Thursday, 4 June 2026
สรรเพชญ

'สรรเพชญ' พบประชาชน ไม่ 'ขายฝัน' ทุกนโยบายทำได้จริง เน้น การศึกษา,ท่องเที่ยว และ สถาปัตยกรรม ในการ สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ

นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้สมัคร สส.เขต 1 สงขลา หมายเลข 4 เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พบปะ ประชาชนในเขตเลือกตั้งมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่ตนเองมีความพร้อมที่สุด มีการพบปะประชาชนในเขตเลือกตั้งอย่างทั่วถึง ดูแลทุกข์ สุขกันมา แบบ ญาติพี่น้อง หลังจากที่ได้เบอร์ผู้สมัคร หมายเลข 4 และได้เบอร์พรรคหมายเลข 26 จึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ 30 กว่าวัน ลงพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องหมายเลขผู้สมัคร และหมายเลขของพรรค เพื่ออย่าให้ประชาชนสับสน โดยจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค้าที่สุด

ส่วน นโยบายในการหาเสียง จะเน้นใน 3 ประเด็น เรื่องแรกคือเรื่องของส่งเสริมการศึกษา ให้คนใน จ.สงขลา และจากจังหวัดอื่นๆที่เดินทางศึกษาที่ จ.สงขลา ต้องได้รับโอกาส มีความเท่าเทียมในกาศึกษาเท่ากับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ความเหลี่ยมล้ำในเรื่องของกาศึกษาต้องไม่เกิดขึ้น ต้องมีการกระจายอำนาจของการศึกษาอย่างเท่าเทียม ประเด็นที่ 2 คือจะทำให้ อ.เมืองสงขลา เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่เมืองผ่าน เพราะ สงขลา มีแหล่งท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และ อื่นๆ 

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาใน จ.สงขลา ต้องทำให้มาแวะพักที่ อ.เมืองสงขลา อย่างน้อย 1 คืน เพราะเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว คือการสร้างงาน สร้างเงิน ให้กับคนใน อ.เมืองสงขลา ที่ดีกว่ารอการขายฝัน หรือรอ “เมกะโปรเจกส์ใหญ่ๆ ที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ ในการแก้ปัญหาปากท้อง และความยากจนของคนในพื้นที่ ประเด็นที่ 3 ต้องการให้ อ.เมือง สงขลา เป็นศูนย์กลางทาง สถาปัตยกรรม ที่มีความสำคัญของชาติ เพราะ สงขลา เป็นเมืองเก่าแก่ มีสถาปัตยกรรม ที่ทรงคุณค่า เป็นจำนวนมา ที่จะเป็นการหนุนเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งในเรื่องของ คมนาคม ที่เชื่อมต่อระหว่าง หาดใหญ่ กับ สงขลา ที่ต้องมีความสะดวก และมีราคาที่ไม่แพง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการท่องเที่ยว นี้คือ นโยบายการ สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นการตอบโจทย์ทางการเมืองและการพัฒนาท้องถิ่น

ว่าที่ ส.ส. สงขลา เข้าพบกงสุลใหญ่จีน   เพื่อสร้างความร่วมมือ ต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม 

เมื่อวานนี้ (25 พ.ค. 66) นายสรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายดนัยธร จารุพฤกษ์พันธ์ ประธานห้าสมาคมจีนสงขลา และนายกสมาคมไหหลำสงขลา เข้าพบ นางอู๋ ตงเหมย กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา เพื่อแนะนำตัวและรับฟัง สภาพปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ จากการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาของสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา 

นายสรรเพชญ เปิดเผยหลังการหารือว่า การมาพบท่านกงสุลฯในวันนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนที่มีมายาวนานให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้นำเสนอนโยบายต่างๆทิศทางการพัฒนาพื้นที่อำเภอเมืองสงขลาและการพัฒนาจังหวัดสงขลาในภาพรวม 

อย่างเรื่องการท่องเที่ยวโดยการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสงขลา สตูล พัทลุง ที่มีความพร้อมด้านแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล และมรดกทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าทางเศษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกัน ประเทศจีนเองมีความพร้อมทั้งด้านประชากรนักท่องเที่ยว ความพร้อมด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอื่นๆอีกมากมาย ในฐานะผู้แทนราษฎรฯ นั้น ต้องหาโอกาสเพื่อนำสิ่งดีๆมาสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดมุมมองด้านต้นทุนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีน ซึ่งต้องมีการต่อยอดขยายผล ซึ่งนอกจากการสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแล้ว ในด้านสังคม อย่างเรื่องการพัฒนาทักษะด้านภาษาจีนให้แก่เด็กเยาวชนในจังหวัดสงขลาก็เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอีกทักษะหนึ่งในการดำเนินชีวิตในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยหลังจากนี้จะมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมต่อไป

‘สรรเพชญ’ ซัดแรง!! นายกฯ ผลักกองทัพเป็นฝ่ายตรงข้าม อ้างแค่ “เทคนิคเจรจา” – ถามกลับ “แล้วความจริงอยู่ตรงไหน?”

(19 มิ.ย. 68) - นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา กล่าวตำหนิอย่างรุนแรงต่อถ้อยคำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ระบุระหว่างการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ว่า “แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล” ก่อนจะชี้แจงภายหลังว่าเป็นเพียง “เทคนิคในการเจรจาทางการทูต”

“หากการกล่าวว่าทหารของชาติเป็นศัตรู คือเทคนิคในการเจรจา แล้วข้อเท็จจริงอยู่ตรงไหน? นี่ไม่ใช่แค่การบั่นทอนขวัญกำลังใจของกองทัพ แต่เป็นการบ่อนทำลายสถาบันหลักของประเทศอย่างร้ายแรง” นายสรรเพชญกล่าว

เขาย้ำว่า กองทัพภาคที่ 2 คือแนวหน้าสำคัญในการดูแลชายแดนและปกป้องอธิปไตยของชาติ การที่ผู้นำรัฐบาลเลือกใช้ถ้อยคำที่ลดทอนความชอบธรรมของกองทัพไทยต่อหน้าผู้นำต่างชาติ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

“นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดกับเพื่อนฝูงในร้านกาแฟ แต่พูดในฐานะผู้นำประเทศ ถ้อยคำที่ใช้จึงมีน้ำหนักและส่งผลสะเทือนกว้างไกล การอ้างว่าเป็นเทคนิคจึงไม่น่าเชื่อถือ และสะท้อนถึงภาวะผู้นำที่อ่อนแออย่างยิ่ง”

นายสรรเพชญยังกล่าวว่า การใช้ถ้อยคำเช่นนี้ ไม่เพียงสะท้อนความไม่รอบคอบของผู้นำ แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติ และเสถียรภาพภายในประเทศเอง

“การเจรจาทางการทูตไม่ควรถูกแลกมาด้วยศักดิ์ศรีของทหารไทย หากสิ่งที่เรียกว่า ‘เทคนิค’ คือการกล่าวหากองทัพของชาติว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลชุดนี้ควรทบทวนตัวเองอย่างจริงจังว่า ยังยืนอยู่ข้างประเทศหรือไม่”

ในช่วงท้าย นายสรรเพชญยังได้กล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร โดยย้ำว่า “แม้คำพูดของรัฐบาลจะทำให้เสียขวัญ แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงเชื่อมั่นและขอบคุณทุกท่านที่ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินอย่างมั่นคงเสมอมา”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top