อ.อุ๋ยกระตุกรัฐบาล ทำการบ้านพลังงาน!! เปิดโมเดลซื้อน้ำมันอิหร่าน ลดความเสี่ยงแซงก์ชันสหรัฐฯ ผลักดันเทคนิคการค้าระบบใหม่ ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ
อาจารย์อุ๋ย กระตุกรัฐบาลไทย! : ผ่ากลยุทธ์ซื้อน้ำมันถูกจากอิหร่าน ฉลุยช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่พังเพราะแซงก์ชันสหรัฐฯ
โดย อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กำลังยกระดับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประเทศไทย เพราะทันทีที่ความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และต้นทุนพลังงานของประเทศผู้นำเข้าย่อมได้รับแรงกระแทกตามไปด้วย
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ขณะที่อิหร่านยังถือ “ไพ่ยุทธศาสตร์” สำคัญต่อความมั่นคงของเส้นทางดังกล่าว ไทยจึงไม่ควรนั่งรอว่ามหาอำนาจจะตกลงกันอย่างไรแล้วค่อยรับผลที่ตามมา
สิ่งที่รัฐบาลไทยควรวางยุทธศาสตร์คือ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อเปิดทางเลือกด้านพลังงานให้ประเทศได้หรือไม่ และจะออกแบบการค้าอย่างไรไม่ให้ผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันราคาถูก กลายเป็นต้นทุนมหาศาลจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 3 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลควรศึกษาอย่างจริงจัง
1. เปิดเกม Barter Trade และระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์
ไทยไม่ควรคิดว่าการค้าระหว่างประเทศมีเพียงการซื้อขายผ่านเงินดอลลาร์เท่านั้น เพราะอิหร่านต้องการสินค้าหลายประเภทที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งข้าว อาหาร ยางพารา สินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน ขณะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน จึงมีพื้นที่สำหรับศึกษากลไก Barter Trade หรือการแลกสินค้าและผลประโยชน์ระหว่างกัน รวมถึงการชำระบัญชีด้วยสกุลเงินอื่นหรือ Local Currency Settlement
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จ่ายด้วยเงินอะไร” แต่รัฐบาลต้องออกแบบโครงสร้างธุรกรรมตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นคู่ค้า สินค้าประเภทใดเกี่ยวข้องกับมาตรการใด ธนาคารใดรับชำระ และธุรกรรมส่วนใดสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงเกินจำเป็นแก่ระบบการเงินไทย
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมเรียกว่า การทูตเชิงเทคนิค ที่ไม่ใช่ประกาศท้าทายสหรัฐฯ แต่ใช้พื้นที่ทางกฎหมายและการเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย
2. สร้างกลไก SPV แยกความเสี่ยง ไม่เอาทั้งประเทศลงไปเดิมพัน
สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำคือให้หน่วยงานรัฐ ธนาคารใหญ่ หรือบริษัทพลังงานยุทธศาสตร์ของไทยเดินเข้าไปทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ความเสียหายจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ไทยควรศึกษาการใช้ Special Purpose Vehicle (SPV) หรือกลไกนิติบุคคลเฉพาะกิจสำหรับการค้าพลังงาน โดยมีระบบตรวจสอบคู่สัญญา แหล่งที่มาของสินค้า ธนาคาร บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยอย่างชัดเจน เพราะหัวใจของ SPV ไม่ใช่เป็นการ “ซ่อนว่าใครซื้อใครขาย” แต่คือ การแยกและบริหารความเสี่ยงให้ประเทศไทยรู้ก่อนลงมือว่าเส้นไหนเดินได้ เส้นไหนเดินไม่ได้ และเส้นไหนต้องเจรจาก่อน
รัฐบาลยังสามารถใช้ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งอิหร่านและโลกตะวันตกเป็นพื้นที่ทางการทูตและการเจรจา โดยเฉพาะรัฐอ่าว เช่น โอมาน ตลอดจนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอื่นๆ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฯลฯ
เพราะนี่คือการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว
3. จาก “ซ่อนน้ำมัน” เป็น “เปิดเส้นทางน้ำมัน” ด้วย Energy Diplomacy
เทคนิค Ship-to-Ship Transfer หรือการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ รวมถึงการผสมน้ำมัน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมพลังงาน แต่ไทยไม่ควรเดินเข้าสู่พื้นที่สีเทาด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อปิดบังแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะผลตอบแทนจากน้ำมันราคาถูกอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อบริษัทเดินเรือ บริษัทประกัน ธนาคาร และชื่อเสียงของประเทศ
เกมที่ฉลาดกว่าคือ เปลี่ยนจากการซ่อนเส้นทาง เป็นการเจรจาเปิดเส้นทาง โดยรัฐบาลควรทำ Energy Diplomacy กับอิหร่าน โอมาน จีน และประเทศอ่าว เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือ การประกันภัย ความปลอดภัย และเงื่อนไขการผ่านพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้เรือพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับไทยไม่ถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางทหาร เพราะประเทศไทยต้องการน้ำมัน ไม่ได้ต้องการสงคราม
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเดินเกมคือ “ความมั่นคงของเส้นทางพลังงาน” ไม่ใช่การเข้าไปเลือกข้างในสงครามของมหาอำนาจ
นอกจากนี้ไทยต้องมี Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ เพราะสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือรัฐบาลไทยจะใช้วิธีเดิม คือรอดูว่าสหรัฐฯ ทำอะไร จีนทำอะไร อิหร่านทำอะไร แล้วประเทศไทยจึงค่อยขยับตาม
แต่อย่าลืมว่า ประเทศที่ไม่มีทางเลือก ย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้นไทยจึงควรรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน จีน ประเทศอ่าว และผู้ผลิตพลังงานรายอื่น เพราะผลประโยชน์ของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมเรียกแนวทางนี้ว่า การทูตไผ่ลู่ลมที่มีเขี้ยวเล็บ หรือ การทูตคาบดาบ
กล่าวคือ ต้องลู่ตามแรงลมเพื่อไม่ให้ต้นไผ่หัก แต่รากต้องยึดอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของตัวเอง เพราะหากอิหร่านสามารถเสนอพลังงานในเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ ไทยก็ควรกล้าเปิดโต๊ะเจรจา ศึกษากลไก Barter Trade ระบบชำระเงินทางเลือก โครงสร้าง SPV การขนส่ง และการประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมวางแนวกฎหมายป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านั้นลากภาคการเงินหลักของไทยเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ทำให้รัฐมหาอำนาจหยุดแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรละทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน และในวันที่โลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “เราจะยืนข้างใคร?”
สิ่งที่ผมเสนอมิใช่ทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง จีนมีทั้งการค้าลักษณะ Oil-for-Goods และการชำระค่าน้ำมันอิหร่านด้วยเงินหยวน อินเดียเคยสร้างกลไกชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูปี ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษเคยไปไกลถึงขั้นร่วมกันตั้ง INSTEX ซึ่งเป็น Special Purpose Vehicle เพื่อเปิดช่องทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมายกับอิหร่าน คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อประเทศอื่นเคยกล้าสร้างเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลไทยจะกล้าศึกษาและออกแบบโมเดลของไทยเองหรือไม่?
รัฐบาลจึงควรทําการบ้านให้มากขึ้นว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายยังอยากค้าขายกับไทย เพื่อให้คนไทยได้พลังงานในราคาที่ดีที่สุด และประเทศไทยไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างใคร นั่นต่างหากคือ Strategic Autonomy ที่ประเทศไทยควรเดินในโลกที่มหาอำนาจกำลังเล่นเกมกันแรงขึ้นทุกวัน
ด้วยความปรารถนาดี
https://www.facebook.com/share/p/1DbbQW8wc6/?mibextid=wwXIfr








