Friday, 5 June 2026
สภาทองคำโลก

10 ปี 'ไทยถือครองทองคำ' สัดส่วนเพิ่มอันดับ 2 ของเอเชีย

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการถือครอง ‘ทองคำ’ ของประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนกลายมาเป็นอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย!!

ส่อง!! สถานะ 'เงินทุนสำรอง + ทองคำ' ของไทยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา...แข็งแกร่งแค่ไหน?

รายงานล่าสุด!! จาก World Gold Council เผย!! ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอันดับ 9 ของโลก และมีทองคำสำรองอันดับ 18 ของโลก

'สภาทองคำโลก' เผย!! ทองคำยังให้ผลตอบแทนดีกว่าทรัพย์สินหลัก ชี้!! ช่วยกระจายความเสี่ยง ให้ผลตอบแทนระยะยาวเชิงบวก

(4 ก.ย. 67) สภาทองคำโลก (World Gold Council) ‎เผยแพร่บทวิเคราะห์แนวโน้มของทองคำตามกรอบแนวทางการประเมินมูลค่าของ ‎QaurumSM และสภาทองคำโลก‎ โดยได้วิเคราะห์ว่าหากทิศทางเศรษฐกิจโลกและอัตราดอกเบี้ยยังคงสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดในปัจจุบัน ทองคำอาจจะยังคงได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่อไป

รายงานภาพรวมของทองคำช่วงกลางปีที่สภาทองคำโลกได้เผยแพร่ยังชี้ให้เห็นว่าทองคำมีผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์หลักส่วนใหญ่ในครึ่งแรกของปี 2567 ที่ผ่านมา ‎โดยในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน 2567 ทองคำพุ่งขึ้นสูงถึง 12% และเกือบแตะ 15% ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ผลตอบแทนของทองคำในครึ่งแรกของช่วงครึ่งปีหลังนี้มีความแข็งแกร่ง แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับสูงและเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ซึ่งมักจะเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อทองคำ

มีสาเหตุหลายประการด้วยกันที่จะทำให้ทองคำมีผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง สภาทองคำโลกได้เริ่มเห็นว่านักลงทุนได้หันกลับมาสนใจในทองคำอีกครั้ง จากกระแสการลงทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำสำหรับนักลงทุนในภูมิภาคยุโรปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม และในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยการลดลงของอัตราดอกเบี้ยควบคู่กับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ อาจช่วยสนับสนุนแนวโน้มนี้ต่อไป

คุณฮวน คาร์ลอส อาร์ทิกัส (Juan Carlos Artigas) หัวหน้าฝ่ายวิจัยระดับโลกของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “เช่นเดียวกับในเศรษฐกิจระดับโลก ดูเหมือนว่าทองคำกำลังรอปัจจัยที่จะเข้ามากระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในรูปแบบของกระแสการลงทุนจากทางตะวันตกในขณะที่อัตราดอกเบี้ยลดลง หรือตัวชี้วัดระดับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่าแนวโน้มของทองคำในอนาคตอาจจะยังมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ความต้องการทองคำเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการจัดสรรสินทรัพย์นั้นกำลังเพิ่มสูงขึ้น”

คุณฮวน กล่าวเสริมว่า “ในขณะที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน นักลงทุนจึงต้องการรู้ว่าแนวโน้มของทองคำที่ผ่านมาจะยังสามารถดำเนินต่อไปหรือจะลดความร้อนแรงลง ในอดีตตลาดมักมองเฉพาะที่อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นในการกำหนดมุมมองเกี่ยวกับทองคำ ซึ่งหากมองจากแนวทางดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 นั้นน่าจะส่งผลเชิงลบต่อทองคำ แต่ราคาทองกลับพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง และมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในตลอดทั้งไตรมาสที่ 2” 

สภาทองคำโลกคาดว่าความต้องการทองคำของธนาคารกลางในปีนี้จะยังคงสูงกว่าแนวโน้มที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับ Metals Focus โดยการคาดการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากรายงานผลการสำรวจจากธนาคารกลางของสภาทองคำโลกที่ได้แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการด้านทุนสำรองทองคำยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำต่อไป อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าธนาคารกลางบางแห่งซึ่งรวมถึงธนาคารประชาชนจีน (PBoC) นั้นได้ปรับลดปริมาณการซื้อทองคำลง

นักลงทุนชาวเอเชียยังได้มีบทบาทสำคัญต่อผลการดำเนินงานของทองคำในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้ชัดจากความต้องการในทองคำแท่งและเหรียญทองคำ รวมถึงการไหลเข้าของกระแสการลงทุนใน ETF ทองคำในไตรมาสที่ 2 ‎ของปี 2567‎

ด้าน คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าธนาคารกลางระดับโลกของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความต้องการทองคำผู้บริโภคของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ได้เพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับจำนวน 9 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตคิดเป็น % ที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับไตรมาสที่ 2 และแม้ว่าราคาทองคำได้พุ่งสูงขึ้น ความต้องการทองคำทั่วโลกก็ยังคงเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 1,258 ตัน และถือเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เราได้เก็บรวบรวมข้อมูลมา 

ทั้งนี้ เมื่อมองไปในอนาคต คำถามคือมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะผลักดันให้ทองคำยังคงมีความน่าสนใจเป็นอันดับต้น ๆ ในกลยุทธ์การลงทุนต่อไป คุณฟาน มองว่า จากการคาดการณ์และรอคอยมาเป็นระยะยาวนานว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่นานนี้ ทำให้กระแสการลงทุนได้ไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจากตะวันตกหันกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง การฟื้นตัวของการลงทุนจากกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง อาจเปลี่ยนแนวโน้มการเคลื่อนไหวของความต้องการทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2567”‎

โดยสรุปแล้วทองคำอาจยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่จำกัด (Rangebound) หากธนาคารกลางสหรัฐใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ทองคำจะมีผลตอบแทนสูงกว่าจากจุดนี้ โดยอาจเกิดจากแรงหนุนของกระแสการลงทุนในฝั่งตะวันตก ในทางกลับกันหากความต้องการทองคำของธนาคารกลางลดลงอย่างมาก และอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอเชียเปลี่ยนไป นักลงทุนอาจเห็นการปรับฐานในช่วงครึ่งปีหลัง 

ทั้งนี้การวิเคราะห์ของสภาทองคำโลกได้แสดงให้เห็นว่าทองคำมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยง และเป็นแหล่งสภาพคล่องทางการเงิน ควบคู่ไปกับการให้ผลตอบแทนระยะยาวในเชิงบวก

สภาทองคำโลก เผย ไทยทำสถิติสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำ ปี 67

(11 ก.พ.68) รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 4 และการสรุปภาพรวมตลอดปี 2567 ของสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ได้เปิดเผยข้อมูลความต้องการทองคำทั่วโลกที่รวมปริมาณการซื้อขายทองคำนอกตลาดหลักทรัพย์ ‎(Over-the-counter: OTC) ซึ่งได้ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ด้วยจำนวนรวม 4,974 ตัน โดยประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดทองคำที่มีความแข็งแกร่งในปี 2567 และมีปริมาณความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ที่จำนวน 39.8 ตัน คิดเป็นการเติบโตสูงถึง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  

สภาทองคำโลกระบุว่าความต้องการทองคำทั่วโลกในปี 2567 นั้นได้รับแรงขับเคลื่อนจากการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งของธนาคารกลาง และการเติบโตของความต้องการทองคำเพื่อการลงทุน ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งและปริมาณความต้องการที่พุ่งสูงในปีที่ผ่านมา ได้ร่วมกันส่งผลให้ความต้องการทองคำรวมมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำในปริมาณที่มหาศาลอย่างต่อเนื่องในปี 2567 โดยมีปริมาณการซื้อในระดับสูงกว่า 1,000 ตัน เป็นปีที่สามติดต่อกัน และการเข้าซื้อทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของธนาคารกลางในไตรมาสที่ 4 จำนวน 333 ตัน ได้ส่งผลให้ยอดรวมการซื้อทองคำของธนาคารกลางตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1,045 ตัน

ด้านความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกนั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ ‎1,180 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 4 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 ทั้งนี้กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณทองคำจำนวน 19 ตันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 นับว่าเป็นกระแสการลงทุนในทิศทางไหลเข้าต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่สองสำหรับสินทรัพย์ประเภทนี้ ขณะที่ความต้องการในทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกยังคงระดับใกล้เคียงกับปี 2566 อยู่ที่ปริมาณ 1,186 ตันสำหรับปี 2567 โดยประเทศไทยมีระดับความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในไตรมาสที่ 4 จำนวน 14.6 ตัน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้ปริมาณความต้องการของประเทศไทยรวมตลอดทั้งปี 2567 อยู่ที่จำนวน 39.8 ตัน

เนื่องจากสภาวะราคาทองคำที่พุ่งสูง สภาทองคำโลกจึงมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นเป็นแนวโน้มที่ไม่น่าแปลกใจ โดยปริมาณการบริโภคทองคำเครื่องประดับทั่วโลกสำหรับปี 2567 ได้ลดลง 11% อยู่ที่ระดับ 1,877 ตัน อย่างไรก็ตามความต้องการทองคำเครื่องประดับของไทยยังคงแข็งแกร่งและปรับลดลงเพียง 2% และมีความต้องการรายปีรวมเป็น 9.0 ตัน  ทั้งนี้การลดลงของความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกส่วนใหญ่นั้นมีที่มาจากประเทศจีน ซึ่งปรับลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่อินเดียยังมีปริมาณความต้องการที่แข็งแกร่งและลดลงเพียง 2% เท่านั้น ภายใต้สภาวะของราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ราคาทองคำที่สูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2567 นั้นถือว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคในตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างไรก็ตามประเทศไทยนับว่ามีความแข็งแกร่งกว่าตลาดอื่น ๆ โดยมีปริมาณการบริโภคทองคำเครื่องประดับของไทยลดลงเพียง 2% ขณะที่ทั่วโลกได้ปรับลดลง 11% เราเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยจำกัดระดับการปรับตัวลดลงของปริมาณความต้องการทองคำเครื่องประดับได้”

คุณเซาไก ‎ ฟาน กล่าวเสริมว่า “ปีที่ผ่านมานับว่าเป็นปีที่ความต้องการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำของประเทศไทยแข็งแกร่งมาก และสูงเป็นอันดับที่ 7 ของโลก โดยคนไทยได้มองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ทั้งสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในประเทศได้ นอกจากนี้การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการออมทองคำในรูปแบบดิจิทัล ยังได้ช่วยสนับสนุนให้ความต้องการทองคำของประเทศไทยนั้นแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง”

สภาทองคำโลกยังได้ระบุว่า ทองคำในภาคเทคโนโลยีได้ทำสถิติรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีความต้องการจำนวน 84 ตัน การเติบโตของปริมาณทองคำที่ใช้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้ความต้องการทองคำในภาคเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นปริมาณสุทธิรายปีรวม 326 ตัน

ด้านอุปทานทองคำทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบเป็นรายปี และทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 4,794 ตัน จากทั้งการผลิตของเหมืองแร่และการรีไซเคิลทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น

ด้านนายหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ทองคำยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปี 2567 โดยราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 40 ครั้งในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแนวโน้มความต้องการทองคำนั้นไม่ได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี 2567 โดยภาคธนาคารกลางมีความต้องการที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 1 ก่อนจะชะลอตัวลงในช่วงกลางปี และกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ขณะที่นักลงทุนฝั่งตะวันตกได้หันกลับมาสนใจลงทุนในทองคำอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินทุนจากฝั่งเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ส่งผลให้กระแสการลงทุนในกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกปรับทิศทางเป็นเชิงบวกในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี โดยความเคลื่อนไหวนี้มีที่มาจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งได้เริ่มต้นวัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความไม่แน่นอนในระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง”

คุณหลุยส์ สตรีท ได้กล่าวเสริมว่า “ในปี 2568 นี้ เราคาดว่าธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันตลาดทองคำต่อไป สนับสนุนด้วยนักลงทุนในกองทุน ETF ทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังมีความผันผวนก็ตาม ในทางกลับกันทองคำเครื่องประดับอาจยังคงชะลอตัวต่อไป เนื่องจากราคาทองคำที่สูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคนั้นน่าจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของปี ซึ่งสภาวะนี้จะช่วยเสริมความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าและเป็นเครื่องมือลดผลกระทบจากความเสี่ยง"

ธนาคารกลางโลกสะสมทองคำเพิ่มกว่า 1,044.6 เมตริกตัน ปี 2024 เอเชีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกาตื่นตัว เพิ่มทองคำสำรองลดความเสี่ยง

(21 มี.ค. 68) ในปี 2024 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่การถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกทะลุ 1,000 เมตริกตัน โดยเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 1,044.6 เมตริกตัน ตามรายงานล่าสุดของ สภาทองคำโลก (WGC) สะท้อนแนวโน้มการกระจายความเสี่ยง และลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอน

ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะใน เอเชีย ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา หันมาเพิ่มทองคำสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ทำให้หลายชาติเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ

“ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (counterparty risk) และสามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว ทำให้หลายประเทศใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ” สภาทองคำโลก (WGC) ระบุ

ทั้งนี้ ปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางเพิ่มขึ้นกว่า สองเท่า ระหว่างปี 2021 ถึง 2024 โดยสัดส่วนของทองคำในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 12.9% ในปลายปี 2021 เป็น 15.3% ในสิ้นปี 2023 และแตะระดับ 18.4% ในปลายปี 2024

จากผลสำรวจของ WGC ในปี 2024 พบว่า 81% ของผู้บริหารธนาคารกลางทั่วโลกคาดการณ์ว่าปริมาณทองคำสำรองจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย WGC ระบุว่าแนวโน้มการซื้อทองคำของธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการทองคำในปีนี้

สำหรับ 10 อันดับประเทศที่ถือครองทองคำมากที่สุดในโลก ประกอบด้วย

1. สหรัฐอเมริกา – ครองแชมป์อันดับ 1 ด้วยทองคำสำรอง 8,133.46 เมตริกตัน มากที่สุดในโลก และยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบการเงินระหว่างประเทศ
2. เยอรมนี – มีทองคำสำรอง 3,351.53 เมตริกตัน ถือเป็นประเทศที่มีทองคำมากที่สุดในยุโรป และมีการนำทองคำที่เคยฝากไว้ในต่างประเทศกลับคืนมาเพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงิน
3. อิตาลี – อยู่ในอันดับ 3 ด้วยปริมาณทองคำ 2,451.84 เมตริกตัน ซึ่งธนาคารกลางของอิตาลียังคงถือครองไว้โดยไม่มีแผนขายออก
4. ฝรั่งเศส – ตามมาติด ๆ ในอันดับ 4 กับทองคำสำรอง 2,437 เมตริกตัน ซึ่งถูกเก็บรักษาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
5. รัสเซีย – รั้งอันดับ 5 ด้วยทองคำ 2,332.74 เมตริกตัน โดยรัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่มทองคำสำรองอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
6. จีน – มีทองคำสำรอง 2,279.56 เมตริกตัน โดยรัฐบาลจีนยังคงซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจ
7. สวิตเซอร์แลนด์ – แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีทองคำสำรองถึง 1,039.94 เมตริกตัน ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
8. อินเดีย – ถือครองทองคำ 876.18 เมตริกตัน โดยอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความต้องการทองคำสูงที่สุดในโลก เนื่องจากวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ผูกพันกับทองคำ
9. ญี่ปุ่น – มีทองคำสำรอง 845.97 เมตริกตัน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รักษาเสถียรภาพทางการเงิน
10. เนเธอร์แลนด์ – ปิดท้าย 10 อันดับแรกด้วยทองคำสำรอง 612.45 เมตริกตัน โดยมีนโยบายเก็บรักษาทองคำในประเทศและทยอยนำทองคำที่เคยฝากไว้ในต่างประเทศกลับคืน

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า แนวโน้มการสะสมทองคำจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะจากประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาระบบการเงินตะวันตก และป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

การเคลื่อนไหวนี้เป็นสัญญาณว่า โลกกำลังปรับโครงสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

สภาทองคำโลก คาดราคาครึ่งปีหลังยังลุ้นไปต่อ ส่วนดีมานด์ทองไทยยังแข็งแกร่ง แม้ราคาพุ่งแรง

สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาส 2/68 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทยยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 11.6 ตัน หรือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นอยู่ที่ 1,249 ตัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาท่ามกลางสภาวะที่ทองคำมีราคาสูง โดยการเติบโตในไตรมาสนี้ส่งผลมาจากกระแสการลงทุนในทองคำที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์บวกกับทิศทางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 170 ตัน ในไตรมาสนี้ เทียบกับไตรมาสที่ 2/67 ที่มีการลดลงเพียงเล็กน้อย กองทุนที่จดทะเบียนในเอเชียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มระดับความต้องการลงทุนทองคำถึง 70 ตัน ในระดับที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจากไตรมาสที่ 1 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความต้องการรวมจากกองทุนทองคำ ETF ทั่วโลกสูงถึง 397 ตัน และเป็นยอดครึ่งปีแรกที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 63

ด้านทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นอีก 307 ตัน ซึ่งรายงานเผยว่า นักลงทุนไทยมีการเติบโตที่โดดเด่นถึง 38% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน และเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยยังมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่แข็งแกร่งอีกด้วย โดยเพิ่มขึ้นถึง 35% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีตัวเลขที่ลดลง ในภาพรวมของภูมิภาค นักลงทุนจีนยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยมีความต้องการสูงถึง 115 ตัน ในขณะที่นักลงทุนอินเดียยังคงเพิ่มการถือครองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 46 ตัน ในไตรมาสที่สอง ส่วนตลาดตะวันตกแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ต่างจากกัน ยอดการลงทุนสุทธิในยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 28 ตัน ในขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในสหรัฐฯ กลับลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 9 ตัน ในไตรมาสที่สอง

ธนาคารกลาง ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องแต่ในระดับที่ชะลอตัวลง โดยเพิ่มขึ้นอีก 116 ตัน ในไตรมาสที่ 2/68 แต่ถึงแม้จะมีการชะลอตัวลง การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ ผลการสำรวจทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางประจำปี ชี้ให้เห็นว่า 95% ของผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินทุนสำรองเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ด้านความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยปริมาณความต้องการจากทั่วโลกที่ลดลง 14% ใกล้แตะระดับต่ำของช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 63 โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับในจีนลดลง 20% ขณะที่อินเดียหดตัว 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่มูลค่า ตลาดทองคำเครื่องประดับทั่วโลกกลับเติบโตขึ้น โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของประเทศไทย ความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยมีปริมาณลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม ทั้งนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มหันไปนิยมเครื่องประดับที่มีความบริสุทธิ์ของทองคำที่ต่ำลง

ส่วนอุปทานทองคำโดยรวมเพิ่มขึ้น 3% เป็น 1,249 ตัน โดยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสที่สอง ด้านการรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากสภาวะราคาที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่ประเทศไทยมีอุปทานจากการรีไซเคิลทองคำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่มีการเติบโตของอุปทานอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 67

นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 68 อันเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่ผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ราคาทองคำจะพุ่งสูงทำสถิติใหม่ แต่ความต้องการทองคำในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยระดับการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการทองคำเครื่องประดับกลับชะลอตัวลง

แนวโน้มราคาครึ่งปีหลังอาจปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

ด้านนายหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ราคาทองคำได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 26% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยมีผลการดำเนินการที่เหนือกว่าสินทรัพย์หลักหลายประเภท และด้วยผลการดำเนินการที่น่าประทับใจตั้งแต่ต้นปีนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลงในช่วงครึ่งหลังของ 68

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อไป หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือสภาวะภูมิรัฐศาสตร์มีการเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

สภาทองคำโลกเผย!! ทองคำลงทุนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ราคาทองคำแตะจุดสูงสุดทั่วโลก ความต้องการทองเพิ่ม 2% ทั่วโลก นักลงทุนแห่ซื้อทองคำแท่งและเหรียญ

สภาทองคำโลกเผย ความต้องการทองคำสำหรับการลงทุนในไตรมาสแรกของประเทศไทย เป็นไตรมาสแรกที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2562 โดยราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ยังคงกำหนดความต้องการทั่วโลก

กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2569 – สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์  หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน

ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการทองคำในปัจจุบัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เพิ่มขึ้น 14% และ 50% ตามลำดับ

ความต้องการกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอย่าง ยังคงเป็นบวกในไตรมาสที่ 1 โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้น 62 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของกองทุนที่จดทะเบียนในเอเชีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 84 ตันตลอดไตรมาส อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่มาจากกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลการดำเนินงานที่เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งมากในช่วงต้นปีชะลอตัวลง

ในทางกลับกัน ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงอย่างมาก โดยลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสู่ระดับ 300 ตัน อันเป็นผลมาจากราคาที่สูงขึ้นตลอดทั้งไตรมาส ความต้องการเครื่องประดับของไทยเป็นไปตามแนวโน้มโลก ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เหลือ 1.7 ตัน โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับอ่อนแอลงในทุกตลาดหลักทั่วโลก และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในตลาดจีน (-32%) อินเดีย (-19%) และตะวันออกกลาง (-23%) อย่างไรก็ตาม ในแง่มูลค่า ความต้องการเครื่องประดับกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคต่อการซื้อเก็บทองคำ แม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเครื่องประดับบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญ โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีนและอินเดียที่เครื่องประดับสามารถทำหน้าที่เป็นการลงทุนทางเลือกได้

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความต้องการลงทุนในทองคำของไทยทำผลงานไตรมาสแรกที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญพุ่งสูงขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแตะระดับ 10 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านักลงทุนยังคงให้ความตอบรับที่ดีต่อทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อตลอดปี 2569 ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ประกอบกับแรงผลักดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและราคาทองคำที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสนับสนุนความต้องการด้านการลงทุนและความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อไป”

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงหนุนอุปสงค์รวม โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน ในไตรมาสที่ 1 การซื้อทองคำมีปริมาณสูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสถาบันภาครัฐจำนวนน้อยดำเนินการขายทองคำเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธนาคารกลางสาธารณรัฐตุรกี ธนาคารกลางสหพันธรัฐรัสเซีย และกองทุนน้ำมันแห่งชาติสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน กิจกรรมในตลาดตลอดทั้งไตรมาสสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทพิเศษของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ขาดไม่ได้ และสามารถเข้าถึงได้แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อุปทานทองคำโดยรวม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,231 ตัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสแรก ขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 5% แม้ว่าราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองด้านอุปทานที่ค่อนข้างจำกัดและสภาวะตลาดที่ตึงตัวมากขึ้นโดยรวม

คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 โดยราคาได้พุ่งสูงสุดเกิน 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ปัจจัยด้านการเคลื่อนไหวของราคาบวกกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ผลักดันให้เกิดความต้องการด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความมั่นคงในรูปแบบของทองคำแท่ง นอกจากนี้ การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยชดเชยการขายเชิงกลยุทธ์อีกด้วย”

“แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า คาดว่าความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ควรจะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการด้านการลงทุนต่อไป แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานอาจสร้างแรงกดดัน โดยเฉพาะในตลาดตะวันตก คาดว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับจะยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาที่สูงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขาย ในด้านอุปทาน คาดว่าการผลิตจากเหมืองแร่จะเติบโตในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นอาจส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวชะลอตัวลง” คุณหลุยส์ สตรีท กล่าวเสริม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Gold Demand Trends Q1 2026 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารจากสภาทองคำโลก ได้ทาง X (Twitter) ที่ @goldcouncil และ LinkedIn


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top