(27 มี.ค. 68) บริษัทเทคโนโลยีจากจีนกำลังเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมระดับโลก ด้วยการวางสายเคเบิลใต้น้ำลึกกว่า 70,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในมหาสมุทรแปซิฟิก, มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อเสริมศักยภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตข้ามทวีป
โครงการสายเคเบิลใต้น้ำนี้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ของจีนในการขยายอิทธิพลด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถด้าน การสื่อสารโทรคมนาคม และรองรับ ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
บริษัทจีนหลายแห่งได้รับบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการนี้ ซึ่งรวมถึง China Mobile, China Telecom และ China Unicom โดยคาดว่าเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคเป็นไปอย่าง รวดเร็วและมีเสถียรภาพมากขึ้น
การขยายโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำของจีน อาจส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐและยุโรปที่ครองตลาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มจับตาดูการลงทุนครั้งใหญ่ของจีน เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และข้อมูล
ปัจจุบัน สายเคเบิลใต้น้ำถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอินเทอร์เน็ตทั่วโลก โดยมากกว่า 95% ของการส่งข้อมูลระหว่างประเทศพึ่งพาระบบเคเบิลใต้น้ำ ทำให้โครงการขนาดใหญ่ของจีนอาจ เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านการสื่อสารทั่วโลก อย่างมีนัยสำคัญ
มู่ชุนโป๋ วิศวกรอาวุโสของสถาบันโทรคมนาคมจีนเปิดเผยว่า การขยายตัวของเครือข่ายสายเคเบิลใต้น้ำของบริษัทจีน ไม่เพียงแต่ช่วยให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วย ลดต้นทุนเครือข่าย สำหรับประเทศกำลังพัฒนา และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ มู่ชุนโป๋เปรียบเทียบว่า สายเคเบิลใต้น้ำเพื่อการสื่อสาร มีความสำคัญไม่ต่างจาก คลองสุเอซ หรือ รถไฟด่วนจีน-ยุโรป เนื่องจากเป็น โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ โดยโครงการนี้จะช่วยให้ ประเทศกำลังพัฒนา สามารถเข้าถึงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูงได้ในราคาที่ถูกลง
ทั้งนี้ ในยุคที่การสื่อสารทางดิจิทัล กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก มู่ชุนโป๋เน้นย้ำว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายจะช่วยสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปข้างหน้า โดยสายเคเบิลใต้น้ำของจีนอาจเป็นหนึ่งในโครงการที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อระบบอินเทอร์เน็ตในอนาคต