‘เวียดนาม’ เปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้ว 13 ครั้ง สะท้อนการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ตลอด 4,000 ปี
(8 ต.ค. 68) รู้หรือไม่ ว่าประเทศเวียดนามที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เคยเปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้วถึง 13 ครั้ง ตลอดเวลากว่า 4,000 ปีของประวัติศาสตร์ชาติ ชื่อแต่ละชื่อไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หากแต่สะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชนชาติหนึ่ง ที่ถูกปกครอง ถูกกลืน แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีกครั้งไม่รู้กี่ครั้ง ราวกับคลื่นในแม่น้ำแดงที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลยในหน้าประวัติศาสตร์
เมื่อสืบย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของอารยธรรมเวียดนาม ราว ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ราว ค.ศ. 2000 BCE หรือกว่า 4,500 ปีก่อนปัจจุบัน) พงศาวดารเวียดนามบันทึกชื่อแรกของประเทศว่า “ซิกกวี๋” (Xích Quỷ) ปกครองโดยกษัตริย์ กิงเยืองเวือง (Kinh Dương Vương) ผู้ถูกถือว่าเป็นบิดาแห่งชนชาติเอียวเวียด ดินแดนนี้ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำแดง (Red River Delta) อันอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มรู้จักเกษตรกรรมและรวมกลุ่มเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในเวลานั้น ดินแดนไทยยังอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์แบบบ้านเชียง เป็นสังคมเกษตรกรรมแรกเริ่มเช่นเดียวกัน
ต่อมาในราว 1,000–500 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ ค.ศ. 1000–500 BCE) กษัตริย์องค์ใหม่ชื่อ หุ่งเวือง (Hùng Vương) ขึ้นครองราชย์และตั้งประเทศใหม่ว่า “วันลาง” (Văn Lang) ซึ่งถือเป็นอาณาจักรแรกในตำนานของชาวเวียด ตั้งเมืองหลวงอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศในปัจจุบัน คือจังหวัดฟู้เถาะ (Phú Thọ) มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 15 เขต (โบะ) ถือเป็นครั้งแรกที่มีระบบรัฐของเวียดนาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนสยามเริ่มก่อร่างวัฒนธรรมทวารวดีและเริ่มมีโครงสร้างสังคมแบบเมือง
จากนั้นในราว 286–257 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 286–257 BCE) อานเยืองเวือง (An Dương Vương) ผู้นำชนเผ่า “เอิวเหวียด” (Âu Việt) และ “หลากเหวียด” (Lạc Việt) ได้รวมชนสองเผ่าเข้าด้วยกัน ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “เอิวหลาก” (Âu Lạc) มีราชธานีที่เมือง โก๋ลวา (Cổ Loa) หรือเมืองป้อมเก่าที่ปัจจุบันอยู่ไม่ไกลจากกรุงฮานอย ถือเป็นยุคที่เวียดนามเริ่มมีอาณาจักรที่เป็นรูปธรรมและมีกำแพงเมืองป้องกันประเทศ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนไทยกำลังอยู่ในยุคฟูนานตอนต้นที่รุ่งเรืองด้านการค้ากับอินเดียและจีน
ไม่นานหลังจากนั้น จีนเริ่มขยายอำนาจลงใต้ เจ้าเมืองจีนชื่อ เตรี่ยวด่า (Triệu Đà) ยึดดินแดนเอิวหลากได้และตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “นามเหวียด” (Nam Việt) เมื่อราว ประมาณ 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 207–111 BCE) ตั้งราชธานีที่ เฟียนงุง (Phiên Ngung) ซึ่งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลจีน
ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน อาณาจักรฟูนานในลุ่มน้ำโขงของไทย–กัมพูชาเริ่มรุ่งเรืองและติดต่อกับโลกภายนอก
ต่อจากนั้นในช่วง ค.ศ. 111 ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 544 หลังคริสต์ศักราช (ประมาณ พ.ศ. 432 ถึง 1087) ดินแดนเวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอย่างเต็มรูปแบบในชื่อว่า “ยาวจี๋” (Giao Chỉ) เป็นมณฑลหนึ่งในราชวงศ์ฮั่นและต่อเนื่องถึงราชวงศ์ถัง ชาวเวียดถูกบังคับใช้ภาษาจีนและจารีตจีน แต่ก็ยังคงรักษาภาษาและประเพณีของตนไว้ได้
ช่วงเดียวกันนั้น ฝั่งไทยอยู่ในยุคอาณาจักรทวารวดีและศรีวิชัยที่รุ่งเรืองทางศาสนาและการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กระทั่งปี ค.ศ. 544 (พ.ศ. 1087) ขุนพลชื่อ ลี้นามเด๊ (Lý Nam Đế) สามารถขับไล่ทัพจีนออกไปได้สำเร็จ แล้วตั้งตนเป็นจักรพรรดิ ตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “หว่านซวน” (Vạn Xuân) แปลว่า “หมื่นฤดูใบไม้ผลิ” ตั้งราชธานีที่ ลองเบียน (Long Biên) หรือบริเวณฮานอยในปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้เอกราชคืนจากจีนอย่างเป็นทางการ
ช่วงนี้ตรงกับยุคปลายทวารวดี–ต้นกำเนิดสุโขทัยของไทย
แต่อิทธิพลจีนกลับมาอีกครั้งในช่วง ค.ศ. 1407–1427 (พ.ศ. 1950–1970) เมื่อราชวงศ์หมิงเข้ายึดครองและตั้งชื่อประเทศว่า “อานนาม” (An Nam) หมายถึง “ดินแดนสงบทางใต้” ซึ่งแม้จะฟังดูอ่อนโยน แต่สะท้อนสถานะเมืองขึ้นอย่างชัดเจน ในเวลานั้นไทยอยู่ในช่วงปลายสุโขทัยและต้นอยุธยา ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ศรีอินทราทิตย์) เริ่มรวบรวมอำนาจ
หลังจากนั้นเมื่อเวียดนามขับไล่จีนออกไปได้อีกครั้งในราว ค.ศ. 968–1054 (พ.ศ. 1511–1597) จักรพรรดิ ดิงโป่ลิ้ง (Đinh Bộ Lĩnh) ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “ด่ายโก๋เหวียด” (Đại Cồ Việt) แปลว่า “เวียดผู้ยิ่งใหญ่” ราชธานีอยู่ที่ ฮวาลือ (Hoa Lư) เมืองหลวงเก่าในจังหวัดนิงบิงห์ ช่วงเวลานี้ตรงกับปลายสุโขทัย–ต้นอยุธยาในประเทศไทย
ต่อมาในราว ค.ศ. 1054–1400 (พ.ศ. 1597–1943) เวียดนามเข้าสู่ยุคราชวงศ์ ลี้ (Lý) และ เตริ่น (Trần) ใช้ชื่อประเทศว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) ต่อเนื่องกว่า 300 ปี เมืองหลวงย้ายไปที่ ทังลอง (Thăng Long) หรือฮานอยในปัจจุบัน เป็นช่วงที่เวียดนามรุ่งเรืองสูงสุดทางวัฒนธรรมและกฎหมาย
ช่วงเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาของไทยที่ศิลปะและศาสนาเจริญถึงขีดสุด
ในช่วงสั้น ๆ ต่อมา คือราว ค.ศ. 1400–1407 (พ.ศ. 1943–1950) ราชวงศ์เตริ่นถูกโค่นโดยขุนนางชื่อ โห่กวี๊ลี (Hồ Quý Ly) ผู้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ด่ายงู” (Đại Ngu) แปลว่า “ความสงบอันยิ่งใหญ่” ตั้งเมืองหลวงที่ โตโด (Tây Đô) หรือจังหวัดแทงฮว้า ถือเป็นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย ช่วงนี้ตรงกับปลายกรุงศรีอยุธยาของไทยก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2
ต่อมาในราว ค.ศ. 1428–1788 (พ.ศ. 1971–2331) ขุนศึกชื่อ เลท้ายโต๋ (Lê Thái Tổ) ลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของจีนจนได้รับชัยชนะ แล้วฟื้นชื่อประเทศเดิมว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) อีกครั้ง ตั้งเมืองหลวงที่ ดงโด (Đông Đô) หรือฮานอย เป็นช่วงที่เวียดนามเริ่มมีอำนาจมั่นคง เทียบได้กับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ถึงพระบรมไตรโลกนาถ แห่งอยุธยา
จนมาถึงปี ค.ศ. 1802 (พ.ศ. 2345) จักรพรรดิ ยาลอง (Gia Long) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “องเชียงสือ” หลังจากหนีภัยการเมืองมาพึ่งราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ ได้อาศัยกำลังจากฝรั่งเศสกลับไปกู้ชาติและรวบรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ตั้งราชธานีที่เมือง ฟู้ซวน (Phú Xuân) หรือเมืองเว้ (Huế) ในปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “เหวียดนาม” (Việt Nam) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศนี้มีเอกภาพเหนือ–ใต้ครบถ้วน
ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ภายหลังในรัชสมัยของพระโอรสคือ จักรพรรดิมิงหม่าง (Minh Mạng) เมื่อปี ค.ศ. 1820 (พ.ศ. 2363) ได้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งเป็น “ด่ายนาม” (Đại Nam) แปลว่า “ดินแดนอันยิ่งใหญ่ทางใต้” เพื่อแสดงถึงความมั่นคงของจักรวรรดิในยุคทองของราชวงศ์เหงวียน ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2–3 ของไทย
จนกระทั่งปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้นำขบวนการปลดปล่อยชาติ โฮจิมินห์ (Hồ Chí Minh) ได้ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสอีกครั้ง และประกาศชื่อประเทศกลับมาเป็น “เหวียดนาม” (Việt Nam) อย่างเป็นทางการ ในนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม
ตั้งแต่นั้นมา “เวียดนาม” ก็กลายเป็นชื่อที่ผูกพันกับอิสรภาพและศักดิ์ศรีของชาติ
กว่า 4,000 ปีของการเปลี่ยนชื่อถึง 13 ครั้ง เวียดนามได้ผ่านทั้งสงคราม การล่มสลาย และการเกิดใหม่ไม่รู้กี่หน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “หัวใจของความเป็นชาติ” ที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนได้เสมอ แม้จะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม และถ้าเทียบกับสยาม–ประเทศไทยแล้ว ทั้งสองชาติเดินเส้นทางคู่ขนานกันในหลายช่วงเวลา ต่างเผชิญแรงกดดันจากอำนาจภายนอก แต่ก็ล้วนรักษาเอกราชไว้ได้ด้วยภูมิปัญญา ความอดทน และความเชื่อมั่นในคำว่า “ชาติ” เช่นเดียวกัน








