Saturday, 25 July 2026
อินโดแปซิฟิก

เปิดข้อเท็จจริง!! ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

จากคำขอของพี่นวลอนงค์ สุวรรณเรือง ซึ่งบอกมาว่า “อาจารย์คะ รบกวนเล่าที่มาของสนธิสัญญา อินโด-แปซิฟิก หน่อยได้มั้ยคะ ขอบคุณค่ะ” ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ได้เล่าถึงองค์การ SEATO ซึ่งเปรียบเสมือนองค์การ NATO แห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (แต่แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย) จนยุบเลิกไปในที่สุด โดยเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องราวส่วนแรกของ ‘ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก’ ครับ

ฉะนั้นสำหรับบทความรอบนี้ จึงขอเล่าเรื่องราวส่วนที่สอง อันเป็นภาคจบด้วยข้อเท็จจริงของ ‘ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก’ ซึ่งได้ขอความอนุเคราะห์มาจาก ท่านหน่อย ‘ธานี แสงรัตน์’ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านเป็นเพื่อนของรุ่นน้องที่สนิทสนมกัน และราว 30 ปีก่อนเคยไปเยี่ยมท่านที่ขณะเป็นนักศึกษาปริญญาโท University of Pittsburgh  

ถ้าพร้อมแล้ว ก็มาเริ่มกันเลยครับ...

ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 รถถังของเวียดนามเหนือสนธิกำลังกับเวียดกงชนประตูรั้วเข้าไปในทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้

แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวข้อเท็จจริงของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่มาจากโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเล่าถึงเหตุการณ์หลังจากความพ่ายแพ้ของทุกรัฐบาลในอินโดจีนที่สหรัฐฯ สนับสนุน และเหตุการณ์ต่อจากนั้นกระทั่งถึงยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกในยุคปัจจุบันกันก่อน 

ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อรถถังของเวียดนามเหนือสนธิกำลังกับเวียดกงชนประตูรั้วเข้าไปในทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้อันเป็นการแสดงถึงชัยชนะต่อรัฐบาลเวียดนามใต้ที่สนับสนุนโดยสหรัฐฯ และสหรัฐฯ ต้องถอนกำลังออกจากสามประเทศอินโดจีน อันได้แก่ ลาว, กัมพูชา และเวียดนามใต้ อย่างบอบช้ำ และชัยชนะดังกล่าวทำให้ทั้งสามประเทศสถาปนาตัวเองเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์

แต่หลังจากชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่เกิดขึ้นทั้งในสามประเทศไม่นาน ก็ดันเกิดความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและกัมพูชาประชาธิปไตย โดยสงครามเริ่มขึ้นด้วยการปะทะตามพรมแดนทางบกและทางทะเลของเวียดนามและกัมพูชาระหว่าง พ.ศ. 2518 ถึง 2520 

ต่อมาในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 เวียดนามเริ่มปฏิบัติการรุกรานกัมพูชาเต็มขั้นและยึดครองประเทศได้หลังล้มล้างรัฐบาลเขมรแดง โดยวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ทหารเวียดนาม 150,000 นาย บุกเข้ายึดครองกัมพูชาประชาธิปไตย และสามารถชนะกองทัพปฏิวัติกัมพูชาได้ในเวลาเพียงสองสัปดาห์

วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2522 มีการจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาที่นิยมเวียดนามในกรุงพนมเปญ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครองกัมพูชาของเวียดนามยาวนานนานสิบปี แต่ระหว่างการยึดครองนั้นรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของเขมรแดงยังคงได้รับการรับรองโดยสหประชาชาติว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของกัมพูชา พร้อมทั้งมีการจัดตั้งกลุ่มต่อต้านติดอาวุธหลายกลุ่มขึ้นเพื่อสู้รบกับการยึดครองของเวียดนาม 

นายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา ซึ่งนิยมเวียดนาม ได้พยายามเจรจากับรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย เพื่อเริ่มการเจรจาสันติภาพ ภายใต้แรงกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจอย่างหนักจากประชาคมนานาชาติ รัฐบาลเวียดนามจึงเริ่มนำการปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศหลายอย่างมาใช้ และนำไปสู่การถอนตัวออกจากกัมพูชาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2532 

ในระหว่างการยึดครองกัมพูชาของเวียดนาม มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง อาทิ 17 กุมภาพันธ์ - 16 มีนาคม พ.ศ. 2522 จีนได้การโจมตีเวียดนามตามแนวชายแดนจีน-เวียดนาม และจีนสามารถยึดครองเมืองเกาบังได้ในวันที่ 2 มีนาคม และเมืองลาวเซินในวันที่ 4 มีนาคม จากนั้นมุ่งหน้าต่อไปยังกรุงฮานอย แม้การส่งกำลังบำรุงไม่ดีพอ แต่อีกไม่กี่วันต่อมากองกำลังของจีน ก็สามารถเข้าสู่เวียดนามตอนเหนือและยึดเมืองต่างๆ ของเวียดนามได้หลายเมืองใกล้ชายแดน กระทั่ง วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2522 ประเทศจีนประกาศว่า ประตูสู่กรุงฮานอยได้ถูกเปิดออกแล้ว และสรุปว่า ภารกิจลงโทษลุล่วงแล้ว ก่อนถอนทหารทั้งหมดออกจากประเทศเวียดนาม โดยทั้งประเทศจีนและเวียดนามต่างอ้างชัยชนะในสงครามครั้งนี้

ในส่วนของประเทศไทยเอง ก็ได้รับผลกระทบจากการยึดครองกัมพูชาของเวียดนาม โดยเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-เวียดนาม ด้วยกองกำลังทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ได้อพยพมาอยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งติดกับชายแดนไทย โดยมีกลุ่มกัมพูชาติดอาวุธที่ต่อต้านการยึดครองของเวียดนามอยู่ 3 กลุ่ม คือ...

(1) กลุ่มกัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea) หรือกลุ่มเขมรแดงของ พล พต และเขียว สัมพันธ์ มีสมาชิกประมาณ 40,000 นาย มีฐานที่ตั้งอยู่บริเวณพนมกระวันและบริเวณตะวันตกของจังหวัดพระตะบอง

(2) กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (Khmer People’s National Liberation Front - KPNLF) ภายใต้การนำของซอนซาน มีสมาชิกประมาณ 4,000 นาย 

และ (3) กลุ่มพรรคฟุนซินเปก (Front d"union national pour un Cambodge independant, pacifiaue et cooperatif - FUNCINPEC) ภายใต้การนำของสมเด็จนโรดม สีหนุ กลุ่มต่อต้านทั้งสามกลุ่มนี้มีฐานกองกำลังใกล้กับชายแดนไทยเพื่อง่ายต่อการหลบหนีเมื่อถูกกำลังเวียดนามบุกเข้าโจมตี กำลังกัมพูชาก็หลบหลีกเข้าสู่ดินแดนไทย ในการนี้เวียดนามเห็นว่าไทยยินยอมให้ชาวกัมพูชาฝ่ายต่อต้านใช้พื้นที่เป็นที่หลบหนีและคุ้มกันการโจมตีของกำลังเวียดนามและกำลังของเฮง สัมริน

หลายครั้งที่การโจมตีของกำลังเวียดนามต่อกลุ่มกัมพูชาติดอาวุธที่ต่อต้านการยึดครองของเวียดนามทั้ง 3 กลุ่ม มักมีการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งขณะนั้นถือได้ว่ากองทัพไทยหากเปรียบเทียบกับกองทัพเวียดนามแล้ว ต้องบอกว่าว่าเทียบกันไม่ติด เนื่องจากกองกำลังทางทหารของฝ่ายไทยไม่เคยผ่านการรบมาก่อนหรือถ้าผ่านก็เป็นการรบแบบสมัยใหม่ ซึ่งมีแนวทางในปฏิบัติการรบแบบสหรัฐอเมริกา แตกต่างกับเวียดนาม

พิจารณาได้จากกองกำลังของเวียดนามซึ่งมีทักษะในการรบที่ดีกว่า และรู้วิธีการรบแบบกองโจร แถมทหารของเวียดนาม ก็ยังมีประสบการณ์รบจากสงครามเวียดนาม 

โดยขณะที่เวียดนามบุกกัมพูชานั้น กองกำลังทางทหารของเวียดนามมีจำนวน 875,000 นาย โดยที่ยังไม่รวมกำลังทหารของฝ่ายเฮง สัมริน ที่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ภายใต้ยุทธวิธีการรบแบบกองโจร และการรบแบบสมัยใหม่ 

ส่วนฝ่ายไทยนั้นมีประสบการณ์เพียงเรื่องการปราบปรามกองโจร และมีกำลังทหารหน่วยที่ผ่านสงครามในลาวและเวียดนาม แต่ก็ชำนาญการรบตามหลักนิยมของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งต้องอาศัยอำนาจการยิงที่เหนือกว่า จึงจะทำการรบได้ 

นอกจากนี้เวียดนามยังมีอาวุธของสหรัฐฯ ที่เหลือทิ้งไว้จากยุคสงครามเวียดนามอยู่มาก รวมทั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2531 นี้ เวียดนามก็ได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหภาพโซเวียตเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อพัฒนากองทัพให้ทันสมัย และเพื่อการปราบปรามฝ่ายต่อต้านในกัมพูชา จึงกล่าวได้ว่า ไทยมีขีดความสามารถที่ด้อยกว่าเวียดนามอยู่มาก 

ทั้งนี้ ข้อตกลงสันติภาพปารีส การเจรจาสันติภาพยังคงดำเนินต่อไป โดยการประชุมสันติภาพปารีสเกี่ยวกับกัมพูชาครั้งแรกจัดขึ้นใน พ.ศ. 2532 หลังจากการถอนทหารเวียดนาม ต่อมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 ได้จัดการประชุมจาการ์ตาครั้งที่สาม และจัดตั้งสภาสูงสุดแห่งชาติกัมพูชา เพื่อรับรองอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ในเวลาเดียวกัน ฮุน เซนได้เปลี่ยนชื่อพรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชามาเป็นพรรคประชาชนกัมพูชา

‘มะกัน’ พล่าน!! หวั่นจีนแผ่อิทธิพลผ่านอ่าวไทย หลังสะพัด!! ซุ่มปักธงฐานทัพเรือลับในกัมพูชา

(8 มิ.ย.65) สำนักข่าว Washington Post รายงานว่า จีนเตรียมเปิดฐานทัพเรือของตนในท่าเรือเรียม ประเทศกัมพูชาอย่างลับๆ หลังจากที่ซุ่มวางแผนพัฒนาท่าเรือริมฝั่งอ่าวไทยมานาน และเตรียมจะทำพิธีวางศิลาฤกษ์ภายในสัปดาห์นี้ 

ทั้งนี้สื่อสหรัฐฯ ได้อ้างอิงจากแหล่งข่าววงในของรัฐบาลกัมพูชา ถึงแผนการปักธงยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ ที่เลือกใช้ท่าเรือของกัมพูชาในอ่าวไทยตั้งฐานทัพเรือ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้เซ็นข้อตกลงด้านความมั่นคงกับประเทศหมู่เกาะโซโลมอนไปแล้ว ไว้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ประสบผลสำเร็จใจการเจรจากับกลุ่มประเทศในแปซิฟิกอีก 10 ชาติ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น

และหากจีนทำได้สำเร็จ ท่าเรือเรียมจะกลายเป็นฐานทัพจีนแห่งแรกในย่านอินโด-แปซิฟิก และเป็นฐานทัพเรือแห่งที่สอง นอกดินแดนของจีนต่อจากฐานทัพที่ประเทศจิบูตี ด้านชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก รวมถึงจีนจะขยับสร้างเครือข่ายอิทธิพลด้านการทหารผ่านโครงการฐานทัพเรือลับในอีกหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย

สำหรับโครงการฐานลับเรือลับจีน เคยมีรายงานข่าวมาตั้งแต่ช่วงปี 2019 ที่จีนได้ตกลงกับรัฐบาลกัมพูชาในด้านความร่วมมือทางทหาร โดยแลกกับการให้จีนได้ใช้พื้นที่ในการตั้งฐานทัพเรือได้อย่างลับ ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา และ สหรัฐฯ ไม่น้อย แต่โครงการนี้ก็เงียบไปจนกระทั่งกลายเป็นข่าวขึ้นมาในวันนี้ 

แต่หลังจากที่สื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวความคืบหน้าในโครงการฐานทัพเรือลับที่ท่าเรือเรียมไม่นาน นายไพ สีพัน หัวหน้ากองโฆษกรัฐบาลกัมพูชา ก็ออกมาปฏิเสธว่า “ไม่เป็นความจริง” โดยทางรัฐบาลกัมพูชาไม่ได้อนุญาติให้จีนใช้กัมพูชาตั้งฐานทัพ หรือมีพิธีวางศิลาฤกษ์ดังที่มีการกล่าวอ้าง หากแต่เป็นเพียงการเปิดโรงงานซ่อมบำรุงเรือรบ และก่อสร้างทางลาดเท่านั้น 

ญี่ปุ่น ส่งเรือลาดตระเวน!! โตเกียวป้อน 3.4 ล้านดอลลาร์ ส่งเรือช่วยกัมพูชาคุมทะเล เจาะกลยุทธ์ดึงพันธมิตรใหม่ ต้านอิทธิพลจีนในอ่าวไทย

ญี่ปุ่นเปย์ 3.4 ล้านดอลล์! ส่งเรือลาดตระเวนช่วยกัมพูชาคุมทะเล
โตเกียวอัดฉีดความช่วยเหลือด้านความมั่นคง (OSA) มอบเรือลาดตระเวนพร้อมอุปกรณ์สื่อสารให้กัมพูชาประเดิมชาติแรก มูลค่าราว 3.4 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการป้องกันประเทศทางทะเล

การขยับหมากของญี่ปุ่นรอบนี้เป็นกลยุทธ์เชิงระบบที่น่าจับตา เพราะเดิมทีพนมเปญถูกมองว่าเป็นพันธมิตรแนบแน่นของจีน การที่โตเกียวดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในโครงการ OSA เป็นประเทศแรก จึงเป็นการรุกเจาะไข่แดงเพื่อเพิ่มดุลอำนาจและดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในวงยุทธศาสตร์ความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก

ดีลนี้ชี้ชัดว่าญี่ปุ่นกำลังปรับเกมการทูตเชิงรุก ไม่ปล่อยให้ปักกิ่งคุมเกมฝั่งเมฆองและอ่าวไทยฝ่ายเดียว การส่งมอบยุทโธปกรณ์รอบนี้จึงเป็นหลักฐานความพยายามของโตเกียวในการคานอำนาจและปักปักฐานความร่วมมือใหม่ในอ่าวไทย

คิดว่าดีลเรือลาดตระเวนจากญี่ปุ่นรอบนี้ จะช่วยดึงกัมพูชาออกมารักษาระยะห่างกับจีนเพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ หรือเป็นแค่ของหวานที่พนมเปญพร้อมรับไว้โดยไม่กระทบความสัมพันธ์แนบแน่นกับปักกิ่ง?

20 กรกฎาคม 2026 / คัดข่าว - หาดใหญ่
ที่มา : Kyodo News, Japanese Ministry of Foreign Affairs, Phnom Penh Post

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1592049752281921/?rdid=sirlVqJXwenmsKA5#

สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นต่อนโยบายจีนเดียว (One China Policy) แต่แน่นแฟ้นด้านเทคโนโลยี การค้า และความมั่นคง อินโด-แปซิฟิก สหรัฐฯ เสนอความช่วยเหลือทางทหารและวิทยาศาสตร์ ควบคู่ขายอาวุธป้องกันตนเองตามกฎหมาย Taiwan Relations Act

ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ในฐานะประชาธิปไตยชั้นนำและมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน แต่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการที่แน่นแฟ้น สหรัฐฯ และไต้หวันมีค่านิยมใกล้เคียงกัน มีความเชื่อมโยงทางการค้าและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานของมิตรภาพ และเป็นแรงผลักดันให้สหรัฐฯ ขยายการมีส่วนร่วมกับไต้หวัน

ผ่านสถาบันอเมริกันในไต้หวัน หรือ American Institute in Taiwan (AIT) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน หรือ Taiwan Relations Act ให้ดำเนินความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการของสหรัฐฯ กับไต้หวัน ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันได้กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในด้านการค้าและการลงทุน สาธารณสุข เซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานสำคัญอื่น ๆ การกลั่นกรองการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษา และการส่งเสริมคุณค่าประชาธิปไตย

แนวทางของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคงสอดคล้องต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษและหลายรัฐบาล สหรัฐฯ มีนโยบายจีนเดียวมาอย่างยาวนาน โดยมีแนวทางกำกับจากกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ–จีน 3 ฉบับ และหลักประกัน 6 ประการ สหรัฐฯ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมฝ่ายเดียวจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน และคาดหวังว่าความแตกต่างระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันจะได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี สหรัฐฯ ยังคงมีผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน สหรัฐฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และบริการด้านกลาโหมตามความจำเป็น เพื่อให้ไต้หวันสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองได้อย่างเพียงพอ และสหรัฐฯ ยังคงรักษาขีดความสามารถของตนในการต่อต้านการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในรูปแบบอื่นใด ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือระบบสังคมและเศรษฐกิจของไต้หวัน

การเป็นตัวแทนในต่างประเทศ

สถาบันอเมริกันในไต้หวันทำหน้าที่ให้บริการพลเมืองและกงสุล คล้ายกับภารกิจของสถานทูตหรือสถานกงสุล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีสัญญากับ AIT และให้เงินสนับสนุนการดำเนินงานของ AIT เป็นส่วนใหญ่ Sandra Oudkirk เป็นผู้อำนวยการ AIT ประจำไทเป และ James Moriarty เป็นประธาน AIT ส่วนบุคลากรสำคัญอื่น ๆ มีรายชื่ออยู่ในเว็บไซต์ของ AIT

ไต้หวันมีสำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในสหรัฐฯ หรือ Taipei Economic and Cultural Representative Office in the United States (TECRO) ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และไต้หวันยังมีสำนักงานตัวแทนทั่วสหรัฐฯ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป หรือ Taipei Economic and Culture Offices (TECOs)

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ไต้หวันเป็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยผลิตสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่าประมาณ 786,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 สหรัฐฯ และไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางพาณิชย์ การเงิน และการค้าที่ลึกซึ้งและเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ

นับตั้งแต่ปี 2020 สหรัฐฯ และไต้หวัน ภายใต้กรอบของ AIT และ TECRO ได้จัดการหารือ Economic Prosperity Partnership Dialogue เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและพาณิชย์ รวมถึงความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การกลั่นกรองการลงทุน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เปิดตัวกรอบความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การค้า และการลงทุนกับไต้หวันในปี 2021 เพื่อเป็นเวทีพัฒนาโครงการด้านพาณิชย์ และสำรวจแนวทางเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ

ไต้หวันเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 8 ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน การส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ไปยังไต้หวันสนับสนุนการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 188,000 ตำแหน่งในปี 2019 AIT และ TECRO มีความตกลงกรอบการค้าและการลงทุน หรือ Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) และเพิ่งกลับมาจัดการประชุมสภา TIFA อย่างสม่ำเสมออีกครั้ง

มูลค่าการลงทุนสะสมของไต้หวันในสหรัฐฯ อยู่ที่เกือบ 137,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 การลงทุนโดยตรงของไต้หวันในสหรัฐฯ นำโดยภาคการผลิต การค้าส่ง และสถาบันรับฝากเงิน การลงทุนเหล่านี้สนับสนุนการจ้างงานโดยตรงในสหรัฐฯ ประมาณ 21,000 ตำแหน่ง และสนับสนุนการส่งออกของสหรัฐฯ มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

AIT และ TECRO ได้ลงนามความตกลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2020 เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยร่วม สหรัฐฯ และไต้หวันยังมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันในหลายสาขา เช่น อุตุนิยมวิทยา วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การวิจัยมะเร็งทรวงอก การวิจัยบรรยากาศ และสาธารณสุขกับเวชศาสตร์ป้องกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหรัฐฯ และไต้หวันมีความแน่นแฟ้นและเติบโตต่อเนื่อง จนถึงปี 2019 การเดินทางเพื่อธุรกิจและท่องเที่ยวจากไต้หวันไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 70% นับตั้งแต่ไต้หวันเข้าร่วมโครงการยกเว้นวีซ่าของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2012

ไต้หวันเป็นแหล่งที่มาของนักศึกษาต่างชาติรายใหญ่อันดับ 7 ของสหรัฐฯ โดยส่งนักศึกษามากกว่า 20,000 คนต่อปีเข้าศึกษาต่อในสหรัฐฯ เพื่อรับการศึกษาคุณภาพสูงตลอดช่วง 3 ทศวรรษก่อนเกิดการระบาดใหญ่ สหรัฐฯ ยังสนับสนุนโอกาสการศึกษาในต่างประเทศที่ไต้หวันสำหรับนักเรียนและนักศึกษาสหรัฐฯ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา โดยเน้นเป็นพิเศษด้านการเรียนภาษาจีนกลาง

นับตั้งแต่ปี 1957 โครงการ Fulbright ได้สนับสนุนบุคคล 1,700 คนให้ไปศึกษาและสอนในไต้หวัน และสนับสนุนอีก 1,600 คนให้เดินทางมายังสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2020 AIT และ TECRO พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ได้เปิดตัว U.S.-Taiwan Education Initiative โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชาวอเมริกันไปสอนและศึกษาในไต้หวันมากขึ้น และให้ชาวไต้หวันมีโอกาสศึกษาต่อและสอนภาษาจีนกลางในสหรัฐฯ มากขึ้น

บทบาทของไต้หวันในประชาคมระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ จะยังคงสนับสนุนการเป็นสมาชิกของไต้หวันในองค์การระหว่างประเทศที่ไม่กำหนดให้ต้องมีสถานะเป็นรัฐ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของไต้หวันในองค์การที่ไต้หวันไม่สามารถเป็นสมาชิกได้

ไต้หวันและสหรัฐฯ เป็นสมาชิกขององค์การและกลไกระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น องค์การการค้าโลก เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC และธนาคารพัฒนาเอเชีย

ในเดือนมิถุนายน 2015 AIT และ TECRO ได้จัดตั้ง Global Cooperation and Training Framework หรือ GCTF ซึ่งเป็นเวทีสำหรับนำเสนอความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของไต้หวันต่อโลก ภายใต้กรอบดังกล่าว ไต้หวันและหุ้นส่วนต่าง ๆ จัดการฝึกอบรมทางเทคนิคในหลากหลายสาขา เช่น สาธารณสุข ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน สิทธิสตรี และการบรรเทาภัยพิบัติ ญี่ปุ่นเข้าร่วม GCTF ในฐานะหุ้นส่วนระดับโลกในปี 2019 และออสเตรเลียเข้าร่วมในปี 2021

ที่มา : https://2021-2025.state.gov/u-s-relations-with-taiwan/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top