Thursday, 4 June 2026
สมาร์ทโฟน

‘จีน’ ออกกฎหมายใหม่ ให้ตำรวจเช็กมือถือ ‘ปชช.-นทท.’ ได้ เพื่อ ‘ตรวจจับสายลับ-เสริมสร้างความมั่นคงของชาติ’ 

(12 พ.ค.67) กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีน ประกาศกฎหมายใหม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ และต่อต้านพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติและการตรวจจับสายลับต่างชาติ

เมื่อตำรวจอย่างน้อย 2 คนแสดงบัตรตำรวจก็จะสามารถตรวจสอบการส่งข้อความ อีเมล กลุ่มสนทนาในแอปพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงเอกสาร ภาพ ไฟล์เสียง และคลิปวิดีโอบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

กฎหมายใหม่นี้เปิดโอกาสให้ตำรวจเข้าหยุดประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของพวกเขาได้โดยไม่ต้องใช้หมายค้น หรืออยู่ระหว่างการสอบสวนคดีอาญา

ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ากฎหมายใหม่นี้ จะสร้างความหวาดกลัวในจีน และทำให้ประชาชนต้องควบคุมพฤติกรรมของตนเองมากกว่าที่เป็นอยู่

พนง.'Nokia' ผวา 'iPhone' เปิดตัวมือถือจอสัมผัส เตือนผู้บริหารรับมือยุคตกต่ำหากไม่รีบปรับตัว

(27 ม.ค. 68) เว็บไซต์ Fahad X ได้เผยแพร่ไฟล์เอกสารพาวเวอร์พอยต์ เมื่อปี 2007 ที่เป็นความลับของบริษัท Nokia โดยข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจากเอกสารภายในของ Nokia ซึ่งจัดเก็บอยู่ในโครงการ Nokia Design Archive ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัย Aalto ประเทศฟินแลนด์

ข้อมูลในไฟล์ดังกล่าวเป็นการหารือภายในของพนักงาน Nokia ที่มองการเปิดตัว iPhone 2G ที่เปิดตัวเมื่อปี 2007 โดยไฟล์ดังกล่าวเป็นการนำเสนอของพนักงาน Nokia เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ปี 2007 ในรูปแบบของสไลด์ โดยพนักงาน Nokia ทั้งหมด 9 คน นำเสนอผู้บริหารระดับสูงว่า “iPhone” คือภัยคุกคามของ Nokia

สไลด์ดังกล่าวมีทั้งหมด 22 หน้า โดยเนื้อหาในสไลด์ชี้ว่า “iPhone” ของ Apple ซึ่งเปิดตัวในปีเดียวกันนั้น เป็นภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อ Nokia  

หัวข้อสไลด์เริ่มต้นด้วยข้อความว่า “Apple เพิ่งเปิดตัว iPhone” โดยยืนยันว่า Apple สามารถใช้ชื่อ "iPhone" ได้หลังการเจรจากับ Cisco ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในชื่อดังกล่าว  

ในขณะนั้น Nokia ครองส่วนแบ่งตลาดมือถือโลกกว่า 50% และมีความมั่นใจในว่ายังคงสามารถรั้งตำแหน่งผู้นำตลาดได้ จนกระทั่ง 'สตีฟ จ็อบส์' ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ได้ประกาศเป้าหมายไว้ในงานเปิดตัว iPhone ว่า Apple ขอเพียง 1% ของตลาดมือถือ หรือยอดขาย 10 ล้านเครื่องในปี 2008 เท่านั้น แม้ผู้บริหาร Nokia จะยังไม่เห็นถึงความร้ายแรงของ iPhone ในทันที แต่ทีมงาน Nokia กลับมองเห็นจุดเด่นหลายประการที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่  

จุดเด่นของ iPhone ที่พนักงาน Nokia ในเวลานั้น นำเสอนต่อผู้บริหารมีหลายประเด็น อาทิ UI แบบจอสัมผัส ที่ไม่มีคีย์บอร์ดหรือปุ่มกดตัวเลข ซึ่งเป็นจุดเด่นใหม่ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของ Nokia  

การเจาะตลาดไฮเอนด์ ที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ทำให้ iPhone กลายเป็นสินค้า "ที่ต้องมี" และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์ตระกูล N-Series ของ Nokia และภาพลักษณ์ที่น่าดึงดูด ซึ่งช่วยให้ iPhone สร้างความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานอย่างรวดเร็ว  

เอกสารนี้ยังพูดถึงฟีเจอร์เด่นของ iPhone เช่น การใช้งานเบราว์เซอร์ที่ง่ายขึ้น, ฟังก์ชันการสไลด์เพื่อปลดล็อกหน้าจอ, แอปพลิเคชันรูปภาพที่ออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก และความสามารถในการเชื่อมต่อกับ iPod เพื่อฟังเพลงทุกที่ทุกเวลา  

แม้ Nokia จะมีมุมมองที่รอบคอบต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่ท้ายที่สุด iPhone กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน ซึ่ง Nokia เองไม่สามารถปรับตัวได้ทัน  

เอกสารนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการมองเห็นโอกาสและความท้าทาย แต่ยังขาดการลงมือปรับตัวอย่างทันท่วงที

ประเทศผู้ผลิต Rare Earth

(19 ต.ค. 68) เวลาพูดถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ หลายคนอาจนึกถึงน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ แต่ในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุดิบอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “หัวใจลับของเทคโนโลยี” นั่นคือ Rare Earth หรือแร่หายาก 
.
ถึงแม้จะมีชื่อว่าหายาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถพบได้ทั่วไปในเปลือกโลก เพียงแต่การขุดและการแยกสกัดอาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง บวกกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้
.
เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กังหันลมกลางทะเล หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มี Rare Earth และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างทุกวันนี้
.
ตัวอย่าง Rare Earth ที่สำคัญ
• แม่เหล็กถาวร Neodymium-Iron-Boron (NdFeB) คือหัวใจที่ทำให้มอเตอร์ EV มีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง และทำให้กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแม่เหล็กถาวรชนิดที่แข็งแกร่งที่สุดในเชิงพาณิชย์เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
• Lanthanum (La) และ Cerium (Ce) อยู่เบื้องหลังหน้าจอที่คมชัด และกระบวนการผลิตแผงโซลาร์
• Europium (Eu), Terbium (Tb), Praseodymium (Pr) เติมเต็มสีสันให้ LED และจอทีวี
• ขณะที่ในอดีต แบตเตอรี่ NiMH ของรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรก ๆ ก็ต้องพึ่ง Rare Earth เช่นกัน
.
มิติด้านความมั่นคง
ความสำคัญของ Rare Earth ไม่ได้จำกัดอยู่ในสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังลึกไปถึงเทคโนโลยีทางทหาร โดยเครื่องบินรบ F-35 หนึ่งลำใช้แร่หายากกว่าหลายร้อยกิโลกรัม รวมถึงในระบบนำวิถีจรวด เรือดำน้ำ และเรดาร์ ล้วนต้องพึ่ง Rare Earth ทั้งสิ้น 
.
นี่คือเหตุผลที่ ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) เคยนิยามว่า Rare Earth เป็น ‘ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์’ เพราะการครอบครองหรือควบคุมห่วงโซ่อุปทานหมายถึงการได้เปรียบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
.
จีน จักรพรรดิแห่ง Rare Earth
หากน้ำมันเคยถูกเรียกว่า ‘อาวุธยุทธศาสตร์’ ของตะวันออกกลาง Rare Earth เองก็เป็น ‘อาวุธเงียบของจีน’ 
• ปี 2024 จีนผลิต Rare Earth คิดเป็น เกือบ 70% ของโลก (ประมาณ 270,000 ตัน)
• มีปริมาณสำรองราว 34% ของโลก (ประมาณ 44 ล้านตัน)
• และที่สำคัญที่สุดคือ เกือบ 100% ของการแปรรูป Rare Earth หนักเกิดขึ้นในจีน
.
นั่นหมายความว่า ต่อให้ประเทศอื่นมีแร่ในดิน แต่ก็ยังต้องพึ่งจีนในขั้นตอนการสกัดและทำให้บริสุทธิ์
จีนยังเดินเกมครบวงจร ตั้งแต่เหมืองยักษ์ ไป๋หยันโอโบ (Baiyun Obo) การควบคุมโควตาการผลิต ปราบเหมืองเถื่อน ไปจนถึงการตั้งคลังสำรอง Rare Earth แบบเดียวกับที่โลกเคยเห็นในยุทธศาสตร์น้ำมัน
.
นี่คือเหตุผลที่ Rare Earth ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่เป็นเครื่องมือเจรจาในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ที่จีนสามารถเปิด-ปิดก๊อกได้ตามสถานการณ์ จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯ และยุโรปต่างกังวล และพยายามสร้างห่วงโซ่ทางเลือก
.
ประเทศอื่น ๆ พยายามไล่ตาม
• สหรัฐฯ มีเหมือง Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนียเป็นหัวหอก ผลิตได้ราว 45,000 ตันต่อปี ครองตำแหน่งผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก และกำลังเร่งลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดยมีนโยบายเชิงรุกอย่างการตั้งกำแพงภาษี 25% กับแม่เหล็กแรร์เอิร์ธจากจีน (มีผลปี 2026) และท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการความมั่นคงของแร่ธาตุสำคัญ
• เมียนมา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลกด้วยกำลังการผลิต 31,000 ตันต่อปี และเป็นแหล่งสำคัญของ “แรร์เอิร์ธหนัก” (Heavy Rare Earths) ที่จีนต้องพึ่งพาถึง 70% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเมียนมามีความเปราะบางสูงจากปัญหาเหมืองนอกระบบ และความไม่สงบทางการเมืองล่าสุดที่กองกำลังอิสระเข้ายึดพื้นที่เหมืองสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของจีน
.
ออสเตรเลีย, ไทย และไนจีเรีย เป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตระดับกลางที่มีบทบาทน่าสนใจ ด้วยกำลังการผลิตเท่ากันที่ 13,000 ตันต่อปี
• ออสเตรเลีย เดินเกมผ่านบริษัท Lynas และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีปริมาณสำรองในประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 5.7 ล้านตัน
• ไทย มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และกำลังตอกย้ำบทบาทการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่สำคัญจากการลงทุนของ BYD และมีโรงงานแปรรูปแม่เหล็กอยู่แล้ว
• ไนจีเรีย กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตาจากแอฟริกา และเพิ่งลงนามความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ
.
กลุ่มยักษ์หลับ ประเทศที่มีปริมาณสำรองมหาศาล แต่ยังคงมีกำลังการผลิตในระดับต่ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
• รัสเซีย แม้จะมีแร่สำรองมากเป็นอันดับ 5 แต่ผลิตได้เพียง 2,500 ตัน และกำลังพยายามหาทางร่วมมือกับชาติตะวันตกเพื่อพัฒนาโครงการที่ล่าช้า
• อินเดีย มีศักยภาพสูงจากแร่ชายหาด แต่ผลิตได้ 2,900 ตัน และกำลังพยายามยกระดับอุตสาหกรรมผ่านการเข้าร่วมกลุ่ม Minerals Security Partnership (MSP) ที่นำโดยสหรัฐฯ
• เวียดนาม มีปริมาณสำรองอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ผลิตได้เพียง 300 ตัน เนื่องจากอุตสาหกรรมหยุดชะงักจากปัญหาคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอแผน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top