Thursday, 4 June 2026
สงครามอิสราเอล

‘ธนกร’ วอนคนไทย เดินทางกลับบ้านด่วน หลังอิสราเอลเปิดฉากภาคพื้นดิน หวั่นสถานการณ์รุนแรงจนออกมาไม่ได้ ฝากรัฐฯ ช่วยเร่งคลายกังวล ปมปลดหนี้

(29 ต.ค. 66) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การสู้รบในอิสราเอลว่า ขณะนี้กองทัพอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินเข้มข้นขึ้นแล้ว ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมีการคาดการณ์ว่า จะทำให้สถานการณ์รุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ตนจึงรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องแรงงานคนไทยที่อยู่ในอิสราเอล ขอให้เร่งตัดสินใจ แจ้งความประสงค์ขอกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยในชีวิต

ซึ่งสถานการณ์ในลำดับต่อไป ไม่มีใครคาดเดาได้เลย ว่าจะขยายวงกว้างไปมากน้อยแค่ไหน หากสถานการณ์เร็วร้ายลง การเดินทางกลับอาจจะทำได้ยาก เกรงว่าเมื่อตัดสินใจในช่วงที่สถานการณ์รุนแรงเลวร้ายอาจจะกลับไม่ได้

เมื่อถามว่า รายงานหลายคนมีความไม่แน่ใจว่าหากเดินทางกลับประเทศไทย และเรื่องหนี้สินและเงินค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับจากนายจ้างจะทำอย่างไร นายธนกร กล่าวว่า ขณะนี้นายกฯ และรัฐบาล เตรียมออกมาตรการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ระยะยาว สามารถยื่นคำขอทำเรื่องที่จะนำไปปลดหนี้ให้กับนายจ้างได้ ซึ่งการเดินทางกลับและเรื่องการใช้หนี้ต้องเร่งดำเนินการแจ้งคำร้องที่สถานทูตเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลโดยเร็ว เพื่อจะดำเนินการได้ทันท่วงที

“นายกฯ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกประกาศเรียกร้องให้แรงงานไทยเร่งตัดสินใจกลับประเทศโดยเร็ว ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงและขยายวงกว้าง เนื่องจากกองทัพอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินแล้ว และจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ญาติๆ และครอบครัวพี่น้องแรงงานไทยทุกคน ช่วยโน้มน้าวให้รีบตัดสินใจ ขอให้รักษาชีวิตกลับมาบ้านเราก่อน ส่วนเรื่องหนี้สินและการเงินสัญญาจ้าง และเรื่องอื่นๆ เชื่อว่ารัฐบาลจะมีหนทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้กับพี่น้องแรงงานไทยทุกคนได้” นายธนกร ย้ำ

‘อนุทิน’ แจง ‘มท.’ ร่อนหนังสือถึงครอบครัวแรงงานคนไทยในอิสราเอล ขอช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้กลับบ้าน ยัน!! นายกฯ รับปากรัฐบาลเยียวยาเต็มที่

(29 ต.ค. 66) ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งไปแต่ละจังหวัดให้ญาติของแรงงานไทยในอิสราเอล เกลี้ยกล่อมแรงงานให้กลับประเทศ ว่า ก็ต้องช่วยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านกรุณาสั่งการด้วยตนเอง เพราะมีความเป็นห่วงพี่น้องแรงงานชาวไทยในอิสราเอล และหลายคนก็เป็นตัวประกันด้วย ท่านคงมีความกังวลว่า ถ้าหากมีการใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินแล้ว จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับพี่น้องประชาชน จึงตัดสินใจว่า อย่างไรก็ขอให้พี่น้องคนไทยได้กลับมาสู่มาตุภูมิก่อน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทางรัฐบาลจะเร่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้มีการทำเรื่องเสนอในการเยียวยาให้กับพี่น้องแรงงานชาวไทยในอิสราเอล เพียงแต่ขอให้กลับมาสู่ประเทศไทยให้ปลอดภัยก่อน ซึ่งนี่คือความเป็นห่วงของนายกรัฐมนตรี และท่านก็ขอให้เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือไปยังแต่ละจังหวัด และเราสำรวจแล้วว่าแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ มีครอบครัวผู้ใช้แรงงานอิสราเอลจำนวนเท่าไหร่ จึงช่วยกันให้ญาติๆ ชวนกันกลับมา เพื่อให้ความมั่นใจว่าเอาชีวิตปลอดภัยไว้ก่อน แล้วรัฐบาลจะเยียวยาช่วยเหลือให้มากที่สุด ย้ำว่านี่คือความประสงค์ของนายกฯ

อิสราเอลคุมเข้มสื่อ ห้ามพูดเรื่องสงคราม ผิดเจอข้อหาหนัก ‘ภัยคุกคามด้านความมั่นคง’

(19 มิ.ย. 68) รัฐบาลอิสราเอลออกคำสั่งใหม่ ห้ามนักข่าว เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนรายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามภายในประเทศ หากไม่ได้รับอนุมัติล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดว่ามาตรการนี้มีผล ‘ทุกกรณี’ เพื่อควบคุมข้อมูลในภาวะวิกฤต

คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมทั้งสื่อกระแสหลัก บล็อกเกอร์ ยูทูบเบอร์ สตรีมเมอร์ ไปจนถึงผู้ใช้งาน Telegram โดยไม่มีข้อยกเว้น หากมีการเผยแพร่ข้อมูลก่อนการขออนุมัติ จะถูกพิจารณาว่าเป็นการ ‘คุกคามความมั่นคงของรัฐ’ และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายความมั่นคง

การควบคุมนี้ส่งผลให้ช่องทางสื่อสารในประเทศต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลก่อนเผยแพร่ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สงครามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข่าวจากแนวหน้า การโจมตี หรือความเสียหายใด ๆ

‘เนทันยาฮู’ ยกย่อง ‘ทรัมป์’ เพื่อนแท้อิสราเอล หลังสหรัฐฯ หนุนเต็มที่ในสงครามกับอิหร่าน

(19 มิ.ย. 68) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนในการ ‘ปกป้องน่านฟ้าอิสราเอล’ ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 วัน

เนทันยาฮูกล่าวว่า อิสราเอลกำลังโจมตีด้วยพลังมหาศาลใส่ ‘ระบอบของอยาตอลเลาะห์’ โดยมุ่งเป้าไปที่โครงการนิวเคลียร์ ฐานยิงจรวด และศูนย์บัญชาการทางทหารของอิหร่าน แต่ก็ยอมรับว่าอิสราเอลก็สูญเสียอย่างหนักเช่นกัน

“เรากำลังเผชิญกับความสูญเสียอันเจ็บปวด แต่แนวหลังยังมั่นคง ประชาชนยังแข็งแกร่ง และรัฐอิสราเอลเข้มแข็งกว่าที่เคย” เนทันยาฮู กล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่การปะทะเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน ขณะที่อิหร่านอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตในประเทศมากกว่า 220 ราย ซึ่งรวมถึงทหารระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ โดยยังไม่มีการอัปเดตตัวเลขล่าสุดจากทางการเตหะราน

โลกหวั่น ‘อิหร่าน’ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำราคาน้ำมันพุ่ง 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(19 มิ.ย. 68) ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ดร.ทิลัค โดชิ จากศูนย์วิจัยพลังงาน King Abdullah Petroleum Studies and Research Center ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประเมินว่าหากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจทะลุ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 10,950 บาท)

ด้าน ดร.คาซี โซฮัก นักเศรษฐศาสตร์พลังงาน ชี้ว่าหากย้อนดูปี 2008 ราคาน้ำมันเคยพุ่งสูงถึง 147 ดอลลาร์ โดยไม่มีความขัดแย้งใหญ่เกิดขึ้น ขณะที่ในปี 1973 ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นถึง 300% จากเหตุการณ์คว่ำบาตรน้ำมันระหว่างสงครามยมคิปปูร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดตอบสนองต่อความเสี่ยงทางการเมืองได้อย่างรุนแรงเพียงใด 

มาร์ค อายูบ นักวิจัยนโยบายพลังงาน เสริมว่าแม้ไม่เกิดการปิดช่องแคบ แต่หากมีการโจมตีโครงสร้างน้ำมันของอิหร่าน ราคาน้ำมันก็อาจแตะระดับ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเฉพาะหากมีเป้าหมายที่แหล่งก๊าซสำคัญของอิสราเอล เช่น คาริช หรือ เลวีอาธาน ก็อาจทำให้ราคาขยับขึ้นอีก 5–10 ดอลลาร์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า ราคาน้ำมันในระดับนี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจเร่งให้ฝ่ายต่าง ๆ พยายามหาทางยุติสงครามโดยเร็ว เพื่อควบคุมผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานโดยรวม

‘ทรัมป์’ ขอเวลาตัดสินใจ 2 สัปดาห์ ว่าจะส่งทหารร่วมศึกอิสราเอล-อิหร่าน หรือไม่

(20 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะตัดสินใจภายใน 2 สัปดาห์ว่าจะส่งกองกำลังเข้าแทรกแซงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านหรือไม่ โดยระบุว่าขณะนี้ยังมี 'โอกาสสำคัญ' สำหรับการเจรจาทางการทูตกับอิหร่าน จึงขอเวลาประเมินสถานการณ์เพิ่มเติม

โฆษกทำเนียบขาว แครอลไลน์ ลีวิตต์ กล่าวว่า ทรัมป์ให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และยังไม่ปิดโอกาสสำหรับการเจรจา แม้จะมีรายงานว่าทรัมป์อนุมัติแผนโจมตีไซโลนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้ว แต่ยังไม่ได้สั่งให้ดำเนินการในทันที

ขณะที่ อิหร่านเตือนว่าหากสหรัฐฯ เข้าร่วมสงคราม จะยิ่งทำให้ภูมิภาคลุกเป็นไฟ โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของอเมริกา” ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวเผยว่าเว็บไซต์ฟอร์โด ซึ่งเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน อาจตกเป็นเป้าหมายโจมตีหากการเจรจาล้มเหลว

ทั้งนี้ สถานการณ์ทวีความตึงเครียดหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่โรงพยาบาลทางตอนใต้ของอิสราเอล ทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 70 คน ด้านอิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายจุด ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้ใช้การทูตแทนการสู้รบ

อิสราเอลโวยอิหร่าน ยิงขีปนาวุธแบบ ‘คลัสเตอร์บอมบ์’ ระเบิดไม่เลือก - กระจายกลางอากาศ พุ่งสังหารพลเรือน

อิสราเอลเปิดเผยเมื่อวันที่ (19 มิ.ย.68) ว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ซึ่งบรรจุระเบิดย่อยแบบ 'คลัสเตอร์มูนิชัน' (cluster submunitions) โดยมีเป้าหมายเจาะใส่พื้นที่พลเรือนหนาแน่น เพื่อเพิ่มความเสียหายและจำนวนผู้บาดเจ็บ โดยยังไม่ระบุพื้นที่เป้าหมายชัดเจน

รายงานจากสื่ออิสราเอลระบุว่า หัวรบของขีปนาวุธดังกล่าวแตกกระจายกลางอากาศที่ระดับความสูงประมาณ 7 กิโลเมตร ก่อนโปรยระเบิดย่อยราว 20 ลูกกระจายเป็นวงกว้างราว 8 กิโลเมตร เหนือพื้นที่ตอนกลางของอิสราเอล หนึ่งในระเบิดย่อยตกใส่บ้านในเมืองอาซอร์ (Azor) ทำให้บ้านเสียหาย แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สำหรับระเบิดคลัสเตอร์เป็นอาวุธที่สร้างความขัดแย้งในระดับโลก เนื่องจากกระจายระเบิดย่อยไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งบางส่วนอาจไม่ระเบิดทันทีและเป็นภัยหลงเหลือที่อันตรายต่อพลเรือนในระยะยาว โดยกองทัพอิสราเอลออกภาพกราฟิกเตือนภัยจากระเบิดที่ยังไม่ระเบิด เพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม

พลตรีเอฟฟี เดฟริน โฆษกกองทัพอิสราเอล ระบุว่า “การก่อการร้ายนี้จงใจโจมตีพลเรือน ด้วยอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายแบบวงกว้าง” ขณะที่ ดาริล คิมบอลล์ ผู้อำนวยการกลุ่มรณรงค์ควบคุมอาวุธ กล่าวว่า อิหร่านรู้อยู่แล้วว่าขีปนาวุธของตนอาจไม่แม่นยำ การใช้ระเบิดคลัสเตอร์จึงมีโอกาสโจมตีเป้าหมายพลเรือนมากกว่าเป้าหมายทางทหาร

ทั้งนี้ อิหร่านและอิสราเอลต่างไม่เข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศปี 2008 ที่ห้ามผลิต ครอบครอง และใช้งานระเบิดคลัสเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมี 111 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญานี้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธลักษณะเดียวกัน และมีรายงานว่ารัสเซียเองก็ใช้ระเบิดชนิดนี้เช่นกันในสงครามกับยูเครน

โฆษกทรัมป์ฉะสื่อ อย่าใส่ร้ายสหรัฐฯ ลั่นไม่เคยรุกรานประเทศไหน สร้างแต่สันติภาพเท่านั้น

(23 มิ.ย. 68) คาโรไลน์ ลีวิตต์ (Karoline Leavitt) โฆษกทำเนียบขาว ตำหนิสื่อมวลชน หลัง CNN รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมสงครามเคียงข้างอิสราเอลเพื่อ “รุกรานอิหร่าน” โดยยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่เคยรุกรานประเทศใด และการกระทำทั้งหมดเป็นไปเพื่อสันติภาพ

ลีวิตต์เตือนสื่อว่า “อย่าใช้คำว่ารุกรานกับประธานาธิบดีทรัมป์ หรือแม้แต่ประเทศของเรา” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ มีเกียรติ และมีกองทัพที่ไม่มีใครเทียบได้ในโลก

โฆษกสาวของทำเนียบขาววัย 27 ปี ระบุว่า แม้สหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรุกราน เพราะสหรัฐฯ ไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นเส้นแดงสำคัญด้านความมั่นคง

คาโรไลน์ ลีวิตต์ ทิ้งท้ายว่าทรัมป์ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองในอิหร่าน และยังคงหวังว่าเตหะรานจะเลือกการเจรจา พร้อมกล่าวว่า “ขอพระเจ้าอวยพรโลกใบนี้”

ประธานาธิบดีบูร์กินาฟาโซจี้ถามโลกตะวันตก เหตุใดสันติภาพต้องมากับการใช้ความรุนแรง

(23 มิ.ย. 68) อิบราฮิม ตราโอเร (Ibrahim Traoré) วัย 37 ปี ประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งบูร์กินาฟาโซ กล่าวตั้งคำถามต่อโลกว่า ทำไมบางประเทศจึงใช้ความรุนแรง เช่น การทิ้งระเบิดใส่ชาติอื่น แล้วอ้างว่ากระทำเพื่อสันติภาพ ซึ่งเขามองว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่ชอบธรรม และเป็นการเชิดชูการใช้อาวุธรุนแรงอย่างผิดหลักมนุษยธรรม

เขาระบุว่าในโลกปัจจุบันมีบทเรียนสำคัญที่สอนให้รู้ว่า ความเป็นมหาอำนาจทางทหารอาจต้องพึ่งพาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็น “เครื่องมือที่ต้องมีไว้ในครอบครอง” เพื่อสร้างความเคารพและความมั่นคงให้แก่ประเทศ

ก่อนหน้านี้ หลังการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนในปี 2022 ตราโอเรพยายามยกระดับความร่วมมือทางทหาร ทั้งกับรัสเซียและชาติชั้นนำระดับภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้กองทัพบูร์กินาฟาโซ ซึ่งถือเป็นการปรับนโยบายด้านความมั่นคงให้มุ่งเน้นอาวุธเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

แนวทางของตราโอเรไม่เพียงสะท้อนถึงความไม่พอใจต่ออิทธิพลตะวันตก แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการพลิกบทบาทของชาติแอฟริกาที่พร้อมพึ่งพาอำนาจทางทหารระดับสูงเพื่อรักษาเอกราช 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top