Thursday, 4 June 2026
เครื่องสำอาง

'ปคบ.-อย.' บุกโกดังลอบผลิตเครื่องสำอาง - ยาสีฟันปลอม ยึดของกลางเกือบ 70,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 14 ล้าน!!

(13 ก.พ. 66) พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. พร้อมด้วย ภก.วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมแถลงการตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด ในเขตประเวศ กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ เพื่อทลายเครือข่ายลอบนำเข้าเครื่องสำอางแบรนด์ไทยปลอมหลากยี่ห้อ ของกลางกว่า 70 รายการ มูลค่ากว่า 14 ล้าน

พล.ต.ต.อนันต์ เปิดเผยว่า จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดและอายัดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และยาสีฟันไทยยี่ห้อดังปลอม และแบรนด์อื่น ๆ กว่า 67,430 ชิ้น 70 รายการ มูลค่าของกลางกว่า 14 ล้านบาท พร้อมจับกุมนายจง (Mr.Zhong) สัญชาติจีน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลสถานที่ โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ รับแค่ว่ามีหน้าที่แพ็คสินค้าและส่งให้ลูกค้าตามออเดอร์ โดยมีนายทุนจีนเป็นคนสั่งการ และทำมาแล้วกว่า 3 เดือน

พล.ต.ต.อนันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ผู้ต้องหาให้การซัดทอดไปยังกลุ่มทุนจีน ว่า เป็นผู้ส่งสินค้ามาให้จากประเทศจีน ตนเป็นคนแพ็คของส่งของ ซื้อขายผ่านร้านแพลตฟอร์มออนไลน์ (ช้อปปี้, ลาซาด้า) กว่า 18 ร้านค้า โดยเปลี่ยนชื่อบัญชีผู้รับโอนเงิน รวมทั้งเปลี่ยนที่จัดส่งหลายครั้ง โดยใช้รถขนส่งของเอกชนเพื่ออำพรางจนยากที่จะตรวจสอบ

เปิดประวัติ ‘หลิน มาลิน’ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 แซ่บไม่ธรรมดา ดีกรี CEO โปรไฟล์ อินฟลูเอนเซอร์ ด้านความงาม-แฟชั่น

(7 เม.ย.67) สิ้นสุดการรอคอยสำหรับค่ำคืนรอบไฟนอล เวทีการประกวด มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 (Miss Grand Thailand 2024) พร้อมกับสาวงามผู้ครองมงกุฏคนใหม่ มิสแกรนด์ภูเก็ต “หลิน มาลิน ชระอนันต์” เจ้าของตำนาน สวย เผ็ด แซ่บ สยบครหานางงามตัวเล็ก ก็มงได้!

วันนี้ THE STATES TIMES จะขอพาทุกท่านไปรู้จัก ‘หลิน มาลิน’ นางงามครบเครื่อง สวยเก่งรอบด้าน โปรไฟล์ไม่ธรรมดา ระดับ CEO สาว

ชื่อ-นามสกุล : มาลิน ชระอนันต์
ชื่อเล่น : หลิน
วันเกิด : 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2539

เชื้อชาติ : ลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์
อายุ : 27 ปี
ส่วนสูง : 165 ซม.
สัดส่วน : 32-24-35
การศึกษา : ปริญญาตรี การสื่อสารและสื่อมวลชน ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

IG : malinmln

ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการนางงาม ‘หลิน มาลิน’ เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลอยู่บ้างแล้ว เนื่องจากเธอเป็น อินฟลูเอนเซอร์ เกี่ยวกับความงามและแฟชั่น มักจะรีวิวเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอยู่บ่อย ๆ ที่สำคัญยังมีธุรกิจส่วนตัว มีดีกรีเป็นถึง CEO ของแบรนด์ Skinboss Thailand

กระทั่งเริ่มต้นประกวดนางงามบนเวทีมิสแกรนด์ภูเก็ต 2024 เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเธอยังครองตำแหน่ง ขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชนบนเวทีนี้อีกด้วยนับว่าเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดที่น่าจับตามองบนเวที มิสแกรนด์ 2024 เลยทีเดียว

ทั้งนี้เมื่อลงสนามใหญ่ สาวหลิน มาลิน ก็ไม่เคยกลัวใคร ไม่สนดราม่า จัดเต็มความแซ่บ สร้างความฮือฮาตั้งแต่เข้ากองวันแรก ในชุดบาบ๋าย่าหยา ชูป้ายทวงคืนความยุติธรรมให้หมอภูเก็ตถูกฝรั่งสวิสฯทำร้ายร่างกาย

และอีกชุดที่เป็นกระแสวิจารณ์สนั่นในโลกโซเชียล คือ ชุดเว้าสูงระดับตำนาน ซึ่งเธอก็สามารถฝ่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์จากโลกโซเชียล และพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถ และศักยภาพที่มี จนได้เป็นสาวงามที่เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายด้วย Boss’s Choice

ทั้งนี้ หลิน มาลิน มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 จะเป็นตัวแทนสาวงามจากประเทศไทยเข้าร่วมประกวด มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2024 ณ ประเทศเมียนมาร์ ในเดือนตุลาคมนี้

Nykaa แบรนด์เครื่องสำอางอินเดียระดับยูนิคอร์น เกิดจากอดีตสาวแบงก์อยากสร้างแพลตฟอร์มบิวตี้ของตัวเอง สู่การสร้างสต๊อก-ปั้น House Brand-ผลิตคอนเทนต์-ควบคุมคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่าจะได้รับของแท้-ของดี

ในโลกสตาร์ตอัป เรามักคุ้นกับภาพ “เด็กจบใหม่” ระดมทุน VC แล้วโตเป็นยูนิคอร์น แต่เคสของ Nykaa ในอินเดีย กลับสวนทางเกือบทุกข้อ

ผู้ก่อตั้งคือ Falguni Nayar อดีตนักการเงินสายแข็ง จากโบรกเกอร์ชื่อดัง Kotak Mahindra Capital เธอเริ่มทำ Nykaa ตอนอายุ ประมาณ 49-50 ปี หลังทำงานธนาคารการลงทุนมากว่า 20 ปี ตั้งบริษัทปี 2012, ทำตลาดแบบเนิบช้า ใช้เวลา 5 ปีถึงจะ Break-even กลายเป็น ยูนิคอร์น ในปี 2020 และเข้าตลาดหุ้นอินเดียปี 2021 ระดมทุน 5,352 โครรูปี IPO ถูกจองซื้อเกิน 80 เท่า และทำให้เธอกลายเป็น “มหาเศรษฐีหญิงสร้างตัวเองที่รวยที่สุดในอินเดีย”

วันนี้ Nykaa คือ อาณาจักรบิวตี้-แฟชั่นแบบ Omnichannel ที่ให้บริการผ่านเว็บ-แอป + ร้านจริงกว่า 200-260+ สาขาทั่วอินเดีย มีลูกค้าสะสมกว่า 45 ล้านคน รายได้โตเฉลี่ยปีละราว 20-25% ต่อเนื่อง และกำไรไตรมาสล่าสุดกระโดดมากกว่า 3 เท่า จากดีมานด์เมกอัพ-สกินแคร์พรีเมียม  

เคสนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในมุม “ผู้หญิงวัย 50 เริ่มธุรกิจแล้วสำเร็จ” แต่มันคือ Playbook ที่เจ้าของกิจการไทย-สายรีเทล-อีคอมเมิร์ซ-บิวตี้ควรเอามาแกะอย่างจริงจัง

1. จากห้องประชุมธนาคารสู่เว็บไซต์ขายลิปสติก

ก่อนจะเป็น “แม่ทัพบิวตี้” Falguni Nayar คือ Managing Director ของ Kotak Mahindra Capital ที่นั่งทำดีล IPO-M&A ให้บริษัทใหญ่ ๆ ของอินเดียมานานหลายสิบปี  

สิ่งที่เธอเห็นจากฝั่งแบงก์คือ อินเดียมี ชนชั้นกลาง-คนรุ่นใหม่-คนทำงานในเมือง เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  

กลุ่มนี้พร้อมจ่ายเพื่อ ความสวย ความมั่นใจ และแบรนด์ระดับโลก แต่ระบบค้าปลีกบิวตี้ในอินเดียตอนนั้น “กระจัดกระจาย” ของแท้-ของปลอมปนกัน สินค้าวางในร้านแบบไม่ได้คัด แบรนด์ใหญ่ไม่ค่อยลงทุนทำ Experience จริงจัง

เธอจึงตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าทำไมอินเดียไม่มี “Sephora แบบเวอร์ชันประเทศตัวเอง” ที่คัดของแท้ให้แล้ว จัดเรียงให้สวย มีคอนเทนต์สอน และส่งถึงบ้านได้

ปี 2012 เธอลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วตั้ง FSN E-Commerce Ventures (ชื่อบริษัทแม่ของ Nykaa) เปิดเว็บขายบิวตี้ที่คัดของแท้-มีรีวิว-มีคอนเทนต์สอน แต่งหน้าทำผมครบชุด  

คำว่า “Nykaa” มาจากภาษาสันสกฤต “Nayaka” แปลว่า นักแสดง/คนที่อยู่ในสปอตไลต์ สะท้อนภาพผู้หญิงที่ “ส่องแสงในแบบของตัวเอง” ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องสำอางตามเทรนด์อย่างเดียว  

2. โมเดลไม่เหมือนใคร: ไม่เป็น Marketplace แต่เป็น “เจ้าของสต๊อก”

หลายแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเลือกเป็น Marketplace  
ให้แบรนด์-ร้านค้าขึ้นมาขายเอง บริษัทเก็บค่าแพลตฟอร์ม Nykaa เลือกทางตรงข้าม ใช้โมเดล Inventory-led ซื้อของจากแบรนด์/ตัวแทนอย่างเป็นทางการ เก็บไว้ในคลังของตัวเอง คุมคุณภาพ-วันหมดอายุ-สภาพสินค้าเองทั้งหมด  

ข้อดีคือ  
1. เรื่องของแท้จบในประโยคเดียว-ลูกค้ารู้ว่า “ซื้อกับ Nykaa = ของแท้” ไม่ต้องลุ้นเหมือนมาร์เก็ตเพลส  

2. บริหารแบรนด์ได้ เลือกได้ว่าจะดันแบรนด์ไหน แยกโซนพรีเมียม-แมส จัดแคมเปญร่วมกับเจ้าของแบรนด์ได้เต็มที่  

3. โครงสร้างกำไรดีกว่าในระยะยาว-แม้ต้องลงทุนคลังสินค้า-ระบบมากขึ้น แต่สามารถเล่นเกม Margin (โดยเฉพาะกับสินค้า House Brand) ได้เต็มมือ  

นี่คือการแลก “ความยากช่วงแรก” กับ “อำนาจต่อรอง-ภาพลักษณ์-กำไรระยะยาว”  

SME ไทยจำนวนมากเลือกเป็น “คนกลางบาง ๆ” เพื่อเสี่ยงน้อย แต่ Nykaa เลือกเป็น “เจ้าของสินค้าเต็มตัว” เพื่อถือ Value Chain ส่วนใหญ่ไว้กับตัวเองตั้งแต่แรก

3. Omnichannel แบบจริงจัง: ออนไลน์เก่ง-ออฟไลน์ก็จัดเต็ม

เริ่มจากเว็บ-แอปก็จริง แต่ Nykaa ไม่ได้หยุดแค่อีคอมเมิร์ซ  

- ปี 2015 เริ่มเปิด Nykaa Luxe / Nykaa On Trend ร้านบิวตี้ออฟไลน์ในเมืองใหญ่ แล้วค่อย ๆ ขยายสาขาไปยังเมืองระดับ 2-3 (Tier-2 / Tier-3 cities) ทั่วประเทศ  

- วันนี้มีร้านบิวตี้กว่า 265 สาขา หลังจากปีการเงิน 2024/25 เพิ่มร้านใหม่ในปีเดียวถึง 50 สาขา ถือเป็นการขยายออฟไลน์ครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท  
ฝั่งตัวเลขรวม

- รายได้จากการดำเนินงาน Q2 FY2025: 18,747 ล้านรูปี (+24% YoY)  

- Q2 ปีถัดมา (ก.ย. 2025) รายได้โตต่อเป็น 23,559 ล้านรูปี (+25% YoY) กำไรสุทธิกระโดดมากกว่า 3 เท่า มาที่ 344.4 ล้านรูปี จากดีมานด์บิวตี้-แฟชั่นพรีเมียมที่ยังแรง  

สาระสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขโต แต่คือ “การพิสูจน์ว่า Omnichannel ใช้ได้จริง”

- ออนไลน์ = ครอบคลุมทั้งประเทศ เข้าถึงได้ทุกที่  
- ออฟไลน์ = ที่ให้ลูกค้า ลองของจริง-ได้ประสบการณ์-รับคำแนะนำ  
- เบื้องหลังคือระบบคลัง-โลจิสติกส์-ดาต้ากลาง ที่รู้ว่าลูกค้าคนเดียวกัน เคยซื้ออะไรจากช่องทางไหน  

สำหรับรีเทลไทย นี่คล้ายกับการบอกว่า อย่ามองสาขาออฟไลน์เป็น “ค่าใช้จ่าย” แต่มองเป็น “เครื่องมือสร้างประสบการณ์” ที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ แล้วกลับไปซื้อซ้ำออนไลน์ได้อีกยาว

4. ไม่ได้ขายแต่แบรนด์คนอื่น สร้าง “House of Nykaa” กินกำไรเองด้วย

อีกหมัดสำคัญของ Nykaa คือการไม่ยอมเป็นแค่ “ห้างรวมแบรนด์” บริษัทสร้างแบรนด์ในเครือตัวเอง (House of Nykaa) ขึ้นมาหลายแบรนด์ ทั้งสายเมกอัพ สกินแคร์ ผม น้ำหอม ฯลฯ แล้วใช้แพลตฟอร์มตัวเองดันขึ้นมา  

- ปีการเงินสิ้นสุด มี.ค. 2025 แบรนด์ในเครือ Nykaa มียอด GMV รวมกว่า 21,000 ล้านรูปี โตเฉลี่ยปีละ 52% ตลอด 5 ปีหลังสุด  

House Brand ทำให้ Nykaa
1. ได้ Margin สูงกว่าสินค้านำเข้า/แบรนด์นอก  
2. คุม ภาพลักษณ์-คุณภาพ-ราคา ได้เอง  
3. มีอีก “ขา” ที่ช่วยดึงลูกค้าเข้ามาในระบบนิเวศของตัวเอง  

จุดนี้สะท้อนสิ่งที่หลายร้านไทย “ยังไม่กล้า” คือ จากเดิมขายของคนอื่น 100% → ขยับมาทำ Private Label/House Brand สัก 10-20% ของพอร์ต แล้วค่อย ๆ ขยาย

5. คอนเทนต์ + คอมมูนิตี้: ไม่ได้ขายของ แต่ขาย “ความรู้สึกอยู่ในวงการบิวตี้”

Nykaa ไม่ได้หวังให้คนเข้ามาในเว็บแค่ “ตอนจะซื้อของ” บริษัทลงทุนสร้าง Content & Community เต็มตัว เช่น

- Nykaa TV ช่องคอนเทนต์สอนแต่งหน้า ทำผม ดูแลผิว รีวิวสินค้า ฯลฯ ผ่าน YouTube / In-app  
- แคมเปญร่วมกับดารา-อินฟลูเอนเซอร์ เช่น #BreakTheHashtag กับ Taapsee Pannu แคมเปญกับ Laxmi Agarwal (ผู้รอดจากกรดสาด) ว่าความสวยไม่ใช่เรื่องผิวหน้าอย่างเดียว แคมเปญกับ Netflix ฯลฯ  
- สร้าง Nykaa Network / Community ให้สาว ๆ มาแชร์ประสบการณ์ รีวิว ถาม-ตอบกันในแพลตฟอร์มตัวเอง  

ผลลัพธ์คือ…
- ลูกค้าไม่ได้รู้สึกว่า Nykaa เป็นแค่ “ร้านขายคสอ.”  
- แต่กลายเป็น “ที่รวมทุกอย่างเกี่ยวกับความงาม” ตั้งแต่แบรนด์ ความรู้ ไปจนถึงสังคมเล็ก ๆ ของคนชอบบิวตี้  
นี่คือการสร้าง Brand Gravity แรงดึงดูดที่ทำให้ลูกค้าหมุนกลับมาเองซ้ำ ๆ ไม่ต้องพึ่งแค่ยิงแอดลดราคาอย่างเดียว

6. ตัวเลขวันนี้: โตแบบ “เนิบแต่แน่น” หลังเข้าตลาดหุ้น

หลัง IPO ปี 2021 หลายคนมองว่า Nykaa “จบแล้วหรือยัง” ตัวเลขล่าสุด (ปี 2024-2025) ตอบแทนค่อนข้างชัด
- รายได้ไตรมาสล่าสุดโต 23-25% YoY ต่อเนื่องหลายไตรมาสติดกัน  

- กำไรสุทธิไตรมาส ก.พ.-มี.ค. 2025 “เกือบสามเท่า” จากปีก่อน จากแรงซื้อสินค้าบิวตี้พรีเมียมของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่

- ไตรมาส ก.ค.-ก.ย. 2025 กำไรโตมากกว่า 3 เท่าอีกครั้ง รายได้จากบิวตี้โต 25% และจากแฟชั่นโต 21% ขยายเครือร้านเพิ่มอีก 19 สาขาเป็น 265 สาขา  

แปลว่า Nykaa ไม่ได้เป็น “ดาวฤกษ์ชั่วคราว” แต่กำลังค่อย ๆ กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานของตลาดบิวตี้อินเดีย ไปทีละนิด

7. บทเรียนสำหรับเจ้าของกิจการไทย จาก Nykaa

1) เริ่มช้าก็ได้ ถ้า “ลึกพอ” และรู้สนามตัวเอง Falguni Nayar เริ่มตอนเกือบ 50 ไม่ใช่เด็ก 20 แต่เธอมี 3 อย่างที่คนหนุ่มสาวหลายคนยังไม่มี

- ความเข้าใจโครงสร้างตลาด-ผู้เล่น-กติกา จากประสบการณ์แบงก์ลงทุน  
- เครือข่ายกับแบรนด์-นักลงทุน-คนในตลาดทุน  
- ความชัดเจนว่า “จะไม่เผาเงินเล่นเกม VC อย่างเดียว” แต่สร้างกิจการที่มีฐานกำไรจริง  

เจ้าของธุรกิจไทยวัย 40-50 ที่กลัวว่า “จะเริ่มใหม่ช้าไปไหม” เคส Nykaa คือคำตอบชัดมากว่า “ไม่สาย ถ้ารู้จะเล่นเกมอะไร และลงลึกพอ”

2) เลือกเป็น “เจ้าของสต๊อก” ถ้าอยากได้อำนาจต่อรอง-กำไร-แบรนด์ระยะยาว 

โมเดล Marketplace ทำให้เริ่มง่าย แต่ทำให้คุณกลายเป็น “ศูนย์รวมร้านคนอื่น” ที่ถูกเปลี่ยนออกได้ง่ายในอนาคต

Nykaa เลือกยากแต่ยั่งยืน: ซื้อของเอง เก็บเอง  
ยอมลงทุนหนักช่วงแรก แลกกับ
- คุมคุณภาพ  
- เลือกได้ว่าจะดันอะไร  
- ทำ House Brand ได้เต็มที่  

ธุรกิจไทยที่ขายสินค้าเฉพาะ (อาหาร, บิวตี้, ของใช้, แฟชั่น) อาจต้องถามตัวเองว่า จะอยู่เฉย ๆ บน Marketplace หรือจะสร้างสินค้าของเราเองในที่สุด

3) ทำ Omnichannel ให้เป็น “ระบบ” ไม่ใช่แค่เปิดร้าน + เปิดเว็บ  

Nykaa ไม่ได้เปิดร้านไปเรื่อย ๆ แบบลองผิดลองถูก  
แต่มีโจทย์ชัด
- เมืองไหนควรมีร้าน เพื่อสร้างความเชื่อใจ–ประสบการณ์  
- ช่องทางออนไลน์ควรเสิร์ฟอะไร (รีฟิล, โปรโมชั่น, การค้นหาสินค้าใหม่)  
- ดาต้ากลางต้องบอกได้ว่า ลูกค้า 1 คน ซื้ออะไรจากช่องทางไหนบ้าง  

ธุรกิจไทยที่มีสาขาอยู่แล้ว แต่ทำออนไลน์ไม่ขึ้น มักติดที่ ระบบดาต้า-สต๊อก-ทีม ไม่ได้เชื่อมกันจริง  

บทเรียนคือ Omnichannel = งานโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ “เปิดอีกช่องทาง”

4) อย่ามัวแต่ขายของคนอื่น สร้าง House Brand ให้ได้สัก 1-2 ตัว  

House of Nykaa ใช้เวลา แต่วันนี้เริ่มเป็นเสาหลักของกำไรบริษัทแล้ว

เจ้าของกิจการไทย
- ร้านบิวตี้ → ทำสกินแคร์เล็ก ๆ, แบรนด์ผม, แบรนด์คลีนซิ่งของตัวเอง  
- ร้านอาหาร → ทำซอส, น้ำจิ้ม, สินค้าแห้งแบรนด์ร้าน  
- ร้านกาแฟ → ทำเมล็ด/ดริป/กาแฟพร้อมดื่มแบรนด์ตัวเอง  

เริ่มจากเล็ก ๆ แต่ตั้งเป้าให้มันโตจน สักวันลูกค้าจำแบรนด์เราได้เองแม้ไม่ได้อยู่ในร้าน

5) Content + Community ไม่ใช่ของเล่น “แผนกมาร์เก็ตติ้ง”  

สำหรับ Nykaa คอนเทนต์คือ เครื่องมือขาย-เครื่องมือสร้างแบรนด์-เครื่องมือสร้างความภักดี ในตัวเดียว

สิ่งที่ TST BIZ เห็นจากเคสนี้
- คอนเทนต์ดี = ลดค่าแอดในระยะยาว  
- คอมมูนิตี้ดี = ลูกค้าช่วยตอบคำถามและขายต่อให้กันเอง  
- ทั้งหมดนี้ต้องวางแผนเหมือนวาง Product Line ไม่ใช่แค่โพสต์ตามใจแอดมิน

ถอดรหัส SIS2SIS เมกอัพราคาเบาใน 7-11 ที่โตด้วยอินไซต์ลูกค้างบน้อยแต่อยากสวย แพ็กเกจจิ้งทำหน้าที่ทั้งสินค้า-เซลส์-โฆษณา บทเรียนธุรกิจสำหรับเจ้าของแบรนด์ไทยยุคใหม่

ถ้าใครเคยเดินเซเว่นหรือร้านบิวตี้โซนเมกอัพซอง น่าจะเคยสะดุดตากับ “SIS2SIS” เมกอัพซองสีหวาน ๆ ราคาเริ่มต้นหลักสิบ ที่เขียนชัดว่าทาได้ทั้งตา แก้ม ปาก และมาพร้อมหัวแปรงในตัวให้ใช้ได้ทันที

เบื้องหลัง “ซองน่ารักราคาน่ารัก” นี้ ไม่ได้มีแค่ไอเดียของถูกและดี แต่คือการออกแบบธุรกิจตั้งแต่ อินไซต์ลูกค้า แพ็กเกจจิ้ง ราคา ช่องทางขาย ไปจนถึงตำแหน่งของแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทแม่อย่าง Rojukiss International PCL

TST BIZ เลยชวนมาถอดรหัสว่า “ซองเล็ก ๆ” แบรนด์นี้ซ่อนบทเรียนอะไรที่เจ้าของธุรกิจไทยหยิบไปต่อยอดได้บ้าง

1. อินไซต์ง่าย ๆ แต่คม: งบน้อย แต่อยากแต่งหน้า

ตลาดความงามไทยมีตั้งแต่แบรนด์เคาน์เตอร์ราคาแรง ไปจนถึงเมกอัพซองราคาหลักสิบ แต่ SIS2SIS เลือกจับอินไซต์สำคัญของคนจำนวนมากมาก่อน คือ

- เด็กมัธยม-มหาวิทยาลัย และวัยทำงานตอนต้น
- อยากแต่งหน้าให้ดูดีขึ้น
- แต่ “ไม่พร้อมลงทุนเมกอัพเต็มโต๊ะ”
- และแต่งหน้าไม่เก่ง อยากได้อะไรที่ “ง่ายและไม่ต้องคิดเยอะ”

คำตอบของแบรนด์คือ เมกอัพซองเล็ก ๆ ที่
- ราคาเอื้อมถึง (เริ่มต้นที่ราว 49 บาทต่อซอง)
- ใช้ได้หลายส่วน เช่น ลิป&ชีคที่ทาได้ทั้งปากและแก้ม
- ปริมาณไม่เยอะจนรู้สึก “ใช้ไม่ทัน หมดอายุซะก่อน”

นี่คือการเริ่มต้นจากคำถามว่า “ลูกค้ากลุ่มนี้เจอปัญหาอะไรเวลาอยากแต่งหน้า?” ไม่ใช่แค่ “อยากขายเมกอัพอีกแบรนด์หนึ่ง”

สำหรับเจ้าของกิจการคนไหน ถ้าเริ่มคิดโปรดักต์จาก “อินไซต์ที่คม” มากกว่า “เรามีของจะขาย” โอกาสแตกต่างในตลาดก็จะชัดขึ้นแบบเดียวกับ SIS2SIS

2. แพ็กเกจจิ้ง = สินค้า + เซลส์ + ป้ายโฆษณา

จุดเด่นที่ทำให้ SIS2SIS ติดภาพจำเร็ว คือรูปแบบ “ซอง + แปรงในตัว” ซึ่งหลายสื่อรีวิวบิวตี้ระบุว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางในรูปแบบซองที่มาพร้อมแปรงในตัวรายแรก ๆ ของไทย

แพ็กเกจจิ้งจึงไม่ได้เป็นแค่ “ห่อของ” แต่เป็นทั้ง
- สินค้า - เพราะซองเล็ก พกง่าย น้ำหนักเบา
- เซลส์ - เพราะข้อความบนซองบอกทันทีว่าใช้ยังไง ใช้กับส่วนไหนบ้าง
- ป้ายโฆษณา - เพราะยืนเรียงกันบนเชลฟ์แล้วเด่น อ่านง่าย เห็นสีชัด

ในช่องทางอย่าง 7-Eleven, Eveandboy, Watsons, FamilyMart, Big C, Lotus และ Tops ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อในไม่กี่วินาที แทบไม่มีพนักงานมายืนอธิบาย แพ็กเกจจิ้งจึงต้อง “ขายตัวเองให้จบในหนึ่งสายตา” ซึ่ง SIS2SIS ทำการบ้านตรงนี้มาเต็มที่

นี่คือบทเรียนตรง ๆ ว่า ก่อนจะบ่นว่ายิงแอดเท่าไรก็ไม่คุ้ม ลองหันมาดูแพ็กเกจจิ้งว่า “ช่วยขายของ” แค่ไหน

3. ราคาเบา แต่ซื้อถี่: เกม Low Ticket – High Frequency

การตั้งราคาประมาณ 49 บาทต่อซอง ไม่ได้แค่ทำให้รู้สึกว่า “ของถูก” แต่ถูกพอที่จะ
- กล้าลองสีใหม่โดยไม่คิดนาน
- ซื้อทีละหลายซองได้
- ซื้อซ้ำได้บ่อย โดยเฉพาะลูกค้าที่ใช้ทุกวัน

ถ้ามองในแว่นธุรกิจ นี่คือการเลือกเล่นเกม “กำไรต่อชิ้นไม่ต้องหนามาก” แต่ “ให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ-ซื้อเพิ่มให้ได้บ่อยที่สุด”

แทนที่จะหวังขายเมกอัพราคาแพงทีเดียวจบ SIS2SIS เลือกให้ตัวเองเป็นของเล็ก ๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า:
- เติมสีปากระหว่างวัน
- ซื้อซองใหม่ตอนแวะเซเว่น
- หยิบติดมือเวลาเดินห้าง

สำหรับธุรกิจอื่น นี่คือคำถามสำคัญว่า ตอนนี้เรากำลังเล่นเกม “กำไรหนาแต่คนซื้อน้อย” หรือ “กำไรพอดีแต่คนซื้อถี่” และเกมไหนเหมาะกับสินค้าของเรามากกว่า?

4. เจาะ Niche ใหญ่: คน “แต่งหน้าไม่เก่ง แต่อยากเริ่ม”

อีกมุมที่น่าสนใจคือ SIS2SIS ไม่ได้โฟกัสแต่ “สายเมกอัพจัดเต็ม” แต่จับคนที่อยู่ตรงกลาง คือ

- ไม่ได้เป็นบิวตี้เลิฟเวอร์เต็มตัว
- แต่ไม่อยากหน้าสดไปเรียน ไปทำงาน หรือออกไปข้างนอก
- ต้องการอะไรที่ “ใช้ง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะ”

รูปแบบโปรดักต์อย่าง
- lip & cheek creamy tint - ใช้ได้ทั้งปากและแก้ม
- eyeshadow แบบครีมที่เกลี่ยง่าย
- มาสคาร่าซองพร้อมแปรงในตัว

จึงถูกออกแบบมาให้ลดขั้นตอน ลดความซับซ้อน ทำหน้าที่เหมือน “ชุดเริ่มต้นของคนอยากแต่งหน้า” มากกว่าเมกอัพสายโปร

บทเรียนเชิงกลยุทธ์คือ ถ้าเราช่วย “ลดความยากในการเริ่มต้น” ให้ลูกค้าได้ เราอาจเปิดตลาดใหม่ที่คู่แข่งยังไม่ได้มองจริงจัง

5. อยู่ทุกที่ที่ลูกค้าใช้ชีวิต: เซเว่น-ร้านบิวตี้-อีคอมเมิร์ซ

แม้ SIS2SIS เป็นแบรนด์ไทย แต่ช่องทางขายไม่ได้เล็กตามชื่อเลย จากข้อมูลหลายแพลตฟอร์ม แบรนด์นี้วางขายตั้งแต่

- 7-Eleven และ ALL Online ของเครือเซเว่น
- Eveandboy, Watsons, FamilyMart, Big C, Lotus, Tops
- แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง Lazada และร้านบิวตี้ออนไลน์ต่างประเทศที่ทำคอนเทนต์ “Thai beauty”

เมื่อประกอบกับโปรดักต์ที่พกง่าย ใช้จบในหนึ่งซอง แบรนด์จึงไปเจอลูกค้าใน “โมเมนต์จริงของชีวิตประจำวัน” เช่น
- ก่อนขึ้นรถทัวร์/เครื่องบิน แวะเซเว่นแล้วหยิบติดมือ
- เดินห้างแล้วแวะโซนบิวตี้ลองสี
- สายท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจมาตามลิสต์ “เมกอัพ 7-Eleven ไทย”

นี่คือการคิดช่องทางขายแบบ “ตามลูกค้าไปอยู่ในที่ที่เขาใช้ชีวิต” ไม่ใช่หวังให้ลูกค้ายอมเดินทางมาหาเราอย่างเดียว

6. แบรนด์ลูกที่บริษัทแม่เลือก “ปั้นจริงจัง”

เบื้องหลัง SIS2SIS คือบริษัท Rojukiss International Public Company Limited ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ความงาม–สุขภาพหลากหลายกลุ่ม ภายใต้หลายแบรนด์ เช่น Rojukiss, PhDerma, Best Korea, Wonder Herb และ Sis2Sis

ข้อมูลจากสื่อธุรกิจบางแห่งระบุว่า ในโรดแมป “Rojukiss 3.0” บริษัทวางให้ Rojukiss และ Sis2Sis เป็นสองแบรนด์หลักที่ใช้ขับเคลื่อนการเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเร่งขยายฮีโร่โปรดักต์ และเพิ่มจุดขายทั่วประเทศอย่างจริงจัง

แปลว่าจากมุมมองบริษัทแม่ SIS2SIS ไม่ได้เป็นแค่ “เมกอัพซองน่ารักในเซเว่น” แต่เป็นหนึ่งในเสาหลักทางธุรกิจที่ถูกลงทุนทั้งด้าน
- การตลาด
- การขยายช่องทาง
- การพัฒนาสินค้าต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการ SME แม้จะไม่ได้มีหลายแบรนด์ในเครือแบบ Rojukiss แต่แนวคิดที่หยิบใช้ได้คือ เราอาจไม่ต้องทำทุกอย่างเอง แต่ใช้ “หลังบ้านคนอื่น” เช่น โรงงาน, Distributor, พาร์ตเนอร์ช่องทางขาย เพื่อให้โฟกัสกับการสร้างแบรนด์-สร้างอินไซต์-สร้างโปรดักต์ที่ตอบลูกค้าได้ดีขึ้น

7. การตลาดสายรีวิว: โปรดักต์ที่กลายเป็นคอนเทนต์เอง

ถ้าค้นคำว่า “รีวิว sis2sis 7-11” จะเห็นทั้งบล็อก-เพจ-คลิปรีวิวจำนวนมาก ที่เล่าถึงเมกอัพซองนี้ในฐานะของถูกและดีในเซเว่น เช่น

- รีวิวในบล็อก Beauty In Thai ที่บอกว่ามีหลายซอง ราคา 49 บาทต่อซอง พร้อมรีวิวเนื้อลิป-อายแชโดว์-มาสคาร่าแบบละเอียด
- เว็บรีวิวบิวตี้ไทยที่รวมสีของลิป&ชีคไว้อย่างจริงจัง และย้ำว่าใช้ได้ทั้งปากและแก้ม
- บทความภาษาอังกฤษแนะนำ “เมกอัพเซเว่นไทยที่ต้องซื้อ” ที่มักหยิบ SIS2SIS ติดลิสต์ด้วย

จะเห็นว่าแบรนด์ไม่ได้พึ่งแค่การซื้อสื่อ แต่ “โปรดักต์ถูกออกแบบให้รีวิวง่าย”
- ราคาเล่าแล้วรู้สึกว้าว (49 บาท ใช้ได้ทั้งหน้า)
- สีและฟังก์ชันทำคอนเทนต์สนุก (แต่งลุคนี้ด้วยงบไม่ถึงร้อย ฯลฯ)
- แพ็กเกจจิ้งซองเล็กถ่ายรูปแล้วจำง่าย

บทเรียนเชิง TST BIZ คือ UGC (User Generated Content) ที่ดีไม่ใช่แค่การ “ขอให้รีวิว” แต่เริ่มต้นจาก “สินค้าแบบไหนที่คนอยากเล่า อยากโชว์เอง”

8. จากซองแรก สู่พอร์ตที่แต่งได้ทั้งหน้า

ตอนเปิดตัวใหม่ ๆ หลายคนรู้จัก SIS2SIS จากลิป&ชีค, อายแชโดว์ และมาสคาร่าซอง แต่ปัจจุบันแบรนด์ขยายไลน์ไปสู่
- มาสคาร่า/อายไลเนอร์
- แป้งผสมรองพื้น ไฮยาแมตต์
- อายโบรว์เพนซิล ฯลฯ

สะท้อนแนวคิดการโตแบบ “เริ่มจากฮีโร่โปรดักต์ - แล้วค่อยต่อกิ่งก้านรอบ ๆ ให้แต่งได้ทั้งหน้า”

เจ้าของธุรกิจสามารถหยิบรูปแบบนี้ไปใช้ได้ เช่น
- เริ่มจาก 1-2 ชิ้นที่ขายดีชัดเจน
- ดูให้รู้ว่าลูกค้าใช้เมื่อไร กับอะไร
- แล้วค่อยออกโปรดักต์ที่ “ต่อยอดการใช้งาน” เดิม ไม่ใช่ออกของใหม่กระโดดไปคนละจักรวาล

ดาสโซลท์-กรู๊ปโรเชร์ จับมือ!! ดันเทคโนโลยี Virtual Twin เร่งพัฒนาสูตร ใช้ AI-3D ลดเวลาทดลอง 20% เสริมความแม่นยำสูตรด้วยดิจิทัล เริ่มที่พืช Ice Plant ในเครื่องสำอาง

Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) และ Groupe Rocher (กรู๊ป โรเชร์) กลุ่มธุรกิจความงามจากฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ในไทย เดินหน้าความร่วมมือครั้งใหม่ ยกระดับการพัฒนาสูตรเครื่องสำอางจากธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง)
 
ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) เตรียมนำเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) มาเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

-Dassault Systèmes จะพัฒนา Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) ที่สามารถจำลองและคาดการณ์การทำงานของสารออกฤทธิ์กับผิว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์

-เทคโนโลยีดังกล่าวผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), 3D modeling (การสร้างแบบจำลองสามมิติ) และ simulation (การจำลองสถานการณ์) เพื่อช่วยให้ทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการพัฒนาลดลง 20%
 
กรุงเทพฯ — 27 เมษายน 2569 — Dassault Systèmes(Euronext Paris: FR0014003TT8, DSY.PA) และ Groupe Rocher บริษัทเครื่องสำอางจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ประกาศความร่วมมือเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยเทคโนโลยี virtual twins — (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และผ่านการพิสูจน์แล้วในหลากหลายอุตสาหกรรม
 
Groupe Rocher ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502   เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีรากฐานยาวนานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติ โดยมีแบรนด์สำคัญ ได้แก่Yves Rocher (อีฟ โรเช), Sabon (ซาบอน), Arbonne (อาร์บอนน์) และ Dr Pierre Ricaud (ดร. ปิแอร์ ริโกด์) ปัจจุบันบริษัทมีนักวิทยาศาสตร์กว่า 200 คน ที่ทำงานวิจัยศักยภาพของพืชอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์องค์ประกอบและกลไกการทำงาน การพัฒนากระบวนการสกัดเชิงนวัตกรรม ไปจนถึงการออกแบบสูตรเครื่องสำอางจากสารออกฤทธิ์เฉพาะ
 
ปัจจุบัน การค้นหาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต้องอาศัยการทดลองในห้องปฏิบัติการเฉลี่ยราว 30 ครั้ง Groupe Rocher จึงตั้งเป้าที่จะเร่งกระบวนการดังกล่าวผ่านความร่วมมือกับ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานโดยใช้แนวทางเทคโนโลยีใหม่นี้ผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), chemical modeling (แบบจำลองทางเคมี) และ simulation (การจำลอง) เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านสารสกัดจากพืช เพื่อสร้างระบบการคาดการณ์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของทีมวิจัย ช่วยลดเวลาในการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของกระบวนการ
 
เวโรนิก ชวาร์ตซ์-บัวชู (Véronique Schwartz-Boishu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientific Officer) ของ Groupe Rocher กล่าวว่า “กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด เพื่อให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ความเป็นธรรมชาติ และความยั่งยืนได้อย่างลงตัว ความเชี่ยวชาญของ Dassault Systèmes ในด้าน Virtual Twin และปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้เราคาดการณ์ประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาสูตรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ในระยะเวลาที่สั้นลง”
 
ทีมวิจัยของ Dassault Systèmes จะพัฒนาแบบจำลองของสารออกฤทธิ์เฉพาะของ Groupe Rocher รวมถึงแบบจำลองผิว ภายใต้ Virtual Twin as a Service บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE  ด้วยการใช้ Virtual Twin ทาง Groupe Rocher จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากปฏิสัมพันธ์ของสาร ทดสอบการซึมผ่านของผิว และจำลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ระยะแรกของการพัฒนา ด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความเชี่ยวชาญของงานวิจัยและพัฒนา ช่วยลดจำนวนการทดลองลง 20% และช่วยย่นระยะเวลาการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
 
เอลิซา พริสเนอร์ (Elisa Prisner) รองประธานบริหารฝ่ายกลยุทธ์ อุตสาหกรรม การตลาด และการเปลี่ยนผ่านองค์กร (Executive Vice President, Strategy, Industry, Marketing and Transformation) ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) กล่าวว่า “การแข่งขันที่เข้มข้น อัตรากำไรที่จำกัด และความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น กำลังผลักดันให้บริษัทในอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลต้องสร้างนวัตกรรมอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เพียงแค่ความรวดเร็วเท่านั้น เทคโนโลยี Virtual Twin ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของเราจะช่วยให้ Groupe Rocher สามารถจำลอง คาดการณ์ และปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ บนสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัย พร้อมสร้างระบบนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์จากพืช”
 
ในระยะแรก ความร่วมมือระหว่าง Dassault Systèmes และ Groupe Rocher จะมุ่งเน้นไปที่พืช Ice Plant (ไอซ์ แพลนต์) ก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายไปยังสารออกฤทธิ์อื่น ๆ โดยพืชชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกลุ่มชะลอวัยYves Rocher Lift Pro Collagene (อีฟ โรเช ลิฟต์ โปร คอลลาเจน)
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top