Thursday, 4 June 2026
ส่งสินค้า

'เถาเป่า' ทดลองยิงจรวดส่งสินค้าด่วนขั้นเทพ ส่งได้ทั่วโลกภายในหนึ่งชั่วโมง แม้แต่รถยนต์

สเปซ อีพ็อก (Space Epoch) บริษัทผู้สร้างจรวดของจีน ประกาศความร่วมมือกับ ‘เถาเป่า’ แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ในเครืออาลีบาบา ทดลองส่งสินค้าตามสั่งด้วยจรวด

(1 เม.ย. 67) สตาร์ตอัปเอกชน ซึ่งมีชื่อเต็มว่า บริษัท ปักกิ่ง เซพ็อก เทคโนโลยี จำกัด (Beijing Sepoch Technology Co) ยืนยันกับโกลบอลไทมส์ สื่อของทางการจีนเมื่อวันอาทิตย์ (31 มี.ค.) ว่า จะเริ่มดำเนินการทดสอบครั้งแรกในปีนี้ ถ้าโครงการสำเร็จราบรื่น การส่งสินค้าข้ามประเทศด้วยจรวดจะสามารถทำได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่ตามรายงานของรอยเตอร์นั้นระบุว่า แค่ชั่วโมงเดียว

โดยการขนส่งในขั้นแรกจะใช้เซพ็อกไฮเคอร์หมายเลขหนึ่ง (Sepoch Hiker No 1) หรือ หยวนซิง - 1 ซึ่งเป็นจรวดขนส่งของเหลวขนาดกลาง ที่บริษัทเป็นผู้พัฒนา จรวดนี้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ลำตัวจรวดทำด้วยเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม โดยเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรมร่วมกับนวัตกรรมเทคโนโลยีการรีไซเคิลทางทะเล ซึ่งช่วยลดเวลาการวิจัยและพัฒนา และลดความเสี่ยงในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพิสูจน์แล้วว่า ประสบความเสร็จ ก็จะช่วยตอบโจทย์บริการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคกำลังพุ่งทะยาน

จรวดมีพื้นที่บรรทุกสินค้าได้มากถึง 10 ตัน ด้วยการออกแบบให้มีปริมาตรความจุ120 ลูกบาศก์เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.2 เมตร ซึ่งหมายความว่า นอกจากสินค้าขนาดกลางและขนาดเล็กแล้ว ยังสามารถขนส่งสินค้าขนาดใหญ่อย่างรถยนต์ หรือแม้กระทั่งรถมินิแวนได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทสตาร์ตอัปรายนี้ยอมรับว่า การขนส่งสินค้าด้วยจรวดที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่อาจเป็นภารกิจที่ยากลำบากในระยะสั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและขีดความสามารถในปัจจุบัน แต่นั่นอาจเป็น ‘การสำรวจในระยะยาวที่มีความหมาย’ บริษัทระบุ

ทั้งนี้ ในปี 2566 สเปซ อีพ็อกได้เสร็จสิ้นการทดสอบการจุดระเบิดแบบสถิตและการกู้จรวดเซพ็อกไฮเคอร์ ที่ลงจอดในทะเล โดยมีแผนทดสอบการนำจรวดลงจอดในทะเลและดำเนินการกู้ขึ้นมาเป็นเที่ยวบินแรกในเร็ว ๆ นี้ จากนั้น จึงจะทดสอบการขนส่งสินค้าด้วยจรวดเป็นครั้งแรก ซึ่งทำภายในประเทศจีนก่อน

ถอดบทเรียน Zepto ส่งด่วนอินเดีย ปั้นตัวเป็น Quick Commerce 10 นาที ด้วยการดีไซน์ระบบหลังบ้านที่ใช้งานได้จริง กรณีศึกษาที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพลาด

ปีงบประมาณ 2025 คนอินเดียใช้เงินมหาศาลบนแพลตฟอร์มส่งของด่วนอย่าง Blinkit, Swiggy Instamart และ Zepto และนักวิเคราะห์คาดว่าตลาด quick commerce อาจเติบโตอีกหลายเท่าตัวในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

ท่ามกลางสนามเดือดนี้ Zepto แพลตฟอร์มส่งของใน “10 นาที” ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 กลายเป็นดาวเด่นของตลาด

ก่อตั้งโดย Aadit Palicha และ Kaivalya Vohra สองเพื่อนวัยประมาณ 19 ปีที่ดร็อปเรียนจาก Stanford กลับมาสร้างธุรกิจในอินเดีย ใช้โมเดล “Dark Store + เส้นทางสั้น + อัลกอริทึม” ส่งของใน 10-15 นาที

เริ่มจากมุมไบ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่ และให้บริการสินค้าหลายหมื่นรายการ ตั้งแต่ของชำ ของสด ไปจนถึงของใช้ในบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์  

เดือนตุลาคม 2025 Zepto ปิดดีลระดมทุนรอบใหม่หลายร้อยล้านดอลลาร์ มูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับยูนิคอร์นหลายพันล้านดอลลาร์ และผู้ร่วมก่อตั้งประกาศชัดเจนว่า “กำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นอินเดีย”  

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ TST BIZ ไม่ใช่แค่ความเร็ว 10 นาที แต่คือ “ระบบธุรกิจ” ที่ทำให้ความเร็วแบบนี้อยู่ได้จริงในเชิงตัวเลข  

1. โมเดลธุรกิจ: 10 นาทีที่เกิดจาก “ดีไซน์ระบบ” ไม่ใช่รีดไรเดอร์

หัวใจของ Zepto คือ 3 ชั้นประกอบกัน

1) Dark Store ใกล้ลูกค้า  
- แทนที่จะรอออเดอร์แล้วให้ไรเดอร์ไปร้านโชห่วยหรือซูเปอร์มาร์เก็ต  
- Zepto ใช้ “โกดังย่อย - micro warehouse” กระจายตามย่านที่มีดีมานด์สูง  
- แต่ละ Dark Store ครอบคลุมรัศมีประมาณ 1.5–2 กิโลเมตร 

2) การจัดสต๊อกแบบ Data-driven  
- แต่ละย่านมีพฤติกรรมซื้อไม่เหมือนกัน  
- Zepto ใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อย้อนหลัง บวกกับปัจจัยอย่างเวลา-สภาพอากาศ-เทศกาล เพื่อคาดการณ์สินค้าที่จะถูกสั่งมากที่สุด  
- สินค้าที่ขายดีถูกจัดไว้ “หน้าเขตหยิบ” ให้ใช้เวลาหยิบของไม่กี่นาที

3) Routing Algorithm สำหรับไรเดอร์  
- เมื่อออเดอร์เข้ามา ระบบประมวลผลทันทีว่าควรส่งจาก Dark Store ไหน  
- คำนวณเส้นทาง วิ่งสั้นสุด-รถติดน้อยสุด โดยคำนึงถึงหลายออเดอร์ที่อยู่ในโซนเดียวกัน

สรุปง่าย ๆ คำว่า “10 นาที” ไม่ได้มาจากการให้ไรเดอร์ขับรถเร็วขึ้น แต่มาจากการย้าย “ร้าน” ให้เข้าไปใกล้ลูกค้า + ใช้ข้อมูลวางของให้ถูกที่ + ใช้อัลกอริทึมคุมเส้นทาง

นี่คือบทเรียนแรกที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจไทยที่อยากเล่นเกมดิลิเวอรี
- ถ้าโครงสร้างหลังบ้านไม่เปลี่ยน  
- ต่อให้กดไรเดอร์เพิ่ม ลดเวลาหน้าบ้าน ก็จะชนกำแพงทั้งต้นทุนและประสบการณ์ลูกค้าในที่สุด

2. โตอย่างรวดเร็วในตลาดที่คู่แข่งก็แกร่ง

Zepto ไม่ได้เล่นอยู่คนเดียวในสนามโล่ง ๆ  
คู่แข่งหลัก ๆ ที่อินเดียมีทั้ง
- Blinkit เดิมทีชื่อ Grofers ปรับตัวมาเป็น Quick Commerce เต็มตัว  
- Swiggy Instamart แขนขยายจากแพลตฟอร์มส่งอาหาร Swiggy  
- BigBasket Now สปินออฟจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์รายใหญ่

แต่ Zepto เลือกยืน “จุดตรงกลาง” ให้น่าสนใจ
- เน้น เมืองใหญ่-ย่านที่หนาแน่น ก่อน (Mumbai, Delhi, Bengaluru ฯลฯ)  
- โฟกัสความเร็ว “10 นาที” เป็นแบรนด์โปรมิสดึงดูดคนลองใช้  
- จากนั้นค่อยขยาย Breadth ของสินค้าให้ลึกขึ้น จากของใช้จำเป็น → ของสด → อาหารพร้อมทาน → สินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

โมเดลรายได้ของ Zepto มาจาก
- มาร์จิ้นสินค้าที่ขาย (คล้ายซูเปอร์มาร์เก็ต)  
- ค่าจัดส่งในบางเงื่อนไข (เช่น ออเดอร์เล็ก/เวลาพีค)  
- ดีลการตลาด-การดันสินค้า (slot บนแอป) ร่วมกับแบรนด์สินค้า FMCG

ข้อสำคัญคือ Zepto พยายาม “หนีเกมเผาเงิน” แบบยุค food delivery รุ่นแรก เปลี่ยนจากส่วนลดโหด ๆ ไปเน้น

- เพิ่มตะกร้าเฉลี่ยต่อออเดอร์ (Average Order Value)  
- เพิ่มความถี่การสั่งต่อคน  
- ปรับสต๊อกให้หมุนเร็ว ลดของเสีย

เพื่อให้เส้นทางสู่กำไร “มองเห็นได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยใน Pitch Deck  

3. ทำไมคนอินเดียถึงยอมใช้ Quick Commerce หนาแน่น?

ถ้าเปรียบเทียบกับไทย จะมีคำถามว่า “ของก็มี 7-Eleven อยู่เต็มเมือง แล้วคนยังอยากรอแอป 10 นาทีจริงเหรอ?”

ในบริบทอินเดีย มี 3 ปัจจัยที่ช่วยดัน Quick Commerce ให้โตเร็ว

1) เมืองหนาแน่น-ชีวิตคนยุ่ง-ร้านไม่ได้มาตรฐานเท่าโมเดิร์นเทรดไทย  
- ร้านโชห่วยจำนวนมากยังจัดของแน่น-ไม่ได้ทำเลย์เอาต์สะดวก  
- การเดินทางระยะสั้นใช้เวลานานเพราะรถติด การจอดรถไม่สะดวก

2) โครงสร้างครอบครัวเมืองใหญ่เปลี่ยน  
- จากบ้านใหญ่หลายรุ่น → คู่แต่งงาน/คนโสดอยู่คอนโด/อพาร์ตเมนต์  
- ไม่มีผู้ช่วยทำงานบ้านตลอดเวลาเหมือนบ้านใหญ่ = คนรุ่นใหม่ “ซื้อเอาง่ายสุด”

3) อินเทอร์เน็ตมือถือราคาถูก + จ่ายผ่านแอปเป็นเรื่องปกติ  
- อินเดียมีค่าดาต้ามือถือถูกที่สุดประเทศหนึ่งในโลก  
- ระบบจ่ายเงินผ่าน UPI ทำทุกอย่างผ่านมือถือสะดวกมาก

รวมกันแล้ว “ความไม่อยากออกจากห้อง” + “แพลตฟอร์มที่ใช้ไม่ยาก” → ทำให้ Quick Commerce กลายเป็นนิสัย  

4. แล้วบทเรียนสำหรับธุรกิจไทยคืออะไร?

แม้โครงสร้างตลาดไทยไม่เหมือนอินเดีย 100% แต่เคส Zepto ให้บทเรียนอย่างน้อย 4 ข้อที่คนทำธุรกิจ-นักลงทุน–เจ้าของกิจการไทยควรเก็บเข้ากระเป๋า

4.1 ความเร็ว = กลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ของดีที่มีแล้วก็ดี  
ในหลายตลาด “เร็ว” กลายเป็นตัวแยกผู้ชนะ-ผู้แพ้  
แต่ความเร็วแบบ Zepto มาจาก

- การดีไซน์โลจิสติกส์ตั้งแต่ต้น  
- ไม่ได้เอาระบบเดิมของซูเปอร์มาร์เก็ตมาแปะแอปทีหลัง  

ธุรกิจไทยที่อยากเล่นเกมส่งด่วน ต้องเริ่มถามตัวเองว่า
- เราออกแบบโครงสร้างสาขา-คลัง-ระบบรับออเดอร์มาเพื่อ “เร็วจริง” หรือแค่ “อยากเร็ว”  
- มีอะไรที่ต้อง “รื้อใหม่” มากกว่าจะคาดหวังว่าระบบเก่าจะรองรับทั้งหมด

4.2 Dark Store / Micro Hub จะเป็นคำใหญ่ในอนาคต สิ่งที่ Zepto ทำคือการพิสูจน์ว่า “ร้านไม่จำเป็นต้องโชว์ของให้คนเดินเข้าเสมอไป แต่สามารถเป็นคลังเล็กที่ออกแบบเพื่อแพ็กของ-ส่งของอย่างเดียวได้”

ในไทย เราเริ่มเห็นเค้าคล้าย ๆ กัน เช่น
- ร้านสะดวกซื้อ-โชห่วยที่ทำ “มุมแพ็กของออนไลน์”  
- ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้สาขาบางแห่งเป็น hub สำหรับแพลตฟอร์ม delivery

คำถามคือ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า  
- โลจิสติกส์ไทยจะมี “เครือข่าย dark store” เป็นเรื่องปกติเหมือนอินเดียไหม?  
- ใครจะเป็นคนถือ infrastructure นี้ ซูเปอร์เอง? แพลตฟอร์มส่งของ? หรือผู้เล่นใหม่?

4.3 จาก “ดีลลดราคา” สู่ “ความเคยชินในชีวิตประจำวัน” โมเดล delivery จำนวนมากอยู่ได้เพราะโปรโมชัน-ส่วนลด แต่ Zepto พยายามดันตัวเองไปอีกขั้น คือให้บริการกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน”

เมื่อไหร่ที่ลูกค้าคิดว่า “ขาดน้ำเปล่า สั่ง Zepto ดีกว่า ลงไปซื้อเองเสียเวลามากกว่า”

วันนั้นแพลตฟอร์มไม่ต้องพึ่งดีลแรง ๆ ทุกวันอีกต่อไป  
ธุรกิจไทยที่ใช้กลยุทธ์ “แจกส่วนลด + ค่าจัดส่งฟรี” ควรถามตัวเองว่า

- ถ้าไม่มีโปร ลูกค้ายังใช้เราอยู่ไหม?  
- เราได้เข้าไปเป็น “นิสัย” ในชีวิตลูกค้าหรือยัง?

4.4 Quick Commerce กับอนาคตของโชห่วย-รีเทลไทย 

ในอินเดีย Quick Commerce ถูกมองทั้ง
- เป็นภัยคุกคามโชห่วย-ซูเปอร์  
- และเป็น “ช่องทางใหม่” ให้ร้านเล็ก ๆ เข้าถึงลูกค้าได้ไกลขึ้น (ผ่านการเป็นพาร์ตเนอร์บางรูปแบบ) ในไทย โชห่วย-มินิมาร์ท-ร้านของชำยังมีฐานลูกค้าแน่น แต่

- ถ้า Quick Commerce ไทย (หรือผู้เล่นรายใหญ่) ลงมาทำโครงสร้างคล้าย Zepto จริง ๆ  
- ร้านเล็กจะต้องเลือกข้าง จะเข้าระบบ-เป็นพาร์ตเนอร์ หรือจะสร้างจุดต่างของตัวเองให้ชัดเจนกว่านี้  

5. มุมมอง TST BIZ: Zepto คือ “ภาพลางอนาคต” ของหลายเมืองในเอเชีย

Zepto ไม่ใช่แค่สตาร์ตอัปวัยรุ่นที่ได้มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่เป็น “ภาพชัด” ของ 3 เทรนด์ใหญ่

1) เมืองหนาแน่น + คนอยากเซฟเวลา = ตลาดส่งด่วนระเบิดแน่  
2) โครงสร้างรีเทล-ซัพพลายเชนกำลังย้ายจากหน้าร้าน → เข้าสู่คลัง-ดาต้า-อัลกอริทึม  
3) ผู้ชนะไม่ใช่คนที่เผาเงินหนักสุด แต่คือคนที่ออกแบบระบบให้เร็ว-คุ้ม-ซ้ำได้  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top