Thursday, 4 June 2026
อเมซอน

งานเข้าสังคมชนเผ่าในป่าอเมซอน  หลังอินเทอร์เน็ตเข้าถึง แม้สื่อสารสะดวกขึ้น แต่พฤติกรรม 'ติดจอ-ลามก' เริ่มลุกลาม

(6 มิ.ย.67) สถานีโทรทัศน์ NDTV ของอินเดีย รายงานข่าว Starlink Brings Internet To Remote Tribe. They Get Hooked To Porn ระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในพื้นที่ป่าอเมซอน กำลังประสบกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก เมื่อเทคโนโลยี ‘สตาร์ลิงก์ (Starlink)’ ระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ได้รับมอบจาก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) มหาเศรษฐีนักลงทุนด้านเทคโนโลยี แม้จะทำให้พวกเขาสะดวกสบายด้านการติดต่อสื่อสารมากขึ้น แต่ก็ทำให้มีพฤติกรรมที่ไม่ดีเกิดขึ้นด้วย

ชนเผ่า ‘มารุโบ (Marubo)’ ในบราซิล ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 2,000 คน ได้รับมอบระบบสตาร์ลิงก์ เมื่อเดือน ก.ย. 2566 ซึ่งผู้อาวุโสของเผ่า ไซนามะ มารุโบ (Tsainama Marubo) หญิงชราวัย 73 ปี เล่าว่า ด้านหนึ่งอินเทอร์เน็ตทำให้คนในเผ่าสามารถพูดคุยกับคนรักที่อยู่ห่างไกล และขอความช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉินได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนมันจะทำให้คนหนุ่ม-สาว มีนิสัยเกียจคร้าน รวมถึงทำให้เด็กและเยาวชนเสพติดการพูดคุยและใช้ชีวิตกับหน้าจอ ไปจนถึงการรับข้อมูลสื่อลามกอนาจารและข้อมูลที่ผิดต่างๆ อย่างไรก็ตาม ตนก็ไม่เห็นด้วยหากจะรื้อถอนระบบออกไป

อัลเฟรโด มารุโบ (Alfredo Marubo) หัวหน้าสมาคมชุมชนหมู่บ้านมารุโบ กล่าวว่า ตนไม่สบายใจกับเรื่องสื่อลามกอนาจารมากที่สุด มีการแชร์คลิปเนื้อหาด้านเพศกันในกลุ่มแชทของบรรดาชายหนุ่ม และผู้นำชุมชนบางคนบอกกับตนว่า พวกเขาสังเกตเห็นหนุ่มๆ ในเผ่า มีพฤติกรรมทางเพศที่ดูก้าวร้าวขึ้น ทั้งนี้ เสาอากาศรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตระบบสตาร์ลิงก์ ได้รับบริจาคจาก อัลลิสัน เรโน (Allyson Reneau) นักธุรกิจชาวอเมริกัน

สมาชิกรายหนึ่งในเผ่า กล่าวถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต ว่า ในอดีตการถูกงูพิษกัด ถือเป็นความเสี่ยงอย่างสูงที่คนในเผ่าอาจเสียชีวิตได้ ในอดีตการขอความช่วยเหลือต้องใช้วิทยุสื่อสาร ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รีบนำเฮลิคอปเตอร์มารับ แต่อินเทอร์เน็ตทำให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น จึงเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้มากขึ้น ขณะที่สมาชิกอีกราย กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตสามารถให้อิสระแก่ปัจเจกบุคคลได้ ด้วยสิ่งนี้ พวกเขาสามารถสื่อสารได้ดีขึ้น ในการให้ข้อมูลและบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง

'สื่ออังกฤษ' แฉ!! พันธมิตรด้านการตลาดของ 'เฟซบุ๊ก-กูเกิล-อเมซอน' ใช้เอไอดักฟังคนใช้โทรศัพท์ เพื่อยิงโฆษณาตรงตามที่ผู้ใช้กำลังพูดถึง

(6 ก.ย.67) เดลีเมลล์ สื่ออังกฤษรายงานว่า ได้มีข้อมูลของ บริษัท 'ค็อกซ์ มีเดีย กรุ๊ป' หรือ 'ซีเอ็มจี'  (Cox Media Group (CMG) ซึ่งเป็นบริษัทพาร์ทเนอร์การตลาดของ เฟซบุ๊ก, กูเกิล และ อเมซอน รั่วไหลไปถึงมือขององค์กรสื่อออนไลน์ชื่อว่า '404 มีเดีย' (404 Media) ซึ่งเป็นหลักฐานชี้ชัดว่า บริษัท ซีเอ็มจี ได้ใช้ซอฟต์แวร์ดักฟังเสียง ชื่อว่า 'แอค-ทีฟ ลิสเซนนิ่ง' (Active Listening) ดักฟังเสียงผู้ใช้โทรศัพท์ เพื่อที่จะยิงโฆษณาได้ตรงจุดที่สุด

โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าว จะดักฟังเนื้อหาจากไมโครโฟนในเครื่องของผู้ใช้โทรศัพท์ และใช้เอไอประมวลผล เพื่อให้สามารถยิงโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และทำอย่างถูกกฎหมายด้วย ซึ่งการเปิดเผยดังกล่าวได้คลายความสงสัยของผู้คนนับล้าน ที่สงสัยมานานแล้วว่า ทำไมโทรศัพท์รู้ถึงความต้องการและโชว์โฆษณาในสิ่งที่เราได้พูดถึงได้อย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏออกมานั้นยืนยันว่า โทรศัพท์ของเรากำลังฟังเราอยู่จริงๆ

ข้อมูลระบุว่า ซอฟต์แวร์ 'Active-Listening' ของบริษัท ซีเอ็มจี จะใช้ AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์  และประมวล 'ข้อมูลเจตนาแบบเรียลไทม์' โดยการฟังสิ่งที่พูดผ่านโทรศัพท์ แล็ปท็อป หรือไมโครโฟนของอุปกรณ์ผู้ช่วยต่างๆ ในบ้าน จากนั้นผู้โฆษณาก็จะใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ เพื่อกำหนดเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์หรือบริการบางอย่าง โดยเฉพาะที่ผู้ใช้โทรศัพท์กำลังพูดถึงอยู่ 

ถ้าหากเสียงหรือข้อมูลพฤติกรรมของคุณ บ่งชี้ว่าคุณกำลังพิจารณาซื้อสินค้าบางอย่าง ก็จะมีโฆษณาสำหรับสินค้าชิ้นนั้นขึ้นมาในมือถือทันที ตัวอย่างเช่น หากมีการพูดคุยกันถึง 'รถยนต์โตโยต้า' ระบบก็จะยิงโฆษณา รถยนต์โตโยต้ารุ่นใหม่ขึ้นมาให้เห็นทันที 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เรื่องนี้รั่วไหลออกมา ทางด้านกูเกิล ก็ได้ลบกลุ่มสื่อ '404 มีเดีย' ออกจากโครงการ 'โปรแกรมพันธมิตร' ของกูเกิลทันที ขณะที่ โฆษกของเมต้า (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ปฏิเสธว่า “บริษัทไม่ได้ใช้ไมโครโฟนของโทรศัพท์ของผู้ใช้สำหรับการโฆษณา และได้เปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะมาหลายปีแล้ว เรากำลังติดต่อซีเอ็มจี เพื่อให้พวกเขาชี้แจงว่าโปรแกรมของพวกเขาไม่ได้กระทำดังกล่าว"

ทางด้านอเมซอน ระบุว่า แผนกโฆษณาของบริษัท "ไม่เคยร่วมงานกับ ซีเอ็มจี ในโปรแกรมนี้ และจะไม่มีแผนจะทำเช่นนั้น"

รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนั้น การใช้ซอฟต์แวร์ 'แอคทีฟ ลิสเซนนิ่ง' ยังถูกกฎหมายด้วย เพื่อเมื่อผู้ใช้ ดาวน์โหลด หรืออัปเดต แอปพลิเคชันใหม่ ก็จะมีการแจ้งให้ผู้บริโภคทราบถึงข้อตกลงเงื่อนไขการใช้งานหลายหน้าในข้อความขนาดเล็กๆ ซึ่งจะรวมถึงการอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ แอคทีฟ ลิสเซนนิ่ง Active Listening ไว้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมการดักฟังเช่นนั้นถึงไม่ผิดกฎหมายในรัฐของสหรัฐฯ ที่มีกฎหมายห้ามบันทึกเสียงใครก็ตามโดยที่บุคคลนั้นไม่ทราบ เช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ทั้งนี้ ซีเอ็มจี เป็นบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของอเมริกาที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย บริษัทให้บริการสื่อกระจายเสียง สื่อดิจิทัล โฆษณา และบริการทางการตลาด และสร้างรายได้ 22,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.59 แสนล้านบาท) ในปี 2022

Amazon เตรียมลุย AI ประกาศออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ระดมทุนก้อนโตครั้งแรกในรอบ 3 ปี อัดฉีดโครงสร้างพื้นฐาน AI สู้ศึกบิ๊กเทคฯ

(18 พ.ย. 68) อเมซอนเตรียมระดมทุน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐในตลาดตราสารหนี้รอบ 3 ปี ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ (SEC) โดยดีลนี้แบ่งเป็นพันธบัตร 6 ชุด อายุหลายช่วง และเงินที่ได้อาจถูกนำไปใช้ทั้งซื้อกิจการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงซื้อหุ้นคืน สะท้อนว่าบริษัทต้องการ “เติมกระสุน” เพื่อเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และคลาวด์ให้ทันคู่แข่งรายใหญ่อื่น ๆ

ดีลพันธบัตรของอเมซอนเรียกความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม มีคำสั่งจองซื้อรวมสูงสุดราว 80,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของตราสารอายุยาวที่สุด 40 ปี ถูกปรับลดจากเดิมที่วางไว้ราว 1.15 จุดเปอร์เซ็นต์เหนือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ลงมาเหลือราว 0.85 จุดเปอร์เซ็นต์ รายงานข่าวระบุว่า โกลด์แมนแซคส์ เจพีมอร์แกน และมอร์แกนสแตนลีย์ รับบทเป็นแกนนำจัดจำหน่าย ขณะที่ฝั่งบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นอย่าง Meta เพิ่งประกาศแผนออกพันธบัตรสูงสุด 30,000 ล้านดอลลาร์ และ Oracle ก็เตรียมระดมทุนผ่านพันธบัตรอีกราว 15,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

แรงระดมทุนนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่บิ๊กเทคพร้อมใจกันทุ่มเงิน “ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI) โดยมอร์แกนสแตนลีย์ประเมินว่า เฉพาะ Meta, Amazon และ Alphabet รวมกัน อาจใช้เงินราว 400,000 ล้านดอลลาร์ กับโครงสร้างพื้นฐานเอไอในปีนี้ ฝั่งอเมซอนเองมีงบลงทุน (Capex) คาดว่าแตะราว 125,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า ล่าสุดบริษัทยังเพิ่งเซ็นดีลด้านจีพียู (GPU) สำหรับเอไอกับ OpenAI มูลค่าราว 38,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจคลาวด์ของตัวเองหลังเสียพื้นที่ให้คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) และกูเกิล Google ในช่วงก่อนหน้า

กระแสเอไอร้อนแรงไม่ได้มีแค่ในอเมซอน แต่ยังรวมถึงตัวผู้ก่อตั้งอย่าง เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ด้วย เขาหวนกลับมารับบทปฏิบัติการเต็มตัวครั้งแรกนับจากลงจากเก้าอี้ซีอีโออเมซอนในปี 2021 ด้วยการเป็น โคซีอีโอ (Co-CEO) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของสตาร์ตอัปเอไอ “Project Prometheus” บริษัทน้องใหม่ที่โฟกัสการใช้เอไอช่วยออกแบบและผลิตคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และยานอวกาศ เน้นงานด้านวิศวกรรมและการผลิตเชิงลึก มากกว่าจะเป็นแชตบอตสำหรับข้อความเหมือนเอไอแนวกระแสหลัก

Project Prometheus เปิดตัวมาพร้อมเงินทุนก้อนยักษ์ 6,200 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปสายเอไอที่มีเงินหนาที่สุดตั้งแต่วันแรก โดยเบโซสจับมือกับ วิก บาจาจ นักฟิสิกส์และนักเคมีที่เคยทำงานใกล้ชิดกับเซอร์เกย์ บริน ใน Google X และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Verily ด้านไลฟ์ไซเอนซ์ รวมถึง Foresite Labs ที่บ่มเพาะสตาร์ตอัปเอไอด้านวิทยาศาสตร์มีชีวิต ก่อนจะย้ายมาทุ่มเวลากับ Project Prometheus อย่างเต็มตัว

สตาร์ตอัปของเบโซสดึงดูดบุคลากรจาก OpenAI, DeepMind และ Meta เข้ามาร่วมทีมแล้วเกือบ 100 คน เป้าหมายคือสร้างเอไอที่ “เรียนรู้จากโลกจริง” ผ่านห้องทดลองและหุ่นยนต์ที่ลงมือทดลองซ้ำ ๆ ในสเกลมหาศาล เพื่อนำข้อมูลกลับมาฝึกโมเดลเอไอสำหรับงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจริง ในภาพใหญ่ การที่อเมซอนออกพันธบัตรครั้งใหญ่ควบคู่กับการที่เบโซสทุ่มทุนตั้งสตาร์ตอัปเอไอ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าศึกลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าสู่ช่วง “เงินหนา ศรัทธาสูง” ที่อาจเขย่าทั้งตลาดทุนและโฉมหน้าธุรกิจเทคโนโลยีในทศวรรษหน้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top