Thursday, 4 June 2026
วีซ่าสหรัฐ

‘ชาเวซ จูเนียร์’ โดนตำรวจสหรัฐฯ จับฐานอยู่เกินวีซ่า อึ้ง!! ปูมหลังพัวพันแก๊งยาเม็กซิโก-ค้าอาวุธข้ามชาติ

(4 ก.ค. 68) ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ อดีตนักมวยแชมป์โลกชื่อดังชาวเม็กซิโก บุตรชายของ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ ตำนานมวยโลกชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมที่เมืองลอสแอนเจลิส เพราะอยู่ในประเทศเกินเวลาวีซ่า และให้ข้อมูลเท็จในการขอเป็นผู้พำนักถาวรในอเมริกา เจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของสังคม และเตรียมส่งตัวกลับเม็กซิโก ซึ่งที่นั่นเขายังมีคดีเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติรออยู่

ชาเวซถูกจับเมื่อวันพุธ ขณะกำลังขี่สกู๊ตเตอร์อยู่ใกล้บ้านพักในย่าน Studio City เมืองลอสแอนเจลิส ทนายความของเขาบอกว่า มีเจ้าหน้าที่หลายคนเข้ามาจับกุม และเชื่อว่าข้อกล่าวหาที่ชาเวซได้รับ เป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อทำให้สังคมหวาดกลัว ขณะที่ครอบครัวของชาเวซออกแถลงการณ์สนับสนุนเขา พร้อมย้ำว่าขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม โดยไม่ถูกกดดันจากภายนอก

ขณะที่ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ชาเวซเดินทางเข้าประเทศในเดือนสิงหาคม 2023 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งหมดอายุไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 หลังจากนั้นเขาพยายามขออยู่ในอเมริกาแบบถาวร โดยอ้างว่าแต่งงานกับหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่นามว่า คาร์เทลซินาโลอา (Sinaloa Cartel)  นอกจากนี้ ทางการเม็กซิโกยังออกหมายจับชาเวซในข้อหาค้ายาและค้าอาวุธ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 อีกด้วย

ชาเวซเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธหลายครั้ง เขาเคยถูกจับในปี 2012 เพราะขับรถขณะเมาสุรา และถูกจับอีกครั้งในปี 2024 ฐานครอบครองปืนผิดกฎหมาย หลังจากนั้นเขาถูกสั่งให้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ปัจจุบันยังมีคดีเกี่ยวกับอาวุธที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ

หลังจากชาเวซถูกจับ ชาวเม็กซิโกมีความเห็นที่แตกต่างกัน บางคนคิดว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังทางการเมือง และเชื่อว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจอยู่เบื้องหลังการจับกุมนี้ ขณะที่บางคนมองว่าไม่แปลก เพราะชาเวซมีพฤติกรรมที่มีปัญหามานาน ถึงแม้เขาจะเคยเป็นนักมวยฝีมือดีและเคยประสบความสำเร็จในวงการ แต่ชีวิตส่วนตัวที่เต็มไปด้วยปัญหาก็ทำให้เขาตกต่ำมาตลอดอาชีพการชก

ทั้งนี้ ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ จูเนียร์ เพิ่งพ่ายคะแนนแบบหมดรูปให้กับ เจค พอล ยูทูบเบอร์ที่ผันตัวไปชก ในการแข่งขันไฟต์พิเศษรุ่นครุยเซอร์เวต ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ภูฎานโดนแบนวีซ่า!! สหรัฐแบนภูฎานเพราะเปอร์เซ็นต์เกิน เบื้องหน้าอ้างปัญหาตรวจคนเข้าเมือง เบื้องหลังอาจโยงสมการการเมืองระหว่างประเทศ บทบาทรัฐกันชนเดิมเริ่มสั่นคลอน

ถอดรหัส ทำไมภูฎาน เป็นหนึ่งในประเทศที่อเมริกาแบนวีซ่า

ความจริงเอย่ามีเรื่องจะเขียนมากมายในอาทิตย์นี้อย่างเช่นเรื่องของเรือมยุรีนารี ที่ใครๆก็มองว่าน่าจะเป็นเกมส์ของมหาอำนาจที่พยานามดึงไทยเข้าเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน เพราะ ณ วันนี้ประชาโซเชียลพร้อมใจเทหน้าตักเชียร์อิหร่านกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่กับกลายเป็นว่าแผนเหตุการณ์ที่หวังให้เกิดชาตินิยมต่อต้านอิหร่านในไทยกลับตาลปัตร คนไทยในโซเชียลประสานเสียงด่ากัปตันและลูกเรือ กองทัพเรือไทยโชว์หลักฐาน ว่าเตือนแล้ว 3 รอบ ส่วนรัฐบาลไทยก็ตีเนียน เพราะอาศัยการยังไม่เปิดสมัยสภาทำเป็นไม่รับผิดชอบเรื่องความขัดแย้ง แต่ช่วยเรือลูกเรือคนไทยเท่านั้น งานนี้ซีไอเอในไทยคงเหวอเพราะคิดกับที่คาดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย

เอาเป็นว่าเรื่องนี้จบไปดีกว่าทเอย่าเพิ่งมีข่าวสดๆร้อนๆไม่นานมานี้เรื่องที่ว่าทำไมอเมริกาแบนวีซ่าการย้ายถิ่นฐานของชาวภูฎาน

ถ้าหาจากข้อมูลจะพบว่ามีข้อมูลระบุชาวภูฎานหลบหนีเข้าเมืองสหรัฐสูงถึง 20%

ข้อมูลจากEntry/Exit Overstay Report ของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐ (DHS) ระบุว่า
ในปี 2024 คนไทยเข้าสหรัฐมีจำนวน 69,445 คน และ overstay 2,106 คิดเป็น 3% ในขณะที่ชาวภูฎานเข้าสหรัฐในปีเดียวกันมี 180 คน และมี overstay 48 คน คิดเป็น 27% อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าสหรัฐเอาจำนวนเปอร์เซ็นต์มาตัดสินหรือเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินกันแน่ แต่ถ้ามองไปลึกๆถึงอดีตของภูฎาน ทุกคนน่าจะทราบนะคะว่า ภูฎานเป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์​
มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ในยุคของกษัตริย์ จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นี่เอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ แท้จริงแล้วอินเดียกับภูฏานมีความสัมพันธ์แบบ “รัฐในอารักขาโดยพฤตินัย มาตั้งแต่ปี 1949 โดยมีสนธิสัญญาที่เซ็นต์กันมาโดยเนื้อหาหลักๆคือ

1. อินเดียควบคุมนโยบายต่างประเทศของภูฏาน รวมถึงภูฏานไม่ทำการทูตหรือข้อตกลงสำคัญกับประเทศอื่นโดยไม่ปรึกษาอินเดียก่อน
2. อินเดียให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง กล่าวคืออินเดียจะสนับสนุนด้านกองทัพและอาวุธเพื่อป้องกันภูฎาน
3. อินเดียให้เงินสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและถนนหนทาง
4. อินเดียคืนพื้นที่ Dewangiri ปัจจุบันคือเมือง Deothang ซึ่งอังกฤษเคยยึดไปในศตวรรษที่ 19 ในสงคราม Duar War ในปี 1865

เมื่อกษัตริย์จิกมี ขึ้นครองราชย์ ก็มีการแก้ไขสนธิสัญญาในปี 2007 โดยมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญได้รับการแก้ไขจาก
ภูฏานจะอยู่ภายใต้การชี้นำของอินเดียในด้านนโยบายต่างประเทศ เป็น ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันด้านความมั่นคง ประโยคนี้เอย่าสรุปให้เข้าใจง่ายคือ จากที่อินเดียมีอิทธิพลกำกับการต่างประเทศภูฏาน เป็น ภูฏานมีอธิปไตยเต็มมากขึ้น ข้อนี้พูดง่ายๆคือภูฎานจะทำอะไรไม่ต้องถามอินเดียอีก และ ในกิจการต่างประเทศภูฏานสามารถเลือกจะคบใครก็ได้เป็นอำนาจของภูฎานเอง และเชืาอว่านั่นเป็นสิ่งที่อินเดียอาจจะไม่ได้ยินดีนักแต่ก็ขัดไม่ได้

หากมองภูมิประเทศของภูฎานจะเห็นว่าทางทิศตะวันตกติดรัฐสิกขิมส่วนด้านตะวันออกติดรัฐอรุณาจัลประเทศ โดยมีทางเหนือติดทิเบต เมื่อจีนเริ่มบุกยึดทิเบตในปี 1950 อินเดียจึงเริ่มมองหารัฐกันชน แต่เหมือนกับอินเดียเริ่มตระหนักถึงภัยจากจีนจึงเลือกทำสนธิสัญญาในปี 1949 แทน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนการที่ภูฎานเลือกจะแก้สนธิสัญญาเพราะโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และจีนไม่ได้ต้องการดินแดนแต่ต้องการพันธมิตรมากกว่าศัตรูอย่างภูฎาน

การรัฐประหารที่ล้มเหลวในภูฎานถูกจับได้ในปี 2021 โดยแผนนี้ถูกเปิดโปงและถูกจับได้เสียก่อนในขั้นตอนการวางแผน ว่ากันว่ากลุ่มผู้ก่อการนั้นคือกลุ่มที่โปรอินเดียและชาติตะวันตก และคนที่ส่งข่าวให้ทางภูฏานนั้นคือจีนนั่นเอง

เอย่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์การไม่ออกวีซ่าครั้งนี้จะเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ overstay ที่สูงหรือเป็นเพราะภูฎานเริ่มมีความสนิทชิดเชื้อกับทางจีนกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือความเป็นรัฐกันชนของอินเดียเริ่มหายไป และภูฎานเองก็เริ่มจะเปิดรับโลกภายนอกมากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาอินเดียหรือใครอีกต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top