อ: ถอดสูตรเลือกพรีเซ็นเตอร์แบบเถ้าแก่น้อย
สรุปเป็นเช็กลิสต์ที่เจ้าของธุรกิจ-คนทำแบรนด์หยิบใช้ได้เลย

1) เริ่มจาก “กลยุทธ์ตลาด” ไม่ใช่เริ่มจาก “อยากได้ใคร”
   - ปีนี้อยากโตกับใคร? วัยรุ่น / แม่บ้าน / ครอบครัว / Gen Z เกมเมอร์ / ลูกค้าต่างประเทศ
   - พรีเซ็นเตอร์ต้อง “เจ้าถิ่น” ในกลุ่มนั้นจริง ๆ

2) ภาพลักษณ์ต้อง Match แกนแบรนด์
   - เถ้าแก่น้อยมี Essence คือ สนุก สดใส ใช้ชีวิตอย่างมีรสชาติ
   - พรีเซ็นเตอร์จึงต้องมีพลัง เป็นที่รัก และไม่ไกลตัวเกินไป

3) มอง Content Fit ก่อนคิด Media Plan
   - คนนี้ทำคอนเทนต์กับเราได้กี่แบบ? (รีวิว, เล่นเกม, Vlog, Live, Fanmeet)
   - เขาจะเล่าเรื่องสินค้าเราให้กลายเป็น “เรื่องราวในชีวิตเขา” ได้ไหม

4) คิดเรื่อง Reach ข้ามแพลตฟอร์ม-ข้ามประเทศ
   - เคส Sehun หรือ Chen Zheyuan คือการใช้พรีเซ็นเตอร์เป็น “สะพานวัฒนธรรม”
   - ทำให้หนึ่งแคมเปญกระทบหลายประเทศ ไม่ใช่แค่ไทยอย่างเดียว

5) เตรียมแผน Crisis ตั้งแต่วันแรกที่คิดจะจ้าง
   - ตั้งหลักว่า “ถ้ามีดราม่า กติกาแคมเปญไม่แฟร์ หรือระบบล่ม จะรับผิดชอบอย่างไร”
   - เพราะตอนเลือกพรีเซ็นเตอร์ เราไม่ได้เดิมพันแค่เงิน แต่เดิมพัน “ความรู้สึกแฟนคลับ” ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top