Thursday, 4 June 2026
เงินบาทแข็ง

'แบงก์ชาติ' แถลง!! พร้อมแทรกแซงหากผันผวนเกินไป หลังเงินบาทแข็งลงมาเหลือ 32.6 บาทต่อดอลลาร์

(25 ก.ย. 67) น.ส.พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทผันผวนมากขึ้น โดยปรับแข็งค่าขึ้น 3.8% ตั้งแต่ต้นปี และปรับแข็งค่าเร็วอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคในไตรมาส 3 จากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่าการคาดการณ์ของตลาด ประกอบกับการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนที่ส่งผลเชิงบวกต่อทิศทางเงินสกุลภูมิภาค

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังมีแรงกดดันด้านแข็งค่าเพิ่มเติมจากปัจจัยในประเทศ ทั้งเงินลงทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม รวมถึงราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 2,670 ดอลลาร์ สรอ. ต่อออนซ์

ทั้งนี้ ธปท. ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพร้อมเข้าดูแลเมื่อเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากผิดปกติเพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเศรษฐกิจจริง

ใครได้ ใครเสีย? ค่าเงินบาทแข็ง VS ค่าเงินบาทอ่อน ภายใต้ 'แบงก์ชาติ' ที่ไม่อาจปล่อยเอียงข้างใดข้างหนึ่ง

จากกรณีค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งตัว และมีแนวโน้มที่จะแข็งตัวต่ออย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้เกิดคำถามว่าจะส่งผลอย่างไรต่อภาพรวมของประเทศไทย และใครที่จะได้ประโยชน์ หรือใครจะได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ หากมองในเชิงของประโยชน์ จะพบว่า...
- ผู้นำเข้า : จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า เพราะราคาสินค้าจากต่างประเทศถูกลง
- ประชาชน : จะซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศได้ถูกลง
- ผู้ลงทุน : จะนำเข้าสินค้าทุนได้ถูกลง เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ
- ผู้เป็นหนี้กับต่างประเทศ : จะมีภาระหนี้ลดลง เพราะใช้เงินบาทน้อยลงในการชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศ

ทีนี้ถ้ามองในเชิงของผลกระทบหรือใครที่จะเสียประโยชน์จากค่าเงินแข็งตัว พบว่า...
- ผู้ส่งออก : จะนำรายได้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง
- คนทำงานต่างประเทศ : จะนำรายได้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง
- ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว : จะได้รับเงินสกุลต่างประเทศนำรายได้มาแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง

ทีนี้ ถ้ามองมุมกลับ หากค่าเงินบาทอ่อนลง สิ่งที่พอจะอธิบายในเบื้องต้นได้ง่ายที่สุด คือ เราก็จะต้องใช้เงินบาทมากขึ้น เพื่อแลกเงินสกุลอื่นในจำนวนเท่าเดิมนั่นเอง

แต่ทั้งนี้ หากมองในเชิงของประโยชน์ จะพบว่า...
- ผู้ส่งออก : จะนำรายได้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น
- คนทำงานต่างประเทศ : จะนำรายได้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น
- ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว : จะได้รับเงินสกุลต่างประเทศ เพื่อนำรายได้มาแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น

ส่วนในแง่ของผลกระทบหรือใครที่จะเสียประโยชน์จากค่าเงินอ่อนตัว พบว่า...
- ผู้นำเข้า : ต้องเพิ่มต้นทุนการนำเข้าสินค้า เพราะราคาสินค้าจากต่างประเทศแพงขึ้น
- ประชาชน : ต้องซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศแพงขึ้น
- ผู้ลงทุน : ต้องนำเข้าสินค้าทุนแพงขึ้น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ
- ผู้เป็นหนี้กับต่างประเทศ : ต้องมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะใช้เงินบาทมากขึ้นในการชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศ

ดังนั้น หากกล่าวโดยสรุปแล้ว ไม่ว่าจะค่าเงินบาทอ่อนหรือแข็ง ก็จะมีทั้งกลุ่มคนที่ได้และเสียเสมอ และแบงก์ชาติเอง ก็ไม่สามารถฝืนกลไกตลาดให้เงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่าไปข้างใดข้างหนึ่งได้ 

ทว่า แบงก์ชาติก็อาจจะมีการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนจะทำเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนผู้เกี่ยวข้องปรับตัวไม่ทันได้ด้วย เช่น ในกรณีที่เราส่งออกสินค้าได้มากกว่าการนำเข้า รวมถึงมีผู้ลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยมาก ๆ ก็จะส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกตลาดที่ควรจะเป็น 

ตรงนี้ >> ไม่มีความจำเป็นที่แบงก์ชาติจะต้องเข้าไปแทรกแซง 

อย่างไรก็ตาม ถ้าการแข็งค่าดังกล่าว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าความสามารถในการปรับตัวของผู้ส่งออกและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดเล็ก แบงก์ชาติก็อาจเข้าไปแทรกแซงได้บ้างตามสมควร เพื่อซื้อเวลาให้ผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ปรับตัวได้ทัน เช่น...

ถ้าต้องการให้เงินบาทอ่อนค่า แบงก์ชาติจะใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อปล่อยเงินบาทเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยการนำเงินบาท ไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศกลับเข้ามาเก็บไว้ หรือแบงก์ชาติออกคำสั่งหรือประกาศนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์ ขายเงินสกุลต่างประเทศให้แก่ธนาคารกลาง เพื่อแลกกับเงินบาท ทำให้ธนาคารพาณิชย์ มีเงินบาทในมือมากขึ้น และเมื่อปริมาณเงินบาทไหลอยู่ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทก็จะอ่อนลง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ มักจะถูกนำมาใช้ควบคู่กันอย่างเหมาะสม เพื่อบริหารจัดการค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ และมีเสถียรภาพ โดยจะต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจ การเงินการคลัง และสถานการณ์โดยรวมในขณะนั้นเป็นตัวกำหนดทิศทาง

เศรษฐกิจไทย 'ฟื้นแค่บนกระดาษ' GDP โต 2.5% แต่ไส้ในน่าห่วง ท่องเที่ยวแผ่ว-บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทย แนะรัฐเร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ดึงเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม

GDP โต 2.5% แต่กระเป๋าไม่โต: เศรษฐกิจฟื้นบนกระดาษ ชีวิตจริงยังติดหล่ม

ไตรมาส 4/2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.5% (YoY) และทั้งปี 2568 โต 2.4% ตัวเลขดูดีขึ้นชัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่โตเพียง 1.2% แต่คำถามที่คนส่วนใหญ่ยังถามคือ "ทำไมชีวิตจริงยังไม่ดีขึ้น"
โตเพราะอะไร: ปลายปีเร่งจากลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศ
• การลงทุนรวมพุ่ง 8.1% สูงสุดในรอบหลายปี โดยการลงทุนเอกชนโต 6.5% หนุนจากการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์
• การบริโภคภาคเอกชนยังโต 3.3% โดยมีแรงเร่งจากตลาดยานยนต์ (รวมถึงแรงจูงใจช่วงมาตรการ EV 3.0)
• การใช้จ่ายสินค้าคงทนปลายปีพุ่ง 12.2% สะท้อนการตัดสินใจซื้อที่ถูกเร่งให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น
• ภาพรวมฝั่งกิจกรรมเศรษฐกิจปลายปีดีขึ้นจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออกบางหมวด (เช่นอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรบางรายการ) ขยายตัวต่อเนื่อง

แล้วทำไมคนยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น
• การเติบโต "กระจุก" อยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางกลุ่มรายได้ ตัวเลขรวมจึงดูดี แต่รายได้ฐานราก/SME ยังตามไม่ทัน
• หนี้ครัวเรือนสูงและต้นทุนการเงินยังเป็นแรงกด ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งถูกดูดไปกับภาระหนี้และดอกเบี้ย
• เงินบาทแข็งกดความสามารถแข่งขันของส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งกระทบรายได้จำนวนมากในระบบเศรษฐกิจจริง
• สัญญาณภาคท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 ยังน่าห่วง: นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 1 ม.ค.-8 ก.พ. ลดลง 10.77% เทียบปีก่อน ส่งผลต่อรายได้ผู้ประกอบการปลายทาง

ทางออกที่ต้องทำให้คน "รู้สึก" ได้จริง
• แก้หนี้แบบพุ่งเป้า: ปรับโครงสร้างหนี้/ลดภาระดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมคุมความเสี่ยงไม่ให้หนี้ใหม่พอง
• เร่งลงทุนให้กลายเป็นงานและรายได้ในประเทศ: ดันโครงการลงทุนให้เชื่อมซัพพลายเชนในประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวเลขปลายปี
• ลดต้นทุนทำมาหากินของคนส่วนใหญ่: พลังงาน โลจิสติกส์ ค่าครองชีพ และเข้าถึงเครดิตของ SME


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top