Friday, 5 June 2026
สุภัทรฮาสุวรรณกิจ

‘สธ.’ แจ้งดำเนินคดี ‘เพจชมรมแพทย์ชนบท’ หลังให้ข้อมูลเท็จ-ปลุกปั่น เป็นภัยต่อ สธ. ไทย

(14 ก.พ. 66) นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ระดับ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังจากเพจชมรมแพทย์ชนบท ปลุกระดม สร้างความเข้าใจผิดกับสังคม ว่า กระทรวงสาธารณสุข ติดตามเพจชมรมแพทย์ชนบทมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ที่ผ่านมา เพจชมรมแพทย์ชนบท ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลความรู้ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคม เป็นเพียงเพจปลุกปั่นสังคม สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน แอบอิงการเมือง เน้นการโจมตีแบบโกหก ทำเพื่อประโยชน์พวกพ้อง ส่งผลกระทบกับการให้บริการด้านสาธารณสุขไทยอย่างมาก ไม่สอดคล้องกับการก่อตั้งชมรมเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เน้นสิ่งดี ๆ เพื่อชาวชนบท เพื่อระบบสาธารณสุข

ปัจจุบัน เพจชมรมแพทย์ชนบท ถือเป็นภัยต่อระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการให้ข้อมูลเท็จ เสริมความ ยุยงปลุกปั่น มุ่งประโยชน์พวกพ้อง

‘หมอสุภัทร’ หวั่น!! ‘ภูมิใจไทย’ ไม่รักษาสัจจะ ฝาก!! ‘อนุทิน’ จัดโผ ครม. ให้มียี้ น้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ผมเฝ้าติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด แม้สองสามวันที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ส่งเสียง แต่ผมก็เฝ้ามองด้วยความห่วงใยในอนาคตของประเทศ และอนาคตของพรรคประชาชน พรรคที่แบกความหวังของคนในประเทศและของผมไว้

วันนี้ผมมีภารกิจ ออกตรวจ OPD ทั้งวัน เสร็จออกจากห้องตรวจตอนเย็นก็พบว่า “พรรคประชาชนยังรักษาสัจจะ โหวตให้อนุทินเป็นนายก” เพื่อนๆ ต่างถาม “แล้วผมจะไหวไหม” 

ผมเข้าใจพรรคประชาชนอย่างยิ่ง เพราะผมเองก็สู้ในระบบอย่างมะรุมมะตุ้ม ผมรู้ว่าการสู้ในระบบนั้นมีข้อจำกัดมากมาย มีโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่โตกดทับอยู่ การทำลายโครงสร้างอำนาจกดทับด้วยการแก้รัฐธรรมนูญจึงสำคัญ โอกาสนี้ก็เป็นโอกาสเดียวนี้ที่มีอยู่ของพรรคประชาชนในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากยุบสภาไป เลือกตั้งกลับมาใหม่ ก็ยังไม่มีใครชนะขาด สภาวะสามก๊กก็ยังคงอยู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงแทบเป็นไปไม่ได้ การสู้ในระบบนั้นจึงมีบริบทที่ต่างจากการสู้นอกระบบอย่างมาก แต่แม้ผมจะเข้าใจ แต่ผมเองก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

มาถึง ณ นาทีนี้ เราจะทำอะไรได้บ้างกับสังคมที่ความหวังลดฮวบ เพราะเราไม่เคยเชื่อมั่นในคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยว่าจะรักษาสัจจะ ด้วยความรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะยุบสภาใน 4 เดือน เดี๋ยวก็มีข้ออ้างและลูกเล่นต่างๆ ในอนาคตอีกมากมาย 

ผมคิดว่า สังคมไทยทั้งหมดควรเปลี่ยนถ่ายพลังแห่งความหงุดหงิด พลังแห่งความผิดหวัง มุ่งเป้าไปยังคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ติดตามหน้าตาของคณะรัฐมนตรีให้มียี้น้อยที่สุด ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเกิดให้เร็วที่สุด ติดตามการใช้อำนาจรัฐโยกย้ายข้าราชการประจำหรือใช้งบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งที่จะตามมา ใช้พลังของสังคมทั้งหมดทำหน้าที่เป็น watchdog  ร่วมกับพรรคประชาชน เพื่อให้สัญญาประชาคมครั้งนี้เกิดขึ้นจริงใน 4 เดือน 

ผมเองก็แอบคิดบวกๆ ว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยคิดยาว มองไกลๆ รักษาสัจจะได้จริง พรรคภูมิใจไทยนี่แหละจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดของพรรคประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยจะเข้าสู่ระบบ 2 พรรคการเมืองหลักก็เป็นได้

ประเทศไทยต้องเดินหน้า ประชาธิปไตยต้องเดินต่อ การเมืองต้องไม่ใช่ของพรรคการเมืองไปตกลงกันเท่านั้น แต่เราภาคประชาชนจะยังต้องเป็นพลังกดดันอย่างต่อเนื่องกันต่อไป 

บูลลี่ชาติกำเนิด: เมื่อการเมืองปลุกสัญชาตญาณ “พวกเรา–พวกเขา”

กรณีสนามเลือกตั้ง สงขลา เขต 2 ที่ร้อนแรงขึ้นจาก “การบูลลี่ชาติกำเนิด” ไม่ได้เป็นแค่ดราม่าการเมืองท้องถิ่น แต่มันคือภาพสะท้อนกลไกจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์—กลไกเดียวกันที่ทำให้สังคมทั่วโลก “แบ่งคนเป็นกลุ่ม” แล้วเริ่มเหยียด เริ่มผลักไส และเริ่มทำร้ายกันด้วยคำพูด

ในเคสนี้ จูรี นุ่มแก้ว ระบุว่าถูกโจมตีด้วยถ้อยคำทำนอง “เกิดระโนด” “ไปเลือกทำไมเด็กบ้านๆ” ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปราศรัยในเชิง “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” และ “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด”

คำถามคือ: ทำไม “การบูลลี่” ถึงเกิดขึ้นง่ายนัก และทำไมคนบางคนถึงเผลอ/เลือกใช้มันเป็นอาวุธทางการเมือง?

1) บูลลี่มาจากอะไรในมุมจิตวิทยา

1.1 “ยกตัวเอง” ด้วยการ “กดคนอื่น”
นิยามการบูลลี่ในมุมจิตวิทยา มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทำร้ายซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลของอำนาจ (power imbalance) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางสังคม การยอมรับ หรือการรวมฝูง คนที่บูลลี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ “มั่นใจ” อย่างที่แสดงออก แต่กำลังใช้การกดอีกฝ่ายเพื่อยกระดับตัวเองให้เหนือกว่า

1.2 สมองมนุษย์ชอบ “แบ่งข้าง” โดยธรรมชาติ
แนวคิด ingroup/outgroup อธิบายว่าเรามีแนวโน้มจัดคนเป็น “พวกเรา/พวกเขา” เพื่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและคุณค่าของตัวเอง—และนี่เองที่เปิดประตูให้เกิดอคติ/การกีดกันได้ง่ายมาก พอการเมืองเข้ามาแตะ “อัตลักษณ์” เช่น บ้านเกิด ชนชั้น อำเภอ เมือง-ชนบท มันจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี

1.3 “แพะรับบาป” ช่วยระบายความคับข้องใจ
เวลาคนเครียด โกรธ หรือรู้สึกว่ากำลัง “เสียเปรียบ” สมองจะมองหาเป้าระบายที่ง่ายที่สุด—และเป้าที่ยิงง่ายที่สุดคือ “คนที่ถูกทำให้เป็นคนนอก” หรือ “คนที่ถูกเล่าให้ดูด้อยกว่า”

1.4 การทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด (Moral disengagement)
กลไกที่คนใช้ “ปลดล็อกความรู้สึกผิด” เพื่อทำร้ายคนอื่นได้ เช่น ทำให้ดูเป็นเรื่องขำ ๆ, โทษเหยื่อ, หรืออ้างว่า “ก็พูดความจริง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำเหยียดจำนวนมากถึงมาในรูป “มุก” หรือ “แซวเล่น” ทั้งที่จริง ๆ มันบาดลึก

1.5 ออนไลน์ยิ่งแรง: Online disinhibition effect
ในโลกออนไลน์ คนจำนวนมาก “หลุด” ง่ายขึ้นเพราะความรู้สึกนิรนาม ไม่เห็นหน้ากัน และไม่ต้องรับผลทันที ผลคือคอมเมนต์รุมมักพาให้คำบูลลี่ขยายเร็วและรุนแรงกว่าชีวิตจริง

2) โยงเคสนี้: ทำไมคำว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด” ถึงมีพลัง (และมีพิษ)
ถ้อยคำลักษณะ “ห้ามคนนอกพื้นที่” เล่นกับสัญชาตญาณดั้งเดิมมาก ๆ: สร้างภาพว่ามี “เจ้าของพื้นที่ตัวจริง” กับ “คนนอกที่ไม่ควรมีสิทธิ์” ลดทอนอีกฝ่ายให้เหลือแค่ “บ้านเกิด” แทนที่จะถกกันที่ความสามารถ/นโยบาย และชวนให้ผู้ฟัง “เลือกข้าง” ด้วยอัตลักษณ์ ไม่ใช่เหตุผล

3) แล้วทำไม “หมอสุภัทร” ถึงพูดแบบนั้น? (วิเคราะห์เชิงแรงจูงใจ/กลยุทธ์)
หมายเหตุ: ต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม/การสื่อสาร ไม่ใช่วินิจฉัยตัวบุคคล

3.1 ปลุกฐานด้วย Local identity
การย้ำว่า “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” คือการใช้ทางลัดทางความคิดให้ผู้ฟังตัดสินเร็ว: คนของเรา vs คนนอก

3.2 ลดคู่แข่งโดยไม่ต้องสู้ด้วยนโยบาย
เมื่อโยนกรอบว่าอีกฝ่าย “ไม่ใช่คนพื้นที่” บทสนทนาจะหลุดจากเรื่องนโยบายทันที และกลายเป็นศึกศักดิ์ศรี/ความเป็นเจ้าของ

3.3 เล่นกับความรู้สึก “ถูกแย่งทรัพยากร”
ทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าคนนอกเข้ามา เราจะเสียโอกาส/เสียอำนาจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

3.4 อารมณ์เวที + แรงเสริมจากเสียงเชียร์
การปราศรัยเป็นพื้นที่ที่ “อารมณ์นำเหตุผล” ได้ง่าย และเมื่อมีเสียงเชียร์สนับสนุน ผู้พูดมักถูกผลักให้ไปต่อไกลขึ้น

3.5 ความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย
บรรยากาศคะแนนสูสี/โค้งสุดท้าย มักทำให้การโจมตีตัวตนปะทุง่ายขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top