Thursday, 4 June 2026
สงครามอิหร่าน

สงครามเตือนไทย!! อิหร่าน–อเมริกา สะท้อนโลก ส่งผลถึงราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ ไทยต้องมีสติ ไม่ใช่เพียงเชียร์ข้าง เตรียมพร้อมและรักษาผลประโยชน์ชาติ

คนไทยควรเรียนรู้อะไรจากสงครามอิหร่าน–อเมริกา รอบนี้

เมื่อไฟสงครามอยู่ตะวันออกกลาง แต่แรงสะเทือนกลับมาถึงปากท้อง ความมั่นคง และวิธีคิดของคนไทย

สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนไปถึงไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายการขนส่ง และความมั่นคงของแรงงานไทยในต่างแดนได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ "ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีสติและพร้อมที่สุด" การรักษาผลประโยชน์ชาติไม่ควรใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในโลกโซเชียล แต่ต้องใช้เหตุผลและการทูตที่สุขุม รอบคอบ

สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดเพียงสนามรบ แต่กระทบถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งเส้นทางเดินเรือ การบิน และการขนส่ง เมื่อเกิดวิกฤตในพื้นที่สำคัญ สิ่งนี้จะส่งต่อผลกระทบถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนโดยตรง

"พลังงานคือความมั่นคงแห่งชาติ" ไทยจึงต้องเลิกพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงแหล่งเดียวและเตรียมพร้อมลดผลกระทบจากแรงสะเทือนภายนอก นอกจากนี้ความมีวินัยทางความคิดของสังคมในการรับสารและวิเคราะห์ข่าว ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความขัดแย้งในประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท้ายที่สุด ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ชม แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าในทุกมิติ ทั้งพลังงาน การทูต และเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว

ศึกอิหร่านบานปลาย!! เพนตากอนขอเพิ่มงบ ทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ หวังเติมคลังอาวุธลุยศึกอิหร่าน ขัดคำมั่นควบคุมงบต่างประเทศ

เพนตากอนได้ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อทำเนียบขาว เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการสงครามในอิหร่าน รายงานของ 'The Washington Post' ระบุว่าตัวเลขนี้สูงกว่าระดับการใช้จ่ายปัจจุบันอย่างมาก และอาจเผชิญแรงต้านในสภาคองเกรส

ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีราวพันครั้ง ส่งผลให้ความต้องการเติมคลังอาวุธของเพนตากอนเร่งตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายที่พุ่งเกิน 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกเท่านั้น

เจ้าหน้าที่เตือนว่า หากมีการอนุมัติงบเพิ่มเติม อาจก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ เนื่องจากการสนับสนุนจากสาธารณชนยังค่อนข้างจำกัด ขณะที่ข้อเสนองบประมาณนี้ขัดแย้งกับคำมั่นก่อนหน้าที่ว่าจะควบคุมการใช้จ่ายทางทหารต่างประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนคำถามเกี่ยวกับขนาดและความยั่งยืนของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่กำลังขยายตัวและอาจประสบแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ที่มา : Sputnik

นิวยอร์กอ่วม!! น้ำมันเบนซินเกิน 4 ดอลลาร์ นิวยอร์กเผชิญราคาสูงสุดในรอบปี รับแรงกระแทกสงครามอิหร่าน กระทบตลาดน้ำมันโลกอย่างแรง

ราคาน้ำมันเบนซินในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2022 ชาวนิวยอร์กหลายคนพบว่าค่าครองชีพด้านน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ราคาปลีกราคาน้ำมันพุ่งสูงมีสาเหตุหลักจากสงครามในอิหร่าน ที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวขึ้นอย่างรุนแรง การยิงขีปนาวุธและเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนี้ ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมัน ทำให้ตลาดขาดแคลนและราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยใกล้เคียงกับช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงกลางปี 2022 มีผลต่อค่าครองชีพและการเดินทางของผู้คนในนิวยอร์กที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในโลกที่พึ่งพาน้ำมันเพื่อขนส่งและอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพทางการเมือง ในขณะที่สถาณการณ์สงครามในอิหร่านยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติเร็ว ๆ นี้

การเฝ้าติดตามราคาน้ำมันและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ตั้งนโยบายต่างประเทศในเวลานี้

ที่มา : Xinhua

จีนจ่อเรียกยุติรบ!! 'เหมาหนิง' ขอทุกฝ่ายยุติรบทันที โจมตีทางทหารไม่แก้ปัญหา กังวลผลกระทบเศรษฐกิจโลก คัดค้านโจมตีพลเรือนอย่างหนัก

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ใช้ถ้อยคำเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่านยุติปฏิบัติการทางทหารทันที และเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพโดยเร็วที่สุด หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อยุติสงครามที่ลากยาวมาหนึ่งเดือน

เหมาหนิงชี้ว่ามาตรการทางทหารไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง และการเพิ่มความขัดแย้งยิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด พร้อมกล่าวบนแพลตฟอร์มแถลงข่าวว่า "มาตรการทางทหารไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง"

นอกจากนี้ เหมาระบุว่า ทุกฝ่ายควรแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงานโลก เมื่อถูกถามถึงรายงานการโจมตีมหาวิทยาลัยในอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เหมาย้ำว่า จีนคัดค้านการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงการโจมตีสถานศึกษาเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติด้านมนุษยธรรม

ที่มา : Xinhua

ยูเออีถอนตัว OPEC ยูเออีประกาศถอน OPEC และ OPEC+ กระทบเอกภาพกลุ่มน้ำมันในตะวันออกกลาง เผยไม่ต้องหารือซาอุดีอาระเบียก่อน ผลสะเทือนถึงราคาน้ำมันโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ยูเออีประกาศถอนตัวจาก OPEC และ OPEC+ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะ Saudi Arabia ที่เป็นผู้นำโดยพฤตินัย

การถอนตัวของยูเออี ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC มายาวนาน อาจทำให้เอกภาพของกลุ่มอ่อนแอลง และเพิ่มความไม่เป็นระเบียบภายในกลุ่ม ที่ก่อนหน้านี้พยายามแสดงจุดยืนร่วมกัน แม้จะมีความขัดแย้งทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และโควตาการผลิต

"ซูเฮล โมฮาเหม็ด อัล-มาซรูอี" (Suhail Mohamed al-Mazrouei) รัฐมนตรีพลังงานยูเออี เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างรอบคอบ พร้อมเน้นย้ำว่า การตัดสินใจของ UAE ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องหารือกับประเทศอื่น รวมถึงซาอุดีอาระเบีย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากยูเออี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาค แสดงความไม่พอใจต่อประเทศอาหรับอื่นๆ ที่ “ยังทำได่ไม่เพียงพอ” ในการปกป้องยูเออีจากการโจมตีของอิหร่านในช่วงสงครามที่ผ่านมา

Anwar Gargash ที่ปรึกษาของประธานาธิบดียูเออี กล่าววิจารณ์

ประเทศในกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC - มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกลุ่ม) ให้การสนับสนุนเพียงด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ในเชิงการเมืองและการทหาร “อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์”

แม้รัฐมนตรีพลังงานยูเออีจะกล่าวว่า การถอนตัวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลไปก่อนแล้ว แต่ในเชิงการเมือง ถือเป็นชัยชนะของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่วิจารณ์ OPEC มาตลอด ว่าทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง

ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐต่อประเทศอ่าว เข้ากับประเด็นราคาน้ำมัน โดยกล่าวว่าประเทศเหล่านี้ “ใช้ประโยชน์” จากการคุ้มครองดังกล่าวเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1282603994027958/?rdid=vUrfAwjLBIr8vnYf#

ไทยขยับพึ่งจีนรัสเซีย!! สหรัฐฯ ไม่ตอบรับช่วย ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ไทยเผชิญแรงกดดันพลังงานหนัก หันไปหาแหล่งน้ำมันและปุ๋ยจากรัสเซีย จีนช่วยแก้ปัญหาขนส่งช่องแคบฮอร์มุซ

ทางเพจ Asian Speech ได้โพสต์ว่า

ไทยหันไปพึ่งจีนและรัสเซีย หลังสหรัฐฯ ไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

กรุงเทพฯ 28 เมษายน 2569 — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เพื่อช่วยประเทศรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานก็ตาม

นายสีหัศักดิ์ พวงเกตแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้ง ซึ่งสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ

ตามที่รัฐมนตรีกล่าว การตอบสนองหลักของวอชิงตันคือการเสนอขายน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มากกว่ามาตรการสนับสนุนในวงกว้าง

คำกล่าวนี้เน้นย้ำถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ ขณะที่ไทยกำลังมองหาพันธมิตรทางเลือกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่มั่นคงระดับโลก

เจ้าหน้าที่ไทยกล่าวว่า ประเทศได้หันไปพึ่งรัสเซียสำหรับอุปทานน้ำมันดิบและปุ๋ย ขณะเดียวกันก็ขอความช่วยเหลือจากจีนเกี่ยวกับปัญหาการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานที่สำคัญของโลก

 มีรายงานว่าสีหาสักยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของนโยบายสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการมีส่วนร่วมที่มั่นคงกว่าของจีนในภูมิภาคนี้

ประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มนาโต้ของสหรัฐฯ แต่เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ความคิดเห็นเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วเอเชียกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง

อ้างอิง : Asian Speech

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=937901655682569&id=100083882304435&rdid=vc6IbDx9CqdrhCjK#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top