Friday, 26 June 2026
อาจารย์อักษรศรี

อาจารย์อักษรศรี ไขข้อข้องใจ ฮุนเซน ไปจีน ในฐานะอะไร? ‘ฮุนเซน’ เยือนจีนฐานะผู้นำพรรค CPP ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ปักกิ่งทริปนี้ไม่ใช่โชว์อำนาจรัฐ แต่เป็นการเดินสายสัมพันธ์พรรคการเมือง จับตาความสัมพันธ์พรรคต่อพรรค

ข้อเท็จจริง #ฮุนเซน เยือนปักกิ่งในฐานะอะไร ? ใครเชิญ ? 

1)  ไม่ใช่การเยือนในฐานะผู้นำประเทศ แต่เยือนในฐานะผู้นำพรรคการเมือง ฮุนเซนเป็นประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และประธานวุฒิสภากัมพูชา (จึงไม่มีพิธีสวนสนามต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่กลางกรุงปักกิ่งใดๆ ให้อังเคิลเอามาโพสต์ออกสื่อ show off อวดชาวโลกหรือใช้อวดบรัฟ bluff ข่มชาวไทย )

2) ไม่ใช่การเยือนตามคำเชิญรัฐบาลจีน แต่เป็นคำเชิญของฝ่ายวิเทศฯ  พรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China - CPC) นั่นคือ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (IL團CPC) เป็นหน่วยงานหลักในการออกประกาศเชิญและประสานงานต้อนรับ

การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์แบบพรรคต่อพรรค (party to party) ไม่ใช่ระดับรัฐ

3)  ฝ่ายจีนที่มารอต้อนรับฮุนเซนที่สนามบินไม่ใช่ผู้ใหญ่ระดับสูงในรัฐบาลจีน แต่ส่งหลิว ไห่ซิง (Liu Haixing): รัฐมนตรีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มารอรับ

FYI วันนี้ 26 มิย มีการเยือนระดับรัฐในกรุงปักกิ่ง คือ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ดังนั้น  ผู้นำระดับรัฐบาลตัวจริงที่เข้าพบหารือกับ ปธน. สีจิ้นผิง ในวันนี้ คือ นายกฯ บังคลาเทศ (ส่วนคนอื่น คือ คิวแทรกวิ่งเต้นขอมาเยือนจีน )

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239017332825233&id=1037140385&rdid=tM7SEKPBzBZXv3gd#

ดร.อักษรศรี ชี้จีนคบกัมพูชาแบบ “รัฐในอุปถัมภ์”!! ใช้เป็นเสียงหนุนปักกิ่งในอาเซียน เจาะบทบาทฮุนเซนในอาเซียน จาก Phnom Penh Incident ถึงฐานทัพเรือเรียม สะท้อนกัมพูชาใกล้จีนแนบแน่น

จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซน“รับใช้”จีนอย่างไร !! โดย ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

ในขณะนี้ จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แนบแน่นเป็นพิเศษ นอกจากจะมีผู้นำกัมพูชาเดินทางไปเยือนจีนอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็ได้เดินทางเยือนกัมพูชาแล้ว 2 ครั้ง (ปี 2016 และปี 2025) และสีจิ้นผิงมักจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น“มิตรภาพที่แข็งแกร่ง #ดุจเหล็กกล้า” มีความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและ“ไม่สั่นคลอน”

(ขณะที่ สีจิ้นผิงเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับไทย #ดุจญาติมิตร โดยใช้คำว่า“Zhong Tai Yi Jia Qin”จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน)

บทความนี้จะวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบว่า จีนคบไทยแบบไหน และจีนคบกัมพูชาแบบไหน มีวาระซ่อนเร้น อะไร และที่ผ่านมา สมเด็จฯ #ฮุนเซน ผู้นำตัวจริงของกัมพูชาได้ตอบสนอง“รับใช้”ผลประโยชน์ของจีนอย่างไร

ประเด็นแรก #จีนคบกัมพูชา แบบไหน
ภายใต้บริบทการเมืองกัมพูชาที่ฮุนเซนรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และตระกูลฮุนมีความพร้อมที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคนี้ (โดยเฉพาะใน #ทะเลจีนใต้) จึงมีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า จีนมีความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะ“Client State” ในลักษณะผู้มีอำนาจกับผู้ใต้บังคับบัญชา ( #เจ้านายกับลูกน้อง) จีนต้องการพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากที่สุดในอาเซียน เพื่อใช้เป็น“#ตัวตึง”ในการส่งเสียงปกป้องผลประโยชน์ และ “รับใช้”จีนในเวทีอาเซียน ดังเช่นบทบาทของฮุนเซฮุนเซน ในปี 2012 ที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Phnom Penh Incident

หากย้อนพิจารณาเหตุการณ์ Phnom Penh Incident ในปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงพนมเปญ แต่กลับเกิดปัญหาจากกรณีที่ฟิลิปปินส์พยายามผลักดันให้ระบุถึงข้อพิพาทบริเวณ Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้ไว้ในแถลงการณ์ร่วมของอาเซียน อย่างไรก็ดี กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพได้ใช้สิทธิ์คัดค้านและตัดประเด็นดังกล่าวออกจากร่างแถลงการณ์ร่วม ส่งผลให้การประชุมครั้งนั้น อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร

หลังจากเหตุการณ์ในปี 2012 พฤติกรรมปกป้องจีนของกัมพูชา ทำให้ถูกตีตราจากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่าเป็น "Client State" หรือรัฐตัวแทนของจีนในอาเซียน (ทั้งนี้ ในภายหลัง ยังมีรายงานทางการทูตพบว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ส่ง "ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน" ไปให้สถานทูตจีนตรวจสอบก่อนล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อความใดที่ทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ)

บทบาทของกัมพูชาในการปกป้องจีนในครั้งนั้น ได้สร้างจุดด่างพร้อยครั้งสำคัญที่บั่นทอนความเป็น ASEAN Unity ของภูมิภาคนี้

ประเด็นที่สอง #ฮุนเซนรับใช้จีน อย่างไร
จากเหตุการณ์ดังกล่าว บทบาทของฮุนเซน (ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในขณะนั้น) ในการปกป้องและ“รับใช้”จีน ทั้งๆ ที่ในฐานะประธานอาเซียน กัมพูชาควรจะมีความเป็นกลางและส่งเสริมฉันทามติของสมาชิก แต่ฮุนเซนกลับใช้อำนาจเจ้าภาพตัดประเด็นทะเลจีนใต้ออกจากแถลงการณ์ร่วม โดยอ้างว่า Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องสองประเทศ (จีน-ฟิลิปปินส์) ไม่ควรนำเข้ามาระบุในแถลงการณ์ร่วมฯ

ท่าทีของฮุนเซนดังกล่าวจึงถูกตีความว่า เป็นการช่วยจีนลดแรงกดดันจากอาเซียน และทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนเกิดรอยร้าวครั้งสำคัญ

ในช่วงเวลานั้น ฝ่ายจีนอัดฉีดเงินกู้ และเงินช่วยเหลือมหาศาลให้กัมพูชา รวมทั้งทุ่มงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเป็นผู้บริจาครายใหญ่สุดให้กับ #กองทัพกัมพูชา จึงชัดเจนว่า แรงจูงใจสำคัญของฮุนเซนในการปกป้องจีน คือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง

ฮุนเซนมักจะกล่าวยกย่องจีนว่าเป็น “เพื่อนแท้” ที่ให้การช่วยเหลือกัมพูชา โดยไม่ตั้งเงื่อนไขมากมายเหมือนความช่วยเหลือของประเทศตะวันตกที่มักจะผูกเงื่อนไขด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือธรรมาภิบาล

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า การกระทำของฮุนเซนในการประชุมดังกล่าว คือการตอบแทนบุญคุณจีน ในฐานะ“#พันธมิตรที่ภักดีต่อจีน”เพื่อปกป้องแหล่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผูกติดกับจีนอย่างแนบแน่น

ประเด็นที่สาม ทำไม #จีนเลือกใช้กัมพูชา
จีนเลือกใช้กัมพูชาเป็น“เสียงของจีน”ในอาเซียน เพราะควบคุมได้ง่าย ใช้ต้นทุนต่ำ และให้ผลตอบแทนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

1) กัมพูชา #ควบคุมง่าย ดีลได้ง่าย
กัมพูชาเป็นประเทศขนาดเล็ก #เศรษฐกิจยากไร้ ยังต้องพึ่งพาทุนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ จีนจึงใช้ต้นทุนไม่มาก แต่สามารถ #สร้างอิทธิพลได้ง่าย อีกทั้งระบบการเมืองแบบรวบอำนาจของกัมพูชา ทำให้มีเสถียรภาพและ“คาดการณ์ได้” #ตระกูลฮุน ครองอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จในกัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคของฮุนเซนและต่อเนื่องมาถึง #ฮุนมาเนต จีนจึงมองว่ารัฐบาลกัมพูชามีศูนย์อำนาจที่ชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว การเจรจาทำดีลได้ง่าย
ในมุมมองของจีน กัมพูชาจึงควบคุมได้ง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในอาเซียน เช่น ประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย การเมืองไร้เสถียรภาพ นโยบายมีความผันผวน เสียงประชาชนมีผลต่อการเมือง จึงดีลได้ยากกว่า

2) จุดยืนของกัมพูชา “#ไม่ต่อต้านจีน” และพร้อมสนับสนุนจีนในทุกรูปแบบ
ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนหลักการ “จีนเดียว” อย่างชัดเจน และไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์จีนในประเด็นอ่อนไหวใด ๆ รวมทั้งในหลายครั้ง กัมพูชายังมีบทบาทช่วยลดแรงกดดันต่อจีนในอาเซียน
ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจีน เนื่องจากอาเซียนใช้ “หลักฉันทามติ” หากมีเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งให้การสนับสนุนจีน ก็สามารถช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในเวทีอาเซียนได้ โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของกัมพูชาอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทะเลจีนใต้–อ่าวไทย แม้กัมพูชาจะไม่ใช่มหาอำนาจทางทะเล แต่มีความสำคัญเชิงที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือหลัก
ที่สำคัญ กัมพูชายอมให้เรือรบจีน เข้ามาจอดเทียบท่าที่ #ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในลักษณะการให้สิทธิ์เข้าถึงแบบ Preferential & Exclusive Access โดยใช้ชื่อความร่วมมือว่า“Cambodia-China Joint Logistics and Training Center” (เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญของกัมพูชา ที่ระบุว่า ห้ามตั้งฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินกัมพูชา และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาทางกฎหมายระหว่างประเทศ)

ทั้งนี้ จีนยังได้ลงทุนก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ยาวกว่า 650 เมตรที่ฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นสำหรับเรือรบทั่วไป แต่เป็นขนาดใหญ่พอที่จะพร้อมรองรับการจอดเทียบท่าของเรือขนาดใหญ่อย่าง “#เรือบรรทุกเครื่องบินของจีน”

ดังนั้น กัมพูชาสามารถตอบสนองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน ช่วยให้กองทัพเรือจีน มีจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการทอดสมอและซ่อมบำรุงเรือรบ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากช่องแคบมะละกา
สำหรับฝ่ายกัมพูชา ก็ย่อมจะคาดหวังการสนับสนุนทางการทหารจากจีน โดยยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาใช้งานฐานทัพเรือเรียม เพื่อแลกกับการ #ขอรับความช่วยเหลือทางการทหารใ นรูปแบบต่าง ๆ จากจีน เพื่อมาช่วยพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหารของ #กองทัพกัมพูชา ในบริบทของความขัดแย้งและ #ข้อพิพาทพรมแดน กับประเทศไทยที่ยังคงยืดเยื้อ มีโอกาสที่จะเกิด #การสู้รบ กันอีกครั้ง

3) กัมพูชาตอบสนอง #ผลประโยชน์จีน ในทางเศรษฐกิจ
ในด้านเศรษฐกิจอนุภูมิภาค กัมพูชามีความสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของลุ่มแม่น้ำโขง และกลุ่ม CLMV รวมทั้งเป็นพื้นที่รองรับโครงการ Belt and Road Initiative :BRI ของจีน

นอกจากนี้ กัมพูชาเปิดรับทุนจีนอย่างเต็มที่แบบไร้ข้อจำกัด (หรือมีข้อจำกัดน้อยมาก) ฮุนเซนต้องการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงเน้นปริมาณโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพ และมีมาตรการกำกับดูแลที่หละหลวมไม่เข้มงวด ส่งผลให้ทุนจีนหลากหลายกลุ่มเข้าไปลงทุนในกัมพูชาได้โดยง่าย

โดยเฉพาะกลุ่ม “#ทุนจีนสีเทา”จำนวนมากเข้าไปตักตวงแสวงหาประโยชน์ในกัมพูชาได้อย่างสะดวก สามารถใช้เงินสร้างสายสัมพันธ์กับเครือข่าย #ชนชั้นนำทางการเมือง ในกัมพูชา ทำให้กัมพูชากลายเป็นแหล่งสแกมเมอร์ ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก

ประเด็นสุดท้าย #จีนคบกับไทย แบบไหน
ในมุมมองจีน การเจรจาและดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมีความซับซ้อนมากกว่ากัมพูชา เพราะประเทศไทยไม่ใช่กัมพูชา จีนจะมาควบคุมหรือสั่งการไทยไม่ได้ #การดีลกับไทยยากกว่ากัมพูชา อีกทั้งไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non-NATO Ally) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เน้นรักษาสมดุล และไม่ได้เอนเอียงไปทางจีนอย่างเต็มตัวเหมือนกัมพูชา

ที่สำคัญ ไทยเป็น “ประเทศแกนกลางของอาเซียน” ที่จีนจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี ท่าทีและอำนาจต่อรองของไทยมีน้ำหนักมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์

ดังนั้น จีนจึงมองไทยในฐานะ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์และพันธมิตรทางเศรษฐกิจ” รวมทั้งไทยมีจุดแข็ง ทั้งด้านขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน ทำเลที่ตั้ง การเชื่อมโยงภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐาน และมีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาค

ในมิติเศรษฐกิจ จีนจึงต้องการใช้ไทยเป็น“ฐานการผลิต”ของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า EV บริษัทชั้นนำของจีนอย่าง BYD, GWM และ Chang An จึงเลือกไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญในภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้เป็นแค่แหล่งลงทุนในลักษณะ Low Tech หรือลงทุนโดยหวังผลระยะสั้น ในแบบที่ทุนจีนส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา

โดยสรุป จีนมองไทยด้วยสายตาและมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างจากกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับกัมพูชาซึ่งจีนมองเป็น "รัฐในอุปถัมภ์ที่สั่งการและควบคุมได้" จีนไม่ได้มองไทยเป็น #ลูกน้อง หากแต่มองไทยเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่สำคัญในอาเซียน

อาจจะเปรียบเทียบด้วยภาษาเข้าใจง่ายว่า จีนเลือกคบกับกัมพูชาในลักษณะ“#เลี้ยงต้อย” โดยใช้ต้นทุนไม่สูงมากก็สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย และพร้อมตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างมาก กัมพูชายอมเป็น“เสียงสนับสนุนจีน”ในอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าสูงทางการเมืองสำหรับจีน

พูดง่ายๆ ในภาษาเชิงธุรกิจ กัมพูชาคือประเทศที่ “ต้นทุนต่ำ แต่ให้ yield ทางภูมิรัฐศาสตร์สูง” สำหรับจีนนั่นเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top