Friday, 5 June 2026
เกษตรอิสราเอล

เจาะลึกชุมชน "สหกรณ์" แห่งอิสราเอล เลิกกินข้าวรวม - เด็กถูกเลี้ยงที่บ้าน ทรัพย์สินส่วนตัวกลายเป็นเรื่องปกติ สะท้อนการปรับตัวให้อยู่รอดในโลกยุคปัจจุบัน

Israel’s Kibbutz (& Moshav) : ชุมชนอุดมคติรูปแบบ “สหกรณ์”

เล่าถึงสังคมที่ไม่เท่าเทียมอย่างแท้จริงว่า ไม่มีอยู่จริงในโลกคอมมิวนิสต์ที่ผ่านมา แต่ในประเทศอิสราเอลมีอยู่จริง โดยเป็นรูปแบบของ Kibbutz ประมาณ 100 กว่าปีก่อน ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกได้พากันอพยพมาตั้งถิ่นฐานยังดินแดนที่เป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน ในครั้งนั้นชาวยิวส่วนหนึ่งได้รวมตัวกันเป็นชุมชนเกษตรกรรมตามชนบท หรือที่เรียกว่า ‘คิบบุตซ์’ (Kibbutz) ปัจจุบันทั่วทั้งประเทศอิสราเอลมี Kibbutz ราว 267 แห่ง และมีชาว Kibbutz อยู่ราว 1 แสน 2 หมื่นคน กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และจำนวนคงลดลงเรื่อย ๆ เพราะคิบบุตซ์บางแห่งปรับเปลี่ยนไปเป็นโมชาฟ (Moshav) ปัจจุบันมีจำนวนราว Moshav 448 แห่ง ทั่วประเทศอิสราเอล

"ระบบเกษตรอิสราเอล เริ่มต้นจากชาวอิสราเอลรุ่นแรก 800 คน ที่อพยพมาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันในปี 1907 เป็นกลุ่มคนที่เก่ง สมองดี มารวมตัวกัน เพื่อที่จะสร้างอิสราเอลให้เป็นประเทศการเกษตร แต่คนเหล่านี้ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน จึงมีการวางระบบที่ดีภายใต้ปัจจัยที่อิสราเอลมีทรัพยากรค่อนข้างจำกัด แล้วมีการสืบทอดต่อกันมาเรื่อย ๆ ดังนั้นการเกษตรของอิสราเอลจึงเริ่มจากกลุ่ม Kibbutz หรือนิคมการเกษตร คนที่มีความคิดความอ่านที่ค่อนข้างดีมาตั้งแต่ต้นมารวมตัวกัน แต่ไม่มีสมบัติเป็นของตัวเอง ผลิตทุกอย่างก็เพื่อเป็นของรัฐ ใช้วิธีการแบ่งปันกัน 

ความเป็นมาของ Kibbutz เมื่อ 100 ปีก่อน ชาวยิวจากรัสเซียและแคว้นกาลิเซียในสเปน ราว 10 กว่าคน ที่มีความเชื่อในลัทธิ Zionists ว่า ชาวยิวควรจะต้องกลับมาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนซึ่งก็คือส่วนที่เป็นอิสราเอลในปัจจุบัน ได้ร่วมกันจัดตั้งสิ่งที่ครั้งหนึ่งเกือบจะกลายเป็นคำพ้องความหมายของคำว่าอิสราเอล สิ่งนั้นก็คือ Kibbutz  ซึ่งก็คือ ชุมชนที่ร่วมตัวกันทำงานการเกษตร ร่วมกันกิน ร่วมกันใช้แบบไม่มีการเห็นแก่ตัว พวกเขาจัดการซื้อที่ดินในเขตทางใต้ของทะเลกาลิลีจากชนเผ่าเร่ร่อนชาวเบดูอิน และจัดตั้งเป็น Kibbutz แห่งแรกเมื่อ 29 ตุลาคม 1910  โดยให้ชื่อว่า "เดกาเนีย"  

ไช โชนาชี ผู้อำนวยการใหญ่ของเดกาเนียคนปัจจุบัน หรือที่ตอนนี้เรียกว่า "เดกาเนีย อาเลฟ" บอกว่าคนพวกนี้ต้องการที่จะสร้างชาวยิวรุ่นใหม่ขึ้นมา ที่แตกต่างจากชาวยิวรุ่นก่อน ๆ ที่ถูกชนชาติต่างขับไล่ผลักดันให้ออกจากดินแดนของตัวเอง และต้องไปตกระกำลำบากในดินแดนประเทศอื่น และเครื่องมือสำหรับการเปลี่ยนแปลงคนยิวเหล่านี้ก็คือ Kibbutz ซึ่งในภาษาฮีบรู หมายถึง การรวบรวม หรือการรวมตัวกัน แต่ปัจจุบันคำนี้หมายถึงชุมชนของคนที่อยู่ด้วยกัน

ส่วน Moshav เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มเหมือนกัน แต่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ซึ่งในอิสราเอล จะมี 2 กลุ่มใหญ่ที่ทำการเกษตรของประเทศอยู่ การรวมกลุ่มกันแบบนี้ถือเป็นผลดีต่อการทำการเกษตรในอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึง อำนาจการต่อรอง และเป็นเส้นทางส่งผ่านข้อมูล ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ ไปยังเกษตรกรโดยตรง รวมถึงการคัดเลือก พืชผัก ผลไม้เศรษฐกิจ ที่สามารถทำเงินได้มากมาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรในตลาดต่างประเทศ

Kibbutz นั้นมีมาก่อน Moshav เป็นชุมชนที่ถือว่าเป็นนิติบุคคลจะมองว่าเป็นเหมือนบริษัทก็ได้ ลักษณะคล้ายคอมมูนในสมัยสังคมนิยมซึ่งสมาชิกเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันและ ได้รับการแบ่งปันผลกำไรตามผลงานที่ทำได้ในแต่ละปี โดยสมาชิกนอกจากจะได้เงินปันผลแล้ว ถ้าทำงานใน Kibbutz ก็ยังได้เงินเดือนจากทาง Kibbutz อีกทางหนึ่งด้วย การจะเข้ามาเป็นสมาชิกคิบบุตส์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องสืบสายเลือดจากคนใน Kibbutz รุ่นสู่รุ่น หรือ ถ้าจะเข้าใหม่ก็ต้องมีผู้รับรองจึงจะเข้าได้ นอกจากทั้ง Moshav และ Kibbutz จะเป็นฟาร์มเกษตรแล้ว หลายแห่งยังเปิดบ้านพักที่เรียกว่า ซิมเมอร์ (Zimmer : กระท่อม)ไว้ภายในเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักโดยตกแต่งบรรยากาศให้สวย งามร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติ 

ตามที่เล่าในตอนต้นว่า ปัจจุบันจำนวน Kibbutz นั้นลด น้อยลงไปเรื่อย ๆ โดยหลายแห่งก็เปลี่ยนการดำเนินงานมาเป็นรูปแบบ Moshav สาเหตุก็มีอยู่ 2 ประการคือ ประการแรกคือระบบ Kibbutz เหมือนระบบสังคมนิยมที่ขาดแรงจูงใจให้คนทำงาน เนื่องจากไม่ว่าทำมากหรือทำน้อยก็ได้เท่ากันทำให้เกษตรกรอยากทำงานในระบบ Moshav มากกว่าที่ทำมากได้มาก และใช้ Moshav เพื่อการต่อรองเท่านั้น ประการที่สองคือสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปปัจจุบันคนใน Kibbutz รุ่นหนุ่มสาวต่าง ก็ออกมาทำงานในเมืองโดยทำงานที่สบายกว่าการเกษตร เช่น งานด้านคอมพิวเตอร์ การทำงานใน Office ทำให้คนที่อาศัยและทำงานใน Kibbutz ปัจจุบันคือ ผู้สูงอายุที่เคยเข้ามา บุกเบิก แผ้วถางฟาร์มไว้ แนวคิดของ Kibbutz  วางอยู่บนแนวคิดแบบสังคมนิยมโดยแท้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบทางการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน Kibbutz มีเรื่องการร่วมกันทำร่วมกันใช้ แทรกอยู่แทบในแทบทุกอณูของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว อย่างเช่นเรื่อง "ลูก" เมื่อสมัยที่เด็กคนแรกเกิดขึ้นใน Kibbutz   สมาชิกทั้งหมดต่างก็ถกเถียงกันว่า เด็กคนนี้ควรเป็นสมบัติของทั้ง Kibbutz  หรือเป็นของเฉพาะพ่อแม่ของเด็กเท่านั้น แต่ในที่สุด ฝ่ายพ่อแม่ก็เป็นฝ่ายชนะ 

ส่วนเด็กคนที่ 2 ที่เกิดที่ Kibbutz  เดกาเนีย อาเลฟ ก็ไม่ธรรมดา เพราะเขาก็คือ "นายพล โมเช่ ดายัน" นายพลตาเดียว ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสราเอล ในฐานะเป็นผู้นำในการป้องกันประเทศ คนเก่าคนแก่ของ Kibbutz ยังจำเขาได้ดีว่า ดายันเคยเป็นเด็กที่ทะลึ่งไม่น้อยตอนที่เขาอยู่ที่นี่ และต่อมา Kibbutz เดกาเนีย ก็กลายเป็นต้นแบบให้ Kibbutz อื่น ๆ เดินตาม จนเกิด Kibbutz  เดกาเนีย บี , เดกาเนีย ซี , และ ดี , อี , เอฟ จนผู้คนเริ่มรู้สึกว่า ควรต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นบ้างแล้ว จึงหันไปใช้ชื่อในแนวอื่น ๆ แทน เมื่อมีการตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นแล้ว  Kibbutz กลายเป็นสังคมชั้นดี เพราะบุคคลสำคัญของประเทศมากมายเคยใช้ชีวิตใน Kibbutz  คนเหล่านี้เชื่อมั่นในเรื่องของการทำงานหนัก การประหยัดมัธยัสถ์ และค่านิยมของการบุกเบิก พวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสำหรับผู้คนมากมาย 

Kibbutz เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจากบุกเบิก และสมาชิกก็ไม่ได้ประหยัดมัธยัสถ์ หรือร่วมกันทำงานในฟาร์มเหมือนเช่นแต่ก่อน โดยบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตระบบสปริงเกอร์ บางแห่งก็เน้นเลี้ยงหมู บางแห่งก็ผลิตอุปกรณ์ถอนขนสำหรับสตรี ปัจจุบันมี Kibbutz แค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังคงทำงานด้านการเกษตร ขณะที่ Kibbutz บางแห่งก็หันมาจับธุรกิจไฮเทค และปัจจุบันมีบริษัทของ Kibbutz  20 แห่งที่อยู่ในตลาดหุ้น และชาว Kibbutz  ก็ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะในสิ่งที่พวกเขา แต่เปลี่ยนวิธีการที่พวกเขาใช้ชีวิตด้วย จากการใช้ชีวิตร่วมกัน ตอนนี้ชาว Kibbutz มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น พวกเขากินอาหารกับครอบครัวที่บ้าน แทนที่จะเป็นการกินรวมกันในโรงอาหารของ Kibbutz แบบแต่ก่อน เด็กก็ถูกเลี้ยงอยู่ที่บ้าน แทนที่จะเป็นการเลี้ยงในโรงเลี้ยงเด็ก และจะได้เจอพ่อแม่หลังจากที่พ่อแม่เลิกงานเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินส่วนตัวแต่เดิมเคยเป็นเรื่องต้องห้าม จนถึงขั้นผิดกฎหมาย ตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ๆ ไปแล้ว

จากหลักการของแนวคิดจัดสรรรายได้แบบจ่ายตามความจำเป็นที่ต้องใช้เงิน โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการทำงาน ตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบค่าแรงที่หลากหลาย ตามลักษณะงานที่ทำ และบาง Kibbutz ก็ถึงกับว่าจ้างแรงงานจากภายนอกมาทำงาน แทนที่จะอาศัยแรงงานของสมาชิกล้วน ๆ (รวมทั้งแรงงานไทยจำนวนหนึ่งด้วย) การเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อทำให้ Kibbutz สามารถอยู่ในโลกปัจจุบันได้ และทำให้สมาชิกเองก็สามารถอยู่ใน Kibbutz ได้ แต่คนรุ่นเก่า ๆ มักไม่ค่อยชอบใจกับเรื่องแบบนี้ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อชาว Kibbutz สูงอายุกลุ่มหนึ่งถูกส่งไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา ภายในเวลา 1 สัปดาห์ พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มทำงาน และจัดการรื้อถอนแปลงดอกไม้ของบ้านพัก และลงมือปลูกผักแทน Hanita เป็น Kibbutz ที่มีสมาชิกราว 700 คน แต่เป็นเจ้าของสองบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ 1)เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ฟิล์มกรองแสงยี่ห้อ Hanita และ 2)อีกบริษัทคือ Hanita Lenses ผู้ผลิต contact lenses และ lenses แก้วตาเทียม

หากได้ไปเยือนประเทศอิสราเอล และสนใจเข้าพักใน Zimmer ของ Kibbutz เพื่อฝึกงานในชุมชนแห่งความเท่าเทียมของแท้แน่นอนได้ตาม Kibbutz ต่าง ๆ ในอิสราเอลได้ ด้วยการติดต่อโดยตรงยัง Kibbutz ต่าง ๆ ได้เลย หรือลองหาข้อมูลจากแรงงานภาคการเกษตรไทยที่เคยไปทำงานใน Kibbutz ต่าง ๆ ได้ หรือพี่น้องแรงงานไทยที่อยากไปทำงานภาคการเกษตรกับ Kibbutz ต่าง ๆ สามารถติดต่อผ่านกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้  
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top