Friday, 5 June 2026
อธิปไตย

‘อิสราเอล’ ส่งโดรนสังหารเจ้าหน้าที่ฮามาสถึงเลบานอน โจมตีอย่างโจ่งแจ้ง ละเมิดอธิปไตยชาติอื่นอย่างร้ายแรง

สำนักข่าว Reuters อ้างอิงแหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงในเลบานอน และ กองกำลังฝ่ายปาเลสไตน์ รายงานว่า นายซาเลห์ อัล-อาโรรี หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสถูกลอบสังหารเสียชีวิตแล้ว จากการโจมตีด้วยโดรนพิฆาตของอิสราเอล ภายในสำนักงานของกลุ่มฮามาสในเมือง Haret Hreik ชานกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของคืนวันที่ 2 ม.ค. 67 ทางการเลบานอนได้รับรายงานเหตุระเบิดภายในอาคารแห่งหนึ่งที่เมือง Haret Hreik ที่ต่อมาพบว่าเป็นสำนักงานของกลุ่มฮามาส และพบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุอย่างน้อย 6 คน หนึ่งในนั้นคือ นายซาเลห์ อัล-อาโรรี (57 ปี) สมาชิกคนสำคัญของโปลิตบูโร และหนึ่งในแกนนำของฝ่ายกองกำลังฮามาส ที่มีค่าหัวจากทางการสหรัฐฯ ถึง 5 ล้านเหรียญ 

ด้วยสงครามระหว่างกองกำลังฮามาส และ อิสราเอล ที่ผ่านมา ทำให้ ซาเลห์ อัล-อาโรรี ถูกหมายหัวจากกองกำลังป้องกันประเทศของอิสราเอล จนนำไปสู่การส่งโดรนลอบสังหารข้ามแดนมาโจมตีถึงเลบานอนในวันนี้ 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเลบานอนกล่าวว่า เนื่องจากสำนักงานของกลุ่มฮามาสตั้งอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร 3 ชั้น และไม่มีตึกสูงอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง จึงง่ายต่อการล็อกเป้าโจมตีด้วยโดรน 

แรงระเบิดทำให้ตัวอาคารชั้น 3 เสียหายอย่างรุนแรง และเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยดับเพลิงของเลบานอน ยังพบซากชิ้นส่วน แขน ขา ของผู้เสียชีวิต กระจายเกลื่อนตามพื้นถนนด้านล่าง อย่างน่าสยดสยอง 

หลังจากเหตุการลอบสังหาร แดเนียล ฮาการี โฆษกประจำกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ออกแถลงการณ์ว่า กองกำลังอิสราเอลอยู่ในระดับความพร้อมที่สูงมากในทุกพื้นที่ และทุกสถานการณ์ ทั้งเชิงป้องกัน และ เชิงรุก เพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮามาสเป็นสำคัญ 

แต่ทว่า ด้าน นาจิบ มิกาตี นายกรัฐมนตรีแห่งเลบานอน แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงในระดับภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมครั้งล่าสุดของฝ่ายอิสราเอลใกล้กรุงเบรุต ยังไม่นับรวมการโจมตีของกองทัพอิสราเอลเป็นประจำแทบทุกวันทางตอนใต้ของเลบานอน ดังนั้นรัฐบาลเลบานอนจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับ ‘การโจมตีอย่างโจ่งแจ้ง’ ของฝ่ายอิสราเอลในดินแดนของตน ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง 

เช่นเดียวกันกับถ้อยแถลงของกลุ่มกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน ได้ออกมาประณามการก่อเหตุลอบสังหารครั้งนี้ว่าไม่ต่างจากการโจมตีประเทศเลบานอนโดยตรงเช่นกัน ที่จะนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอนของฝ่าย ‘Axis of Resistance’ หรือ กลุ่มพันธมิตรแห่งการต่อต้าน - กองกำลังผสมที่มีเป้าหมายต่อต้านอิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา ที่ประกอบด้วย อิหร่าน. กลุ่มฮามาส, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กองกำลังติดอาวุธในอิรัก และกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน

ในอีกด้านหนึ่ง มาร์ก เรเจฟ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า อิสราเอลไม่ขอรับผิดชอบต่อการโจมตีสำนักงานฮามาสในเลบานอน แต่ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของฝ่ายใด ก็ชัดเจนว่าไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อโจมตีรัฐบาลเลบานอน แต่เพื่อทำลายกองกำลังฮามาสเท่านั้น 

แต่ถึงรัฐบาลอิสราเอลจะไม่ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวกับการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสในเลบานอน ทว่า แดนนี ดานอน อดีตนักการทูตอาวุโสของอิสราเอลและ สส. ในพรรคลิคุดของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู โพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อแสดงความยินดีกับหน่วย IDF, ชินเบต, มอสสาด และกองกำลังรักษาความปลอดภัย ที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดนายซาเลห์ อัล-อาโรรี

และได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ 7/10 (วันที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีชุมชนอิสราเอลในชายแดนฉนวนกาซา) ก็ควรรู้ไว้ซะด้วยว่าเราจะตามล่า และปิดบัญชีพวกมันอย่างสาสม"

ก็คงไม่ต้องเดากันแล้วว่า เหตุการลอบสังหารข้ามพรมแดนแบบไม่ต้องเกรงใจเป็นฝีมือของใคร เพราะทุกคนคงเข้าใจตรงกัน

เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์

‘อาจารย์อุ๋ย’ ลั่นไม่ยอม!! เตือนไทยอย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากขึ้นเขียง ชี้ 5 เล่ห์กลซ่อนรูปพื้นที่ทับซ้อนทะเล ย้ำไทยไม่ต้องเข้ากระบวนการประนีประนอมบังคับ ชี้ต้องเจรจาทวิภาคีปกป้องอธิปไตยชาติ

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! อย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากไทยขึ้นเขียงประนีประนอมภาคบังคับ UNCLOS ชี้ ! 5 เล่ห์กลซ่อนรูป ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

จากกระแสความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาพยายามเร่งรัดให้ไทยร่วมใช้ "กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) นั้น

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอเตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนี้เลยว่า ประเทศไทยไม่ควร และไม่จําต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ได้ เพราะกรณีนี้เข้าข่ายข้อยกเว้นของ UNCLOS อย่างชัดเจน 3 ประการ โดยมีข้อบททางกฎหมายรองรับดังนี้:

1. เป็นข้อพิพาทเก่าที่มีมาก่อนกฎหมาย UNCLOS 1982 (พ.ศ. 2525): เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2515–2516 ซึ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) กําหนดข้อยกเว้นว่า กระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับจะไม่นำมาใช้กับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่อนุสัญญานี้จะมีผลใช้บังคับ

2. ช่องทางเจรจาทวิภาคียังไม่สิ้นสุด: เมื่อไม่มี MOU 2544 แล้ว ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นการปฏิเสธเส้นเขตแดนที่กัมพูชาลากทับเกาะกูดในปี่ พ.ศ. 2515 เราก็มีกลไกอื่นเจรจาตรงได้ ซึ่งตาม มาตรา 283 กำหนดให้คู่กรณีมีหน้าที่ต้องเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อน และประกอบกับ ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 11 (Annex V, Article 11) ย้ำว่าการประนีประนอมภาคบังคับจะเกิดได้ต่อเมื่อการเจรจาระหว่างคู่กรณีล้มเหลวและไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควรเท่านั้น ตราบใดที่ช่องทางทวิภาคียังเปิดอยู่ ฝ่ายกัมพูชาจะลากไทยไปเข้ากระบวนการบังคับไม่ได้

3. มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนทางบกและเกาะกูดผูกติดอยู่: ซึ่งตาม มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) ห้ามไม่ให้ใช้กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับกับข้อพิพาททางทะเล ที่มีความเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนบนบกหรือเกาะที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

นอกจากนี้ หากมองในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าสู่กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจะ "เสียเปรียบ" หรือ "เสียดินแดน" โดยอัตโนมัติ เพราะตาม ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 7 วรรค 2 (Annex V, Article 7(2)) ระบุว่า รายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไม่มีผลผูกพัน (Not binding) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง 

นี่คือ 5 ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญหากหลงกลเข้าสู่กระบวนการนี้ครับ:

1. ไทยจะสูญเสียความได้เปรียบในการกำหนดเกมเจรจา เพราะจากเดิมที่เป็นการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะ เวลา และประเด็นร่วมกับกัมพูชาได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการบังคับ จะถูกจำกัดด้วยกรอบเวลา มีคณะผู้ประนีประนอมเข้ามาแทรกแซง และมีรายงานสรุปข้อเท็จจริง ทำให้ไทยสูญเสีย "พื้นที่ทางการทูต" และไม่สามารถควบคุมกระบวนการได้เต็มที่

2. รายงานผลจะกลายเป็นอาวุธและแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากแม้รายงานจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากคณะกรรมการเสนอแนวทางที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้อง กัมพูชาจะนำรายงานนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือบลัฟไทยในเวทีโลก อ้างต่อสหประชาชาติ และใช้เป็นฐานบีบไทยในการเจรจารอบต่อไป ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทางการทูตให้ไทยอย่างมหาศาล

3. ข้อมูลและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยจะถูกหงายไพ่จนหมด เพราะในการดําเนินกระบวนการนี้ ไทยจำเป็นต้องเปิดเผยแผนที่ หลักฐานประวัติศาสตร์ เหตุผลทางกฎหมาย และจุดยืนเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และเอกสารลับอื่นๆ และยุทธศาสตร์เหล่านี้จะกลายเป็นฐานข้อมูลให้อีกฝ่ายนำไปศึกษาเพื่อใช้โจมตีหรือโต้แย้งไทยในอนาคต

4. เกิดการสร้าง "บรรทัดฐานทางข้อเท็จจริง" มามัดคอตัวเอง เพราะแม้รายงานจะไม่ผูกพัน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลระหว่างประเทศหรืออนุญาโตตุลาการมักพิจารณาเอกสารระหว่างประเทศที่เคยจัดทำมาก่อน หากรายงานเขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไปในทิศทางที่เป็นลบต่อไทย มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกนำมาอ้างอิงและเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยในอนาคต

5. กระทบต่อขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องดินแดนบนบก แต่คือผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในอ่าวไทย หากรายงานเสนอแนะแนวทางให้แบ่งพื้นที่หรือพัฒนาร่วมในรูปแบบที่ไทยเสียประโยชน์ ไทยจะตกเป็นจำเลยสังคมโลกและเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องยอมรับแนวทางดังกล่าว

บทสรุป:

สิ่งที่ไทยควรกังวลไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ เพราะกระบวนการนี้ไม่มีคดีให้แพ้ชนะ คณะกรรมการไม่มีอำนาจชี้ขาดว่าเกาะกูดหรือพื้นที่พิพาททางทะเลเป็นของใคร หรือบังคับให้เราแบ่งพลังงาน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการปล่อยให้เกิดเอกสารระหว่างประเทศที่จะกลายมาเป็นโซ่ตรวนผูกมัดและกดดันไทยในอนาคต

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องต่อสู้เรื่องเขตอำนาจ และปฏิเสธกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ โดยยืนหยัดบนแนวทางการเจรจาทวิภาคีเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างปลอดภัยที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/1HN7Do4YVD/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top