Friday, 5 June 2026
อิสรภาพ

‘ชูวิทย์’ สะท้อนชีวิตในคุก ชี้ “อิสรภาพ” สำคัญกว่าทุกสิ่ง เชื่อประวัติศาสตร์ - การต่อสู้ของ ‘ทักษิณ’ ยังถึงบทสุดท้าย

‘ชูวิทย์’ เล่าเรื่อง ‘คุกพลาซ่า’ ประกอบเรื่อง ‘ทักษิณ’ ชี้ ‘คุกคือคุก’ ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม-สมน้ำหน้า เวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ลั่น คนที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุด ตกต่ำจนติดคุกติดตะราง เชื่อ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณ ยังไม่ถึงบทสุดท้าย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.68 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 

“คุกพลาซ่า 
ดูข่าวอุ๊งอิ้งไปเยี่ยมทักษิณที่คุกคลองเปรม 
ในฐานะศิษย์เก่าอยากแชร์ความรู้ให้เข้าใจ แม้ว่าจะไม่มีใครต้องการไปเฉียดสถานที่นี้ แต่เมื่อแม้แต่คนระดับ “นายกฯ“ ยังต้องมาติดคุก

ใครจึงอย่าไปคิดว่าชาตินี้ไม่มีวันติดคุก 
จึงขอเป็นตัวแทนกรมราชทัณฑ์ชี้แจงในฐานะนักโทษเก่า ดังนี้ 
พื้นที่นี้เรียกว่า ”ลาดยาว“ อยู่รวมกันหมดทั้ง เรือนจำพิเศษกรุงเทพ, เรือนจำกลางคลองเปรม, ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง, ทัณฑสถานหญิงกลาง และโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีพื้นที่เป็นพันไร่ ตั้งอยู่ที่ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร 

ทั้งหมดตั้งอยู่ในสถานที่รวมศูนย์ เสมือน “ศูนย์กลางคุก” ยกเว้น “บางขวาง“ ที่แยกไปอยู่ที่ จ.นนทบุรี

ผมจึงตั้งฉายาที่นี่ไว้ว่า “คุกพลาซ่า”
ทักษิณอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม แม้ว่าผมจะไม่เคยอยู่ แต่มีโอกาสได้เข้าไปหลายครั้งตอนทำรายการทีวี เรือนจำกลางคลองเปรมมีพื้นที่กว้างขวางกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมากหลายเท่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมี 8 แดน แต่ละแดนพื้นที่แค่ 4 ไร่ แต่มีคนอยู่แดนละ 500-700 คน เป็นอย่างต่ำ แต่เรือนจำกลางคลองเปรมกว้างขวางกว่ามาก มีพื้นที่ 400 กว่าไร่ ในขณะที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมีพื้นที่เพียง 20 กว่าไร่

เห็นขนาดก็ทราบว่าต่างกันมาก 
เรือนจำกลางคลองเปรมยังมีพื้นที่ติดกับโรงพยาบาลราชทัณฑ์ สามารถเดินทะลุถึงกันได้ ต่างกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพที่ต้องนั่งรถมาโรงพยาบาล เพราะอยู่ห่างกัน 200 เมตร 

ตอนผมเป็น “นักโทษเด็ดขาด“ ได้มีโอกาสมาเป็น “ผู้ช่วย” ทำงานที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อช่วยเหลืองานตามที่ได้รับมอบหมาย

โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นศูนย์รวมของนักโทษที่เจ็บป่วย เพราะภายในเรือนจำแต่ละแห่งมีแค่เรือนพยาบาลที่แน่นทุกวัน และแออัดเกินกำลัง 

เมื่ออาการหนักก็ถูกส่งมาโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่มีพร้อมทั้งห้องฟอกไต หมอฟัน รักษาสารพันโรค ไม่ว่าวัณโรค เอดส์ ไปถึงจิตเวช 

พื้นที่ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เดิมเป็นพื้นที่ของเรือนจำกลางคลองเปรมมาก่อน ต่อมาแยกออกมาเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในภายหลัง

มีหลายท่านที่ผมได้พบเห็น ไม่ว่าตำรวจใหญ่อย่าง พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หรือชะลอ เกิดเทศ 
อดีต กกต. ท่านวาสนา ท่านปริญญา หรือพี่สนธิ ไปจนถึงนักการเมืองหลายท่าน เช่น คุณบุญทรง คุณภูมิ หรือ ระดับ ผอ. ต่างๆ ไปจนถึงหม่อมราชวงศ์

ในจำนวนนักโทษระดับผู้ใหญ่ ที่ผมสงสารที่สุด คือ ท่านวาสนา เพิ่มลาภ เพราะความที่ท่านเคยเป็น ประธาน กกต. แต่ต้องมาใส่โซ่ตรวนติดคุกไร้อิสรภาพ เดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ นั่งรถเรือนจำมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในสภาพเช่นนี้

ท่านร้องไห้น้ำตาซึมกับผม แต่อดทนอยู่จนวันที่ได้กลับออกไปสู่อิสรภาพ
ท่านบอกผมว่า เมื่อได้ออก จะไปอยู่ไร่ที่เมืองจันทบุรี ทุกคนย่อมรอวันครบกำหนด ที่ได้มีโอกาสออกไปใช้ชีวิต มีเสรีภาพอันหอมหวน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีคนมัวแต่จ้องว่าทักษิณตัดผมไหม ใส่เสื้ออย่างไร อยู่อย่างไร?

ขอเรียนในฐานะนักโทษเก่า คุกคือคุก ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม อย่าได้สมน้ำหน้า คนล้มย่อมต้องลุกขึ้นต่อไป คนที่ติดคุกยังมีวันได้ออก
ส่วนลูกเมียก็ต้องไปเยี่ยมตลอด เสมือนติดคุกไปด้วย 

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจำคุกที่ศาลตัดสินแล้ว จะได้ “ใบบริสุทธิ์” อันมีความหมายว่าได้รับโทษครบจบสิ้นแล้ว เรื่องคดีนั้นผมไม่เกี่ยว แต่ขอชี้แจงว่าการติดคุกย่อมต้องขาดสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ทุกคน คือ อิสรภาพ 

ดังนั้นไม่ว่าอยู่ยังไง กินอะไร มันไม่สำคัญเท่ากับเสรีภาพที่จะไปไหนได้ 
นักโทษทุกคนมีหัวใจ และมีเหตุที่ต้องมาติดคุก
ไม่ว่าด้วยกิเลสตัณหา เจตนา พลาดพลั้งไป หรือเป็นนักโทษโดยกมลสันดาน 
ท้ายสุดเมื่อมาถูกจองจำ ย่อมมีสถานะเท่าเทียมกัน 
เพราะที่นี่คือคุก สถานที่สุดท้ายที่ไม่มีใครอยากไปก่อนตาย

จริงอยู่ มีคนสมควรติดคุก เพราะเป็นฆาตกร ค้ายาเสพติด ข่มขืน สารพันข้อหาแน่นคุก แต่มีคนสมควรอยู่ ก็มีคนสมควรแยกประเภท พฤตินิสัย ไม่ใช่เอาไปขังรวมกันหมด เพราะการติดคุกย่อมทรมานจิตใจ ไม่ว่าจะอยู่สบายแค่ไหน 
ให้กินน้อยหน่อย รวยน้อยหน่อย แต่อยู่นอกคุก ดีกว่ามีเงินมหาศาลแต่ต้องอยู่ในคุก 

สุภาษิตคุก คือ “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”
และ 3 สิ่งสำคัญ คือ  “ช้อน ชั้น ชีวิต“ อันมีความหมายถึง
ช้อน ที่ต้องใช้ไม่ปะปนกับใคร เพราะโรคภายในมันมาก แม้แต่วัณโรคที่นอกคุกไม่พบ แต่ในคุกเป็นกันเยอะ เพราะสถานที่แออัดยัดเยียด

ชั้น หมายถึง ชั้นของนักโทษ ที่มีผลต่อการพักโทษ หรืออภัยโทษ จะได้ตามสัดส่วนของชั้น ตั้งแต่ ชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม 

แต่ละคนต้องใช้เวลาตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้ในการไต่ชั้น 
ส่วน ชีวิต ก็ต้องรักษา ไม่มีใครอยากตายในคุก 

ผมเก็บศพในคุกขณะเป็นผู้ช่วยที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ถึง 80 ศพ มีทั้งชาย และหญิง ล้วนแล้วแต่น่าเวทนาที่ตายไปพร้อมกับความไร้ซึ่งอิสรภาพ

ทุกคนที่อยู่ล้วนต้องพยายามทำให้จิตไม่ตก หาอะไรทำให้หมดเวลาไปวันๆ 
เพราะเวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ทักษิณอาจได้เขียนหนังสือสักเล่ม ขณะใช้ชีวิตในคุก เช่น “การต่อสู้ของผม” หรือ “ชีวิตที่ไร้อิสรภาพ” เพื่อบันทึกเรื่องราวความคิดในขณะที่อยู่คนเดียว

มันเป็นรสชาติของชีวิต ที่ไม่มีใครจะรู้สึกได้ดีเท่ากับคนที่ติดคุกเอง
คนมองในแง่ของคดีที่อาจเพิ่มขึ้น แต่ผมกลับมองถึงมุมมองทางประวัติศาสตร์ของคนคนหนึ่ง ที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุดตกต่ำจนติดคุกติดตะราง 

ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง แต่สิ่งที่ผมเชื่ออย่างหนึ่ง คือ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณยังไม่ถึงบทสุดท้าย”

ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก เพื่อนบ้านหาว่าสยามขายดินแดนแลกอิสรภาพ เจ้าประเทศราชต่างหากที่เชิญฝรั่งเป็นนาย แต่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นผู้ร้ายของเรื่อง

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Kornkit Disthan หรือ กรกิจ ดิษฐาน โพสต์ข้อความ ประชาชนของเพื่อนบ้านบางประเทศจำพวกหนึ่ง ได้รับการสั่งสอนมาแบบไหน ถึงเสียดสีไทยว่า "ที่ไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตกเพราะขายแผ่นดินของตัวเอง/เพื่อนบ้านแลกกับอิสรภาพ"

ผมเคยได้ยิน "วาทะเวรกรรม" แบบนี้ครั้งในสื่อของรัฐบาลทหารอังวะเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาได้ยินมาจากพวกเวียด ต่อมาได้ยินจากกัมปูเจีย ต่อมาได้ยินจากพวกมาลัยรัฐ 

พวกนี้ก็รู้ว่าไทยในตอนก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นมีสภาพเป็น "จักรวรรดิ" ประกอบด้วยดินแดนของเพื่อนบ้านที่เป็นอาณาจักรอิสระมาก่อน แต่เพราะตีกันเองภายในบางกลุ่มจึงเรียกไทยไปช่วย พอไทยไปช่วยก็เอาดินแดนพวกนั้นมาเป็นประเทศราชเสียเลย เพราะบางประเทศนั้นไม่ได้เรียกแต่ไทยยังไปเรียกอังวะมายุ่งบ้าง เรียกเวียดมาวุ่นวายบ้าง เมื่อพวกกระหายดินแดนเหล่านี้มาจ่อคอหอยแล้วจะให้ไทยนั่งตบยุงเฉยๆ เรอะ?

ด้วยความที่อาณาจักรพวกนี้เป็นเอกราชมาก่อนจึงไม่มีทางอยู่ใต้อำนาจไทยไปตลอด ดังนั้นเมื่อสบโอกาสที่ฝรั่งเข้ามา เจ้าแผ่นดินของพวกนี้จึงอ้อนฝรั่งเป็นนายใหม่แทนไทย เช่น เจ้ากัมปูเจียที่เชิญฝรั่งเศสมาเป็นนายตัวเองโดยที่เขาไม่ได้ใช้กำลังยึดครองเพราะไม่อยากจะเป็นข้าสยามอีกต่อไป ส่วนเจ้าหลวงพระบางเองก็ขอฝรั่งเข้ามาปกป้องเพราะเห็นว่าไทยพึ่งพาไม่ได้ในช่วงกบฏฮ่อเป็นต้น ยังมีเจ้าท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกัน

สรุปก็คือ ไทยไม่ได้เฉือนแผ่นดินตัวองแลกเอกราช แต่เจ้าประเทศราชของไทยเอาแผ่นดินตัวเองไปถวายพานให้ฝรั่งเองต่างหาก แล้วฝรั่งก็บีบให้ไทยสละสิทธิเหนือประเทศราชเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้อยากเป็นลูกน้องฝรั่ง เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิสยาม" อีกต่อไป ดังนั้นสยามไม่ได้ขายใคร แต่พวกนี้ขายตัวเองเพื่อเป็นรัฐอารักขาหรืออาณานิคมฝรั่งก็ยังดี

แต่เพราะความกระดากใจหรือความริษยาอะไรก็ตาม พอพวกนี้ได้เอกราชก็พยายามซ่อนความอัปยศที่เคยขายตัวให้ฝรั่งเอาไว้ โดยการโบ้ยความผิดว่า "เพราะไทยนั่นแหละเราถึงตกเป็นเมืองขึ้นเขา" และ "เพราะไทยไม่มีศักดิ์ศรีจึงแลกทุกอย่างเพื่อรักษาเป็นเอกราช"

และคงสอนแนวคิดความนี้ในระบบการศึกษาด้วย เพื่อนบ้านบางพวกจึงเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าที่พวกตนมีเอกราชทุกวันนี้ได้ก็เพราะสยามให้ที่คุ้มหัวพวกนักต่อสู้เพื่อนเอกราชมากมาย ทั้งจากอังวะ อันนัม กัมปูเจีย ล้านช้าง ฯลฯ ดังนั้น ขบวนการเอกราชบางประเทศก็เริ่มต้นที่บางกอกนี่เอง

นอกจากจะไม่สำนึกข้าวแดงแกงร้อนแล้ว ยังกล่าวหาไทยว่า "สมคบกับญี่ปุ่นเปิดทางให้พวกนั้นรุกรานเรา"

แหม อยากเอาตำราประวัติศาสตร์ฟาดกระบาลเบาๆ

ไอ้อังวะที่บังอาจพูดเช่นนี้หารู้ไม่ว่า ขบวนการเอกราชพม่านั้นรักญี่ปุ่นปานจะกลืนกิน และต้อนรับญี่ปุ่นมาช่วยขับไล่พวกบริเตนใหญ่เจ้าอาณานิคม 

ประเทศไทยเสียอีกที่เป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กับญี่ปุ่นในสมรภูมิจากภาคกลางจรดภาคใต้ 

พวกบริเตนใหญ่ที่รับปากว่าจะช่วยไทยขับไล่ญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นมาก็หายหัวหมด ทั้งยังแพ้ญี่ปุ่นหมดท่าเพราะความประมาทเลินเล่อ 

พวกรัฐมาลัยที่กล่าวหาไทยทรยศเอเชียด้วยการปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาที่คาบสมุทร พวกเอ็งโปรดทราบว่าบิดาอังกฤษของพวกเอ็งนั้นทำสัญญาบีบคั้นกับไทย ห้ามไทยตั้งกองพันตั้งแต่บางสะพานลงมาจนจรดชายแดนรัฐมลายู มันอ้างว่าจะอารักขาไทยเองแต่ความจริงก็คือหมายจะห้ามไทยขุดคอคอดกระและรักษาเขตอิทธิพลของตนไว้ในปักษ์ใต้ 

ผลก็คือ พอญี่ปุ่นจะบุก บิดาของพวกรัฐมาลัยก็โอ้อวดว่าจะมาช่วยไทย เพราะรู้ว่าไทยสู้ไม่ไหวหรอกมีทหารแค่นั้น แม้พวกนั้นจะโม้แล้วไม่ทำตามที่คุยไว้ แต่ทหารและประชาชนไทยก็ยังสู้ญี่ปุ่นจนเลือดนองทะเลไปทั่วปักษ์ใต้

มนุษย์ปากเสียพวกนี้บอกว่าไทยสมคบกับญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ โปรดทราบเถอะว่าคนไทยไม่ได้สมคบญี่ปุ่น แต่รัฐบาลพิบูลสงครามต่างหากที่ทำ คนไทยนั้นสู้ญี่ปุ่นอยู่ชาติเดียว ส่วนพม่านั้นแทบจะจูบปากกันอยู่แล้ว พวกอินโดนีเซียก็ต้อนรับญี่ปุ่นในฐานะผู้ปลดปล่อยจากดัตช์ แม้พวกมลายูบางกลุ่มก็สมคบกับญี่ปุ่นจะได้ช่วยปลดแอกจากฝรั่ง (แต่มีน้อยมาก จนเข้าใจว่าพวกมาลัยรัฐชอบอยู่ใต้ฝรั่งมากกว่าเอเชียด้วยกัน) 

ส่วนพวกอินโดจีน คือ ลาว เขมร และเวียด ไม่ได้รับโอกาสนั้นจากญี่ปุ่น (สนับสนุนเอกราช) เพราะญี่ปุ่นเกรงใจพวกรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสที่เป็นอักษะด้วยกันจึงไม่ได้ผลักดันให้ทั้ง 3 ดินแดนนี้เป็นเอกราช กระนั้นพวกเวียดก็เคยหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาปลดแอกตนและหวังจะให้ญี่ปุ่นช่วยสู้เพื่อเอกราช จนกระทั่งช่วงท้ายสงครามจึงตระหนักว่าหวังผิดไปแล้วค่อยต่อสู้กับญี่ปุ่นด้วยฝรั่งเศสด้วยในช่วงสุญญากาศระหว่างการยุติสงคราม

สรุปก็คือ เกือบทั้งหมดนี้ไม่ว่าระดับหนึ่งล้วนแต่เป็นพวกสมคบกับญี่ปุ่นทั้งสิ้น แม้แต่ไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็ยังสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่น ไม่เหมือนพวกเพื่อนบ้านที่เห็นพวกญี่ปุ่นเป็นพระมาโปรด

แต่แล้วพวกเพื่อนบ้านกลับโทษไทยว่าทำให้ญี่ปุ่นเข้ามารุกราน นี่เป็นเพราะประเทศพวกนี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว (โดยญี่ปุ่นช่วยไว้ด้วยซ้ำ) แต่เพราะรังเกียจที่ญี่ปุ่นแพ้และยังปลดแอกตัวเองจากวาทกรรมประวัติศาสตร์ของตะวันตก (ผู้ชนะ) ไม่ได้ จึงอำพรางความเกี่ยวข้องของตนกับญี่ปุ่น จากนั้นก็ชี้นิ้วมาที่ไทยว่าเป็น "แกะดำ" ที่ทำให้ทั้งภูมิภาค "ฉิบหายกันหมด เพราะเอ็งมันยอมญี่ปุ่นอยู่ประเทศเดียว" (ซะที่ไหน) 

พวกนี้ เพราะต้องการปลุกอารมณ์ชาตินิยมด้วยการสร้าง "เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ของบรรพชน" จึงยังพยายามปกปิดความอุบาทว์ของอดีตที่ผู้นำของขายแผ่นดินให้ฝรั่งกันเอง บางคนนั้นสมคบกับเจ้าอาณานิคมกดขี่ประชาชนตัวเองด้วยซ้ำ แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้ความชั่วช้าของตนเอง จึงชี้มาที่ไทยว่า "เพราะเอ็งนั้นแหละยึดเราเป็นเมืองขึ้นแล้วขายเราเพื่อแลกอิสรภาพตัวเอง"

ไอ้การโทษคนอื่นมันง่าย แต่การยอมรับความจริงมันยาก ดังนั้นการที่บางประเทศนั้นแม้จะก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ก็ยังไม่เจริญทางสติปัญญา ก็เพราะขาดการมองเชิงวิพากษ์มาที่ตัวเอง 

บางประเทศนั้นวัตถุก็ไม่เจริญ สติปัญญาก็ไม่มี ดังนั้นจึงถูกสนตะพายได้ง่าย เมื่อเจ้านายเฆี่ยนตี มันก็พุ่งขวิดมาที่เราเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top