Friday, 5 June 2026
อาบอบนวด

'ศิริกัญญา' แจงประเด็น "คลังลงทุนอาบอบนวด...เมื่อไรขาย?" รู้อยู่แล้ว!! ไม่ได้เข้าซื้อหุ้นโดยตั้งใจ แต่ได้จากการยึดทรัพย์ของปปง.

(18 ส.ค.66) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความชี้แจงจากกรณีที่อภิปรายในสภาฯ ประเด็นลงทุนอาบอบนวด?? ตกลงขายได้มั้ย? ว่า...

เมื่อวันพุธ ดิฉันได้อภิปรายซักถามเกี่ยวกับรายงานการเงินแผ่นดินไป ไล่เรียงคำถามตั้งแต่การบริหารจัดการที่ราชพัสดุ งบประมาณที่ลงบัญชีว่าเบิกจ่ายเกินกว่าที่สภาอนุมัติ ไปจนถึงเงินลงทุนประเภทต่าง ๆ ของแผ่นดินที่กระทรวงการคลังบริหารแทน ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ประกอบกิจการอาบอบนวด 5 บริษัท ที่ดิฉันได้สอบถามผู้มาชี้แจงว่าถือไว้ทำไม เมื่อไหร่จะขาย

กลายมาเป็นประเด็นโจมตีตามภาพ จึงขอชี้แจงและให้ข้อมูลที่ถูกต้องดังนี้ค่ะ

> คลังไม่ได้ลงทุนในอาบอบนวด

...ทราบดีค่ะ ว่ากระทรวงการคลังไม่ได้เข้าซื้อหุ้นโดยตั้งใจ และได้มาจากการยึดทรัพย์ของ ปปง. ซึ่งได้อภิปรายเรื่องนี้ไปแล้วด้วย สไลด์ก็เขียนอยู่ว่ามาจากยึดทรัพย์ เราไม่ควรอ่านแต่พาดหัวข่าวนะคะ ควรอ่านเนื้อข่าว หรือย้อนฟังการอภิปรายเต็ม ๆ เพื่อให้เข้าใจ

> การขายทอดตลาดทรัพย์สินใด ๆ เมื่อคดีสิ้นสุดเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม

...กรณีนี้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำที่ผิดกฎหมายตกเป็นของแผ่นดิน และให้ตกเป็นของกระทรวงการคลัง ตามมาตรา 51 พ.ร.บ. ปปง.

การบังคับคดีสิ้นสุดตั้งแต่ตอนที่โอนหุ้นมาเป็นของกระทรวงการคลังเมื่อ 11 ปีก่อนแล้วค่ะ

อำนาจการจำหน่ายสินทรัพย์ก็อยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่ทำหน้าที่หลักทรัพย์

และถ้าฟังจนถึงผู้ชี้แจงจากสคร. ตอบคำถามดิฉัน ก็จะทราบว่าเค้าอยากจะขายค่ะ แต่ขายไม่สำเร็จ ราคาไม่เป็นที่พอใจ

กรมบังคับคดีจะมาขายทอดตลาดได้ยังไงก่อน...!!

เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งทราบ แต่ได้ซักถามกระทรวงการคลังมาหลายปีเกี่ยวกับหุ้นที่ถือเหล่านี้ทั้งที่ได้จากนโยบาย (ในอดีต) และที่ได้จากการยึดทรัพย์ สคร.ก็พูดตลอดว่าจะพยายามจำหน่ายออก แต่จำหน่ายไม่ออกซักที

ที่ต้องมาเร่งรัด เพราะเมื่อต้นปีก็มีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับบริษัทนี้ ทั้งเรื่องผู้ถือหุ้นใหม่ ที่เกี่ยวพันกับทุนจีน และการจับกุมเพราะเปิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงไม่อยากให้หน่วยงานรัฐต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ค่ะ

จึงขออนุญาตชี้แจง เพราะไม่ได้แค่คนเดียวที่เข้าใจผิด คนระดับครูบาอาจารย์ก็ยังกระจายข่าวด้วยอคติไปทั่ว เดี๋ยวประชาชนจะเชื่อข้อมูลที่ผิด ๆ ค่ะ

ด้านมืด!! ‘เมืองผู้ดี’ ที่ ‘BBC’ เลือกที่จะเงียบ ไม่เคยคิดทำสารคดี โสเภณีถูกกฎหมาย!! เสียภาษีรายได้ แต่ตรวจโรค ต้องควักจ่ายเอง

(28 ก.ย. 68) หลังจากมีกระแสตีกลับเรื่องที่ BBC ทำสารคดีเกี่ยวกับด้านมืดของสวรรค์นักท่องเที่ยวในเมืองไทย มาวันนี้เอย่าจะมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ทราบกัน  เรื่องแรกเลยที่ BBC สื่อเมืองผู้ดีควรจะทราบก่อนเลยคือเรื่องโสเภณีในอังกฤษก็มีมาตั้งแต่อดีตที่หลายคนรู้จักในยุคศตวรรษ 70-90  ที่ปรากฏตามภาพยนตร์ก็อย่างเช่นย่าน Soho ที่เป็นย่านบันเทิงมาตั้งแต่ยุควิคตอเรียและ Whitechapel ที่นอกจากจะมีตำนานแจ็ด เดอะริปเปอร์แล้ว ตำนานในย่านนี้ที่คนรู้จักกันดีคือหญิงขายบริการที่ใครจะมาหาซื้อก็ต้องมาในย่านนี้

ในปัจจุบันย่านโคมแดงของลอนดอนนอกจากจะเป็นย่าน Soho  ที่อุดมไปด้วยคลับ บาร์สำหรับผู้ใหญ่แล้ว ยังมีย่าน Kings Cross และย่าน Camden ที่มีการขายบริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ในย่านนี้รวมถึงในเมืองใหญ่อื่นๆนอกลอนดอนอย่าง แมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล หรือเบอร์มิงแฮม ก็มีธุรกิจลักษณะนี้อยู่เช่นเดียวกันกระจายไปทั่วไม่ได้แตกต่างอะไรกับประเทศไทย

สิ่งที่ดูแล้วจะทำให้รู้สึกว่าการขายบริการในอังกฤษต่างจากประเทศไทยคือการค้าประเวณีถือเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายและจะต้องเสียภาษีโดยคนที่คิดจะทำอาชีพนี้ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้าประเวณีกับ HM Revenue & Customs เพื่อให้ได้ Unique taxpayer reference เพื่อใช้สำหรับการยื่นภาษีรายได้โดยผู้ค้าประเวณีจะต้องทำบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับยื่นในการเสียภาษีรายได้และ National Insurance โดยการจัดเก็บภาษีจะเป็นขั้นบันไดตั้งแต่ 20-45% และ National insurance จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มขึ้นกับฐานรายได้ โดยหากรายได้ไม่เกิน 12,570 ปอนด์ต่อปีจะเสียอยู่ที่ 3.45 ปอนด์ต่อสัปดาห์และหากรายได้เกินกว่านี้จะเก็บเป็นขั้นบันไดตามลำดับ

อีกจุดที่ต่างกันคือกฎหมายของอังกฤษห้ามให้มีการประกอบกิจการซ่อง หรือ Brothel โดยถือว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจผิดกฎหมายนั่นเองเพราะในอังกฤษมองว่าการเปิดซ่องนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์นั่นเอง  อย่างไรก็ตามในอังกฤษก็ไม่ได้ต่างจากไทยคือการค้าประเวณีแฝงที่อยู่ในสถานบันเทิงอย่างผับ บาร์ คาราโอเกะหรือร้านนวด

สุดท้ายเอย่ามองว่าการมองหามุมมืดของทุกประเทศนั้นมีหมดในอังกฤษเองก็ไม่ได้สะอาดหมดจดแถมยังเลือกจะแก้ปัญหาให้มีโสเภณีเสรีเสียอีกด้วยโดยปราศจากการควบคุมการตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์นอกจากผู้ค้าสมัครใจตรวจโรคเองและเสียค่าใช้จ่ายเอง  ในขณะที่ประเทศไทยในยุคที่อาบอบนวดเฟื่องฟู มีข้อมูลมาว่าสถานบริการทางเพศที่ถูกต้องตามกฎหมายในไทยจะมีบังคับให้ตรวจโรคทุก 3-4 เดือนและต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคเป็นสวัสดิการจากเจ้าของกิจการแก่พนักงาน

สุดท้ายเอย่าไม่ทราบว่า BBC ทำสารคดีนี้ต้องการอะไรแต่ช่วยกลับไปหาถึงมุมมืดในประเทศตนเองและทำสารคดีออกมาจะดีกว่าไหมว่ากฎหมายที่ตัวเองใช้ควบคุม Sex worker ของตนนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือเปล่ารวมถึงสวัสดิการในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top