‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน
“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน
นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้
ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน
“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว
กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน
“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน








