Thursday, 4 June 2026
เตือนภัยไซเบอร์

เตือนภัยไซเบอร์!! มิจฉาชีพว่อนหลอกรับบริจาค อ้าง!! ช่วย ‘สงครามยูเครน-งานศพแตงโม’

10 มี.ค. 65 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มีนโยบายให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น

ในขณะนี้ ได้มีแก๊งมิจฉาชีพฉวยโอกาสโดยใช้เหตุการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตของนักแสดงชื่อดัง น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ ‘แตงโม’ และเหตุการณ์สู้รบระหว่าง ‘สหพันธรัฐรัสเซีย’ กับ ‘ยูเครน’ โดยหลอกลวงพี่น้องประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้โอนเงินบริจาคโดยอ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือในการจัดงานศพ หรืออ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือผู้อพยพที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยสงคราม หรือการหลอกรับเงินอ้างว่าต้องการเงินมาช่วยเหลือในการขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่สงครามแล้วจะแบ่งทรัพย์สินให้ เป็นต้น

ผบ.ตร.รวมเหล่าดารา นักแสดงศิษย์เก่าลูกบดินทร ออกเตือนภัยไซเบอร์ให้กับนักเรียนรุ่นน้อง รร.บดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) หวั่นตกเป็นเหยื่อ

วันนี้ (18 ส.ค.66) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เป็นประธานเปิดโครงการ “เสริมสร้างภูมิคุ้มกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี : เยาวชนรุ่นใหม่ รู้เท่าทันภัยไซเบอร์” ณ หอประชุมอาคารบดินทรพัฒน์ โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งเป็นโครงการของ บก.น.4 โดย สน.วังทองหลาง ได้นำร่องอบรมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 รุ่น โดยวันนี้ได้อบรมรุ่นแรกเป็นนักเรียนชั้น ม.6 เข้ารับการอบรมจำนวน 600 คน โดย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.น./ผอ.ศปอส.บช.น. ,พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู รอง ผบก.น.4 และ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง พร้อมด้วยคณะวิทยากรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งยังมีศิษย์เก่าบดินทรเดชาร่วมให้ความรู้แก่คณะครู บุคคลากร และนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชาฯ อาทิ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ศิษย์เก่ารุ่น 9 ,พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.สยศ. ศิษย์เก่ารุ่น 11 ,พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./โฆษก ตร. ศิษย์เก่ารุ่น 16 พร้อมด้วยดารานักแสดงศิษย์เก่า บุ๋ม ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ศิษย์เก่ารุ่น 22 ,เชน ณัฐวัฒน์ เปล่งศิริวัธน์ และอีฟ พุทธธิดา ศิระฉายา ศิษย์เก่ารุ่น 29 

ผบ.ตร. กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ถือเป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่ส่งผล กระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งรูปแบบการประทุษกรรมของ คนร้ายนั้นมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการหลอกลวงผู้เสียหาย เช่น การหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในโทรศัพท์มือถือ เพื่อเข้าไปดูดเงินในบัญชี หรือแอปพลิเคชั่นดูดเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาโดยตลอด และร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและ เอกชนมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราม และติดตามดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้าย อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามพบว่ายังคงมีประชาชนตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวง อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

ซึ่งมีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวันอยู่เสมอจึงมีความเสี่ยงที่จะเจอกลลวงของคนร้ายได้ การป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้ดีที่สุดนั้น คือ การสร้างความรู้ การประชาสัมพันธ์ให้เยาวชนและประชาชนได้รู้เท่าทันอย่างทั่วถึง ไม่ตกเป็นเหยื่อ กลโกงของคนร้ายบนโลกออนไลน์ จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการ เสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ โดยการให้ความรู้กับกลุ่มนักเรียน ซึ่งเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทัน และสามารถถ่ายทอดส่งต่อความรู้ หรือภูมิคุ้มกันนี้ไปยังคนในครอบครัว ญาติมิตร และคนใกล้ชิด เพื่อให้ขยายเครือข่ายของภูมิคุ้มกันเป็นวงกว้าง เพื่อป้องกันการหลอกหลวงจากกลุ่มคนร้ายทุกรูปแบบ

นอกจากนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้จัดทำข้อสอบวัคซีนไซเบอร์ จำนวน 40 ข้อ สำหรับภาคประชาชน เป็นลักษณะข้อสอบความรู้ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาทำข้อสอบได้รู้เท่าทันกลโกงคนร้าย และทราบถึงวิธีการปฏิบัติตนหากถูกหลอกลวง และมีรางวัลให้กับผู้ที่สอบได้คะแนนตั้งแต่ 35 คะแนนขึ้นไปมีสิทธิ์ได้รับรางวัลเป็น Iphone 14 จำนวน 60 เครื่อง เดือนละ 20 รางวัล ซึ่งมีการมอบรางวัลไปขอบเดือน ก.ค. ไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนร่วมทำแบบทดสอบเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ครอบครัว และคนรอบตัวต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเชิงรุกต้านภัยไซเบอร์ ผ่านโครงการ RTP Cyber Village ระดมตำรวจกว่า 5,000 นาย ส่งต่อความรู้ด้านการเตือนภัยไซเบอร์ให้กับประชาชน

วันนี้ (28 มิ.ย.67) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมโครงการ Cyber Village ผ่านระบบ Video Conference กับตัวแทนข้าราชการตำรวจสายงานป้องกันปราบปรามจากทั่วประเทศกว่า5,000 นาย ห้องประชุมชั้น 7 อาคาร1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาตามความต้องการของประชาชน ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานแบบบูรณาการ ภายใต้โครงการ RTP Cyber Village โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการนำแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมของประชาชน เช่น Facebook, Youtube, Google, LINE และ Clubhouse มาประยุกต์ใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างตำรวจกับประชาชน และบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในชุมชน

การดำเนินงานในโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และตำรวจภูธรภาค 1 – 9 โดยมีหน่วยงานระดับ บก.น./ภ.จว. ในสังกัด จำนวน 85 หน่วยงาน และระดับ สน./สภ. จำนวน 1,483 หน่วยงาน เข้าดำเนินการในหมู่บ้าน/ชุมชนเป้าหมาย จำนวน 7,524 หมู่บ้าน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นชุดชุมชนสัมพันธ์ จำนวน 10,365 นาย

ทั้งนี้ โครงการ RTP Cyber Village มีจุดมุ่งหมายหลักในการดำเนินงาน คือเน้นการนำสื่อ Social Media มาประยุกต์ใช้เป็นสื่อกลางกับประชาชน สร้างการรับรู้อย่างเข้าใจและเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ต่อยอดการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมระดับชุมชนที่รวดเร็วและทันท่วงที ตามนโยบายหลักด้านการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมรูปแบบใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จบปัญหา “ตำรวจปลอม-บัญชีม้า-สายลวงโลก” ด้วยแอปเดียว! รู้จัก “Police Care” เกราะป้องกันไซเบอร์ที่คนไทยต้องมีในปี 2026

ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาไปไกลถึงขั้นใช้ AI ปลอมเสียงและหน้า (Deepfake) เพื่อหลอกลวงประชาชน การมีแค่ "สติ" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ล่าสุดวงการแอปพลิเคชันภาครัฐได้เปิดตัวเครื่องมือไม้ตายใหม่ที่กำลังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม นั่นคือ "Police Care" แอปพลิเคชันที่ถูกขนานนามว่าเป็น "สถานีตำรวจพกพา" ที่จะมาปิดช่องโหว่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์แบบครบวงจร

ทำไม Police Care ถึงกลายเป็นแอปสามัญประจำเครื่องที่คนไทยต้องโหลดในปี 2026? นี่คือ 3 ฟีเจอร์เด็ดที่ออกแบบมาแก้ Pain Point ของเหยื่อโดยเฉพาะ

1. เช็กให้ชัวร์ก่อนเชื่อ: ระบบตรวจสอบ “ตำรวจจริง vs ตำรวจปลอม”
มุกเดิมๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือการ VDO Call มาพร้อมเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ ข่มขู่ด้วยหมายจับปลอม ทำให้เหยื่อตกใจจนโอนเงิน ฟีเจอร์ "Verify Officer" ของ Police Care จะเข้ามาจัดการเรื่องนี้
•    การทำงาน: เพียงแค่ประชาชนกรอกชื่อ-นามสกุล หรือตำแหน่งที่มิจฉาชีพแอบอ้าง (หรือสแกน QR Code ประจำตัวเจ้าหน้าที่หากมีการแสดง) ระบบจะเชื่อมฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที
•    ผลลัพธ์: แอปฯ จะแสดงสถานะทันทีว่าบุคคลนี้เป็นตำรวจจริงหรือไม่ สังกัดหน่วยงานใด และหน้าตาตรงปกหรือไม่ ช่วยให้ประชาชนวางสายได้ทันทีที่รู้ว่าเป็นตัวปลอม

2. ปุ่มฉุกเฉินสกัดเงินไหล: “อายัดบัญชีม้า” ได้ทันที ไม่ต้องรอสายด่วน
ปัญหาใหญ่ในอดีตคือ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก การโทรหาศูนย์ AOC 1441 หรือธนาคารอาจใช้เวลาถือสายรอ ซึ่งทุกวินาทีคือโอกาสที่คนร้ายจะโยกย้ายเงิน
•    การทำงาน: Police Care เชื่อมต่อ API กับสมาคมธนาคารไทยโดยตรง เมื่อผู้ใช้กดแจ้งเหตุฉุกเฉินและระบุเลขบัญชีปลายทางที่โอนไป ระบบจะส่งคำสั่ง "ระงับธุรกรรมชั่วคราว" (Freeze) ไปยังธนาคารปลายทางทันทีเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อ
•    ผลลัพธ์: ตัดวงจรการยักย้ายถ่ายเทเงินของบัญชีม้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการได้เงินคืนสูงสุด

3. รู้ทันก่อนรับสาย: เช็กเบอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบ Real-time
แม้จะมีแอปฯ ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์เอกชนอยู่แล้ว แต่ Police Care ยกระดับความแม่นยำด้วยฐานข้อมูล Blacklist จากการแจ้งความจริงทั่วประเทศ
•    การทำงาน: ผู้ใช้สามารถนำเบอร์โทรศัพท์ที่น่าสงสัยมากรอกตรวจสอบ หรือตั้งค่าให้แอปฯ แจ้งเตือนเมื่อมีเบอร์ที่อยู่ในบัญชีดำโทรเข้ามา ระบบจะระบุพฤติกรรมความเสี่ยง เช่น "เบอร์นี้ถูกแจ้งความคดีหลอกลงทุน 50 ครั้ง"
•    ผลลัพธ์: สร้างเกราะป้องกันด่านแรก ให้ประชาชนไม่หลงกลรับสาย หรือรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะเริ่มบทสนทนา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top